ช่องว่างระหว่างสิทธิที่กฎหมายรับรอง กับสิทธิที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติของกฎหมายป่าชุมชน

ช่องว่างระหว่างสิทธิที่กฎหมายรับรอง กับสิทธิที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติของกฎหมายป่าชุมชน

การต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการป่าไม้ของไทยกินเวลาหลายทศวรรษ ก่อนนำไปสู่การประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติฉบับสำคัญที่รับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้โดยตรง รวมถึงยอมรับสถานะขององค์กรชุมชน และมีกลไกให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเป็นทางการ

แต่การมีกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะจบลงทันที

หลังกฎหมายป่าชุมชนมีผลบังคับใช้มากว่ากึ่งทศวรรษ กลับพบประเด็นปัญหาที่กฎหมายตั้งใจสร้างกลไกการจัดการ แต่ยังไม่สามารถสร้างรูปธรรมได้ชัดเจนนัก ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่อง ‘การมีส่วนร่วม’ ที่แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาท แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่ชัดเจนว่าองค์กรต่างๆ ควรมีส่วนร่วมอย่างไร 

รวมถึงกระบวนการด้านกรรมการนโยบายป่าชุมชนและคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัดยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างไหลลื่นนัก ทำให้สาระสำคัญที่ชุมชนสะท้อนออกมาไม่ได้รับการพิจารณา ส่งผลให้ข้อเสนอจากพื้นที่ไม่สามารถขับเคลื่อนในระดับนโยบายได้จริง แนวโน้มการตัดสินใจในจึงกลายเป็นการบริหารจากส่วนกลางมากกว่าการบริหารร่วม ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายที่ต้องการให้คนในพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลป่า

อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่อง ‘ศักยภาพของคนทำงาน’ เนื่องจากคณะกรรมการป่าชุมชนในแต่ละแห่งต้องรับผิดชอบงานจำนวนมาก ตั้งแต่การวางแผน การจัดการทรัพยากร การจัดทำเอกสาร ไปจนถึงการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ แต่กลับยังไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ชัดเจนและต่อเนื่อง 

ขณะที่กรมป่าไม้ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณ ส่งผลให้หลายชุมชนต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือพึ่งพาองค์กรพัฒนาเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนเป็นครั้งคราว ผลที่ตามมาทำให้ป่าชุมชนบางแห่งเข้มแข็งมาก แต่บางแห่งกลับขาดความรู้และเครื่องมือในการบริหารจัดการ ทั้งที่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน

ประเด็นต่อมาที่พบว่าเป็นปัญหา คือ ข้อจำกัดเกี่ยวกับพื้นที่อนุรักษ์ โดยการเพิ่มพื้นที่บางประเภทเข้าไปเป็นพื้นที่ที่ชุมชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมจัดการได้ ทำให้พื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนหดแคบลง ทั้งที่แนวคิดป่าชุมชนเกิดขึ้นเพื่อขยายบทบาทของประชาชนในการดูแลทรัพยากร 

อีกปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ทุน’ ทั้งการลาดตระเวน การป้องกันไฟป่า การฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม หรือการพัฒนาคนในชุมชน ที่ต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ปัจจุบันป่าชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่มีแหล่งทุนที่มั่นคง เงินสนับสนุนมักได้จากโครงการระยะสั้น เงินรางวัล หรือการบริจาคจากภาคเอกชน และมักกระจุกตัวอยู่กับชุมชนที่มีชื่อเสียงหรือมีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่ป่าชุมชนอีกหลายแห่งไม่ได้รับการพัฒนาในระดับเดียวกัน

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังมีประเด็นเรื่อง ‘คาร์บอนเครดิต’ เข้ามาเกี่ยวเนื่อง ที่หากมองเรื่องสร้างรายได้ให้ชุมชนจากสิ่งนี้อาจเป็นสิ่งดึงดูดการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อเจาะลึกไปยังกระบวนการขั้นตอนต่างๆ หลายโครงการยังขาดกระบวนการรับฟังความเห็นและการตัดสินใจอย่างเสรีของชุมชน บางแห่งมีการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน บางแห่งมีกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนจริงๆ จนเกิดข้อกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิชุมชนและการ ‘ฟอกเขียว’ มากกว่าการอนุรักษ์อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน กระบวนการติดตามและประเมินผลป่าชุมชนก็ถูกตั้งคำถามเช่นกัน เพราะแม้ระเบียบจะกำหนดให้มีการประเมินผลทุกปี แต่หลายชุมชนสะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินอย่างแท้จริง เพียงแค่รับทราบผลหลังประเมินเสร็จแล้วเท่านั้น หรือบางกรณียังพบว่า คะแนนการประเมินไม่ด้รับสอดรับกับสภาพความเป็นจริง ส่งผลต่อโอกาสในการขยายพื้นที่ป่าชุมชน

จากประเด็นต่างๆ ที่กล่าว ทำให้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา 13 องค์กรภาคประชาสังคมจากเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง ร่วมยื่นข้อเสนอในการปรับปรุงนโยบายป่าชุมชน ประจำปี 2568 ต่อคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ตามความเห็นว่า การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายและนโยบายด้านการป่าไม้ของประเทศไทยยังคงมีข้อท้าทายและสิ่งที่ควรปรับปรุงในประเด็นต่างๆ ซึ่งเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และองค์กรในระดับพื้นที่ จึงหารือและร่วมกันพัฒนาข้อเสนอในการปรับปรุงนโยบายป่าชุมชน ประจำปี 2568 ขึ้น เพื่อช่วยเสริมให้ข้อเสนอที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนต้องจัดทำครอบคลุมความเห็นขององค์กรที่มีส่วนได้เสียในงานป่าชุมชนมากยิ่งขึ้น

อ่าน ข้อเสนอในการปรับปรุงนโยบายป่าชุมชน ประจำปี 2568 นำเสนอโดยเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม