สถานการณ์ป่าไม้ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ พ.ศ. 2568

สถานการณ์ป่าไม้ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ พ.ศ. 2568

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 กรมป่าไม้ได้มีการเผยแพร่รายงานโครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้และชนิดป่า ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นการรายงานสภาพพื้นที่ป่าไม้และชนิดป่าของประเทศไทยในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซต์ของสำนักจัดการที่ดินป่าไม้ Forest Land Management Office โดยมีการรายงานสภาพพื้นที่ป่าไม้ ปี 2568 ดังนี้

ประเทศไทยมีพื้นที่คงสภาพป่า 101,672,494.16 ไร่ หรือร้อยละ 31.43 ของพื้นที่ประเทศไทย โดยจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่คงสภาพป่า ได้แก่ นนทบุรี และปทุมธานี

ภาคกลาง มีพื้นที่คงสภาพป่า 12,275,117.28 ไร่ หรือร้อยละ 21.57 ของพื้นที่ภูมิภาค
ภาคตะวันออก มีพื้นที่คงสภาพป่า 4,703,786.12 ไร่ หรือร้อยละ 21.83 ของพื้นที่ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่คงสภาพป่า 15,592,564.25 ไร่ หรือร้อยละ 14.88 ของพื้นที่ภูมิภาค
ภาคตะวันตก มีพื้นที่คงสภาพป่า 20,002,333.01 ไร่ หรือร้อยละ 58.76 ของพื้นที่ภูมิภาค
ภาคใต้ มีพื้นที่คงสภาพป่า 11,235,660.93 ไร่ หรือร้อยละ 24.34 ของพื้นที่ภูมิภาค
ภาคเหนือ มีพื้นที่คงสภาพป่า 37,863,032.58 ไร่ หรือร้อยละ 63.05 ของพื้นที่ภูมิภาค

ภาพรวมสถานการณ์พื้นที่คงสภาพป่าของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า ลดลงจาก ปี 2567 เท่ากับ 112,777.42 ไร่ หรือร้อยละ 0.11 โดยภาคเหนือพบเป็นภูมิภาคที่มีการสูญเสียพื้นที่คงสภาพป่ามากที่สุด 83,602.89 ไร่ ขณะเดียวกันพบภาคกลางและภาคใต้มีพื้นที่คงสภาพป่าเพิ่มขึ้นจากปี 2567 รวม 8,624.32 ไร่

10 จังหวัด พื้นที่คงสภาพป่าเพิ่มขึ้นมากที่สุด

  1. เพชรบูรณ์ +12,879.67 ไร่
  2. ชัยภูมิ +5,633.13 ไร่
  3. พังงา +5,151.36 ไร่
  4. นราธิวาส +3,941.74 ไร่
  5. ระยอง +2,152.20 ไร่
  6. อุตรดิตถ์ +1,960.31 ไร่
  7. ตรัง +1,513.60 ไร่
  8. ขอนแก่น +1,413.62 ไร่
  9. กระบี่ 1,169.92 ไร่
  10. อุบลราชธานี 795.74 ไร่

10 จังหวัด พื้นที่คงสภาพป่าลดลงมากที่สุด

  1. เชียงใหม่ -34,292.05 ไร่
  2. แม่ฮ่องสอน -20,441.53 ไร่
  3. ตาก -17,088.66 ไร่
  4. สุรินทร์ -12,425.94 ไร่
  5. สกลนคร -11,777.97 ไร่
  6. นครพนม -10,852.93 ไร่
  7. น่าน -10,385.27 ไร่
  8. ลำปาง -9,307.52 ไร่
  9. เชียงราย -7,530.48 ไร่
  10. สุโขทัย -5,446.77 ไร่

จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่คงสภาพป่าและพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้ ได้มีการแบ่งรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ 

  • พื้นที่ป่าไม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • พื้นที่ป่าไม้เปลี่ยนแปลงไปเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้
  • พื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • พื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้เปลี่ยนแปลงมาเป็นพื้นที่ป่าไม้

รูปแบบการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ของประเทศไทย ปี 2568 

1) พื้นที่ป่าไม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จำนวน 101,518,467.35 ไร่ : หมายความว่า สภาพพื้นที่ยังเป็นพื้นที่คงสภาพป่าที่ยังไม่มีการบุกรุก แผ้วถางทำลาย หรือยังไม่ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินไปเป็นรูปแบบอื่น 

2) พื้นที่ป่าไม้เปลี่ยนแปลงไปเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้ จำนวน 266,804.23 ไร่ : หมายความว่า พื้นที่คงสภาพป่าได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินไปเป็นรูปแบบอื่นอย่างถาวร เช่น พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง หรือโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐที่มีการขอใช้พื้นที่ป่า ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำ ถนน เป็นต้น หรือพื้นที่คงสภาพป่าถูกเปลี่ยนแปลงแบบชั่วคราว ซึ่งมักจะเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ไฟป่า ดินถล่ม

3) พื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จำนวน 221,589,401.25 ไร่ : หมายความว่า เป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่คงสภาพป่า โดยมีรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่เบ็ดเตล็ด และพื้นที่แหล่งน้ำ โดยรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินยังคงเป็นรูปแบบเดิมหรืออาจถูกเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิม แต่จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่ป่าไม้

4) พื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้เปลี่ยนแปลงมาเป็นพื้นที่ป่าไม้ จำนวน 154,026.81 ไร่ : หมายความว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบอื่นๆ มาก่อนแล้วถูกปรับเลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ป่าไม้ หรืออาจเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ถูกฟื้นฟูกลับมา หรือเกิดจากการปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากการขยายตัวของพื้นที่ป่าไม้ตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบสถิติการเปลี่ยนแปลงพื้นที่คงสภาพป่ากับจำนวนประชากรของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – 2568) พบ จำนวนประชากรของประเทศไทยลดลงทุกปีแต่กลับมีความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่คงสภาพป่าที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สาเหตุเกิดจากพื้นที่คงสภาพป่าถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร เช่น ถูกเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบอื่นๆ เช่น โครงการพัฒนาของภาครัฐ การสร้างถนนตัดผืนป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น

ภายใต้สถานการณ์การลดลงของพื้นที่คงสภาพป่าของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อันหมายถึงการสูญเสียผืนป่าดั้งเดิมที่มีซับซ้อนทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นกลไกธรรมชาติที่สามารถควบคุมสภาพภูมิอากาศและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างดี 

แม้มีการฟื้นฟูพื้นที่ป่ากลับมา แต่ป่าฟื้นฟูที่เกิดจากกระบวนการทดแทน (Ecological Succession) จนกลับมาเป็นป่าอีกครั้ง จะมีความซับซ้อนทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพน้อยกว่าป่าดั้งเดิม โดยเฉพาะช่วงแรกของป่าฟื้นฟูจะมีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำกว่าป่าดั้งเดิมอย่างมาก โครงสร้างป่ามักเป็นระเบียบหรือสม่ำเสมอเกินไป (ต้นไม้มีขนาดและอายุไล่เลี่ยกัน) ขาดไม้พื้นล่างหรือซากไม้ที่ทับถมตามธรรมชาติในช่วงแรกของการเติบโต ระบบนิเวศมีความเปราะบางและอ่อนแอ ต้องใช้เวลาในการพัฒนาความอุดมสมบูรณ์ของดินและการสะสมเมล็ดพันธุ์ใต้ดินอีกยาวนาน

ดังนั้น การสูญเสียพื้นที่คงสภาพป่า โดยเฉพาะผืนป่าดั้งเดิม ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสภาพภูมิอากาศของโลก รวมถึงสวัสดิภาพของมนุษย์ที่ยังคงต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น ดิน น้ำ และอากาศ 

ออกแบบภาพและเรียบเรียงโดย นางสาวสุจิตรา ขะจัดโรคา เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อ้างอิงข้อมูล