ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่บริเวณโดยรอบๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้กลายเป็นสถานการณ์ที่ชุมชนและหน่วยงานภาครัฐต้องรับมือกันอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการเคลื่อนตัวของช้างป่าออกจากเขตอนุรักษ์เพื่อเข้ามาหากินในพื้นที่เกษตรกรรม จนสร้างความเสียหายต่อพืชผล ทรัพย์สิน และเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน

ซึ่งในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเถียรได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลหน่วยงาน/เครือข่ายที่ดำเนินงานด้านปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่บริเวณรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในรูปแบบการสอบถามกับผู้นำและการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปฏิบัติงานด้านสัตว์ป่า และประชาชนในพื้นที่
จากการรวบรวมและวิเคราะห์สถานการณ์ชี้ให้เห็นว่า ประเด็นนี้กำลังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่ต้องการการจัดการอย่างจริงจังและเป็นระบบมากขึ้น
ข้อมูลการสำรวจพบว่า ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา แต่ละชุมชนพบเจอสัตว์ป่านอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายชนิด อาทิ ช้างป่า วัวแดง กระทิง ลิง เก้ง รวมถึงสัตว์ผู้ล่าสูงสุดบนห่วงโซ่อาหารอย่างเสือโคร่ง โดยช้างป่าเป็นสัตว์ที่สร้างผลกระทบมากที่สุด ทั้งในด้านความถี่และขนาดของความเสียหาย และมีแนวโน้มการออกนอกพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 1 – 3 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่สัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น เก้ง วัวแดง กวางป่า และหมูป่า พบเป็นครั้งคราว ส่วนสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างเสือโคร่งพบได้น้อยมาก
สถานการณ์การเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าพบมากในพื้นที่ที่มีแนวป่าต่อเนื่องกับพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เกิดการทับซ้อนของการใช้ประโยชน์พื้นที่ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



ที่ผ่านมาแม้ในพื้นที่มีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครชุมชน โดยมีการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยและการสื่อสารเพื่อแจ้งเตือนอย่างรวดเร็ว รวมถึงการอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ แต่ยังพบข้อจำกัดใหญ่ในเรื่องงบประมาณ ทรัพยากร และกำลังคน
ส่วนอุปกรณ์จำเป็นต่องานเฝ้าระวังและผลักดันสัตว์ป่า เช่น วิทยุสื่อสาร ยานพาหนะ อุปกรณ์ผลักดันสัตว์ป่า หรือระบบเฝ้าระวังถาวร ยังมีจำนวนไม่เพียงพอ ส่งผลให้การจัดการปัญหาในหลายกรณีเป็นในลักษณะ ‘แก้ปัญหาเฉพาะหน้า’ มากกว่าการป้องกันล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ตอบแบบสำรวจสะท้อน คือ ปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานในบางพื้นที่ แม้ความร่วมมือโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังพบความล่าช้าในการสื่อสาร การกระจายทรัพยากรที่ไม่ทั่วถึง และข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง (ผลักดันสัตว์ป่า) ส่งผลให้บางสถานการณ์ไม่สามารถเข้าควบคุมหรือแก้ไขได้ทันเวลา
จากข้อมูลชี้ว่า การแก้ปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ไม่สามารถพึ่งพาเพียงกำลังของเจ้าหน้าที่ภาคสนามหรือความเสีลสละของอาสาสมัครในชุมชนได้เพียงทางเดียว แต่ต้องอาศัยการออกแบบระบบสนับสนุนในระดับนโยบายและการบริหารจัดการที่ชัดเจนมากขึ้น
ทางด้านข้อเสนอจากชุมชน ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การเพิ่มศักยภาพเชิงป้องกัน ทั้งการจัดหาเทคโนโลยีสนับสนุน เช่น โดรนตรวจจับความร้อน ระบบสัญญาณเตือนภัย กล้องเฝ้าระวัง และไฟส่องสว่างในจุดเสี่ยง รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์เฉพาะสำหรับผลักดันช้างป่าที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมิติของการจัดการระยะยาว หลายข้อเสนอชี้ไปสู่การฟื้นฟูแหล่งอาหารตามธรรมชาติภายในป่า เพื่อลดแรงจูงใจให้สัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของการเคลื่อนย้ายสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงสูง การสร้างจุดเฝ้าระวังถาวร
และประเด็นสำคัญคือการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และรูปแบบการประสานงานให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
โดยแบ่งประเด็นเป็น การมีส่วนร่วมและการประสานงาน ซึ่งเสนอให้ส่งเสริมบทบาทของ หน่วยงานท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลในการมีส่วนร่วมกับทีมงานเฝ้าระวัง สร้างกลไกผู้ประสานงานระหว่างชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสริมสร้างความรวดเร็วและความโปร่งใสในการแก้ปัญหา และสนับสนุนทรัพยากรให้กับชุมชน และเครือข่ายอาสาสมัครอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง
รวมถึงเสนอการจัดการโครงสร้างและระบบการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ เช่น เสนอการกำหนดโครงสร้างหน่วยงานภาคสนามอย่างชัดเจน เพื่อช่วยลดความขัดแย้งและความซ้ำซ้อนในการทำงาน การระบุบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ และช่วยเร่งรัดการปรับปรุง ระบบการประสานงาน ให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น โดยส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการติดต่อสื่อสาร
จากประเด็นที่ได้รับการบันทึกนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ป่าในยุคปัจจุบันไม่อาจพึ่งพาเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องอาศัยการลงทุนในข้อมูล ระบบเฝ้าระวัง เทคโนโลยี และความร่วมมือเชิงโครงสร้าง
และจำเป็นต้องก้าวจาก ‘การรับมือ’ ไปสู่ ‘การร่วมมือ’ และ ‘การวางแผนเพื่ออยู่ร่วมกัน’ ร่วมกันทุกๆ หน่วยงาน ทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับนโยบาย
สำหรับการเก็บข้อมูลหน่วยงานและเครือข่าย มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจะนำข้อมูลส่วนนี้ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเพื่อสร้างระบบการจัดการให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



