เกือบ 90% ของพื้นที่มรดกโลก กำลังเผชิญความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมในระดับสูง

เกือบ 90% ของพื้นที่มรดกโลก กำลังเผชิญความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมในระดับสูง

องค์การยูเนสโกได้นำเสนอรายงานเรื่อง ‘ชุมชนและธรรมชาติในพื้นที่ที่องค์การยูเนสโกกำหนดไว้ : การมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นและระดับโลก’ ซึ่งเป็นรายงานฉบับแรกที่วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อนุรักษ์ที่ยูเนสโกรับรอง 2,260 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า13 ล้านตารางกิโลเมตร

ในรายงานระบุว่า พื้นที่เช่น มรดกโลก เขตสงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลก ล้วนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด โดยสี่ในสิบของสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น ซึ่งหมายความว่าหากแหล่งที่อยู่อาศัยส่วนนี้หายไป สัตว์เหล่านั้นก็จะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล

และนอกเหนือจากคุณค่าทางนิเวศวิทยาแล้ว พื้นที่ที่ยูเนสโกรับรองยังเป็นปราการสำคัญที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 240 กิกะตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในปัจจุบันเกือบ 20 ปี และแน่นอนว่าหากโครงสร้างทางระบบนิเวศถูกทำลาย คาร์บอนก็จะถูกปล่อยออกมา กลายเป็น ‘ระเบิดคาร์บอน’ ทำให้ประชาคมโลกไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป

อีกส่วนที่สำคัญของรายงาน กล่าวถึง การเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรเกือบ 900 ล้านคนหรือหนึ่งในสิบของประชากรโลก ซึ่งหนึ่งในสี่ของพื้นที่เหล่านั้นตรงกับดินแดนของชนพื้นเมือง โดยเฉพาะในแอฟริกาและละตินอเมริกา เป็นที่อยู่อาศัยมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์

และยังเน้นย้ำด้วยว่า การปกป้องผืนดินจะเป็นไปไม่ได้หากปราศจากชุมชน (ชนพื้นเมืองท้องถิ่น) ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์มานานนับพันปี

ขณะเดียวกันการปกป้องพื้นที่ได้คืนประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัย โดยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกเกิดขึ้นภายในหรือรอบๆ พื้นที่มรดกโลก เขตสงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลก แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและการปกป้องสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินควบคู่กันได้

อย่างไรก็ดี ในด้านตรงกันข้าม รายงานได้อธิบายเตือนว่าเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่กำลังเผชิญกับความเครียดทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีสาเหตุจากภัยพิบัติทางสภาพอากาศ เช่น ไฟป่าและน้ำท่วม และความรุนแรงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับอดีต

และหากพื้นที่ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือลดภัยคุกคามที่เป็นอยู่ ภายในปี ค.ศ. 2050 หนึ่งในสี่ของพื้นที่อาจข้ามเส้นไปอยู่ในจุดที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกต่อไป เช่น การหายไปของธารน้ำแข็ง การพังทลายของแนวปะการัง และการเปลี่ยนแปลงของป่าไม้กลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน

โดยประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ถูกหยิบยกมาเล่าว่าเป็นสิ่งเร่งเร้าให้เกิดแรงกดดันทางสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น และทำให้สภาพพื้นที่มีความเปราะบางมากขึ้น ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา พื้นที่ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ประสบกับสภาวะอากาศสุดขั้วอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น ความร้อนจัด 

ด้วยอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจัดเป็นภัยพิบัติที่แพร่หลายที่สุด รองลงมาคือฝนตกหนัก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และปะการังฟอกขาว ปัจจัยกดดันอื่นๆ ได้แก่ การเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย ภัยแล้ง ไฟป่า มลภาวะ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ภาวะขาดแคลนน้ำ และดินถล่ม

ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2000 ธารน้ำแข็งในพื้นที่ที่ยูเนสโกรับรองได้สูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปแล้วกว่า 2,500 กิกะตัน โดยเฉพาะธารน้ำแข็งบนยอดเขาที่สูญเสียปริมาตรไปประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน มหาสมุทรในพื้นที่เหล่านี้ยังมีความเป็นกรดมากขึ้นเมื่อเทียบกับระดับที่บันทึกไว้ก่อน ค.ศ. 2000

ขณะที่เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

เรื่องไฟป่ากลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของป่าในแหล่งมรดกโลก รองลงมาคือการตัดไม้ การถางป่าเพื่อทำการเกษตรถาวร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ทางรถไฟ และโครงการด้านพลังงาน

และนับตั้งแต่ปี 2000 พื้นที่ป่าไม้ได้หายไปมากกว่า 300,000 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานถูกพบในแหล่งมรดกโลกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

รายงานเตือนว่า หนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการล่มสลายของระบบนิเวศ เช่น แนวปะการังเขตร้อน ที่การฟอกขาวอาจกลายเป็นเหตุการณ์ประจำปี ส่งผลให้แนวปะการังสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่ไปในที่สุด

นอกจากนี้ แหล่งมรดกโลกกว่า 300 แห่งกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำเรื้อรัง คุกคามระบบนิเวศน้ำจืด และการลดลงของปริมาณคาร์บอนในป่าอาจทำให้แหล่งดูดซับคาร์บอนบางแห่งกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนสุทธิได้

อย่างไรก็ดี แม้จะเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น พื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกยังคงทำหน้าที่เป็นกันชนที่สำคัญในการป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รายงานระบุว่า การเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ภายในพื้นที่เหล่านี้มีความรุนแรงประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่โดยรอบในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของยูเนสโกชี้ให้เห็นว่า การดำเนินการในวันนี้สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากได้ การป้องกันภาวะโลกร้อนทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะช่วยลดจำนวนพื้นที่ที่ยูเนสโกกำหนดไว้ว่าอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงลงครึ่งหนึ่งภายในสิ้นศตวรรษนี้

และถึงแม้ว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของแผนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติจะรวมพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกไว้ด้วย แต่มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ของแผนด้านสภาพภูมิอากาศระดับชาติเท่านั้นที่ทำเช่นนั้น แม้ว่าพื้นที่ทั้งหมดจะเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพก็ตาม

โดยยูเนสโกได้กำหนดประเด็นสำคัญ 4 ด้านสำหรับการดำเนินการลดผลกระทบ ประกอบด้วย (1)การฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น (2) สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงผ่านความร่วมมือข้ามพรมแดน (3) การบูรณาการพื้นที่ที่องค์การยูเนสโกกำหนดไว้เข้ากับนโยบายและการวางแผนด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มรูปแบบยิ่งขึ้น และ (4) เสริมสร้างธรรมาภิบาลที่ครอบคลุมร่วมกับชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

อ่านและดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่ People and nature in UNESCO-designated sites: global and local contributions

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม