คนเฝ้าช้าง (ตอน 13)

คนเฝ้าช้าง (ตอน 13)

“ส่วนใหญ่ก็ใช้เงินตัวเองกันทั้งนั้นแหละ” อุดม กลับสว่าง เจ้าหน้าที่โครงการป่าตะวันตก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เอ่ยขึ้นหลังจากเสร็จภารกิจเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ ‘คนเฝ้าช้าง’ ที่บ้านไผ่งาม

ระหว่างเดินทางกลับที่พักในคืนข้างแรมฝนเริ่มตกเปาะแปะ อุณหภูมิชวนให้อยากหลับตาพัก อุดมเลยพยายามทำลายความง่วงของตัวเองด้วยบทสนทนาระหว่างวิถีคนกับช้างที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่และยากมากขึ้นของคนทำงานอนุรักษ์

“ตอนนี้มีช้างป่าออกมาหากินนอกห้วยขาแข้งทุกวัน”

ในความหมายนั้นนับรวมทุกชุมชนที่รายล้อมอยู่ในแนวกันชนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากว่า 30 แห่ง 

บางชุมชนมาถี่เป็นประจำทุกวัน บางชุมชนนานๆ มาหน บางกลุ่มเจอเพียงหลักหน่วย แต่บางกลุ่มบ้านเจอสาหัสเป็นหลักสิบตัว

“อย่างอ่างห้วยดงนี่เจอหนักเลย น่าจะยี่สิบตัว แต่น่าจะเยอะกว่านั้น”

“โป่งมะค่า เขาไม้นวล คลองชะนีบน ก็เจอเยอะ” 

“บ้านไหนที่เจอช้างเยอะ เจอช้างบ่อย ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเยอะ” แกเล่าต่อ 

ในความหมายนั้น เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเสบียงอาหาร อุปกรณ์ผลักดันช้างป่าที่จำเป็น ค่าน้ำมัน ตลอดจนเครื่องมือป้องกันภัยชุมชน เหล่านี้เป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนเฝ้าช้าง ที่รู้จักในภาษาทางการว่าเป็น ‘เครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์’

แต่ในความรู้สึกของอุดมคนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจาก ‘จิตอาสา’ ที่ออกหน้ามาทำงานด้วยขนาดหัวใจใหญ่กว่าผลตอบแทน

พวกเขาคือคนที่ทำงานหนักกว่าใคร กลางวันทำไร่ทำสวนทำงานประจำหารายได้จุนเจือครอบครัว แม้หมดเรี่ยวหมดแรงไปแล้ว แต่พอเข็มนาฬิกาหมุนวนไปยามเย็นย่ำมาเยือนเมื่อไหร่ก็ยังต้องควักแรงฮึดก๊อกสองพาตัวเองออกมานั่งทำงานอีกกะ คอยผลักดันช้างที่อาจเดินผ่านแปลงเกษตร แวะพักกินอาหาร หรือเล่นสนุกหยอกเย้ากับพืชไร่

เมียงมองดูจากไกลๆ ก็น่ารักอยู่หรอก แต่ความน่ารักจะเป็นน่าชังสำหรับบางคนทันทีถ้าหากว่าเกิดขึ้นกับเรือกสวนไร่นาของตน 

เพื่อไม่ให้ความเสียหายเหล่านั้นเกิดขึ้น คนเฝ้าช้าง จิตอาสา เครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่จำเป็นต้องออกมาประจำการ และทำหน้าที่ผลักดันช้างกลับเข้าป่าเพื่อลดความเสียหายของชุมชนให้ได้มากที่สุด 

“ตอนชาวบ้านออกมาเฝ้าช้าง แรกๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่พอบ่อยๆ เข้ามันก็เริ่มมีคำถาม” อุดมเปิดประเด็นชวนคิด

“ผัวกูแอบไปมีกิ๊กหรือเปล่าวะ” เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ เล่าแบบติดตลกก่อนตบเข้าประเด็น

“ค่ากับข้าวไปไหนหมด ทำไมเงินเหลือกลับบ้านน้อย มันจะมีคำถามแบบนี้ตามมา”

“ออกมาเฝ้าช้างมันเครียดนะ นั่งอยู่กลางความมืดตอนกลางคืนไม่รู้จะเจออะไรตอนไหนบ้าง แล้วยังต้องเครียดเรื่องครอบครัวอีก งานแบบนี้มันไม่สนุก”

“ถ้าครอบครัวไหนเข้าใจก็ดี แต่ถ้าครอบครัวไหนไม่เข้าใจ อาจจะบ้านแตกได้เหมือนกัน”

“เพราะว่าทุกวันมันมีรายจ่าย ออกจากบ้านมาก็ต้องเติมน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์ บางทีก็ต้องออกซื้อเสบียงไว้เผื่อหิวอีก กาแฟบ้าง ขนมนมเนยบ้าง”

“รายจ่ายบางอย่างมันไม่เกี่ยวกับงานโดยตรง แต่มันเป็นค่าใช้จ่ายของชีวิต” อุดมเล่า 

เมื่อปีที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำแผนงานสนับสนุนเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ที่จัดตั้งขึ้นโดยชุมชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าและสัตว์ป่าที่ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นประจำทุกเดือน

อุดมเล่าว่าของที่มอบไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไร เป็นเพียงเครื่องดื่มชูกำลัง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่จำเป็นบางอย่าง

พร้อมอธิบายต่อว่า งานเฝ้าระวังช้างป่า หรือรวมถึงสัตว์ป่าอื่นๆ ที่เข้ามาหากินในชุมชนมีงบสนับสนุนของกรมอุทยานแห่งชาติและพันธุ์พืชอยู่ปีละ 50,000 บาท สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับเครือข่ายฯ 

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2568) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งก็ได้จัดประชุมเครือข่ายฯ สอบถามความต้องการเรื่องนี้ไป และได้จัดทำเป็นรายละเอียดและเตรียมบริหารจัดการความต้องการตามงบประมาณในปีนี้ไปแล้ว

แต่ต้องใส่หมายเหตุตัวโตๆ ไว้ว่า ของบางอย่างเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป เช่น ลูกบอลไล่นก ปะทัดวี๊ดบึ้ม หรือน้ำมันเติมพาหนะ หรือของบางอย่างเป็นสิ่งที่สามารถเสื่อมสภาพได้ อย่างแบตเตอรี่สำหรับฮอร์นขยายเสียงแจ้งเตือนเวลาช้างป่าเข้ามาชุมชน ของพวกนี้จำเป็นต้องซ่อมแซม และมีค่าใช้จ่ายเข้ามาอยู่ตลอด

อุดมถอดบทเรียนงานสนับสนุนชุมชนในปีที่ผ่านมาว่า ตามแผนที่วางไว้ยังไม่ตรงตามความต้องการขอบชุมชนเสียทีเดียว ยังมีเครื่องไม้เครื่องมืออีกหลายรายการที่ถูกร้องขอเป็นการส่วนตัว ไล่มาตั้งแต่ไฟฉายและถ่านไฟฉาย 

บางคนขอแปล พร้อมใส่หมายเหตุมาด้วยความหวังว่าขอเป็นแปลที่มีมุ้งเพราะนอกจากต้องสู้กับช้างแล้ว หากต้องสู้กับยุงด้วยแล้วจะกลายเป็นศึกสองด้าน มันเป็นสิ่งเกินจะทนไหว  

บางคนขอแผงโซลาร์เซลล์ไว้ติดทำลายความมืดในจุดเฝ้าประจำการ 

บางคนขอชิ้นส่วนของอุปกรณ์เตือนภัยที่ประกอบไปด้วย ฮอร์นขยายเสียง แบตเตอรี่ เบรกเกอร์ตัดไฟ ที่รวมๆ แล้วตกชุดหนึ่งไม่ต่ำกว่า 800 บาท 

หรือพอเข้าช่วงฤดูฝนพรำ ชุดกันพิรุณราคาไม่กี่สิบบาทก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอุปกรณ์อื่นๆ และจิปาถะอีกนับไม่ถ้วน 

ว่าพลางก็หันมาบอกกับผู้เขียนว่าหาทางช่วยหน่อยสิ ทำอย่างไรถึงจะเติมเต็มเงื่อนไขการทำงานได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คนทำงานได้ออกมาทำหน้าที่อย่างไม่ต้องกังวลรายจ่ายที่ต้องควักกระเป๋าตัวเอง

“บางครั้งเวลาไปเจอเครือข่าย เราก็ไม่ได้มีอะไรมอบให้นะ แต่ต้องแวะเวียนไปให้กำลังใจกันบ้าง เรื่องแบบนี้บางคนอาจมองว่าไม่ได้ช่วยอะไร แต่อย่างน้อยๆ ก็เป็นการบอกให้รู้ว่า เรายังอยู่ตรงนี้นะ” 

อุดมเล่าอย่างเขินๆ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

ในความเงียบของคืนข้างแรม เสียงฝนยังคงตกเปาะแปะอยู่บนหลังคารถ เข็มนาฬิกาเกือบเดินเข้าสู่เช้ามืดของวันใหม่ ระยะทางที่เหลือของบ้านพักเจ้าหน้าที่โครงการป่าตะวันตกใช้เวลาอีกราวสิบนาทีก็ถึงที่หมาย อีกไม่นานอุดมคงได้วางร่างลงบนฟูกนุ่มๆ 

แต่คนเฝ้าช้างอาจยังทำงานอยู่

ก่อนถึงโค้งสุดท้าย อุมดมเอ่ยอีกประโยค 

“จริงๆ แล้วคนเฝ้าช้างนี่…” 

“คือคนที่ช่วยให้คนกับช้างยังอยู่ด้วยกันได้นะ”

ไม่ใช่ด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยโครงการ แต่ด้วยความอดทนของคนตัวเล็กๆ ในหมู่บ้าน ที่ยอมเสียเวลา เสียเงิน และเสียแรงของตัวเอง เพื่อให้ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าไม่ลุกลามไปไกลกว่านี้

และบางที นั่นอาจเป็นแนวกันชนที่สำคัญที่สุด

อ่านซีรีส์คนเฝ้าช้างทุกตอน

พ.ศ. 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินแผนงานศึกษาข้อมูลสัตว์ป่าและการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าที่มีผลกระทบกับชุมชนรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านกิจกรรมจัดทำฐานข้อมูลสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าชุมชน จัดทำอัตลักษณ์ของสัตว์ป่า สำรวจพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนที่สัตว์ป่าออกมาใช้ประโยชน์ ศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ของช้างป่า และร่วมกิจกรรมลดผลกระทบจากสัตว์ป่าร่วมกับชุมชนและหน่วยงานอนุรักษ์ในพื้นที่ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการธรรมชาติปลอดภัย


เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

เป้าหมายที่ 11 ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน

11.4 เสริมความพยายามที่จะปกป้องและคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติของโลก

เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

15.5 ปฎิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยุ่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี 2563 จะปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม

15.9 บูรณาการมูลค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปสู่การวางแผนกระบวนการพัฒนา ยุทธศาสตร์การลดความยากจน และบัญชีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ภายในปี 2563

15.a ระดมและเพิ่มทรัพยากรทางการเงินจากทุกแหล่งเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

เป้าหมายที่ 17 เสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

17.17 สนับสนุนการส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม โดยสร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม