‘ยังยิ้ม’ เรื่องเล่าของเด็กแว้ง นกเงือก และความหวังที่ยังบินอยู่ของ ‘นูรฮีซาม บินมามุ’

‘ยังยิ้ม’ เรื่องเล่าของเด็กแว้ง นกเงือก และความหวังที่ยังบินอยู่ของ ‘นูรฮีซาม บินมามุ’

เวลาคนถามว่า “แว้งเป็นยังไง” นูรฮีซาม บินมามุ มักตอบสั้นๆ ว่า “ก็โอเคนะ เรายังยิ้มอยู่” เป็นคำตอบธรรมดาแต่แอบซ่อนความหมายเอาไว้มากกว่าที่คิด

มันไม่ใช่แค่รอยยิ้มของคนคนหนึ่ง แต่คือรอยยิ้มของพื้นที่ชายแดนใต้ที่ถูกเล่าผ่านข่าวความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ในความจริง ยังมีเด็ก ยังมีป่า ยังมีนกเงือกบินผ่านฟ้าในทุกเช้า

นูรฮีซามเติบโตมาในอำเภอเล็กๆ ที่ไม่มีศูนย์การค้า แต่มีภูเขาเป็นฉากหลัง ไม่มีโรงหนัง แต่มีน้ำตกและเต็มไปด้วยผืนป่าสำหรับไว้พักใจ

เขาไม่ได้ฝันอยากเป็นนักอนุรักษ์มาตั้งแต่แรก ไม่เคยคิดจะสร้างองค์กรใหญ่โต สิ่งที่เขาทำมีเพียงแค่ชวนเด็กๆ จากต่างโรงเรียน ต่างศาสนา มานั่งคุยกัน วาดรูปด้วยกัน และออกไปเจอธรรมชาติด้วยกัน

จากคำว่า “ยัง” ที่หมายถึงเยาวชน และ “ยังยิ้ม” ที่หมายถึงความหวัง กลายเป็นชื่อของกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นสะพานเชื่อมเด็กกับป่า เชื่อมวัฒนธรรมกับธรรมชาติ และเชื่อมอนาคตของอำเภอแว้งเข้ากับนกเงือกที่ยังบินอยู่บนฟ้า

นี่คือเรื่องราวของคนธรรมดาที่เลือกอยู่กับบ้านเกิด ทำงานสื่อสารง่ายๆ และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตะโกนเสียงดัง

แค่เริ่มจากรอยยิ้ม… ก็เพียงพอแล้ว

Photo : facebook Sum Nara Nara

จำโมเมนต์แรกที่ทำให้เราหลงรักธรรมชาติได้ไหม มันเกิดขึ้นตอนไหน

ถ้าเป็นโมเมนต์แรกๆ คงมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ได้ซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนเรียนมัธยมพอถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือตอนปิดเทอม จะชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวน้ำตกสิรินธร (ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา) ซื้อไก่ซื้อปลาไปปิ้งย่างกินกัน สมัยนั้นกฎระเบียบในพื้นที่อนุรักษ์ยังไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่ อีกอย่างอำเภอแว้งที่ผมโตมาไม่มีโรงหนัง ไม่มีห้างสรรพสินค้าให้ไปเดินเล่น ความสนุกหรือความบันเทิงมันมีอยู่ไม่กี่อย่าง ถ้าไม่เล่นกีฬาก็ไปเที่ยวน้ำตก เล่นน้ำริมคลอง เที่ยวป่าหลังบ้าน เป็นการท่องเที่ยวพักผ่อนแบบวัยรุ่น ไม่ได้ถึงขั้นรัก แต่เป็นความชอบที่ได้พาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น

สภาพแวดล้อมอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เวลานั้นเป็นอย่างไร

ผมเคยถ่ายรูปจากมุมสูงของอำเภอแว้งไว้ แบบที่เห็นทั้งตัวอำเภอ มันเป็นภาพตึกรามบ้านช่อง สายน้ำไหลลงมาจากภูเขาที่อยู่ล้อมรอบเมือง เป็นภาพจำว่าอำเภอแว้งมันเป็นแบบนี้ ไม่มีตึกสูง ไม่มีพวกแสงสี มีแค่พื้นที่สีเขียว มีสายน้ำไหลผ่านตัวอำเภอ มีแค่นี้จริงๆ

แล้วเปลี่ยนจากความชื่นกายสบายใจเป็นความตั้งใจทำงานอนุรักษ์ตอนไหน

จุดกระแทกใจผมที่สุดเป็นตอนที่ พี่ปรีดา เทียนส่งรัศมี ขึ้นรับรางวัล ‘ผู้ปิดทองหลังพระ’ ในงานคนค้นฅนอวอร์ด ครั้งที่ 1 (ปี พ.ศ. 2552) ตอนนั้นผมดูถ่ายทอดการมอบรางวัล แล้วรู้สึกประทับใจการทำงานเบื้องหลังของพี่ปรีดามาก รายการเล่าว่าพี่ปรีดาเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไร ทำให้ได้รู้ว่าพี่ปรีดามาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินทางไกลมาทำงานกับมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี พอได้ยินผมก็ฉุกคิดขึ้นว่าป่าฮาลา-บาลาที่ผมคุ้นเคยก็มีนกเงือกเหมือนกันนะ จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษาข้อมูลป่าฮาลา-บาลาและนกเงือกมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมอยากทำมากที่สุดในตอนนั้น คืออยากเจอพี่ปรีดาสักครั้ง สุดท้ายเลยตัดสินใจเดินทางไปบูโดคนเดียว แล้วก็ได้เจอกันที่บ้านพักอุทยานฯ

พอมีโอกาสคุยกัน สารภาพเลยว่าตอนนั้นผมอยากเป็นแบบพี่ปรีดา อยากทำงานอย่างนั้น ถึงแกจะเป็นคนจากต่างถิ่น แต่ก็ยังเลือกมาช่วยป่า ช่วยธรรมชาติที่บ้านเรา ถึงจะรู้ตัวว่าคงทำไม่ได้เท่าเขา แต่ก็อยากลงมือทำอะไรสักอย่าง จนได้ฟังเรื่องงานสื่อความหมายกับเยาวชน แกชวนเด็กๆ มาวาดภาพระบายสีนกเงือก ผมรู้สึกว่านี่ล่ะ ใช่เลย! มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ ผมอยากให้เด็กๆ ในอำเภอแว้งได้ทำกิจกรรมแบบนี้บ้าง ได้วาดภาพ ระบายสี ไปดูนกเงือก เที่ยวชมสัมผัสธรรมชาติ

หลังจากนั้นพอมีเวลาว่างผมก็แวะไปหาพี่ปรีดาบ่อยขึ้น มีครั้งหนึ่งพี่ปรีดาชวนผมไปช่วยเก็บข้อมูลนกเงือกที่บูโด พอเสร็จภารกิจก็กลับมานั่งพูดคุยกันถึงสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่เป็นไปได้ และสิ่งที่เราพอจะทำได้จริง เลยแชร์ไอเดีย ‘กลุ่มยังยิ้ม’ ออกไป ปรากฏว่าคืนนั้น พี่ปรีดาหยิบปากกากระดาษมาวาดโลโก้ยังยิ้มให้ มันเป็นโมเมนต์พิเศษมาก ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้จนถึงวันนี้เลย

โลโก้ยังยิ้มมีความหมายอย่างไร 

อักษร Y ตัวแรก พี่ปรีดาออกแบบเป็นเด็กผู้ชายใส่หมวกกะปิเยาะ นุ่งโสร่ง ส่วน Y ตัวที่สองเป็นเด็กผู้หญิงสวมฮิญาบ เป็นชุดตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นนกเงือกสองตัวบินอยู่ ทั้งหมดสื่อถึงธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลอมรวมอยู่ในโลโก้เดียว

ตอนที่เห็นโลโก้ครั้งแรก ผมรู้สึกเลยว่า “เฮ้ย เจ๋งว่ะ” เลยตัดสินใจทันทีว่าเอาโลโก้นี้แหละ ใช้เลย ตั้งกลุ่มเลย ถ้าย้อนกลับไปตอบเรื่องโมเมนต์ที่อยากทำงานอนุรักษ์ โมเมนต์ที่ได้โลโก้จากพี่ปรีดานี่ล่ะคือจุดเริ่มต้นจริงๆ ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมก็เริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง

สัญลักษ์กลุ่มยังยิ้ม ออกแบบโดยปรีดา เทียนส่งรัศมี
ปรีดา เทียนส่งรัศมี (คนกลาง) Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile

ช่วยเล่าไอเดียชื่อ ‘ยังยิ้ม’ ให้ฟังหน่อย 

ช่วงแรกที่เริ่มทำกิจกรรมเรายังไม่มีชื่อกลุ่ม ผมนั่งคิดอยู่ว่าจะตั้งชื่ออะไรดี ก็มีคำว่า ‘เยาวชน’ โผล่ขึ้นมาในหัว เพราะเราชวนเด็กๆ ชวนเยาวชนไปเที่ยวป่า ซึ่งคำว่าเยาวชน มันคือคำว่า ‘ยัง’ (Young) อยู่แล้ว แล้วผมก็นึกคำต่อมา มันผุดจากการเดินทางเหมือนกัน เวลาไปต่างจังหวัด หรือไปกรุงเทพฯ คนมักถามว่า “แว้งเป็นยังไงบ้าง บ้านเธอเป็นยังไง” ซึ่งเอาจริงๆ ก็ตอบยากนะ มันมีข่าวความรุนแรงให้เห็นตลอด เพียงแต่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ อย่างอำเภอแว้งบ้านผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แต่เราอธิบายทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายสิ่งที่ผมตอบเสมอ คือ “เราก็โอเคนะ เรายังยิ้มอยู่” เลยเอาคำว่า “ยัง” ในความหมายของเยาวชน และ “ยิ้ม” ในความหมายว่า “เรายังอยู่ เรายังโอเค เรายังมีความหวัง” สองคำมารวมกันพอดี ผมรู้สึกว่า ชื่อนี้แหละใช่ และมันอยู่ในหัวผมมาตลอด

กิจกรรมของกลุ่มมีอะไรบ้าง

เป้าหมายหลักของกลุ่มตั้งขึ้นเพื่อ ‘สื่อความหมายชุมชน’ ซึ่งอำเภอแว้ง มีจุดเด่นอยู่สองด้านคือ Nature และ Culture ผมเคยพูดกับน้องๆ บ่อยๆ ว่าเราเปรียบเสมือนกับเทปม้วนหนึ่ง มีหน้าเอกับหน้าบี พอฟังด้านเอจบแล้วก็พลิกไปฟังด้านบีต่อ หน้าเอเป็นโหมดของธรรมชาติ ส่วนหน้าบีเป็นเรื่องทางวัฒนธรรมชุมชน เป็นสองเรื่องราวที่ฟังต่อกันได้ ในตอนแรกๆ ที่วางคอนเซ็ปต์มีคนทักว่าให้เลือกด้านใดด้านหนึ่งก็พอ แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถสื่อสารทั้งสองเรื่องได้ มันขึ้นอยู่กับวิธีการสื่อสารเท่านั้น

ส่วนกิจกรรม เรามีการทำแผนปีที่อิงกับวันสำคัญต่างๆ ทางธรรมชาติ เช่น วันสิ่งแวดล้อมโลก วันรักนกเงือก วันรักต้นไม้แห่งชาติ วันสืบ นาคะเสถียร ส่วนมุมวัฒนธรรม เช่น ปีนี้ครบ 125 ปีของอำเภอแว้ง เรามาจัดกิจกรรมรำลึกประวัติศาสตร์อำเภอแว้งสักครั้งไหม มันมีการวางแผนพวกนี้เอาไว้ก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะทำกิจกรรมแบบไหน กับเด็กกลุ่มไหน แต่โดยทั่วไปจะยืนพื้นด้วยการจัดนิทรรศการ ชวนวาดภาพสร้างงานศิลปะ สร้างพื้นที่สาธารณะให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมควบคู่กัน

ภาพจำสำคัญคือ กิจกรรมวันรักนกเงือกที่จัดประจำทุกปี เราอยากเห็นผลลัพธ์อะไรจากงานนี้

อย่างที่เล่าไปว่าแรงบันดาลใจหลักมาจากพี่ปรีดา ก็เริ่มศึกษาแนวทางทำงานจากสิ่งที่พี่ปรีดาทำ หรืองานที่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกจัด รวมถึงกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ถ้ามีเวลาผมจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมอยู่ตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราฝันมาตลอดว่าอยากให้มีงานสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นตามต่างจังหวัดบ้าง 

จนมาเจองานวันรักนกเงือกที่จัดประจำทุกปี (มหาวิทยาลัยมหิดล – พญาไท) เลยเกิดไอเดียอยากจัดงานแบบนั้นในอำเภอแว้งบ้าง พอไปปรึกษาพี่ปรีดาก็ได้รับคำแนะนำและคำเชียร์ให้ลงมือทำเลย จำได้ว่างานวันรักนกเงือกครั้งแรกจัดที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี มีกิจกรรมชวนเด็กๆ ไปปลูกต้นไม้ เรียนรู้เรื่องโพรงเทียม ติดตั้งโพรงเทียม มีดนตรี แล้วในปีต่อๆ มาก็เริ่มจัดกันในตัวอำเภอ เรามีภาพฝันอยากให้นกเงือกเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอ เหมือนกับบอร์เนียวหรือซาราวัก (รัฐในประเทศมาเลเซีย) ที่ทุกอย่างในเมืองเป็นนกเงือกหมด เลยเป็นจุดเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกิจกรรมลักษณะค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ หรือการพาเด็กออกไปเปิดโลกแบบนี้ ในพื้นที่อำเภอแว้งไม่มีใครทำมาก่อน มันทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำมันมีความหมายจริงๆ

Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile
Photo : facebook Sum Nara Nara

เวลาสื่อสารเรื่องนกเงือก เล่าให้เด็กๆ เข้าใจอย่างไร

มีตั้งแต่เรื่องทั่วไป นกเงือกคืออะไร มีกี่ชนิด เรื่องทางระบบนิเวศ ไปจนถึงเรื่องปรัชญาการใช้ชีวิต อย่างเรื่องการปลูกต้นไม้ เวลาสื่อสารกับเด็กๆ ผมไม่ได้บอกว่านกเงือกเป็นนักปลูกป่าแล้วจบ แต่ชวนคิดต่อว่าในหนึ่งวันนกเงือกปลูกต้นไม้วันละกี่ต้น สมมติปลูกวันละ 5 ต้น ถ้าสิบวันปลูกต้นไม้ได้กี่ต้น แล้วถ้าหนึ่งปีจะได้กี่ต้น จากนั้นก็ถามต่อ แล้วนกเงือกใช้งบประมาณกี่บาทในการปลูกป่า ต้องทำป้ายไวนีลเปิดงานไหม ต้องตัดริบบิ้นก่อนปลูกไหม เวลานกเงือกปลูกต้นไม้ไม่เห็นต้องใช้เงินสักบาทเลย มันคือการทำหน้าที่พลเมืองใช่ไหม ตื่นเช้ามาปลูกต้นไม้ทุกวันโดยไม่หวังผลตอบแทน เพราะฉะนั้นพวกเราในฐานะที่เป็นนักเรียน นักศึกษา เราอาจไม่ต้องปลูกต้นไม้ทุกวันตามอย่างนกเงือกก็ได้ แค่พวกเราช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ที่นกเงือกปลูกก็พอแล้ว จะพยายามเล่าเรื่องเพื่อเชื่อมโยงให้ถึงกับตัวเด็กๆ ให้มากที่สุด

อันที่จริงต้องบอกว่า นกเงือกให้บทเรียนกับมนุษย์เยอะแยะมากมาย ตั้งแต่ช่วยเปิดโลกให้คนรักธรรมชาติ เวลาจัดค่ายพาไปป่าฮาลา-บาลา บางคนไม่ได้สนใจว่าเป็นค่ายอะไร เขามาร่วมกิจกรรมเพราะอยากเห็นนกเงือก พอเห็นแล้วก็หลงรักมัน รักธรรมชาติ มันเป็นพลังบวกให้กับหลายๆ คน

ส่วนตัวชอบหรือประทับใจนกเงือกแง่มุมไหนที่สุด

กับตัวนกเงือกเลยอาจไม่มี แต่ผมประทับใจในทุกๆ เรื่องที่ได้สื่อสารถึงนกเงือกมากกว่า เพราะว่าการสื่อสารเรื่องนกเงือกให้เด็กๆ เข้าใจและอินมันไม่ง่าย หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ บางครั้งมีข้อจำกัดเรื่องภาษา คำบางคำอธิบายเป็นภาษาถิ่นไม่ได้ แต่ในความยาก พอเราทำสำเร็จ มันทำให้เราประทับใจและภูมิใจกับสิ่งที่เราได้ทำลงไป

Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile
Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile

หาทุนทำกิจกรรมจากไหน  

เป็นโชคดีที่บังเอิญได้รู้จักพี่คนหนึ่ง เขามาทำวิจัยหรือเก็บข้อมูลอะไรสักอย่าง เขาแนะนำว่ากิจกรรมที่เราทำมันมีแหล่งทุนให้ของบประมาณได้นะ ทั้งจากมูลนิธิหรือกองทุนต่างๆ แต่ต้องเขียนโครงการให้เป็นเรื่องเป็นราว ตอนนั้นต้องยอมรับตรงๆ ว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรามาก ไม่รู้วิธีเขียนเลย พี่เขาเลยอาสาช่วยเขียนให้ก่อน เอากลุ่มเราเข้าไปเป็นเครือข่ายเขา แล้วช่วยตั้งโจทย์ให้เราเขียนแผนงานแบบง่ายๆ ว่าในหนึ่งปีจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้งบประมาณคร่าวๆ เท่าไหร่ แล้วก็ส่งไปจนได้รับทุนสำเร็จ

พอเวลาผ่านไป เราได้รู้จักพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานขอทุนโครงการเหมือนกัน ได้ปรึกษาแลกเปลี่ยนกัน เขาก็แนะนำแนวทางให้หลายอย่าง ทำให้เราเริ่มจับทางได้ พอรู้แนวแล้วว่าจะหาทุนมาสนับสนุนงานยังไง ที่กลุ่มยังยิ้มออกเดินทางได้ก็ด้วยทุนโครงการเป็นหลัก และมันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในเส้นทางนี้

ส่วนตัวมีงานประจำไหม

ไม่เลยครับ ช่วงที่ผมเรียนจบใหม่ๆ ผมไม่ได้สมัครงานที่ไหนเลย ถ้าพูดกันตรงๆ เรื่องการศึกษา สำหรับผมมันไม่มีอะไรเอาไว้ประดับบารมีได้เลย อาจจะด้วยจริตของผมที่ไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยากวุ่นวาย ซึ่งมันไม่ได้ราบรื่นตลอดหรอก แต่พอทำไปนานๆ มันมีจุดเปลี่ยนของมันเอง อย่างพอผ่านไปสักสิบปี รูปแบบการทำงานก็เริ่มเปลี่ยนไป ค่อยๆ ปรับจากประสบการณ์ที่สะสมมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ชีวิตต่างไปจากเดิม

มองความยั่งยืนของกลุ่มไว้อย่างไร 

ช่วงสิบปีแรกเราได้ยินคำว่าการเติบโตบ่อยมาก จะเติบโตอย่างไร องค์กรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ปัจจัยอะไรที่ทำให้องค์กรอยู่รอด ผมเคยจำลองสถานการณ์เล่นๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งแหล่งทุนไม่ให้เงินแล้วเราจะอยู่ยังไง จนวันหนึ่งมาเจอจุดเปลี่ยนในช่วงที่พ่อเริ่มป่วย ต้องกลับไปอยู่บ้านดูแลพ่อประมาณสองปี ช่วงนั้นสารภาพตรงๆ ว่า ผมทิ้งงานทุกอย่าง ไม่ได้วางแผนระยะยาวเลย คิดกันแบบวันต่อวัน แต่ในความยากลำบาก ผมรู้สึกโชคดีที่ยังมีพี่ๆ เพื่อนๆ ที่รู้จักยังติดต่อสื่อสารช่วยเหลือกันอยู่ตลอด ขาดเหลืออะไรก็ช่วยกันประคอง

หลังจากพ่อเสีย ผมกลับมานั่งคุยกับทีมงานในกลุ่มว่า เรายังอยากจัดค่ายอยากทำกิจกรรมกับเด็กๆ อยู่นะ แต่เราจะหางบทำงานจากตรงไหน ล้อมวงคุยระดมความคิดกัน ช่วยกันเสนอไอเดีย ลองผิดลองถูก จนมาคิดเรื่องการหารายได้เข้ากลุ่มจริงๆ จังๆ ไอเดียมันเกิดตอนจัดงานวันรักนกเงือกนี่ล่ะ ตอนนั้นมีน้องในกลุ่มเรียนจบสายศิลปะมาวาดรูปในงาน เป็นรูปนกชนหินที่สวยมาก ผมเห็นแล้วคิดทันทีว่า “เฮ้ย นี่แหละ ช่องทางรายได้ของกลุ่ม”

จากวันนั้นเราคิดต่อว่าจะทำอะไรขาย โดยใช้นกเงือกเป็นตัวเล่าเรื่อง ทางพี่ปรีดาที่เหมือนเป็นที่ปรึกษาก็สนับสนุนเต็มที่  โมเมนต์นั้นทำให้ผมรู้สึกชัดว่าเราเจอทางที่ยืนด้วยพลังของตัวเองได้แล้ว ถึงจะไม่ใช่ทุนก้อนใหญ่ ก็ยังพอมีรายได้หล่อเลี้ยงเป็นทุนทำกิจกรรมกับเด็กต่อไป แน่นอนว่าการหารายได้แบบนี้มีข้อจำกัด แต่เราไม่ได้มองมันเป็นปัญหา เรามองว่าเป็นข้อจำกัดที่เราเลือกได้

อีกอย่าง ผมต้องยอมรับตรงๆ ว่า เรื่องงานเอกสาร การเดินทางไปประชุม เป็นจุดอ่อนของผมมาตลอด และมันลากยาวมาจากช่วงที่พ่อป่วย ช่วงหลังๆ ผมเลยเลือกทำงานกับทุนก้อนเล็กๆ ที่ไม่มีเงื่อนไขผูกมัดมากนัก เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมในแบบที่เราไหว และยังเป็นตัวเราอยู่

Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile
Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile

ทีมงานเป็นใครมาจากไหน มีรายได้ตอบแทนบ้างไหม 

ตอนเริ่มต้นจริงๆ ราวปี 2556 ผมแค่อยากชวนเด็กๆ ไปดูนกเงือกที่ฮาลา-บาลา ไปเล่นน้ำตกกันแบบง่ายๆ ไม่ได้คิดอะไรใหญ่โตเลย ไปชวนน้องๆ จากโรงเรียนเวียงสุวรรณวิทยาคมที่ผมจบมา อารมณ์เหมือนชวนกันไปเที่ยวมากกว่า แต่จากกลุ่มเล็กๆ แค่ 5-6 คน เราก็เริ่มคุยถึงสิ่งที่อยากทำ อยากตั้งกลุ่มแบบไหน เด็กๆ แนะนำว่าถ้าจะทำลองดึงทีม ‘สภานักเรียน’ ของโรงเรียนเข้ามา เพราะมันเป็นโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว รวมถึงลองชวนเพื่อนๆ จากโรงเรียนอื่นๆ ใครรู้จักใครก็ชวนกันมา ชวนทั้งจากโรงเรียนสายสามัญและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา

ช่วงแรกๆ พอถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เด็กๆ จะมาพบปะพูดคุยกัน บางทีก็มานั่งคุยกันหลังบ้านผม  ถ้าเป็นทางการหน่อยก็ไปใช้ห้องประชุมของตัวอำเภอแว้ง คุยกันเรื่องจัดค่ายเยาวชน ซึ่งช่วงนั้นรูปแบบมันยังเรียบง่ายมาก

ในระหว่างคุยเราก็สังเกตไปด้วยว่ามีคนที่สนใจงานนี้จริงๆ อินกับธรรมชาติจริงๆ บางคนชอบมาก บางคนชอบกลางๆ บางคนแค่ตามเพื่อนมา ในใจก็รู้เลยว่า คนนี้น่าจะดึงมาเป็นแกนนำได้ สุดท้ายเหลือประมาณ 7-8 คน ที่เป็นแกนของกลุ่มด้วยกัน ทำด้วยใจอาสาล้วนๆ ไม่มีค่าตอบแทนให้ ไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าจ้าง คือต้องบอกว่ากลุ่มเราไม่มีผู้ใหญ่ มีแต่เด็กๆ เขาไม่ได้ซีเรียสเรื่องค่าตอบแทน เขามาด้วยความสนใจจริงๆ ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้กลุ่มอยู่ได้แม้ไม่มีเงิน

พอผ่าน 10 ปีมา ถึงเริ่มมีค่าตอบแทนบ้าง เพราะเรารู้แล้วว่าถ้าไม่สามารถหาทุนผ่านโครงการได้ ก็ต้องสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเพนต์เสื้อ เพนต์กระเป๋า หรือจัดค่ายเด็กโดยเก็บค่าสมัครบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำบ่อยนัก พอแค่สำหรับทำกิจกรรมให้สำเร็จ

คนในท้องถิ่นสนับสนุนการทำงานเราอย่างไรบ้าง

ด้วยความที่ผมเป็นคนในพื้นที่ เกิดและโตอยู่ตรงนั้น แล้วไลฟ์สไตล์หรือจริตส่วนตัวชอบคุยกับผู้ใหญ่กับปราชญ์ชุมชน เราเลยรู้จักคนหลากหลาย มีเพื่อนเป็นครูบาอาจารย์ แล้วในสังคมชนบทมันไม่ได้กว้างมาก ไปละหมาดที่มัสยิดทีก็เจอหน้ากันครบทุกคน พอผมจะจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ก็เป็นลูกหลานของคนที่รู้จักกันทั้งนั้น เขาก็ยินดีให้ลูกหลานมาร่วมทำกิจกรรมเพราะมีความรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจกัน

แต่ถ้าคุยในเรื่องความร่วมมือ ยังมีไม่มาก เขาไม่ได้ออกตัวสนับสนุนแต่ก็ไม่ได้คัดค้าน คุณจะทำอะไรคุณก็ทำไป ส่วนฉัน (ชาวบ้าน) ก็ทำมาหากินของฉัน มันเป็นเหมือนจริตของคนที่นี่ ซึ่งเราเข้าใจตรงจุดนี้ดี ผมเลยไม่ตั้งเป้าว่าพอจัดงานแล้วต้องมีคนมาสนับสนุน เทศบาลต้องให้การช่วยเหลือ กลุ่มยังยิ้มพยายามทำงานด้วยตัวเอง เรื่องหาทุนทำกิจกรรมผมก็ต้องทำงานเอง ทำเสื้อขาย ประมูลสิ่งของ ในมุมหนึ่งก็เหมือนกับกดดันตัวเราเอง แต่ก็ช่วยให้เรารู้จักวางแผนจัดการงานต่างๆ ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นๆ

ทำงานมากว่าสิบปีแล้ว มุมมองคนในอำเภอแว้งที่มีต่อนกเงือกเปลี่ยนไปไหม 

จริงๆ คนในอำเภอแว้งทุกคนรู้จักนกเงือก แต่เขาไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงบทบาทหน้าที่ในระบบนิเวศ  ไม่ได้คำนึงถึงการสูญพันธุ์ขนาดนั้น แต่พอเราได้สื่อสารเรื่องนกเงือกทั้งแบบเชิงลึกและเชิงกว้าง ผมคิดว่าคนที่นี่เริ่มมีความเข้าใจมากขึ้น ส่วนมีมากแค่ไหนอาจตอบยากหน่อย แต่เรื่องความสนใจมีแน่นอน คือในตัวอำเภอแว้งจะมีนกแก๊กบินผ่านอยู่ตลอด เวลาชาวบ้านเห็นเขาจะถ่ายภาพแล้วส่งมาให้ผมดูทุกวัน เหมือนเขานึกถึงเราตลอด หรือพอใครไปเจอนกเงือกที่ไหน อย่างในสวนสัตว์ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า หรือไปเที่ยวฮาลา-บาลา ก็จะถ่ายรูปส่งมาให้เราตลอด เหมือนกับเราเป็นเทรดมาร์กของนกเงือกไปแล้ว (หัวเราะ)

ผมคิดแบบง่ายๆ ว่า ยังยิ้มเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กๆ ได้รู้จักนกเงือก บางคนอาจแค่รู้จัก บางคนอาจสนใจ อันนี้แล้วแต่เขา แต่ขอให้ได้รู้จักก่อน เพราะการได้รู้จักเป็นการเปิดประตูให้เขาได้รักและสนใจนกเงือก อย่างมีเด็กหนึ่งที่เจอนกเงือกครั้งแรกในชีวิต จนเขาอยากเรียนรู้เรื่องพวกมันต่อ อยากมาดูนกเงือกทุกสัปดาห์ แค่นี้เราก็ภูมิใจมากแล้ว

สถานการณ์นกเงือกในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ตอนนี้เป็นอย่างไร 

ถ้าพูดถึงการล่าต้องยอมรับว่ายังมีอยู่ ไม่กี่วันก่อนพี่ปรีดาเพิ่งโพสต์เรื่องแม่นกเงือกหัวแรดถูกยิงไป มันเหมือนกับว่าคนอนุรักษ์กับคนล่าอยู่กันคนละฝั่ง พื้นฐานของคนที่ปกป้องกับคนที่จ้องทำลายมันไม่เหมือนกัน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับคนร้าย ตำรวจมีหน้าที่เฝ้าระวังจับตาดูสถานการณ์ ส่วนคนร้ายมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องเอาให้ได้ เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะลงมือเมื่อไหร่ บทบาทของพวกเราที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลา

ผมมองว่าภัยคุกคามของนกเงือกไม่ได้มีแค่การล่าอย่างเดียว ปัจจัยที่ส่งผลกระทบมากกว่าเป็นเรื่องการทำลายถิ่นอาศัย ไม่ว่าการบุกรุกพื้นที่ทำการเกษตร ต้นไม้ใหญ่นอกพื้นที่อนุรักษ์ก็ลดน้อยลง ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตร เป็นสิ่งปลูกสร้าง ที่พักพิงและจุดแวะพักตามธรรมชาติของนกเงือกก็หายไป ตอนนี้ยังมีเรื่องโลกร้อนที่ส่งผลต่อฟ้าฝน พอฝนไม่ตกตามฤดูกาลผลไม้ในป่าก็ลดลงกระทบกับอาหารของนกเงือก แล้วกระทบต่อเป็นทอดๆ ไปสู่สัตว์ป่าอื่นๆ มันมีหลายปัญหาที่ต้องมองอย่างรอบด้าน

ผมไม่มีตัวเลขเป๊ะๆ ว่าจำนวนลดลงเท่าไหร่ แต่โอกาสเจอมันลดลง จุดที่เคยมองเห็นนกเงือก ไปดูตอนนี้ก็ไม่เห็นแล้ว

งานอนุรักษ์มักเห็นผลช้าและต้องสู้กับสิ่งที่เรียกว่าความไม่เข้าใจ เคยมีช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดไหม และอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณยังยิ้มได้และเดินหน้าต่อ

สิ่งที่กระทบความรู้สึกมันมีหลายอย่างซ้อนกันทั้งจากภายในและภายนอก ปัจจัยภายใน เช่น ในช่วงปลายปีที่เราไม่ค่อยมีทุนหรือมีน้อยมาก มันแทบทำกิจกรรมไม่ได้เลย ความต่อเนื่องมันเลยหายไป ทั้งที่ในใจเราอยากทำมากๆ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

ส่วนปัจจัยภายนอก ผมรู้สึกว่าคนในอำเภอแว้งเขาอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับนกเงือก อยู่กับป่ามาตลอด พอเราสื่อสารเรื่องต้นไม้หรือสัตว์ป่า บางทีเขาไม่ค่อยอินกับการหายไปของต้นไม้หรือสัตว์บางชนิด เพราะในมุมเขายังเห็นต้นไม้หลังบ้านมีเยอะอยู่ ยังเห็นธรรมชาติอยู่รอบตัว เขาอาจไม่ได้รับรู้ปัญหาในระดับเดียวกับที่เรารู้ อย่างเรื่องโลกร้อนหรือการสูญพันธุ์ของสัตว์บางชนิดว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลอะไรในระยะยาว เขายังไม่ได้อินลึกถึงขนาดนั้น

ตรงนี้มันเลยย้อนกลับมาถามตัวเราเหมือนกันนะ “จัดงานวันรักนกเงือกทุกปี ทำมาสิบกว่าปีแล้ว จัดไปเพื่ออะไร” ความรู้สึกแบบนี้มันมีจริงๆ แต่พอได้เห็นเด็กๆ พร้อมเรียนรู้เรื่องนกเงือก เห็นเด็กที่รักธรรมชาติ เด็กที่สนใจศิลปะ มันก็ทำให้เราต้องดิ้นรนสร้างพื้นที่หรือเวทีให้เด็กๆ ได้แสดงออก ได้เติบโตกับความรักที่เขามี แล้วเราก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นแนวหน้านำการสื่อสารเรื่องนกเงือกในพื้นที่ ถ้าเราไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำถามแบบนี้มันวนกลับมาตลอด พอใกล้ถึงเวลาก็ต้องกัดฟัน หาทุน หาวิธีจัดให้ได้

Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile
Photo : facebook ยังยิ้ม – Youth Smile

เคยคิดเรื่องการส่งไม้ต่อให้คนอื่นทำไหม

ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ถ้าพูดถึงตำแหน่ง ผมไม่ได้อยากใช้คำว่าเป็นผู้ก่อตั้งสักเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเคยคุยกับน้องๆ ว่า อยากให้คนรู้จัก ‘กลุ่มยังยิ้ม’ มากกว่ารู้จักตัวผม แต่ยังคิดไม่ออกว่าต้องทำยังไง แล้วน้องๆ ส่วนใหญ่บางคนอยู่กับเรามาตั้งแต่มัธยมพอขึ้นมหาวิทยาลัยก็ต้องแยกย้ายไปเรียนต่อหรือไปใช้ชีวิตในเส้นทางของตัวเอง บทบาทของเขาในกลุ่มก็สิ้นสุดลงตามช่วงเวลา เลยเป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถสร้างตัวตนของกลุ่มให้แข็งแรงและมีความต่อเนื่องได้

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เด็กมีสมาร์ทโฟนไว มีโซเชียลมีเดียดึงดูดเวลาและความสนใจ เราปรับตัวอย่างไรเพื่อพาเด็กๆ กลับสู่โลกของธรรมชาติ

เรื่องนี้ผมคุยกับผู้ใหญ่และพี่ๆ สายงานธรรมชาติมาเยอะมาก ผมเองก็คิดแบบเดียวกับหลายคนว่า “เด็กสมัยนี้ติดมือถือ” มันเห็นชัดมาก เด็กในอำเภอแว้งติดกันมาตั้งแต่สมัยโทรศัพท์เริ่มถ่ายรูปได้ ก็รู้สึกหนักใจเหมือนกันว่าจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เจอวิธีการของมัน

ผมเชื่อตลอดว่า ถ้าเราไปห้ามเขาตรงๆ มันไม่ได้ผล ต้องแก้ผ่านกิจกรรม อยู่ที่การออกแบบกระบวนการ ถ้าออกแบบไม่ดี ต่อให้ตั้งใจแค่ไหนมันก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องเด็กติดมือถือประเด็นมันไม่ใช่ “ติดหรือไม่ติด” แต่อยู่ที่ “เราให้เขาใช้มันยังไง”

ตัวอย่างง่ายๆ คือจัดกิจกรรมถ่ายภาพ แค่ให้เด็กหยิบสมาร์ทโฟนมาถ่ายภาพธรรมชาติต้นไม้ใบหญ้าแล้วเอารูปที่ถ่ายมาเล่าว่าไปถ่ายรูปนี้ที่ไหน มันสวยยังไง รู้สึกยังไงกับภาพนี้ ก็เชื่อมเด็กกับธรรมชาติได้แล้ว เราเองก็ได้เห็นมุมมองการถ่ายภาพของเด็ก ได้ฟังเขาสื่อสารเรื่องราวอย่างจริงใจ ซึ่งมันสนุกและมีพลังมาก เด็กสามารถจูนตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติได้มากกว่าการพาเขาไปกอดต้นไม้เสียอีก ไม่ใช่ว่าวิธีเดิมไม่ดีนะ มันอยู่ที่การออกแบบของแต่ละคน สำหรับเด็กรุ่นที่โตมากับสมาร์ทโฟนและไอแพด โจทย์มันอยู่ที่เราจะพาเขาไปเรียนรู้ผ่านสิ่งเหล่านั้นได้ยังไง

ยิ่งช่วงหลังๆ มีแอปเกี่ยวกับธรรมชาติใหม่ๆ เยอะมาก อย่าง iNaturalist แค่ถ่ายรูป ก็สามารถสืบค้นข้อมูลได้เลย ทั้งชื่อสามัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ มันช่วยเปิดโลกให้เด็กได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นสำหรับพวกเรา เทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรู เราไม่เคยบังคับว่าห้ามเอาสมาร์ทโฟนมาเข้าค่าย ทุกคนพกมาได้หมด แล้วมาออกแบบให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา คาดหวังสิ่งใดในทางการเมือง หรือนโยบายหลังจากนี้ไหม

ผมค่อนข้างสนใจการเมืองท้องถิ่นมากกว่า ถ้าพูดตรงๆ คือผมไม่ค่อยอินกับพรรคการเมืองเท่าไหร่ แต่จะอินกับตัวบุคคลมากกว่า โดยเฉพาะบุคคลในระดับท้องถิ่น ไม่ใช่ว่าการเมืองระดับชาติหรือระดับโครงสร้างไม่สำคัญ มันก็สำคัญในอีกมิติหนึ่ง เพียงแต่ผมสนใจการตัดสินใจในระดับพื้นที่ เพราะมันกระทบกับชีวิตและสิ่งแวดล้อมตรงหน้าทันที ผมอยากให้นักการเมืองท้องถิ่น หรือผู้มีอำนาจในพื้นที่คิดให้รอบครอบก่อนจรดปากกาเซ็นอนุมัติโครงการใดๆ และควรรับฟังข้อมูลจากคนทำงานในพื้นที่บ้าง 

ผมหวังอยากให้หน่วยงานท้องถิ่น อบต. เทศบาล อำเภอ หรือฝ่ายปกครอง เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะถ้าท้องถิ่นไม่เข้าใจ พอมีโครงการอะไรเข้ามาก็รับหมด ผลกระทบมันจะตกอยู่กับพื้นที่ในระยะยาว ส่วนการเมืองระดับชาติผมยังมีหวังอยู่ เชื่อว่าเขามีนโยบายอยู่แล้ว เพียงแต่นโยบายจะถูกถ่ายทอดลงมาสู่พื้นที่อย่างไร ทุ่มลงมาแค่ไหน และสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นหรือเปล่า และสิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดคือ การเมืองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง มีความรู้ มีความเข้าใจพื้นที่ของตัวเอง สามารถจัดการทรัพยากรกับสิ่งแวดล้อมได้เหมาะสม

Photo : facebook Sum Nara Nara
Photo : facebook Sum Nara Nara

หลังจากทำงานมานานคิดว่าอะไรคือความสำเร็จของยังยิ้ม

เมื่อก่อนผมเคยถามเด็กๆ ที่มาเข้าค่ายว่า ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมีชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือเปล่า แทบทั้งหมดตอบว่าไม่มี ผมเลยแนะนำให้ช่วยกันตั้งชมรมสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนหรือในชุมชนของตัวเอง และตอนนี้เริ่มมีให้เห็นแล้ว ผมถือว่ามันเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จอันหนึ่งของค่าย

ผมเชื่อว่า การสื่อสารเรื่องธรรมชาติของพวกเราสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริงในระดับท้องถิ่นและระดับโรงเรียน อย่างน้อยที่สุด เด็กๆ ได้รู้จักคำว่า Climate Change เริ่มเข้าใจว่าโลกร้อนคืออะไร น้ำท่วมเกิดจากอะไร ส่งผลกระทบอย่างไร และเราจะอยู่กับมันยังไง เขาเริ่มตระหนักรู้ และตั้งคำถามกับอนาคตของตัวเองมากขึ้น สำหรับผมนี่คือสัญญาณที่สำคัญมาก

อนาคตเรื่องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นพอมีความหวัง

ผมคิดว่ายังไงเราก็ต้องหวังอยู่แล้วนะ แต่ถ้าให้เลือกใช้คำ ผมขอใช้คำว่า “ดีขึ้น” น่าจะตรงกว่า โดยเฉพาะในตัวอำเภอที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างชัด ผมทำงานร่วมกับทั้งโรงเรียนและเทศบาล เลยได้เห็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากภาครัฐในหลายรูปแบบ ทั้งเกิดจิตอาสาในชุมชน มีแกนนำสภาเด็กและเยาวชนของเทศบาล หรือการเชิญพวกเราไปจัดค่ายสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ซึ่งช่วงหลังๆ เริ่มมีบ่อยขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ในระดับพื้นที่มันกำลังขยับไปในทิศทางที่ดีขึ้น ถึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในทันที แต่มันค่อยๆ สะสมไปในทางบวก

นอกจากงานสื่อสาร มีงานแบบไหนที่อยากต่อยอดในอนาคต 

ยังไม่มีนะ เพราะผมมองว่าสิ่งที่ทำอยู่มันยังทำได้ไม่เต็มที่ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทำน้อยไป แต่อยู่ที่ข้อจำกัดของกลุ่มมากกว่า เพราะเราเป็นกลุ่มอาสาสมัคร ไม่มีความพร้อมในเรื่องทุนและอุปกรณ์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสาร ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ศูนย์การเรียนรู้ยังยิ้มมีแค่หนังสือ ถ้าเด็กๆ เดินผ่าน โอกาสที่เขาจะเข้ามาหยิบหนังสืออ่านมันยาก แต่ถ้ามีสารคดีภาพเคลื่อนไหว เขาอาจแวะดูโดยไม่ต้องชวนด้วยซ้ำ ยิ่งในยุคนี้เราต้องยอมรับตรงๆ ว่าสื่อสิ่งพิมพ์ด้านสิ่งแวดล้อม ถึงยังมีคุณค่าแต่ก็ไม่ได้ดึงดูดเด็กๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แค่ดูรูปนกชนหินเฉยๆ กับการได้ดูวิดีโอพร้อมได้ยินเสียงร้องของมันสิ่งที่ดึงดูดความสนใจมันมีไม่เท่ากัน ตรงนี้คือมุมที่ผมอยากพัฒนาให้สำเร็จก่อน ถ้าสื่อพื้นฐานมันแข็งแรงคงช่วยให้เด็กๆ ได้เจอ “รักแรกจากธรรมชาติ” ได้ง่ายขึ้น ได้เปิดใจและรู้จักพวกเราก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมคิดว่ายังไม่ถึงเวลา มันอาจเป็นสเต็ปต่อไป

ถ้ามีเยาวชนหรือกลุ่มคนเล็กๆ ในท้องถิ่นอื่นๆ อยากลุกขึ้นมาทำงานอย่าง ‘ยังยิ้ม’ คุณจะแนะนำให้เขาเริ่ม ‘ก้าวแรก’ อย่างไร 

ขอยกประสบการณ์ตอนพูดคุยกับเด็กๆ ในค่าย ผมถามเขาว่าที่ผ่านมาเคยร่วมทำกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อมมาก่อนไหม บางคนตอบว่าเคยบางคนบอกไม่เคย ส่วนใหญ่ที่เคยจะเป็นกิจกรรมในโรงเรียนหรือในชุมชนของตัวเอง พอได้ฟังแบบนั้น ผมคิดว่านี่ล่ะคือสิ่งที่ผมอยากให้เขาได้ทำ คือเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว ทั้งในโรงเรียนหรือในชุมชน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ ขอแค่เชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองได้ 

ถ้าจะฝากอะไรถึงกลุ่มเยาวชนที่อยากทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ผมอยากให้เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เริ่มจากโรงเรียนของเรา ชุมชนของเรา ลองสังเกตดูว่าในโรงเรียนมีนกอะไรบ้าง มีต้นไม้อะไรบ้าง เริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน ผมเชื่อว่า ถ้าชุมชนแต่ละแห่งได้เริ่มต้นลงมือ ต่างคนต่างทำเรื่องเล็กๆ ของตัวเอง วันหนึ่งมันจะเชื่อมถึงกัน และนำไปสู่การทำกิจกรรมร่วมกันในอนาคต

ผมเองเคยคิดถึงภาพการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเหมือนกัน ผมมองว่ามูลนิธิสืบฯ ไม่ใช่แค่องค์กรที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเวทีที่ให้คนทำงานสิ่งแวดล้อมหลากหลายด้านมาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นคนทำวิจัยเรื่องเสือ ชะนี นกเงือก หรือช้าง ทุกคนมาเจอกันในวันสืบนาคะเสถียร มาแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตัวเอง จนเกิดภาพสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ แต่ภาพใหญ่แบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเรื่องเล็กๆ จากแต่ละพื้นที่มาร้อยเรียงกัน ผมเองไม่สามารถเล่าเรื่องบูโดได้ทั้งหมด เพราะไม่ได้มีความรู้หรือประสบการณ์เท่ากับคนท้องถิ่น ก็ต้องให้เด็กๆ จากบูโดลุกขึ้นมาสื่อสารด้วยตัวเอง

อยากบอกว่า การได้เห็นเครือข่ายสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัดในนราธิวาส ออกมาช่วยกันทำงาน เต็มไปด้วยพลังบวก ความตั้งใจ และความพยายาม มันเป็นภาพฝันอย่างหนึ่งที่ผมและกลุ่มยังยิ้มอยากให้มันเกิดขึ้นในอนาคต 

ติดตามกลุ่มยังยิ้มได้ที่ facebook ยังยิ้ม – Youth Smile
ภาพเปิดเรื่อง กลุ่มใบไม้

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม