หากปัญหาทางสิ่งแวดล้อมยังถูกวางไว้ข้างหลัง และเป็นเรื่องรองจากประเด็นอื่นๆ ปีม้าไฟนี้อาจเป็นเวลาที่ต้องพบกับความสูญเสียและเสียหายกันอีกคราว เพราะสิ่งที่เราเคยเรียกว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ ได้กลายเป็น ‘วิกฤตทำลายล้าง’ หยั่งรากลงในทุกมิติชีวิต ตั้งแต่ลมหายใจไปจนถึงกระแสเลือด
ต่อไปนี้คือสิ่งที่เป็นอยู่และกำลังจะเป็นไป หากไม่มีการแก้ไขปัญหาใดๆ ตามคำบอกเล่าของ ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ปรากฏการณ์โลกเดือด
ขีดจำกัดอุณหภูมิโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส ที่เราพยายามรักษาไว้อย่างสุดความสามารถ ได้ถูกทำลายสถิติไปแล้วในปีที่ผ่านมา และอุณหภูมิกำลังพุ่งไปที่ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่หมายถึง ‘การล่มสลาย’
ตามแนวโน้มหากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส ปะการังทั่วโลกจะถูกทำลายไปถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตอันใกล้ ลูกหลานของเราอาจรู้จักปะการังเพียงจาก ‘เรื่องเล่า’
“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย อนาคตมันจะเป็นเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเคยมีปะการังเต็มท้องทะเล”
ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตปะการังฟอกขาวรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อาหารทั้งหมดในมหาสมุทร
และปัญหาเรื่องโลกเดือดยังสัมพันธ์กับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เพราะเพียงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นครึ่งองศา สามารถส่งผลให้ความเสี่ยงในการสูญพันธุ์ของแมลงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และหากอุณหภูมิแตะ 3 องศาเซลเซียส สัตว์บกกว่า 41 เปอร์เซ็นต์ ของโลกจะเผชิญกับสภาวะสูญพันธุ์
มลพิษในกระแสเลือด
วิกฤตมลพิษในปี 2026 ไม่ใช่แค่ฝุ่นที่มองเห็นด้วยตาหรือขยะที่กองอยู่ข้างถนน แต่คือมลพิษที่แทรกซึมเข้าไปในระดับโมเลกุล
วันนี้ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าเรากินพลาสติกเข้าไปหรือไม่ เพราะผลการตรวจเลือดล่าสุดพบ ไมโครพลาสติกในร่างกายของทุกคน แม้กระทั่งในเนื้อเยื่อของทารกแรกเกิด นี่คือมลพิษที่ตกทอดจากแม่สู่ลูกโดยที่เราปฏิเสธไม่ได้
“พลาสติกเรามีประมาณปีหนึ่ง 2.3 ล้านตัน จัดการได้ถูกต้องประมาณสัก 25 เปอร์เซ็นต์ (นำกลับมาใช้ประโยชน์) ที่เหลือเอาไปจัดการถูกต้องบ้าง แต่มีเล็ดลอดลงสู่แหล่งน้ำ ลงสู่ทะเล ลงสู่คลอง ตอนนี้ผลกระทบมันกลับมาที่เรา”
“ขยะเคยเป็นวาระแห่งชาติมาหลายรัฐบาลนะครับ ก็มีคำถามจากประชาชน ถามว่าชาติไหน แต่ก็อยากเห็นการบริหารจัดการขยะให้ถูกต้องในชาตินี้”
เช่นเดียวกับมลพิษ PM 2.5 เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาชั่วคราวในบางฤดูกาลอีกต่อไป แต่ขยายวงกว้างไปทั่วทุกภูมิภาคของไทย แม้เราจะพยายามผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด รวมถึงมีการพูดคุยเรื่องมลพิษข้ามพรมแดน แต่ในทางปฏิบัติเรายังทำไม่สำเร็จ
“บางคนอาจสงสัยว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดออกมาจะควบคุมได้หมดเลยหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ กฎหมายปัจจุบันก็ส่วนหนึ่งแล้ว แต่การปฏิบัติตามแผนเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งภาคเกษตร ภาคป่า ในเมือง หมอกควันข้ามแดนการบริหารจัดการก็ถือว่าเป็นจุดอ่อนของเราที่จะต้องให้ความสำคัญ”
มูลค่า 2 ล้านล้านบาทที่ต้องเสีย
จากอันดับความเสี่ยงที่ 72 ประเทศไทยก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก ในด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (และอาจติด Top 10 ในบางดัชนี)
กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงที่มีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งจากน้ำเหนือที่หลากลงมา น้ำทะเลหนุนสูง และสภาวะเมืองจม ปัจจุบันชายฝั่งอ่าวไทยถูกกัดเซาะไปแล้วกว่า 22 เปอร์เซ็นต์
วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่และภาคเหนือ ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา แต่คือความล้มเหลวของระบบผังเมืองและการเตือนภัย “เรามีปัญหาทุกกระบวนการ ทั้งระบบเตือนภัย ทั้งผังเมือง แล้วก็การช่วยเหลือก็เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้เราต้องกลับมาทบทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่มีความเสี่ยงในพื้นที่ต่างๆ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ”
โดยหากวัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้วในไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศได้ทั้งหมด
ความล้มเหลวของธรรมาภิบาล
แม้ประเทศไทยจะถูกประเมินว่ามีดัชนีความยั่งยืน (SDG) อันดับ 1 ในอาเซียน อันดับ 3 ของเอเชีย อันดับ 43 ของโลก แต่นั่นเป็นเพียง ‘เปลือกนอก’
ในตัวเลขที่ดูดีได้ซ่อนความหิวโหยและความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงไว้ข้างหลัง คนรวยและคนจนเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่เท่ากัน
แต่ปัญหาพื้นฐานที่สุดที่ทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมล้มเหลวคือ ‘ธรรมาภิบาล’ เรามีโรงงานสีเทา การลักลอบทิ้งกากสารพิษ ปล่อย PM2.5 และการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน
วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่คนไทยอยากให้เร่งแก้
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ทำการสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ พบว่า กว่า 88 เปอร์เซ็นต์ ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน
ปัญหาสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ได้แก่ มลพิษทางอากาศ (42 เปอร์เซ็นต์) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (22 เปอร์เซ็นต์) มลพิษขยะและของเสีย 15 (เปอร์เซ็นต์)
ขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) กฎหมายอากาศสะอาด (2) การจัดการน้ำทั้งระบบ (แก้ผังเมือง/ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง) และ (3) การจัดการขยะครบวงจร
ถอดความและเรียบเรียงใหม่จากการบรรบายพิเศษเรื่องบทสรุปสิ่งแวดล้อมไทย 2568 โดย ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย



