สิบวันก่อนถึงวันหยุดปีใหม่ ทีมเจ้าหน้าที่วิชาการของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเทียวไปเทียวมาอยู่นอกป่า ตระเวนนัดหมายจัดประชุมกับชาวบ้านหลายสิบชุมชน ไล่เรื่อยมาตั้งแต่อำเภอห้วยคต บ้านไร่ ลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ไปจนถึงอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์
นัดนั้นมีเพื่อแจกแจงการทำงานเรื่องสัตว์ป่าออกมาหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์ในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงทบทวนเหตุการณ์ตลอดปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นช้างป่า ที่ชุมชนรอบๆ ป่ามรดกโลกประสบพบกันถ้วนหน้า
การประชุมแบ่งออกเป็น 3 วัน ทยอยตระเวนพูดคุยทำความเข้าใจกับตัวแทนชุมชน ในนามของ ‘เครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์’ ทุกๆ เครือข่ายที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุสัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นทั้งพี่เลี้ยง เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมนั่งตบยุงและตากฝนไปด้วยกัน ช่วยกันผลักดันช้างกลับเข้าป่าจนสำเร็จ
เพิ่งแยกจากกันไปหยกๆ เมื่อตอนรุ่งสาง บ่ายมาเจอหน้ากันอีกแล้ว คำทักทายจึงมีแค่รอยยิ้มแห้งๆ ให้แก่กัน
ไม่ได้เป็นเพราะเง้างอดต่อกัน อย่างมากแค่ล้าจนสมองคิดคำทักทายไม่ทัน ไม่ก็เก็บแรงไว้ใส่ในตอนประชุมดีกว่า
พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่เครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์รอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งทำงานกันอย่างหนักหน่วง มีตัวเลขทางสถิติเป็นสิ่งยืนยันปริมาณเหตุการณ์ที่เกิด
จากปี พ.ศ. 2567 เก็บสถิติช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ได้ 411 ครั้ง พอข้ามมาปี 2568 เหตุการณ์เพิ่มเกือบเท่าตัวเป็น 723 ครั้ง*
จากตัวเลขกลายเป็นโจทย์งานที่เพิ่มพูน มีเรื่องให้เร่งทำ เพื่อร่วมเดินหน้าแก้ไขปัญหาในปีถัดไป
ในวันประชุมนอกจากทีมงานจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่นำโดยหัวหน้าเขต ยังมีหน่วยงานอนุรักษ์ที่ทำงานเกาะติดสถานการณ์ในพื้นที่อย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ร่วมสังเกตการณ์แลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนะ
ค่อยๆ พูดทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา อธิบายกรอบแผนงานของพ.ศ. ใหม่ โดยเฉพาะโครงสร้างของเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์
สำหรับปี 2569 เครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์รอบๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้รับการจัดตั้งเพิ่ม จากเดิมมี 5 เครือข่าย ได้เพิ่มมากอีก 2 รวมเป็น 7 เครือข่าย
เป็นการปรับเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่สมาชิกเครือข่ายแต่ละกลุ่มพบเจอ
“สถานการณ์ถี่ขึ้น เหตุการณ์เพิ่มขึ้น รูปแบบการทำงานก็ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริง”
“ข้อมูลส่วนนี้ ได้จากที่พี่น้องแจ้งเข้ามานั่นล่ะครับ” เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอธิบาย
ว่าพลางก็กล่าวขอบคุณที่เครือข่ายให้ความร่วมมือแจ้งข่าวสารมาตลอดทั้งปี เพราะเรื่องนี้เคยมีปมของความไม่เข้าใจ ทำให้การทำงานขาดการมีส่วนร่วมอยู่ในช่วงหนึ่ง
ฝ่ายชุมชนเคยสะท้อนว่า “ไม่อยากบอกข้อมูล” เพราะบอกไปแล้วไม่ได้อะไร
“เจ้าหน้าที่อยู่ไหนตอนช้างลงมา มันกินจนหมดไร่ไปแล้วเนี่ย”
“บอกไปแล้วแต่เจ้าหน้าที่ไม่มา แล้วจะบอกไปทำไม”
เป็นข้อความซ้ำๆ ที่ย้ำลงในไลน์กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์
ส่วนในมุมของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ สะท้อนเสียงอีกด้านว่า “อยากให้ช่วยกันรายงานนะครับ เพราะอย่างน้อยๆ ข้อมูลที่พี่ๆ น้องๆ รายงานมา จะถูกบันทึกสถิติส่งไปยังส่วนกลาง ถ้าเราไม่ช่วยกันรายงาน หน่วยงานส่วนกลางอาจเข้าใจผิดว่าปัญหาที่ห้วยขาแข้งมีน้อย ถ้าเขาเห็นว่าปัญหามีน้อย งบประมาณที่มาถึงพื้นที่ก็อาจน้อยไปด้วย”
ขณะเดียวกัน ชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าและสัตว์ป่าที่ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์มีทีมทำงานเพียงหลักหน่วย หากมีเหตุการณ์ช้างป่าออกมาหากินในพื้นที่ชุมชนหลายแห่งพร้อมกัน การทำงานให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเหตุการณ์จึงยังห่างไกลความเป็นจริงอีกอักโข
จนเมื่อได้ปรับความเข้าใจกัน (จากการหารืออย่างสม่ำเสมอในสถานการณ์จริงที่ต้องทำงานด้วยกันเกือบทุกวัน) ทุกอย่างจึงเริ่มคลี่คลาย
ถึงตัวเลขที่ได้ยังไม่การันตีความถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดในแต่ละหมู่บ้าน จนนำมาซึ่งการจัดสรรงบประมาณใหม่ ให้เหมาะสมกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
เครือข่ายไหนมีสมาชิกเยอะ แต่ได้รับผลกระทบเยอะก็ต้องแบ่งกลุ่มกันใหม่ เฉลี่ยสมาชิกให้เหมาะสม และเพื่อให้การใช้งบประมาณสนับสนุนเป็นไปตามที่แต่ละเครือข่ายหรือชุมชนต้องการ
ในภาพรวมใหญ่ๆ ภารกิจเครือข่ายแบ่งงานด้านหลักๆ ประกอบด้วย การลงพื้นที่เฝ้าระวัง การติดตั้งสัญญาณเตือน การผลักดันสัตว์ป่า การประสานรับแจ้งเตือนสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ และงานเฝ้าระวัง รวมถึงประชุมติดตามผลการดำเนินการเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น
ส่วนที่เป็นรายจ่าย และต้องจัดทำโครงการเพื่อเบิกงบประมาณ (50,000 บาท ต่อเครือข่าย) เป็นเรื่องวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในภารกิจงานข้างต้น ซึ่งแต่ละเครือข่ายมีความต้องการแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับต้นทุนเดิมที่ได้รับการสนับสนุนมาก่อนว่ามีมากน้อยแค่ไหน หรือในบางเครือข่ายที่เพิ่งเริ่มเกิดปัญหา ก็อาจต้องการอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดเพื่อตั้งต้นงานเฝ้าระวังโดยการนับตัวเลขเริ่มต้นจากศูนย์
ตลอดการเทียวไปเทียวมาประชุม 3 วัน แต่ละเครือข่ายพบจุดร่วมใกล้เคียงกัน ต่างกันแค่ในเชิงปริมาณว่าต้องการอุปกรณ์ชนิดใดมากด้านอย่างไร
ทุกๆ เครือข่ายชี้ชัดว่ายังมีความต้องการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการเฝ้าระวังและผลักดัน ป้องกันช้างป่า อาทิ สัญญาณเตือน (สัญญาณเตือน แบตเตอรี่ เบรคเกอร์) ชุดหม้อน็อคกันช้างเข้าพื้นที่ (หม้อน็อค ลวด แบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์) อุปกรณ์ผลักดันอย่างลูกบอลไล่นก แผงไฟโซล่าเซลล์ ไฟฉายคาดหัว
แม้ความต้องการทั้งหมดจะถูกระบุภายใต้งบประมาณที่ตั้งไว้อย่างละเอียด ไม่ขาดไม่เกิน แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติงานจริง อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ
จากข้อมูลตัวเลขสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า จำนวนเหตุการณ์เพิ่มขึ้นทุกปี
อุปกรณ์ที่จัดซื้อบางอย่าง เช่น ลูกบอลไล่นก แบตเตอรี่ เชื้อเพลิงยานพาหนะ หรือกระทั่งเสบียงเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป และมีโอกาสเสื่อมสภาพ
หากในปี 2569 จำนวนเหตุการณ์เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกับปี 2568 งบประมาณการสนับสนุนเครือข่ายอาจไม่เพียงพอต่อการทำงานในสถานการณ์จริง
เรื่องนี้อาจต้องพึ่งแรงหน่วยงานอนุรักษ์ในพื้นที่ที่ร่วมสังเกตการณ์แลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนะเข้ามาสนับสนุน หรือใครอื่นใดยินดีสนับสนุนทางเครือข่ายก็ยินดีต้อนรับ
หมายเหตุ* ข้อมูลตัวเลขนับจากปีงบประมาณ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่ง ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป
ตลอดปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้การสนับสนุนเสบียงและอุปกรณ์ผลักดันช้างป่า แก่ชุดเฝ้าระวังผลักดันช้างป่า ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์เป็นประจำทุกเดือน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการธรรมชาติปลอดภัย

ภาพเปิดเรื่อง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



