• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ปลูกพืชสมุนไพร ใช้ภูมิปัญญา รักษาป่าอย่างยั่งยืน

ปลูกพืชสมุนไพร ใช้ภูมิปัญญา รักษาป่าอย่างยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
news_02_01_samoonpraiหนึ่งในหลายภัยคุกคามในผืนป่าตะวันตก ป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศไทย คือ การรุกคืบของพืชเชิงเดี่ยว และการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมหาศาลในการผลิตพืชเชิงเดี่ยวในแต่ละปี ซึ่งภัยคุกคามนี้ได้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ จากการใช้ปุ๋ยเคมีทำให้เกิดปัญหาดินเสื่อมสภาพ ผลผลิตลดลง หนี้สินเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องรุกพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตร

ด้วยปัญหาดังกล่าว โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม ในผืนป่าตะวันตก มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงใช้แนวคิด “วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่า”

โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ดำเนินโครงการ สมุนไพรอินทรืย์ในผืนป่าตะวันตก ซึ่งโครงการนี้ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ในวันนี้ผ่านมาได้ครึ่งปี ความคืบหน้าของโครงการไปถึงไหน สามารถสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้นได้หรือไม่

ยุทธนา เพชรนิล ผู้ประสานงานโครงการปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์ในผืนป่าตะวันตก เล่าให้ฟังที่มาของโครงการดังกล่าว ว่า โครงการนี้มีพื้นที่นำร่องในเขตจังหวัดกาญจนบุรี เป็นการเข้ามาส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพรในชุมชน ที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ในรูปแบบของการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรตากแห้งจำพวก ขมิ้นชัน ใบรางจืด กระเจี๊ยบแดง ดอกอัญชัญ ฯลฯ ซึ่งมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นผู้สั่งผลิตและรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาประกัน โดยเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำการเพาะปลูกพืชสมุนไพรทุกชนิดในระบบเกษตรอินทรีย์ 100% คือไม่ใช้ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทุกชนิดพร้อมทั้งต้องปฏิบัติตาม มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของมูลนิธิมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีความเข้มงวดใน เรื่องการปนเปื้อนสารเคมีและการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีระเบียบการควบคุมภายในโครงการที่เกษตรกร เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมกันกำหนด

news_02_02_samoonprai


“สิ่งที่มุ่งเน้นอีกประการหนึ่งคือ การให้เกษตรกรฟื้นฟูภูมิปัญญาด้านการใช้สมุนไพรดั่งเดิมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน”

“ในระยะแรกของโครงการ มีเกษตรกรในพื้นที่จำนวนมากที่สนใจเข้าร่วมโครงการ มีการจัดการประชุมหลายครั้ง พาผู้สนใจไปศึกษาดูงานการผลิตสมุนไพร ที่บ้านดงบัง อำเภอเมือง ปราจีนบุรี”


อย่างไรก็ตาม ยุทธนา บอกว่าในช่วงแรกที่เริ่มโครงการ เกือบจะไปไม่รอดเหมือนกัน เนื่องจากความเข้มงวดของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ระเบียบควบคุมภายในกลุ่ม และ ภาระที่ชาวบ้านต้องแบกรับหนี้สิ้นจำนวนมากคือปัญหาหนึ่งที่ทำให้จำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการลดจำนวนลงกว่าครึ่งในระยะต่อมา

“เพราะเกษตรกรยังคงคุ้นเคยกับการเกษตรที่ต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก ด้วยความรู้สึกว่าที่สะดวกรวดเร็วและทำการผลิตได้คราวละมากๆ เพื่อให้ได้เงินจำนวนมาก“

ในฐานะผู้ประสานงานโครงการฯ ยุทธนา บอกว่า สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความเชื่อของเกษตรกรก็คือ การผลิตพืชต้องทำอย่างเดียวและให้มีจำนวนมากที่สุดเท่าทีมีพื้นที่  

ซึ่งความเชื่อแบบนี้ ตรงกันข้ามกับการผลิตสมุนไพรอินทรีย์  การผลิตสมุนไพรอินทรีย์ในพื้นที่จำนวนมาก เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้เพาะการผลิตสมุนไพรอินทรีย์ต้องการความใส่ใจ ความระเอียดรอบครอบ และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องมีการวางแผนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการผลผลิตมีตลอดเวลา และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในขณะที่รายได้ไม่มากนักและต้องใช้ระยะเวลานาน ในปรับเปลี่ยนการผลิตมาเป็นสมุนไพรอินทรีย์

การบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในระยะที่ผ่านมานั้นเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนโดยมี มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเกษตรกรบ้านดงบัง ปราจีนบุรีเป็นที่ปรึกษาและมีมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเป็นผู้ประสานงานหลัก  

แม้ว่าในช่วงแรก สมาชิกจะถอนตัวกันเป็นจำนวนมาก จากเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ แต่สมาชิกที่เหลือน้อยลงกับทำให้กลุ่มสมุนไพรแน่นแฟ้นมากขึ้น

“สิ่งสำคัญเกิดขึ้นจากการจัดตั้งกลุ่มสมุนไพร หลังจากที่ในระยะแรก สมาชิกลดจำนวนลงเป็นจำนวนมาก คือความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นตลอดของสมาชิกในกลุ่ม สาเหตุหนึ่งคือความซื่อสัตย์ต่อกัน และ สมาชิกมีการประชุมร่วมกันทุกเดือน  การแลกเปลี่ยนปัญหาซึ่งกันและกัน  การแสดงออกถึงความห่วงใยและต้องการให้เพื่อนสมาชิกประสบผลสำเร็จในการปลูกสมุนไพร คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้สมาชิก มีความมั่นคงที่จะเข้าร่วมโครงการต่อไป การแก้ปัญหาต่างๆร่วมกันก็นับได้ว่าเป็นการส่งเสริมมิตรภาพที่เกิดขึ้นให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น“

นอกจากการเกิดกลุ่มสมุนไพรในผืนป่าตะวันตกแล้ว  สิ่งที่เกษตรกรจะได้คือ องค์ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น องค์ความรู้ในการเพาะปลูกการดูแลรักษาสมุนไพร  การนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร การอนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพร การพยายามสืบค้นภูมิปัญญาดั่งเดิมในการนำสมุนไพรมาใช้ เกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ  

ยุทธนา บอกว่า องค์ความรู้เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ เพราะมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หลายข้อซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น เช่น ห้ามนำแปลงที่ทำอินทรีย์กลับไปทำเคมีคือห้ามเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  การทำเกษตรอินทรีย์ต้องปลูกพืชให้มีความหลากหลายในแปลงไม่น้อยกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ การห้ามใช้สารเคมีต่างๆ ดังนั้น ในอนาคตแปลงสมุนไพรในโครงการจะเป็นแปลงเกษตรที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเป็นป่าที่ทำประโยชน์ให้เจ้าของและส่วนรวม ได้อย่างแท้จริง โดยพึ่งพิงป่าธรรมชาติน้อยลงในที่สุด
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/391275shop_2014_01.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/200744shop_2014_02.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/657611shop_2014_03.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/869180shop_2014_04.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/486169shop_2014_05.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/373229shop_2014_06.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/465487shop_2014_07.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/366116shop_2014_08.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/227221shop_2014_09.jpg