• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก สืบ นาคะเสถียร ชีวิตและผลงาน ห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

อีเมล พิมพ์ PDF
ดัชนีบทความ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
สภาพภูมิประเทศ
สภาพภูมิอากาศ
สภาพหินและดิน
สภาพป่าไม้
สัตว์ป่า
ทุกหน้า


เรื่อง :ธีรภัทร ประยูรสิทธิ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่ทั้งหมด 2574.64 ตารางกิโลเมตร มีความเหมาะสมหลายประการที่ควรอนุรักษ์ไว้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดังนี้


1. ความเหมาะสมด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ป่าห้วยขาแข้งเป็นแห่งรวมสัตว์ป่าของเมืองไทยที่สำคัญมีสัตว์ป่าที่มีถิ่น กระจายอยู่ทางเหนือ และมีสัตว์ป่าที่มีถิ่นกระจายอยู่ทางตอนใต้ การอนุรักษ์พื้นที่นี้จึงได้เปรียบกว่าพื้นที่อื่น เพราะป่าห้วยขาแข้งยังมีพื้นที่อื่น เพราะป่าห้วยขาแข้งยังมีพื้นที่ต่อเนื่องกับป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีพื้นที่รวมกันมากหว่า 5,775 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,609,375 ไร่ เป็นป่าอนุรักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีความสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนสาย พันธุ์ของสัตว์ป่าในพื้นที่ 


2. ความเหมาะสมด้านการอนุรักษ์สังคมพืช ป่าห้วยขาแข้งเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้บางส่วนเป็นพันธุ์ไม้จากแหลมอินโดจีน จากเทือกเขาหิมาลัย และจากแหลมมลายู เป็นแหล่งรวมสภาพป่าที่แตกต่างกันไว้อย่างน้อย 5 ประเภท ได้แก่ ป่าดิบเขา ป่าดิบชื่น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง

3. ความเหมาะสมด้านการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำสำคัญ ป่าห้วยขาแข้งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และลำห้วยขาแข้งที่ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง

4. ความเหมาะสมด้านการเป็นแหล่งศึกษาวิจัยในธรรมชาติ ป่าห้วยขาแข้งมีสังคมพืชและสัตว์มากมาย มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน มีสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำเป็นศูนย์กลางสำหรับนักวิทยาศาสตร์ผู้สนใจเข้า มาศึกษาข้อเท็จจริงรวมทั้งเป็นห้องเรียนธรรมชาติเพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ และหันมาสนใจการอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น

 

 


 

สภาพภูมิประเทศ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งครอบคลุมส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัย ประกอบด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนในแนวยาวเหนือใต้ ยอดเขาสำคัญในพื้นที่คือ เขาปลายห้วยขาแข้งอยู่ตอนเหนือจองพื้นที่ เขาใหญ่อยู่ทางด้านตะวันออกตอนกลางของพื้นที่ เขาใหญ่อยู่ทางด้านตะวันออก ตอนกลางของพื้นที่ เขาเขียวและเขาน้ำเย็นอยู่ทางเหนือและใต้ของเขาใหญ่ตามลำดับ ส่วนในพื้นที่ทางตอนใต้ มีเขาองเอี้ยง เขาองทั่ง เขากรึงไกลและเขาบันได

ยอดเขาส่วนใหญ่มีความสูงเกินกว่า 1, 000 เมตรขึ้นไป ยกเว้นยอดเขาบางยอดทางตอนใต้ ยอดเขาเหล่านี้อยู่บนเทือกเขาสองเทือกที่ขนานกันตามแนวเหนือใต้ มีลำห้วยขาแข้งอยู่ระหว่างกลาง และมีพื้นที่ราบอยู่ริมสองฝั่ง เทือกเขาทั้งสองเป็นแหล่งกำเนิดของลำห้วยหลายสายและมีอิทธิพลยิ่งต่อการเกิด ฝนเพราะเป็นทิวเขาที่วางกั้นทิศทางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ลำห้วยขาแข้งเป็นลำน้ำสายหลักและเป็นที่มาของชื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แห่งนี้ มันวางพาดจากเหนือจรดใต้รวมความยาวถึงประมาณ 100 กิโลเมตร รับน้ำจากลำห้วยสาขาน้อยใหญ่มากมาย ลักษณะห้วยตอนต้นน้ำเป็นโขดหินสลับซับซ้อนก่อให้เกิดวังน้ำลึก สองฝั่งเป็นป่าไผ่ ป่าผสมผลัดใบและป่าดิบแล้งบริเวณสบห้วย ลำห้วยขาแข้งไหลลงสู่ลำแควใหญ่ ก่อนที่จะถึงอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ ลำห้วยสาขาที่รับน้ำจากยอดเขาต่าง ๆ ไหลลงสู่ลำห้วยขาแข้ง เช่น ห้วยอ้าย เยาะรับน้ำจากเขาเขียว เขาใหญ่ และเขาเย็น ห้วยกรึงไกรรับน้ำจากเขา กรึงไกรและเขาบันได ห้วยองเอี้ยงรับน้ำจากเขาองเอี้ยง

นอกจากนี้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งยังมีลำห้วยสำคัญ คือ ลำห้วยทับเสลา เป็นลำน้ำสายใหญ่ทำหน้าที่เป็นแนวเขตทางทิศเหนือ ไหลลงสู่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี มีความยาวส่วนที่ติดอยู่กับพื้นที่เขตประมาณ 40 กิโลเมตร มีลำห้วยสาขาที่สำคัญคือ ห้วยสองทางรับน้ำจากเขานางใหญ่ ส่วนทางตอนใต้ของพื้นที่มีลำห้วยองทั่งเป็นห้วยขนาดเล็กรับน้ำจากเขา องเอี้ยงและเขาองทั่งไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลองลำห้วยสำคัญ ๆ เหล่านี้เป็นแหล่งปลาน้ำจืดที่มีคุณค่ามากมายหลายชนิด

 


 

สภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จัดได้ว่าเป็นภูมิอากาศในแนวเชื่อต่อระหว่างภูมิอากาศเขตร้อน(tropical climate ) และภูมิอากาศกึ่งเขตร้อน (subtropical climate) มีช่วงฤดูหนาวตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ มีช่วงฤดูหนาวตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 20 องศาเซลเซียส และสูงสุดเฉลี่ยตลอดปี 30 องศาเซลเซียส ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาตม ช่วงแห้งแล้งเริ่มจากเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 24.4 องศาเซลเซียส เดือนที่ร้อนจัดที่สุดคือเดือนเมษายน เดือนที่หนาวที่สุดคือเดือนมกราคม

แหล่งที่มาของฝนมี 3 แหล่ง คือ หนึ่ง ฝนจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดมาจากทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย ผ่านประเทศพม่าเข่าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและเลยเข้าสู่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แต่เนื่องจากพื้นที่ในเขตฯ ทุ่งใหญ่ฯมีความสูงเฉลี่ยของพื้นที่มากกว่า ฝนจึงตกในเขตฯทุ่งใหญ่มากกว่า ทำให้ป่าห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่อับฝน (Rain shadow) มีเมฆฝนเพียงบางส่วนพัดเลยมาตกตามเทือกเขาสูง เช่น เขาใหญ่ เขาเขียว และเขาน้ำเย็น เป็นต้น

สอง คือฝนจากพายุโซนร้อน ซึ่งเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นประจำ เมื่อเกิดขึ้นจะเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตกแล้ววนขึ้นทิศเหนือ หากมีความรุนแรงก็จะตรงเข้าประเทศไทย เมื่อเข้าสู่แผ่นดินจะลดกำลังลงและก่อให้เกิดฝนตกหนักกินพื้นที่กว้างขวาง ฝนจากแหล่งนี้เข้าสู่ป่าห้วยขาแข้งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตกอย่างรุนแรงในช่วงเวลาสั้น ก่อให้เกิดน้ำหลากในลำห้วยสายต่าง ๆ มักมาในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

แหล่งที่สามได้จากพายุดีเปรสชั่น (Depression) ที่ก่อตัวในอ่าวไทยพัดผ่านกรุงเทพฯขึ้นเหนือ แต่มีปริมาณไม่มากนัก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งประมาณ 1, 500 มิลลิเมตรต่อปี ปริมาณน้ำฝนสูงสุดในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ปริมาณน้ำฝนน้อยสุดในเดือนธันวาคม จำนวนวันที่ฝนตกอยู่ในช่วง 113 ถึง 151 วันต่อปี

 


 

สภาพหินและดิน

หินอันเป็นต้นกำเนิดของดินในป่าห้วยขาแข้งส่วนใหญ่เป็นหินอัคนีซึ่งเกิดขึ้น เมื่อราว 300 ล้านปีก่อน ประกอบด้วยหินแกรนิตเป็นส่วนใหญ่ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วนเป็นหินดินดานและหิน ดินดานเนื้อทราย

ในพื้นที่ท้องห้วย ยอดเขา ที่ที่ถูกกัดเซาะแทบทุกแห่งและตามลาดเนินชัน สามารถพบหินดังกล่าวได้ทั่วไป ในป่าเต็งรังบางพื้นที่พบหินแตกเป็นก้อนขนาดกลางเนื่องจากอิทธิพลของไฟป่า และการผุกร่อน ในป่าดงดิบมักพบเป็นก้อนขนาดใหญ่โผล่พ้นดินขึ้นมา ในบางพื้นที่เป็นลานหินและผาชัน


ดินในป่าห้วยขาแข้งแปรผันตามสังคมพืชคลุมดิน คือ ดินป่าเต็งรังส่วนใหญ่เป็นดินทรายร่วน ดินทรายร่วนป่นทรายไปจนถึงดินทรายจัด ดินตื้นค่อนข้างเป็นกรด ดินร่วนปนทรายไปจนถึงดินทรายจัด ดินตื้นค่อนข้างเป็นกรด (PH 4.3-6.9) มีธาตุอาหารของพืชน้อย ดินในป่าผสมผลัดใบเป็นดินร่วนปนทราย จนถึงดินร่วนเหนียวปนทราย ดินตื้นและเก็บความชื้นไม่ดี ค่อนข้างเป็นกรดจัด (PH 4.3-6.9) มีธาตุอาหารพื้นน้อย ส่วนดินในป่าดิบแล้งมีลักษณะคล้ายในป่าผสมผลัดใบ แต่ดินมีความลึกมากกว่าและเก็บความชื้นได้ดีกว่าผิวดินมีซากพืชและอินทรีย วัตถุทับถมค่อนข้างหนา ทั้งนี้เนื่องจากไม่ค่อยมีไฟป่าลุกลามเข้าถึง ดินค่อนข้างเป็นกรดจัด (PH 4.8-6.3) มีธาตุอาหารพืชต่ำ ระบบน้ำได้ดีพอควร ส่วนดินในป่าดิบเขาเป็นดินร่วนปนทรายและดินทรายร่วน เนื่องจากป่าประเภทนี้ปกคลุมอยู่บนยอดเขาสูง ดินจึงค่อนข้างตื้นเป็นกรดจัดมาก (PH 3.7-4.7) ธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ

ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งไม่เหมาะเป็นดินเพื่อการเกษตรกรรม เพราะดินโดยทั่วไปมีธาตุอาหารพืชน้อย เก็บความชื้นไม่ดี จึงควรเก็บไว้เป็นป่าไม้และเป็นแหล่งอนุรักษ์สัตว์ป่าจะเหมาะที่สุด

 


 

สภาพป่าไม้

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งประกอบด้วยภูมิประเทศหลากรูปแบบ ตั้งแต่พื้นที่ราบระดับความสูง 160 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปถึงยอดเขาสูงเกินกว่า 1, 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีลุ่มห้วยต่าง ๆ หลายสาย สภาพภูมิอากาศเป็นบริเวณเชื่อมต่อระหว่างภูมิอากาศเขตร้อนและกึ่งร้อน อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ไม่ต่างกันมากนักในแต่ละฤดูกาล หินที่เป็นต้นกำเนินของดินมีหลากชนิดก่อให้เกิดดินหลายชนิดและมีความอุดม สมบูรณ์ในระดับต่าง ๆ กัน

ด้วยปัจจัยต่าง ๆ นี้ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมีสภาพป่าไม้เกือบทุกประเภทของประเทศไทย

1. ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest)

ป่าดิบเขากระจายอยู่ในพื้นที่สูงตามยอดเขาต่าง ๆ ตั่งแต่ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป เช่น ยอดเขาปลายห้วยขาแข้ง เขาเขียว เขาใหญ่ เขาเย็น ที่ความสูงระดับนี้ทำให้อากาศหนาวเย็นและมีความชื้นสูงตลอดปี ในฤดูหนาวอุณหภูมิอาจต่ำถึง 0 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่ฤดูฝนตามยอดเขาเหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยหมอก ทำให้ฝนตกชุกกว่าพื้นที่อื่นป่าดิบเขาที่ปกคลุมยอดเขาเหล่านี้รวมพื้นที่ แล้วถึงประมาณ 2 แสนกว่าไร่

ป่าดิบเขามีพันธุ์ไม้เด่นคือไม้ในวงศ์ก่อ (Fagacear) เช่น ก่อเดือย ก่อหนาม ก่อตลับ ก่อนก และอาจพบไม้ในกลุ่มไม้สน เช่น พญามะขามป้อมดง ขุนไม้ นอกจากนี้มีพันธุ์ไม้สำคัญอื่น ๆ เช่น จำปีป่า จำปา พะอง เงาะป่า อบเชย เป็นต้น

ตามกิ่งไม้และลำต้นของไม้ใหญ่มักมีมอส เฟิน กล้วยไม้ ขึ้นเกาะอยู่หนาแน่นแสดงถึงความชื้นสูงในป่าดิบเขา พื้นป่ารกทึบด้วยลูกไม้ หญ้า เฟิน พืชล้มลุกสกุลขิงข่าหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นไม้ที่ขึ้นในเขตอบอุ่นของโลก ลักษณะนี้ทำให้ป่าดิบเขาแตกต่างอย่างเด่นชัดจากป่าประเภทอื่น

2. ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest)


ป่าดิบแล้วพบบริเวณสันเขา หุบห้วยที่น้ำเฉพาะในฤดูฝน พบบริเวณเทือกเขาทางเหนือ ตะวันออกและตะวันตกของพื้นที่ ขึ้นในดินที่มีความชื้นน้อยกว่าป่าดิบชื้น เป็นดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนปนดินเหนียว พื้นที่ป่าดิบแล้งมีทั้งหมดเกือบ 3 แสนไร่

พันธุ์ไม้เด่น ได้แก่ ยางดง สะปัก ยางโอน บางพื้นที่อาจพบยางนาและตะเคียนทองขึ้นผสมอยู่ด้วย พันธุ์ไม้ที่สำคัญรองลงมา เช่น กัดลิ้น มะไฟป่า ลำไยป่า สะทิน คอแลน นอกจากนี้ยังพบไม้ผลัดใบเข้ามาผสมในป่านี้ด้วย เช่น มะค่าโมง ทองหลางป่า ประดู่ ตะแบกใหญ่ ฯลฯ บริเวณลำห้วยอาจพบชมพู่ป่า ส้านช้าง มะเดื่อปล้อย ขึ้นผสมอยู่ สภาพโดยทั่วไปยังมีเฟิน เถาวัลย์ขึ้นอยู่มากมาย รวมทั้งกล้วยไม้ป่าอีกหลายชนิด

ในบริเวณที่มีความชื้นสูงอาจพบป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest) ขึ้นอยู่แทนป่าดิบแล้งแต่มีจำนวนน้อยมาก

3. ป่าผสมผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest)

ป่าผสมผลัดใบมีพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งหรือคิดเป็นพื้นที่ที่เกือบครึ่ง หนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดและกระจายครอบคลุมไปทั่วพื้นที่เขตฯ ลักษณะเด่นของป่าประเภทนี้ คือ การผลัดใบของต้นไม้เพื่อลดการคายน้ำช่วงที่น้ำในดินขาดแคลนในหน้าแล้ง ต้นไม้เกือบทั้งหมดจะผลัดใบในช่วงปลายเดือนธันวาคมและผลิใบใหม่ในเดือน เมษายน ลักษณะสำคัญอีกอย่างคือมักมีไผ่ขึ้นผสมอยู่ด้วยเสมอ

พันธุ์ไม้เด่น ได้แก่ พันธุ์ในวงศ์ยางที่ผลัดใบในหน้าแล้งได้แก่ เต็ง รัง ยางเหียง ยางหลวง ยางกราด นอกจากนี้ยังมีไม้เด่นในวงศ์อื่น เช่น รกฟ้า ตะแบกเลือด สมอไทย กระบก หว้า ตีนนก เก็ดแดง เป็นต้น ไม้ที่สำคัญอื่น ๆ เช่น กระท่อมหมู แสลงใจ เป็นต้น ตามพื้นป่ามีหญ้าขึ้นหลายชนิดและมีพืชจำพวกปรงและเป้งขึ้นด้วย

ในฤดูแล้งมีไฟไหม้เกิดขึ้นทุกปี ไฟป่าทำให้หญ้าแห้งไหม้และแตกใบใหม่ในต้นฤดูฝนเป็นอาหารของสัตว์กินพืชหลายชนิด

 


 

 

สัตว์ป่า

คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แบ่งถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งออกเป็น 5 ประเภท คือ ยอดเขาและผาหิน ป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ดอนทรายและลำน้ำ ป่าพงหรือไร่ร้าง

ยอดเขาและผาหิน ลักษณะทั่วไปเป็นผาชันหรือเขาหินมีซอกหินและถ้ำหลายแหล่ง สัตว์ป่าหลายชนิดให้เป็นที่อาศัยหลบภัย สร้างรัง เช่น เลียงผา ลิงไอ้เงี้ยะ ค้างคาว พญาแร้ง อีแร้งเทาหลังเท่า เสือโคร่ง เสือดาว เสือลายเมฆ

ป่าดิบเขา ได้แก่ ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง สภาพป่าเหล่านี้มักรกทึบมีร่มเงาให้สัตว์ป่าหลบอาศัย สร้างรังเลี้ยงลูกอ่อน เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าที่มีคุณค่าหลายชนิด เช่น ชะนีมือขาว ค่างคาวถิ่นแว่นเหนือ ค่างหงอก กระทิง กวางป่า เสือโครง เสือดาว อาศัยป่าดิบหลบซ่อนตัวในเวลากลางวันและออกหากินในป่าโปร่งตอนกลางคืน

ป่าผลัดใบ ได้แก่ ป่าผสมผลัดใบและป่าเต็งรังมีลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง มีหญ้าและพืชล้มลุกขึ้นอยู่บนพืชมากโดยเฉพาะในฤดูฝน นับเป็นอาหารสำคัญของสัตว์กินพืชหลายชนิด ส่วนใหญ่ฤดูแล้งต้นไม้ในป่าออกดอกผลเป็นอาหารให้สัตว์ป่าอีกเช่นกัน สัตว์ป่าที่มักพบในป่าผลัดใบ เช่น วัวแดง กระทิง เก้ง เหยี่ยวรุ้ง นกหัวขวาน แย้ เป็นต้น

ดอนทรายและลำน้ำ เช่น ตามห้วยขาแข้ง ลำห้วยทับเสลา ฯลฯ น้ำในห้วยนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำกินและอาบของสัตว์ป่าที่อาศัยในถิ่นอาศัยอื่น ๆ แล้ว ยังเป็นที่อยู่ประจำของสัตว์ป่าบางชนิด เช่น นาก เหี้ย เต่าหวาย กบทูด เป็นต้น ส่วนดอนทรายน้อยใหญ่ริมน้ำหรือกลางลำน้ำเป็นสภาพพื้นที่พิเศษเพราะเป็นที่ ผสมพันธุ์ของนกยูง

นอกจากนี้สัตว์ป่าบางชนิดยังต้องการปัจจัยพิเศษเพื่อการดำรงชีวิต คือต้องมีแหล่งเกลือแร่เป็นอาหารเสริม เช่น ช้าง กระทิง วัวแดง สมเสร็จ กวางป่า อีเก้ง แหล่งเกลือแร่นี้เรียกว่า "โป่ง" ลักษณะของโป่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งแบ่งได้ 3 ประเภท คือ โป่งดิน โป่งน้ำ และโป่งหญ้า

สภาพถิ่นอาศัยอันหลากหลาย แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แหล่งสร้างรังเลี้ยงดูลูกอ่อน ที่พร้อมสมบรูณ์นี้ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นแหล่งรวมของ สัตว์ป่าในเขตร้อน ของเอเชียไม่น้อยกว่า 600 ชนิด มีปลาน้ำจืดไม่น้อยกว่า 77 ชนิด สัตว์ป่าหลายชนิดอพยพเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างป่าห้วยขาแข้งและป่าทุ้งใหญ่ นเรศวร สัตว์ป่าแต่ละประเภทมีดังนี้

1. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีไม่น้อยกว่า 15 ชนิด ที่สำคัญ ควายป่า เลียงผา สมเสร็จ เก้งหม้อ เนื้อทราย กระทิง วัว แดง เสือดาว เสื้อโครง ช้างป่า ชะนี ลิง ค่าง สัตว์จำพวกหนูและค้างคาว เป็นต้น โดยเฉพาะควายป่า เลียงผา และเนื้อทราย เป็นสัตว์ป่าสงวนซึ่งยังพบในป่าห้วยขาแข้ง

2. สัตว์ปีกจำพวกนก มีอยู่ไม่น้อยกว่า 386 ชนิด นกยูงไทย พญาแร้ง นกฟินฟุท ไก่ฟ้าหลังเทา เหยี่ยวรุ้ง เหยี่ยวนก เขาชิครา นกกก นกเงือกคอแดง นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกกรามช้าง นกเงือกกรามช้างปากเรียบ นกแก๊ก นกหัวขวาน ใหญ่สีเท่า และนกหัวขวานใหญ่สีดำ เป็นต้น

3. สัตว์เลื้อยคลาน ป่าห้วยขาแข้งมีพื้นที่มีสภาพตั้งแต่ชื้นจัดจรถึงแห้งจัดจึงเป็นที่รวมของ สัตว์เลื้อยคลานไว้ มากกว่า 84 ชนิด สัตว์เลื้อยคานหลายชนิดนับเป็นสัตว์หายากและกำลังจะสูญพันธุ์ เช่น เต่าหก เต่าเดือย กิ้งก่าเขาหนามยาว ตุ๊กแกบินหางหยัก ตะกวด ตะพาบแก้มแดง เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีงูที่มีคุณค่าหลายชนิด เช่น งูจงอาง งูเหลือม งูหลาม เป็นต้น

4. สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ป่าห้วยขาแข้งมีป่าดงดิบ มีลำห้วยและหนองน้ำมากมายกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ จึงเป็นศูนย์รวมของสัตว์ประเภทนี้มากมาย 36 ชนิด ชนิดที่หายากพบเพียงไม่กี่แห่งในโลกและกำลังจะสูญพันธุ์ ได้แก่ จงโคร่งและกบทูด ชนิดอื่นที่สำคัญ เช่น คางคกหัวราบ คางคกแคระ เป็นต้น

5. ปลาน้ำจืด ลำห้วยสาขาต่าง ๆ มีหลายลักษณะทั้งน้ำไหลและวังน้ำลึกเป็นแหล่งอนุลักษณ์พันธุ์ปลาที่สำคัญ มากกว่า 77 ชนิด หลายชนิดจัดเป็นปลาหายากและกำลังจะสูญพันธุ์ เช่น ปลาฉลาด ปลาเค้า ปลาตะโกก ปลากระสูบ ปลาเลียหิน เป็นต้น คาดว่าในอนาคตเมื่อมีการศึกษาสัตว์ป่ามากขึ้น อาจพบชนิดพันธุ์สัตว์ป่าในห้วยขาแข้งเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

 

 

รับข่าวสาร


SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/643026newshop01.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/125570newshop02.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/673843newshop03.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/496798newshop04.jpg