• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/822817test_size.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/873629banner_21_year_01_copy.jpg
  • 0
  • 1

การร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 มีการจัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม โดยในงานมีผู้ร่วมสัมมนาจากหลายฝ่ายทั้งภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรมและฝ่ายตุลาการ เพื่อร่วมกันระดมความคิดในการพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมของไทยให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำมาใช้ได้กับทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ในประเทศไทยเอง สถิติคดีความเกี่ยวกับป่าไม้และที่ดิน พ.ศ.2548 และ พ.ศ.2550 มีคดีขึ้นสู่ศาลในข้อหาราษฎรบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในสองปีนี้มีตัวเลขรวมกันมากถึง 2,125 คดี และข้อหาบุกรุกที่อุทยานแห่งชาติอีก 194 คดี ด้วยตัวเลขสถิติดังกล่าวนี้เอง ภาคประชาสังคมจึงอยากให้ศาลมองเรื่องราวของป่าไม้ที่ดินว่ามีรากเหง้าของปัญหามาอย่างยาวนาน วันนี้เมื่อประชาชนร้องทุกข์กับองค์กรอิสระอื่นๆ องค์กรอิสระเองสามารถที่ปกป้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นเพื่อลดคดีความไปสู่ศาลได้หรือไม่ ทำอย่างไรที่จะทำให้รายงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีการรื้อค้นประวัติความเป็นมาและประวัติศาสตร์ของพื้นที่เข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม มีหลายเรื่องที่กฎหมาย การพิจารณาคดี เกิดความไม่ยุติธรรม จะทำอย่างไรให้รายงานที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือผู้ตรวจการแผ่นดิน          ทำการสืบค้นข้อมูลความเป็นมาเข้าสู่กระบวนการที่รัฐรับฟัง เข้าสู่กระบวนการที่สภาฟังและกระบวนการสุดท้ายคือศาล มีกฎหมายที่มีส่วนร่วมกันและมีความชัดเจน ภาคประชาสังคมจึงเสนอในเวทีนี้ว่า ในกรณีที่มีคดีความเกิดขึ้นจึงอยากให้ศาลค้นรากเหง้า สืบประวัติความเป็นมาเพื่อเป็นข้อเท็จจริงประกอบในการพิจารณาคดี
ภาคอุตสาหกรรมเองกลับมองว่า ในการที่จะใช้ทรัพยากร ใช้สิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ เมื่อคนมีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดปัญหาที่จะดูแลเรื่องความเข้าใจ คนต้องมีความเข้าใจเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมไม่มีพรหมแดนทุกคนทำอะไรที่ไหนสร้างแดนปิดกั้นไม่ได้และย่อมส่งผลถึงกันหมด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนจะต้องดูแลเรื่องระบบนิเวศ ดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติมากเกินไป ต้องฉลาดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีหรือเทคนิคต่างๆให้เป็นไปในทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ้าเข้าใจในกระบวนการผลิต เข้าใจในกระบวนการทำงานของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนว่ามีวิธีที่จะควบคุม ดูแล จัดการให้อยู่ในสิ่งที่เราต้องการได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา อาจจะเกิดการปล่อยปละละเลย หรือว่าการลงทุนต่างๆซึ่งอาจกำหนดมาตรฐานไว้ไม่สูง ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีหรือกระบวนการต่างๆ ไม่สอดคล้อง อาจจะเกิดจากผู้ประกอบการเองและตัวบทกฎหมายที่ไม่เคร่งครัด ภาคอุตสาหกรรมบอกว่าในตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67  ภาคอุตสาหกรรมเองไม่ค่อยทราบเรื่องเท่าไหร่ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจและความไม่ไว้วางใจกัน แต่สิ่งที่ดีคือทำให้มีการตื่นตัวขึ้นมาในเรื่องของการเข้ามาดูแลสิ่งแวดล้อม ภาคอุตสาหกรรมอธิบายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันและคิดว่าเป็นธรรมคือ ก่อนที่จะเป็นคดีต้องสร้างความพอใจกัน สร้างความไว้วางใจกัน การใช้งบประมาณอย่างเดียวเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของโลก ยุโรปเคยผ่านจุดที่มีปัญหามา แต่ไม่ได้มีการต้องหยุด ต้องเลิก หรือไม่เอา เพราะว่าเขาจะใช้กระบวนการให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น ประชาชน มาร่วมกันแก้ไขปัญหา ทั้งในการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค กฎระเบียบต่างๆซึ่งทุกคนก็ยอมรับโดยใช้หลักของเหตุผล หลักของความไว้วางใจกันและมุ่งอยู่กับการแก้ปัญหา ในส่วนของไทยเองภาคอุตสาหกรรมกลับมองว่าเกิดจากกฎระเบียบของรัฐที่จะดำเนินการ ความล่าช้าของกระบวนการกฎหมาย ความไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการอยากทำหลายเรื่องแต่บางเรื่องได้รับการคัดค้านจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ทางภาครัฐเองถ้าจะดำเนินการอย่างที่กล่าวก็ต้องมีจรรยาบรรณ มีจริยธรรมในการปฏิบัติงาน มีความโปร่งใสและสามารถชี้แจงได้แต่ว่ากระบวนการต่างๆเหล่านี้ถูกบั่นทอนไปด้วยความไม่กล้า ความกลัว และในส่วนของกฎหมายอาจตีความได้แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคนปฏิบัติจึงไม่กล้า สิ่งสำคัญคือกระบวนการที่เกิดขึ้น คือความเข้าใจที่ไม่ตรงกันและได้แผ่ขยายออกไปจนเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม
ในเวทีสัมมนาภาคอุตสาหกรรมสรุปว่า
1.การออกกฎระเบียบต่างๆอยากให้มีความชัดเจน มีความเป็นธรรม รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ ได้รับผลกระทบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยอยากให้มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อจะได้ช่วยกันดูว่าการออกกฎระเบียบนั้นจะก่อเกิดปัญหาหรือไม่ ทำให้ออกมาแล้วปฏิบัติได้จริง
2. อยากให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต้องไม่เลือกปฏิบัติทำให้มีมาตรฐานเกิดขึ้น
3. หน่วยงานด้านปฏิบัติทางปกครองต้องดำเนินตามขั้นตอนทางปกครองอย่างเป็นธรรม
4. สร้างจิตสำนึกในเรื่องของจริยธรรม ธรรมาภิบาล
5. การดำเนินการร่วมกับภาครัฐและเอกชนแม้กระทั่งขององค์กรยุติธรรม ต้องเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ต้องมีความเข้าใจกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างการดำเนินการ
ในส่วนของภาคประชาชนก็มีความคิดว่าอยากให้ตัวกลไกกระบวนการของสิทธิชุมชนมีจริง เปิดโลกทัศน์การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างหลากหลายให้เพิ่มขึ้น โดยมองว่านโยบายทุกวันนี้กลายเป็นว่าผู้ที่ถือครองมากกว่าเป็นผู้กำหนดนโยบาย ดังนั้นโอกาสที่จะแสวงหาความเป็นธรรมจึงไม่มี การที่เอาคำว่าสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมารวมกันและมีการประเมินอย่างเป็นระบบ จะทำให้เกิดการกำหนดเงื่อนไขการคุ้มครองดูแลที่ดีต่อพี่น้องประชาชน นำไปสู่ความเชื่อมันอย่างเป็นระบบต่อการลงทุน
ภาคประชาชนยังแสดงความคิดเห็นอีกว่า การฟ้องร้องให้ระงับโครงการไม่ใช่ให้ระงับเพื่อห้ามทำ แต่ฟ้องเพื่อให้ยุติชั่วคราวแล้วนำไปสู่กลไกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67  ให้สมบูรณ์ เดินตามนั้นไปอย่างเท่าเทียมกันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อยากให้ศาลชี้อย่างมีทางออกให้มีกลไกในการจัดการที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องตอบว่าฝ่ายไหนทำผิดหรือถูก เพียงแต่อยากให้ศาลชี้ทางออกโดยมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา เยียวยาและมีกลไกการดำเนินการที่ถูกต้องมากกว่า
ในขณะที่ฝ่ายตุลาการเองมีความคิดเห็นว่า ความยากของทางฝ่ายตุลาการคือการที่เป็นหน่วยงานท้ายสุด หลายเรื่องที่มีปัญหาเกิดจากต้นทาง ซึ่งฝ่ายตุลาการเองก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มาก ทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนร่วมกันช่วยแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ มุมมองจากต่างประเทศอย่างเยอรมัน มองว่าประเทศไทยไม่มีนิติรัฐในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายความว่าตัวบทกฎหมายไม่มีความชัดเจนเลย ประโยคบางประโยคในกฎหมายไม่สามารถที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าหมายถึงอะไร นายทุนก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นเขาจะเดินต่อไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อ ศาลเองให้ความสนใจในแนวทางปฏิบัติและแนวทางวินิจฉัยคดีอย่างต่อเนื่อง ศาลยุติธรรมกำลังพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง
ผู้ร่วมสัมมนาท่านหนึ่งได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “อยากจะให้ทุกคนมองว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตและเราทุกคนต้องอยู่บนโลกใบนี้ เรามีทุกอย่างที่เชื่อมโยงกันหมด ถ้าเราจะรักษาคุณภาพชีวิตในวันนี้ ความอยู่รอดของคนไทย อยากให้มองว่าประเทศไทยเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงเรา ป่า สัตว์ป่า แม่น้ำ ภูเขา ก็คืออวัยวะของประเทศไทย ถ้าเราจะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม มีสิ่งแวดล้อมที่ดีทั้งในวันนี้และต่อไปในอนาคต เราต้องมองว่าประเทศไทยเป็นสิ่งมีชีวิตมีแขนมีขา เราทุกคนมีอวัยวะร่วมกันและใช้ร่วมกัน คนไทยทุกคนต้องร่วมกันดูแลประเทศไทยของเรา”
ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่รุดหน้า อาจทำให้มนุษย์ละเลยต่อสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติเริ่มแปรปรวนและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ การสัมมนาในครั้งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการร่วมกันก้าวเดินต่อไปข้างหน้าจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
มาตรา 67 สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง
ระบบยุติธรรมสิ่งแวเล้อมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 มีการจัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม โดยในงานมีผู้ร่วมสัมมนาจากหลายฝ่ายทั้งภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรมและฝ่ายตุลาการ เพื่อร่วมกันระดมความคิดในการพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมของไทยให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำมาใช้ได้กับทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
 

ประเพณีไร่หมุนเวียน… กับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม

อีเมล พิมพ์ PDF
“การทำไร่คือชีวิต ถ้าเราไม่ทำไร่เราก็อยู่ไม่ได้” คือคำตอบที่ได้จากผู้อาวุโสชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคนหนึ่ง หลังจากที่มีคนถามว่าทำไมชาวกะเหรี่ยงต้องทำไร่หมุนเวียน? ทำไมไม่ทำเกษตรแบบอื่น? เพราะภายในไร่นั้นมิได้ปลูกเพียงแต่ข้าว หากแต่ยังมีการปลูกพืชชนิดอื่นที่จำเป็นในการยังชีพ ไม่ว่าจะเป็น ผัก แตง มะเขือ ฟัก ยาสูบ งา หรือแม้แต่ดอกไม้ที่นำมาใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ ไร่ข้าวจึงไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งผลิตอาหาร แต่เป็น... วิถีชีวิตของพวกเขา ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในผืนป่า
การทำไร่หมุนเวียน ชาวบ้านจะเปลี่ยนพื้นที่ในการเพาะปลูกทุกๆ ปี แต่ละพื้นที่จะทำการเพาะปลูกเพียงหนึ่งครั้ง และจะปล่อยพื้นที่ทิ้งไว้โดยไม่เข้าไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้ป่ามีการฟื้นตัว และสร้างความสมบูรณ์ในดินเป็นระเวลา 7-10 ปี โดยไร่เก่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นั้นจะเรียกกันว่า “ไร่ซาก” เมื่อความสมบูรณ์กลับมาคืนดินอีกครั้งจึงจะย้อนกลับมาทำในพื้นที่อีกครั้ง
นอกจากนี้การจะเลือกพื้นที่ทำไร่ของชาวกะเหรี่ยงนั้น ไม่ใช่สักแต่ว่าจะทำที่ไหนก็ทำ ในการเลือกพื้นที่ทำไร่นั้น มีข้อจำกัดในการเลือกพื้นที่ พื้นที่ที่เลือกต้อง ไม่เป็นพื้นที่ป่าต้องห้ามตามประเพณี ไม่เป็นข้อห้ามตามประเพณีในการเลือกพื้นที่ทำไร่ และไม่มีลางบอกเหตุ
ที่ผ่านมาระบบไร่หมุนเวียนถูกภาครัฐมองว่าเป็นเรื่องของการขยายพื้นที่ทางการเกษตร รวมถึงให้คำนิยามระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนว่า “ไร่เลื่อนลอย” และเป็นการทำลายพื้นที่ป่าอย่างมหาศาล ทำให้เกิดความไม่เข้าใจและเกิดความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายหน่วยงาน หลายองค์กรที่พยายามทำให้บุคคลทั่วไปและหน่วยงานภาครัฐได้เข้าใจถึงระบบการทำไร่หมุนเวียนอย่างแท้จริงซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนที่สุดที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยในการปรับปรุงดิน
วันนี้ภาครัฐมองเห็นว่าการทำไร่หมุนเวียนเป็นการอนุรักษ์ป่า มีคุณูปการต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน ภาวะไร้สารพิษทางการเกษตร และการบรรเทาภาวะโลกร้อน
ยกตัวอย่างแนวคิดเรื่องไร่หมุนเวียนที่เคยเป็นปัญหา อาทิ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ทำให้มีการเปิดพื้นที่ทำกินใหม่ และขยายพื้นที่การทำไร่หมุนเวียนเพิ่ม แต่ในข้อเท็จจริง การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร เป็นการเพิ่มแรงงานในการทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่หมุนเวียนเดิม ช่วยให้เกิดการจัดการแปลงไร่หมุนเวียนดีขึ้น ผลผลิตมากขึ้น
ในปี 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติเรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2553 โดยมีการกำหนดแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงครอบคลุมปัญหา 5 ประการ คือ อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม การจัดการทรัพยากร สิทธิในสัญชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และการศึกษา โดยมีสาระสำคัญเช่น การส่งเสริมและสนับสนุนชาวกะเหรี่ยงในเรื่องอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาติที่มีความหลากหลาย ส่งเสริมให้มีความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม
ในขอบข่ายของปัญหาเรื่องการจัดการทรัพยากร และการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม “ประเพณีการทำไร่หมุนเวียน” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณา เพราะมีความสำคัญต่อการดำเนินวิถีชีวิต และเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยง
กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดและประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาติพันธ์กะเหรี่ยง เพื่อเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีพื้นที่นำร่องได้แก่ บ้านห้วยหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี บ้านหนองมณฑา(มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และบ้านเลตองคุ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
............................
ความรู้เพิ่มเติม : ข้อเสนอแนะของกระทรวงวัฒนธรรมในเรื่องการจัดการทรัพยากรมีดังนี้คือ
1. เพิกถอนพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้อนุรักษ์ ป่าสงวนซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีข้อเท็จจริงจากการพิสูจน์อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าได้อยู่อาศัยดำเนินชีวิต และใช้ประโยชน์ในที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน หรือก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมายหรือนโยบายทับซ้อนที่ดังกล่าว
2. ยุติการจับกุม และให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม
3. จัดตั้งคณะกรรมการ หรือกลไกการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน การอยู่อาศัย และการดำเนินวิถีชีวิตตามวัฒนธรรม (demarcation Committee/Mechanism) เพื่อจัดการข้อพิพาทการใช้ประโยชน์หรือการถือหรือการถือครองพื้นที่ของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีองค์ประกอบนอกเหนือจากองค์ประกอบของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้มีส่วนได้เสีย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานทางด้านวิถีวัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนนักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา โดยกำหนดอำนาจหน้าที่มุ่งเน้นการส่งเสริมแนวทางจัดการความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Dialogue)
4. ส่งเสริมและยอมรับระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรมของกะเหรี่ยงที่เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและวิถีชีวิตพอเพียงรวมทั้งผลักดันให้ระบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
5. ส่งเสริมเกษตรพอเพียงหรือเกษตรทางเลือกที่ไม่ใช่เกษตรเชิงเดี่ยวหรือเกษตรเชิงอุตสาหกรรม
6. ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนบนพื้นที่สูง เช่น การรักษาความหลากหลายของการสร้างพันธุ์พืช การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างความสมดุลของนิเวศผ่านกระบวนการระบบไร่หมุนเวียน
7. ส่งเสริม สนับสนุนและยอมรับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และการจัดการของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เช่น การออกโฉนดชุมชน
หมายเหตุ : ข้อเสนอแนะของกระทรวงวัฒนธรรมในเรื่องการจัดการทรัพยากรอยู่ระหว่างการพิจารณา
ไร่หมุนเวียน“การทำไร่คือชีวิต ถ้าเราไม่ทำไร่เราก็อยู่ไม่ได้” คือคำตอบที่ได้จากผู้อาวุโสชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคนหนึ่ง หลังจากที่มีคนถามว่าทำไมชาวกะเหรี่ยงต้องทำไร่หมุนเวียน? ทำไมไม่ทำเกษตรแบบอื่น? เพราะภายในไร่นั้นมิได้ปลูกเพียงแต่ข้าว หากแต่ยังมีการปลูกพืชชนิดอื่นที่จำเป็นในการยังชีพ ไม่ว่าจะเป็น ผัก แตง มะเขือ ฟัก ยาสูบ งา หรือแม้แต่ดอกไม้ที่นำมาใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ ไร่ข้าวจึงไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งผลิตอาหาร แต่เป็น... วิถีชีวิตของพวกเขา ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในผืนป่า
 

ช้างสุมาตรากับความเสี่ยงสูญพันธุ์ภายใน 30 ปี บทเรียนจากเพื่อนบ้านที่ไม่ควรมองข้าม‏

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) เปิดเผยข้อมูลว่า ช้างสุมาตรา (ช้างสายพันธุ์ย่อยของช้างเอเชีย) ที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติของประเทศอินโดนีเซียมีโอกาสเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ไปเป็นพื้นที่ปลูกพืชเกษตรกรรม ทำให้จำนวนประชากรช้างสุมาตราลดลงครึ่งหนึ่ง ภายในชั่วอายุช้างรุ่นเดียวกัน โดยองค์กรอนุรักษ์ได้เปลี่ยนสถานะของช้างสุมาตราจาก "ใกล้สูญพันธุ์" เป็น "ใกล้สูญพันธุ์ระดับสูง"
ข้อมูลจาก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุว่า ปัจจุบันช้างสุมาตราหลงเหลืออยู่ในป่าประมาณ 2,400-2,800 ตัว ซึ่งลดลงราว 50 เปอร์เซ็นต์จากพ.ศ.2528 นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าหากสภาพการณ์นี้ดำเนินต่อไป ช้างสุมาตราอาจสูญพันธุ์ภายในเวลาน้อยกว่า 30 ปี โดยบัญชีแดงของ IUCN บ่งชี้ว่า “แม้ว่าสายพันธุ์ช้างสุมาตราจะได้รับการปกป้องภายใต้กฎหมายอินโดนีเซีย แต่ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างสุมาตรา 85เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่นอกพื้นที่คุ้มครองนั้น อยู่นอกระบบแห่งการปกป้องคุ้มครอง และมีแนวโน้มที่จะถูกเปลี่ยนสภาพเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเกษตรและอื่นๆ”
ดร.คาลอส ดรูวส์ ผู้อำนวยการโครงการสายพันธุ์สัตว์โลกแห่ง WWF กล่าวว่า “ช้างสุมาตรากลายเป็นหนึ่งใน รายชื่อสายพันธุ์สัตว์ในอินโดนีเซียที่ใกล้สูญพันธุ์ในระดับสูง ซึ่งรวมถึง อุรังอุตังสุมาตรา แรดชวา แรดสุมาตรา และ เสือสุมาตรา หากไม่มีการลงมือปฏิบัติด้านการอนุรักษ์อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ สัตว์ผู้งามสง่าเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์ภายในช่วงชีวิตของเรา”
พร้อมกันนี้ WWF ได้เรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งห้ามการเปลี่ยนสภาพป่าที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้าง จนกว่าจะมีการจัดทำกลยุทธ์ด้านการอนุรักษ์ช้าง WWF แนะให้รัฐบาลอินโดนีเซียจัดทำการประเมินเพื่อระบุเขตแดนถิ่นที่อยู่อาศัยทั้งหลายเป็นบริเวณกว้างขวาง และกำหนดให้เขตแดนเหล่านั้นเป็นพื้นที่คุ้มครอง นอกจากนี้พื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีขนาดเล็กกว่าควรจะถูกเชื่อมด้วยทางเดินอนุรักษ์ และควรพิจารณาขยายและฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยด้วย
ข้อมูลจาก WWF ระบุว่า จังหวัดรีอาลได้สูญเสียช้าง 6 จาก 9 โขลงให้กับการสูญพันธ์ไปแล้ว ช่นเดียวกัน โขลงช้างในจังหวัดลัมปุงก็มีจำนวนลดลงจาก 12 ในทศวรรษ2523 ไปสู่ 3 โขลงในพ.ศ.2545 เนื่องจากป่าถูกทำลาย มีเพียง 2 โขลงเท่านั้นที่มีศักยภาพในการดำรงรักษาสายพันธุ์ ในกลางทศวรรษ 2523 เกาะสุมาตรามีประชากรช้าง 44 ตัวแผ่ขยายไปทั่วทุก 8 จังหวัด และเวลานั้นเกาะแห่งนี้ยังมีป่าธรรมชาติเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งของทั้งเกาะ การเปลี่ยนสภาพป่าเหล่านั้นไปเป็นถิ่นฐานของมนุษย์และพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ประชากรช้างกับมนุษย์ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ช้างจำนวนมากจึงถูกจับไปจากป่าหรือถูกฆ่า
ครั้งหนึ่งทาง Greenpeace ก็ได้ทำแคมเปญเลิกคบ "บาร์บี้" เนื่องจากมีส่วนในการทำลายป่าไม้ในประเทศอินโดนีเซีย "บาร์บี้กับนิสัยแย่ๆ ที่ชอบตัดไม้ทำลายป่า – เธอทำลายล้างป่าไม้ในอินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเสือ อุรังอุตัง และช้างป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เพียงเพื่อที่เธอจะได้เข้าไปอยู่ในกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ดูดี น่ารัก ที่อยู่อาศัยของเสือสุมาตราที่กำลังจะสูญพันธุ์นั้นกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามของบริษัทเหล่านี้เพื่อนำใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเยื่อและกระดาษ"
ในประเทศไทยเอง ปัญหาเรื่องโอกาสเสี่ยงสูญพันธุ์ของช้าง แม้ยังไม่รุนแรงเท่าอินโดนีเซีย แต่ก็ใช้ว่าจะมีโอกาส เนื่องจากปัจจุบัน ภัยคุกคามช้างในประเทศไทยก็มีรูปแบบไม่ต่างจากประเทศอินโดนีเซีย
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ช้างป่าในไทยมีโอกาสสูญพันธุ์ซึ่งเป็นที่จับตาอยู่ในทุกวันนี้ คือ เรื่องของการล่า ในบทความ "ช้างป่า" โศกนาฎกรรมผืนป่าแผ่นดินไทย (โดย ASTV ผู้จัดการรายวัน 18 มกราคม 2555) ระบุแรงจูงใจที่ทำให้เกิดกรล่าช้างไว้ 6 ประเด็น ได้แก่ การต้องการงาช้างไว้ครอบครองเพื่อความเป็นสิริมงคล การนำมาใช้งาน (ลากซุง) โดยการจับมาอย่างผิดกฎหมาย ความเชื่อเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ของช้างในการนำไปบูชา การล่าเพื่อนำไปสู่เมนูเปิบพิสดาร การนำช้างไปร่อนแร่ขอทานในเมือง และการสวมสิทธิแทนช้างบ้าน ซึ่งเป็นที่มาของธุรกิจส่งช้างออกเมืองนอก
นอกจากประเด็นการ "ล่าช้าง" ปัจจัยคุกคามที่มีโอกาสทำให้ช้างป่าสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ยังมีอีก 2 ประเด็นสำคัญ คือ "การลดลงของถิ่นที่อยู่อาศัย" และ "ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างคนกับช้างป่า" โดยสองประเด็นหลังนี้มีจุดเชื่อมโยงสำคัญด้วยกัน กล่าวคือ เมื่อถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลายไปในพื้นที่ทางการเกษตร โอกาสที่ช้างป่าจะมาปะทะหน้ากับคนก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในการเผชิญหน้ากันแต่ละครั้งอาจนำมาซึ่งการสูญเสียอย่างคาดไม่ถึง
โดยธรรมชาติของช้างจะมีการเคลื่อนย้ายตัวเองไปตามแหล่งอาหารตามเส้นทางเดิมที่เคยไปมาก่อน เมื่อเส้นทางเดิมที่เคยเป็น "่ป่า" ถูกบุกรุก ทำลาย หรือแปรสภาพเป็นพื้นที่ทางการเกษตร แต่ช้างป่านั้น เส้นทางที่เปลี่ยนไปก็ยังถือเป็นเส้นทางย้ายถิ่นตามธรรมชาติ เมื่อมาพบพืชผลทางการเกษตรที่อยู่ระหว่างเส้นทางก็อาจมีการ "ย่ำ" การ "เล่น" ไปจนถึงการ "กิน" โดยเฉพาะประเด็นหลัง เมื่อช้างซึ่งเป็นสัตว์ที่ฉลาดและเรียนรู้ได้เร็ว และรสชาติของพืชไร่จะอร่อยกว่าใบไม้ในป่าก็มีโอกาสทำให้ช้างป่าย้อนกลบมากินพืชผลทางการเกษตรอีกครั้งในคราวที่ผลผลิตให้ดอกให้ผล ซึ่งส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างและในบางครั้งนำไปสู่ความรุนแรง "คนทำร้ายช้าง" และ "ช้างทำร้ายคน"
ที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า เกิดขึ้นหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี หรือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี โดยในแต่ละพื้นที่ต่างก็พยายามหาทางหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่แนวทางในการอนุรักษ์ช้างป่าให้สามารถอาศัยอยู่ในป่าได้อย่างที่ควรเป็น ขณะเดียวกันก็ต้องลดการเผชิญหน้าและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างคนกับช้าง
ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องคนกับช้าง แม้จะได้รับการแก้ไขผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรั้วไฟฟ้า การทำคูกันช้าง การทำโป่งเทียมเพิ่มแหล่งอาหารให้กับช้างในป่า การชดเชยราคาพืชผลทางการเกษตรแก่เจ้าของพืชสวนที่ถูกช้างป่าทำลาย การทำเส้นทางสัตว์ป่าเชื่อมร้อยป่าอนุรักษิที่อยู่อย่างลักษณะเกาะแก่งให้กลับมาเป็นป่าใหญ่ ฯลฯ แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าอนาคตของช้างป่าในไทยจะมีทิศทางที่ดี เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างยังคงลดน้อยลง คือ ป่าอนุรักษ์ถูกรุกอย่างหนัก โอกาสเสี่ยงก็จะมีดังเช่นกรณีช้างสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย
มีป่าก็เหมือนมีบ้านไว้หลบภัยจากการล่า มีป่าก็เหมือนมีแหล่งอาหารให้ไม่ต้องออกมาแย่งพืชผลทางการเกษตร
ก่อนจบบทความ ขอยกสถิติเกี่ยวกับประเด็นการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลก ข้อมูลจาก "เรือกระดาษที่ค่อยๆ จมลง" ของ N. Myers
หนึ่งหมื่นปีก่อน สิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิด ใช้เวลา 100 ปี ถึงได้สูญพันธุ์
หนึ่งพันปีก่อน สิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิด ใช้เวลา 10 ปี ถึงสูญพันธุ์
หนึ่งร้อยปีก่อน สิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิด ใช้เวลา 1 ปี ก็สูญพันธุ์แล้ว
"แต่ในวันนี้ สิ่งมีชีวิต 100 ชนิด สูญพันธุ์ไปในทุก 1 วันเสียแล้ว"
ภาพประกอบจาก wwf
อ่านเพิ่มเติม
ช้างสุมาตราใกล้สูญพันธ์เพราะสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย wwf.or.th/
http://www.wwf.or.th/?203286/Habitat-loss-drives-Sumatran-elephants-step-closer-to-extinction
'ช้างป่า' โศกนาฏกรรมบนผืนป่าแผ่นดินไทย manager.co.th
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000007895
บาร์บี้มันจบแล้ว ผมไม่ต้องการออกเดทกับสาวที่มีส่วนทำลายป่าไม้ greenpeace.org
http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/indonesia-forests/barbie/
ช้างและคน ต้องอยู่'ร่วมกัน' bangkokbiznews.com
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20120117/430341/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99.html
ช้างในป่าตะวันตก เสวนาวงเล็ก แต่ภารกิจนั้นใหญ่ seub.or.th
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=468:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
สาส์นสืบ ฉบับ สถานการณ์ป่าไม้ หลัง 20 ปี สืบ นาคะเสถียร www.seub.or.th
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=108&Itemid=138
ช้างสุมาตราเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) เปิดเผยข้อมูลว่า ช้างสุมาตรา (ช้างสายพันธุ์ย่อยของช้างเอเชีย) ที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติของประเทศอินโดนีเซียมีโอกาสเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ไปเป็นพื้นที่ปลูกพืชเกษตรกรรม ทำให้จำนวนประชากรช้างสุมาตราลดลงครึ่งหนึ่ง ภายในชั่วอายุช้างรุ่นเดียวกัน โดยองค์กรอนุรักษ์ได้เปลี่ยนสถานะของช้างสุมาตราจาก "ใกล้สูญพันธุ์" เป็น "ใกล้สูญพันธุ์ระดับสูง"

ข้อมูลจาก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุว่า ปัจจุบันช้างสุมาตราหลงเหลืออยู่ในป่าประมาณ 2,400-2,800 ตัว ซึ่งลดลงราว 50 เปอร์เซ็นต์จากพ.ศ.2528 นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าหากสภาพการณ์นี้ดำเนินต่อไป ช้างสุมาตราอาจสูญพันธุ์ภายในเวลาน้อยกว่า 30 ปี โดยบัญชีแดงของ IUCN บ่งชี้ว่า “แม้ว่าสายพันธุ์ช้างสุมาตราจะได้รับการปกป้องภายใต้กฎหมายอินโดนีเซีย แต่ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างสุมาตรา 85เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่นอกพื้นที่คุ้มครองนั้น อยู่นอกระบบแห่งการปกป้องคุ้มครอง และมีแนวโน้มที่จะถูกเปลี่ยนสภาพเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเกษตรและอื่นๆ”
 

กลุ่มอนุรักษ์ ร้องค้านผู้ว่าฯ อุดร เตรียมชงเรื่องโปแตช ครม.สัญจร

อีเมล พิมพ์ PDF
อุตสาหกรรมอุดร ปูดผู้ว่าฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลกรณีโครงการเหมืองแร่โปแตช เตรียมชงต่อให้ พล.ต.อ.ประชา เสนอเข้าประชุมครม.สัญจรอุดร ในวันที่21-22 ก.พ.  ด้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ รุดยื่นหนังสือ อ้างไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ควรให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมายแร่
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประมาณ 60 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือให้กับนายแก่นเพชร ช่วงรังษี  ผู้ว่าราชการจังหวัด หลังทราบข่าวว่าในวันที่ 28 ม.ค.นี้ ผู้ว่าฯ ได้เชิญส่วนราชการประชุมเพื่อเตรียมงานการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ซึ่งจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 21-22 ก.พ. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พร้อมกันนี้ก็ได้เรียกหน่วยงานจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) มาร่วมชี้แจงให้ข้อมูลกรณีโครงการเหมืองแร่โปแตชด้วย
ทั้งนี้ ได้มีนายนพวัชร สิงห์ศักดา รองผู้ว่าฯ มารับหนังสือข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้านแทนผู้ว่าฯ ซึ่งติดราชการ และรับว่าจะนำเสนอผู้ว่าฯ ให้
โดยนายเตียง  ธรรมอินทร์ กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า ชาวบ้านทราบมาว่าขณะนี้มีความพยามผลักดันจากฝ่ายนายทุนผู้ประกอบการ นักการเมือง และส่วนราชการ เพื่อนำกรณีโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการประชุมครม.สัญจรที่อุดร จึงมายื่นหนังสือผู้ว่าฯ เพื่อคัดค้านเอาไว้ เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้ ควรปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมายแร่
“ถ้าหากมีเรื่องโปแตชเข้าสู่การประชุมครม.สัญจร กลุ่มอนุรักษ์ฯ จะเคลื่อนไหวคัดค้านทันที เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านได้รวบรวมรายชื่อผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ จำนวนกว่า5.7 พันราย และผู้มีที่ดินในเขตเหมืองประมาณ 1.6 พันแปลง ยื่นคัดค้านไปตามขั้นตอนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.แร่ แล้ว ดังนั้น ควรให้กระบวนการค้านของชาวบ้านดำเนินไปตามกฎหมาย” นายเตียงกล่าว
ด้านนายนพวัชร สิงห์ศักดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ผู้ว่าฯ และตนเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ จึงไม่ทราบข้อมูลเรื่องเหมืองแร่โปแตช ดังนั้น การประชุมในวันพรุ่งนี้ (28 ม.ค.) ผู้ว่าฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาชี้แจงด้วย เพื่อจะได้เตรียมข้อมูลเอาไว้ ซึ่งหากว่ามีการสอบถามเรื่องโปแตชมาทางจังหวัดก็จะชี้แจงได้
หลังจากนั้นกลุ่มชาวบ้านได้เดินไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี เพื่อสอบถามถึงความชัดเจนของการผลักดันกรณีโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี เข้าสู่วาระการประชุม ครม.สัญจร กับฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
โดยนายวรากร บำรุงชีพโชต หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ได้ชี้แจงกับกลุ่มชาวบ้านว่า กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตช ผู้ว่าฯ กำลังเตรียมข้อมูลไว้ เพื่อเสนอให้ พล.ต.อ.ประชา (พรหมนอก) เผื่อมีการซักถามในการประชุมครม.สัญจร แต่ไม่ได้มีวาระเพื่อให้มีการพิจารณาอะไร เกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือถ้าจะมีก็เป็นเพียงการเสนอของบประมาณมาเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ จัดเวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจ เนื่องจากว่าคนอุดร ส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่องโปแตช ซึ่งหากได้งบประมาณมาทำการประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้กับพี่น้องก็จะเป็นการดี
ด้านนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า โดยทั่วไปการประชุมครม.สัญจรจะเป็นการอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับโครงการพัฒนาที่จำเป็นเร่งด่วน สำหรับโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีกระบวนการยังอยู่ที่ท้องถิ่น หลังจากชาวบ้านคัดค้านตามกฎหมาย แต่นักการเมืองพยายามผลักดันสอดไส้เข้าไป ซึ่งผู้ว่าฯ ควรวางตัวเป็นกลางต่อเรื่องนี้ และจะต้องกำชับให้ส่วนท้องถิ่นปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายแร่
นายสุวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดเวทีให้ข้อมูลของทางราชการ เป็นการเผยแพร่ข้อมูลด้านเดียว และจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งหากมีความจริงใจราชการควรจัดตามกระบวนการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสีย ในมาตรา88 /9  ของพ.ร.บ.แร่ ปี 45 หรือกลับไปดูคณะทำงานระดับจังหวัดชุดที่ผ่านๆ มา”
///
ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
โปแตซอุตสาหกรรมอุดร ปูดผู้ว่าฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลกรณีโครงการเหมืองแร่โปแตช เตรียมชงต่อให้ พล.ต.อ.ประชา เสนอเข้าประชุมครม.สัญจรอุดร ในวันที่21-22 ก.พ.  ด้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ รุดยื่นหนังสือ อ้างไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ควรให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมายแร่
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประมาณ 60 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือให้กับนายแก่นเพชร ช่วงรังษี  ผู้ว่าราชการจังหวัด หลังทราบข่าวว่าในวันที่ 28 ม.ค.นี้ ผู้ว่าฯ ได้เชิญส่วนราชการประชุมเพื่อเตรียมงานการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ซึ่งจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 21-22 ก.พ. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พร้อมกันนี้ก็ได้เรียกหน่วยงานจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) มาร่วมชี้แจงให้ข้อมูลกรณีโครงการเหมืองแร่โปแตชด้วย
 

รับข่าวสาร

Community

สาส์นสืบฉบับล่าสุด

สาส์นสืบ ฉบับ 20 ปี มรดกโลก
สาส์นสืบ ฉบับ
20 ปี มรดกโลก

ดาวน์โหลด
++++++++
ศศิน เฉลิมลาภ
a day bulletin
issue 172
DOWNLOAD

Who's online

เรามี 267 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

seub

<<  กุมภาพันธ์ 2012  >>
 จ.  อ.  พ.  พฤ  ศ.  ส.  อา 
    1  2  3  4  5
  6  7  8  9101112
13141516171819
202122232426
272829    
head_snfshop_big
สินค้าใหม่ SNF SHOP
ริชแบนด์
Wristband จากป่าสู่เมือง
ดูสินค้าต่างๆ

Twitter

seub2010: ฝาก RT ด้วยครับ แบบสอบถาม เรื่อง การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจต่อสื่อใหม่ (New Media) ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร bit.ly/yo4wIZ
seub2010: แบบสอบถาม เรื่อง การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจต่อสื่อใหม่ (New Media) ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร http://t.co/dJ3oW8E6
seub2010: การร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม http://t.co/7WgpVLUt

SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/8516290001.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/2913260002.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/3325800004.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/7802450005.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/8815670006.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/5292900007.jpg

ผู้สนับสนุนมูลนิธิ

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/261334porarr.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/764700banner_sponcer_passaya.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/437857banner_sponcer_scb.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/827349banner_sponcer_scg.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/942074banner_sponcer_siam_culture_park.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/593753ad_apaiphubat.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/978054hsbc.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/829519sponcer_b2s.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/405145sponcer_citibang.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/774588adsponcer_friday.jpg
สำหรับเจ้าหน้าที่ iconkeyy สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ครั้ง

ร่วมรักษาป่าใหญ่ให้คนไทยทั้งชาติ