ไผ่ซางหม่นเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีคุณค่าสูงในมิติทั้ง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ด้วยลักษณะของลำต้นที่ตรง แข็งแรง เนื้อไม้หนาสม่ำเสมอ และโตเร็ว ทำให้เป็นเพียงพืชที่ได้รับความนิยมในการปลูกเพื่อขยายพันธุ์ขายและแปรรูป
ในทางการเกษตร วิธีการขยายพันธุ์ไผ่ซางหม่นด้วยวิธีตอนกิ่งแขนง เป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตต้นพันธุ์คุณภาพสูงได้ด้วยตนเอง
โดยใช้กิ่งแขนงจากต้นแม่พันธุ์ที่มีคุณลักษณะดีและแข็งแรง แล้วฝังข้อของกิ่งไว้ในดินทำให้เกิดการงอกของระบบรากใหม่ จากนั้นเมื่อรากแข็งแรงก็สามารถแยกปลูกลงแปลงจริงเติบโตเป็นต้นใหม่
เทคนิคนั้นไม่ต้องพึ่งพาวิธีเพาะเมล็ดแบบดั้งเดิม สามารถสร้างต้นพันธุ์ได้มากและมีลักษณะตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ
ช่วยลดต้นทุนในการจัดหาต้นพันธุ์จากภายนอกและเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
แต่คุณค่าของไผ่ซางหม่นไม่ได้จำกัดแค่ในมุมเกษตรเชิงพาณิชย์
หากเรามองผ่านเลนส์การพัฒนาเชิงระบบนิเวศและชุมชน ไผ่ซางหม่นยังเป็นกลไกเชื่อมชุมชนกับผืนป่าเข้าไว้ด้วยกัน
ภายใต้โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกไผ่ซางหม่นเพื่อสร้างแนวเชื่อมต่อผืนป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงและอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า
โดยกระจายกล้าไผ่ให้ชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย อำเภอโกสัมพีนครและอำเภอเมืองกำแพงเพชร ปลูกทดแทนพืชรายได้เดิม


การปลูกไผ่ในโครงการไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังทำงานร่วมกับชุมชนโดยใช้ กลไกกองทุนหมุนเวียน ที่ให้สิทธิชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ปลูกไผ่และจัดการทุนของตนเองผ่านระบบการชดเชยรายได้ในช่วงเริ่มแรก
ที่สำคัญ ระบบการคืนทุนที่ไม่ได้เน้นการแสวงหากำไรในเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนในเชิงนิเวศและสังคม
เมื่อสมาชิกได้รับกล้าไม้ไป 1 ต้น พวกเขามีพันธะที่ต้องเพาะพันธุ์กล้าส่งคืนกลับสู่กองทุน 3 ต้น เพื่อส่งต่อโอกาสเติมพื้นที่สีเขียวนี้ให้เพื่อนบ้านรายอื่น ซึ่งกล้าที่คืนมานั้นได้จากการตอนเพื่อขยายพันธุ์
ในปีที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมศักยภาพสมาชิก เรื่องการตอนไผ่ จนสมาชิกสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปขยายผลในการตอนกิ่งไผ่ของตัวเองและสามารถจัดตั้งทีมตอนกิ่ง
อำนาจ สุขขวัญ หัวหน้างานป่าสงวนแห่งชาติ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และผู้รับผิดชอบโครงการ อธิบายว่า ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการมาถึงปีที่ 5 แล้ว (พ.ศ. 2568) ไผ่ที่เริ่มปลูกตั้งแต่ปีแรก สามารถเป็นต้นพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ได้แล้ว
แต่สมาชิกยังขาดความรู้ในการขยายพันธุ์ จึงจัดอบรมเสริมศักยภาพการตอนไผ่ และจากการอบรมที่ผ่านมามีสมาชิกเอาความรู้ที่ได้จากการอบรมมาปรับใช้ และทดลองขยายกิ่งพันธุ์เอกได้มากกว่า 1,500 กิ่ง


จำนวนที่ขยายออกมานี้เป็นเพียงจุดตั้งต้นเพื่อเพิ่มจำนวนต่อไปในอนาคต และสำหรับสมาชิกใหม่ที่เดินหน้าเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงสมาชิกเก่าที่ต้องการสร้างพื้นที่สีเขียวให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยไม่ต้องไปหาซื้อไผ่จากแหล่งอื่นมาแจก
และภาพฝันที่หวังไม่ใช่แค่การมีพื้นที่สีเขียวเป็นแนวเชื่อมต่อป่าจากไผ่เพียงด้านเดียว แต่ชุมชนยังสามารถใช้ทรัพยากรจากการเพาะปลูกนี้เพื่อสร้างรายได้ เช่น การขายไม้ไผ่ให้กับโรงงานแปรรูป การนำหน่อไม้ไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือแม้แต่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์และวัสดุสร้างสรรค์ต่างๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้มั่นคงขึ้น โดยไม่แยกออกจากภารกิจในการฟื้นฟูระบบนิเวศรอบผืนป่า
การเชื่อมโยงระหว่างการเพาะพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน และการสร้างรายได้ให้กับชุมชนสะท้อนให้เห็นว่า ไผ่ซางหม่นไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจทั่วไป
แต่เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างธรรมชาติและความเป็นอยู่ของคนเข้าด้วยกัน โดยที่ทั้งผืนป่าและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน
8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน
เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
12.2 บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและเขตแห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี 2563
15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม และเพิ่มการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



