‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน

‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน

ในเวทีเสวนาว่าด้วย “เศรษฐกิจฐานรากและแนวทางการเงินยั่งยืนเพื่อเสริมศักยภาพองค์กรและเครือข่ายชุมชนเพื่อการจัดการช้างป่าอย่างสันติ” ในงานวันช้างไทย 2569 คำถามแรกที่ถูกโยนขึ้นกลางวงดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่กลับเปิดประตูสู่ความซับซ้อนของปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่

ความท้าทายของการจัดการช้างป่าคืออะไร ?

คำถามนี้ไม่ได้มุ่งไปที่ตัวช้างเพียงอย่างเดียว หากแต่ชวนมองเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างช้าง ป่า คน และเศรษฐกิจชุมชนที่ซ้อนทับกันอยู่

ดร.ขวัญข้าว สิงหเสนี ผู้อำนวยการมูลนิธิ Bring the Elephant Home ชวนให้มองปัญหานี้ในมิติที่กว้างกว่าความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เธออธิบายว่าเมื่อพูดถึง ‘ช้าง’ เราไม่ได้กำลังพูดถึงสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังพูดถึงทั้งระบบนิเวศผืนป่า วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และโครงสร้างเชิงนโยบายที่กำกับการใช้ทรัพยากร

ในอดีตการถกเถียงมักวนเวียนอยู่กับคำถามว่า “ใครอยู่ก่อนระหว่างคนกับช้าง” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอเสนอว่าการย้อนกลับไปหาคำตอบนั้นอาจไม่ช่วยให้เราเดินไปข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการมองหาวิธี ‘อยู่ร่วมกัน’ ภายใต้แนวคิดเรื่อง ประโยชน์ร่วมและความเสียหายร่วม เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนใครมักเป็นคนในชุมชนที่อยู่ชายป่า แต่ปัญหานี้ไม่ได้เป็นภาระของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว

มุมมองนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของ สยาม พูลเจริญ จากมูลนิธิ Earthworm ประเทศไทย ซึ่งทำงานเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เขาเล่าว่าความท้าทายสำคัญเกิดขึ้นในระดับเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรโดยตรง 

ตัวอย่างเช่น ชาวสวนยางที่ต้องออกไปกรีดยางตั้งแต่เช้ามืดหรือกลางคืน หากช้างออกมาในพื้นที่ พวกเขาอาจไม่สามารถทำงานได้ และเมื่อรายได้หยุดชะงัก ปัญหาเศรษฐกิจก็ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

นี่ทำให้เรื่องช้างไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการอนุรักษ์อีกต่อไป แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจของคนตัวเล็กในระบบการผลิต

คุณปีย์ชนิตว์ เกษสุวรรณ จากเครือข่ายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย จึงเสนอให้ปรับกรอบความคิดเสียใหม่ เขาเห็นว่าปัญหานี้ควรถูกมองในฐานะ ปัญหาการจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจของพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่า ประการต่อมา ชุมชนที่ได้รับผลกระทบไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ ‘เหยื่อ’ แต่ควรถูกยกระดับให้เป็นผู้ร่วมจัดการทรัพยากร รวมถึงต้องออกแบบกลไกการเงินที่ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาติดอยู่กับข้อจำกัดของระบบงบประมาณปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอ็นจีโอต่างทำงานภายใต้โครงการระยะสั้น ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างยังเกิดขึ้นได้ยาก

ในระดับพื้นที่ มุมมองนี้สะท้อนผ่านประสบการณ์ของชุมชนเอง โดยมนตรี กุญชรมณี จากกลุ่มวิสาหกิจกาแฟพิเศษ ‘ช้างยิ้ม’ ในอำเภอทองผาภูมิ เล่าว่าความท้าทายของชาวบ้านไม่ใช่การกำจัดช้าง แต่คือการหาวิธีอยู่ร่วมโดยไม่เกิดการปะทะกัน แนวทางที่กลุ่มของเขาเลือกคือการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจ จากเดิมปลูกข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง ไปสู่การปลูกกาแฟซึ่งช้างไม่ค่อยรบกวน

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทั้งชุมชน แต่เริ่มจากเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่กล้าลองก่อน จนปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 66 คน และสามารถผลิตกาแฟได้ปีละกว่า 50 ตัน โดยพยายามยกระดับให้เป็นกาแฟคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า

ประสบการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีการสนับสนุนทั้งด้านความรู้ การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการตลาด จากพันธมิตรทั้งองค์กรในท้องถิ่นทุกระดับก็สามารถสร้างทางเลือกใหม่ให้กับเศรษฐกิจชุมชนได้

ด้านอุตสาหกรรม ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ จากสมาคมโรงงานน้ำตาลทรายไทย ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอ้อยกับช้างเป็นอีกภาพหนึ่งของความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ เขาอธิบายว่าอ้อยเป็นพืชที่ช้างชอบ และชาวไร่อ้อยก็เป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย ดังนั้นเมื่อชาวไร่ได้รับผลกระทบ โรงงานน้ำตาลก็มีเหตุผลที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือ

ระบบอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยมีโครงสร้างกองทุนอ้อยและน้ำตาล ซึ่งมีเงินสะสมจำนวนมากและสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ เพียงแต่กระบวนการอนุมัติยังต้องผ่านกลไกหลายขั้นตอนและมักเป็นงบประมาณรายปี ทำให้การจัดการระยะยาวยังมีข้อจำกัดอยู่

ในอีกด้านหนึ่ง คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่ากลไกทางการเงินสำหรับการอนุรักษ์อาจต้องก้าวไปไกลกว่างบประมาณแบบเดิม เขายกตัวอย่างเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ที่โลกกำลังทดลองใช้ เช่น ‘พันธบัตรอนุรักษ์สัตว์ป่า’ ที่เชื่อมผลตอบแทนการลงทุนกับความสำเร็จในการเพิ่มประชากรสัตว์ หรือระบบประกันภัยความเสียหายจากสัตว์ป่า รวมถึงกองทุนที่สนับสนุนการป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย

แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการจ่ายเงิน ‘เยียวยา’ หลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเชิงป้องกันล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

ดร.ขวัญข้าวเล่าว่าประสบการณ์ในพื้นที่กุยบุรีแสดงให้เห็นว่าการออกแบบพื้นที่การเกษตรใหม่อาจช่วยลดความขัดแย้งได้ เช่น การปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบอย่างตะไคร้หรือพืชกลุ่มน้ำมันหอมระเหยเป็นแนวกันชน แล้วจึงปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นอยู่ด้านในพื้นที่

แนวทางนี้ยังเชื่อมโยงกับการกระจายรายได้รูปแบบอื่น เช่น การท่องเที่ยวหรือการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว รั้วรังผึ้งยังสามารถใช้เป็นวิธีป้องกันช้างได้อีกด้วย

สิ่งที่เธอค้นพบจากการทำงานภาคสนามคือ คนในชุมชนไม่ได้ทีความรู้สึกเกลียดชังช้างแต่อย่างใด เพียงแต่บางเวลาอาจมีความกลัวเกิดขึ้นเมื่อช้างเข้ามาใกล้ (ในตอนกลางคืน)

ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้คนรักช้าง แต่คือการทำให้พวกเขา รู้สึกปลอดภัยและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี คำถามที่ใหญ่กว่าการจัดการช้างเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง คือ หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวงกว้าง ใครควรเป็น ‘เจ้าภาพ’ ของปัญหานี้

คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ ไปจนถึงมหาดไทยที่ดูแลการบริหารในระดับจังหวัด หากไม่มีหน่วยงานหลักที่มองภาพรวมและประสานการทำงานทั้งหมด การแก้ปัญหาก็จะยังคงกระจัดกระจายเหมือนที่ผ่านมา

เขายอมรับว่านี่อาจยังเป็นเพียง ‘ภาพฝัน’ แต่ก็เป็นภาพฝันที่จำเป็น เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของช้างหรือของป่า หากเป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ชายป่าทั่วประเทศ หากคนในพื้นที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ช้างก็ไม่มีทางอยู่รอดเช่นกัน

และในทางกลับกัน หากระบบนิเวศล่มสลาย ชุมชนมนุษย์ก็จะสูญเสียฐานทรัพยากรของตนไปพร้อมกัน

โจทย์ของการอยู่ร่วมกันจึงมองไม่ควรมองเพียงมิติงานอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่เป็นโจทย์ของการออกแบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ ที่ทำให้ทั้งคนและช้างสามารถมีพื้นที่ของตัวเองบนผืนแผ่นดินเดียวกันได้อย่างยั่งยืน

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม