ข้อเสนอประเด็นสิ่งแวดล้อมต่อทุกพรรคการเมือง เพื่อพูดแทนป่าไม้และสัตว์ป่า

ข้อเสนอประเด็นสิ่งแวดล้อมต่อทุกพรรคการเมือง เพื่อพูดแทนป่าไม้และสัตว์ป่า

การเริ่มต้นคิดพัฒนาโครงการด้วยการนำเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง แต่ภายหลังโครงการที่เกิดขึ้นกลับพบว่าก่อให้เกิดปัญหาทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมตามมา หลายครั้งพบว่าโครงการพัฒนาของรัฐกลับเป็นตัวเร่งให้มีการสูญเสียพื้นที่ป่ามากยิ่งขึ้น ในขณะที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังตระหนักและให้ความสำคัญในการชะลอหรือหาทางรับมือกับภาวะโลกเดือด (global boiling) หยุดยั้งการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าและลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ความสำคัญกับการปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศเพื่อคนรุ่นต่อไป อีกทั้งประเทศไทยได้ร่วมลงนามและให้สัตยาบันกับนานาประเทศ ทั้งอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโต ความตกลงปารีส ฯลฯ มีการจัดทำแผนแม่บทและตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมากมาย แต่อาจลืมไปว่าประเทศไทยเองก็ได้ตั้งเป้าหมายพื้นที่ป่าที่ควรมีไว้เพื่ออำนวยประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับประชาชนทั้งประเทศ แต่รัฐบาลกลับไม่ลงทุนในการอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งที่การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีคือความอยู่รอดของพวกเราทุกคน และจะเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุด

ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ประเทศไทย ปี 2567 แม้จะไม่ได้มีตัวเลขที่ลดลงจนน่าตกใจเหมือนปี 2566 ที่มีพื้นที่ป่าไม้ลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี คือลดลงจากปี 2565 ถึง 317,819.20 ไร่ หรือมีพื้นที่ป่าไม้เหลือเพียง101,818,155.76 ไร่ คิดเป็น 31.47% ของพื้นที่ประเทศ ส่วนในปี 2567 พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยคงเหลือ 101,785,271.58 ไร่ หรือ 31.46%  ถึงแม้ตัวเลขจะเปลี่ยนแปลงไม่มากแต่ยังคงเป็นอัตราที่ลดลงอยู่ดี

ไม่เพียงเท่านั้นในหน้าสื่อต่างๆ กลับพบว่าประชาชนต้องลุกขึ้นมาปกป้องเพื่อรักษาพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพจากการทำลายด้วยโครงการพัฒนาของรัฐหรือการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าโดยรัฐเอง

ทั้งโครงการขอใช้พื้นที่ป่าเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำนับร้อยโครงการ การตัดถนน  ทำเหมือง สร้างกระเช้าไฟฟ้า กำแพงกันคลื่น ฯลฯ จนมีคนกล่าวว่าปัจจุบันไม่ใช่ประชาชนที่ทำให้พื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพหายไป แต่กลับเป็นรัฐเสียเองที่ทำลายสิ่งเหล่านี้ด้วยปลายปากกา 

ถึงแม้โครงการพัฒนาต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าจะต้องผ่านกระบวนการคัดกรองเพื่อการตัดสินใจอย่างคุ้มค่าในทุกมิติ แต่ทว่าขั้นตอนดังกล่าวกลับเป็นขั้นตอนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจอีกต่อไป ช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้กระบวนการจัดทำและพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการรักษาพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพได้ กระบวนการดังกล่าวในหลายโครงการสะท้อนให้เห็นว่ากลายเป็นใบเบิกทางให้มีการทำลายพื้นที่ป่าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ในหัวข้อบริบทการพัฒนาประเทศในมิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเนื้อหาที่น่าสนใจระบุว่า “ประเทศไทยมีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ทั้งนี้ หากมีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินพอดี ทั้งในมิติด้านการผลิตและการบริโภค ซึ่งก่อให้เกิดของเสียและมลพิษในระดับที่เกินกว่าความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศในพื้นที่ จนส่งผลกระทบให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเสื่อมโทรมลงนั้น อาจส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการมุ่งพัฒนาทางเศรษฐกิจในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าเป็นการพัฒนาที่เน้นผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจจนขาดการคำนึงถึงความยั่งยืนของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและขีดความสามารถของระบบนิเวศที่เพียงพอ … จึงส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง”

การพัฒนาประเทศต่อจากนี้ไม่สามารถแยกประเด็นสิ่งแวดล้อมออกจากการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมได้อีกต่อไป รัฐควรหยุดคิดหรืออนุญาตให้ทำโครงการทำลายป่าและความหลากหลายทางชีวภาพในนามของการพัฒนาเสียที

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงขอเสนอประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการแก้ไขต่อพรรคการเมืองทุกพรรค คือ การเร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากปัจจุบัน มีโครงการพัฒนาต่างๆเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ยกตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่รวบรวมได้นับร้อยโครงการ แต่สามารถหาข้อมูลพื้นที่ป่าที่จะหายได้จำนวน 58 โครงการเท่านั้น เท่ากับว่าป่าจะหายไป 83,662 ไร่ สูญเสียการกักเก็บคาร์บอน 2,175,315 ตัน และปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ 7,961,653 ตัน ทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น จะขัดแย้งต่อกลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและทำให้ป่าเสื่อมโทรม ซึ่งประเทศไทยได้เคยให้คำมั่นสัญญาหรือให้สัตยาบันไว้ในเวทีระดับโลก 

ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือน สะท้อนให้เห็นจากภัยพิบัติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชัดเจนที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2568

ดังนั้นการมีกฎหมายที่รัดกุมในการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกโครงการ การศึกษา การพิจารณา รวมไปถึงการมีมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ทำได้จริงจะเป็นตัวกำหนดและเรียกความเชื่อมั่นของภาคประชาชนให้กลับคืนมาว่าโครงการพัฒนาเดินหน้าไปอย่างละเอียดและรอบคอบอย่างถึงที่สุด โดยทำลายพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างน้อยที่สุด จึงควรมีการแก้ไขปรับปรุงดังต่อไปนี้

1. SEA เครื่องมือที่ควรนำมาใช้อย่างจริงจังในทุกพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน

การจะมีการพัฒนาโครงการในพื้นที่หรือไม่ ควรมีการทำประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (strategic environmental assessment : SEA) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำมาสนับสนุนการตัดสินใจในการวางแผนพัฒนาอย่างสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีระเบียบ ขั้นตอน หรือวิธีการที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเครื่องมือSEA ที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นแค่เพียงแนวทางแต่ไม่มีกฎหมายรองรับเพื่อให้ต้องทำ ดังนั้นพื้นที่ที่มีความเปราะบางต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน ควรใช้การศึกษาSEAในการตัดสินใจพัฒนาโครงการในพื้นที่ เพื่อให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะบางครั้งการศึกษาแค่เพียงระดับโครงการจะไม่สามารถเห็นถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในภาพรวมได้เลย 

“เพราะระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน”

2.  กลไกการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องและเป็นธรรม

โครงการพัฒนาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายโครงการที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้อง เหมาะสม ตั้งแต่กระบวนการศึกษา ความเป็นอิสระของผู้ศึกษาโครงการจากผู้ว่าจ้าง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ควรอิงตามบริบทของพื้นที่ การตีความผู้มีส่วนได้เสีย กระบวนการพิจารณา  ไปจนถึงมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม หากกระบวนการศึกษาและพิจารณาไม่ละเอียดรอบคอบเพียงพอโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสำคัญทั้งในระดับพื้นที่หรือระดับโลกจะส่งผลไปถึงการตัดสินใจในระดับนโยบาย ที่บางพื้นที่หากสูญเสียไปแล้วจะไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อีกต่อไป 

3. การติดตามตรวจสอบและการประเมินผลโครงการ

โครงการพัฒนาที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ควรมีการรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน Monitor) และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง  จัดตั้งผู้ประเมินและติดตามตรวจสอบโครงการที่มีความเป็นกลาง และต้องไม่ใช่แค่เพียงการส่งงานตามแบบฟอร์มหรือวิธีการเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญในระดับเดียวกับกระบวนการศึกษาและพิจารณาโครงการอีกด้วย  เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมายังคงมีข่าวการไม่ส่งรายงาน Monitor อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการกำหนดบทลงโทษเพิ่มเติมลงในกฎหมายแล้วก็ตาม แต่กระบวนการดังกล่าวยังคงถูกละเลยและไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร 

ดังนั้นการมีกระบวนการจัดทำรายงาน การพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการมีระบบรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน Monitor) และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง เป็นปัจจุบัน และเป็นธรรม ทั้งระบบ จะนำมาซึ่งการพัฒนาที่ไม่ทำลายสิ่งที่เป็นต้นทุนทางธรรมชาติและเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง