“พื้นที่ชุ่มน้ำมีหลากหลายที่ แต่เวียงหนองหล่มไม่เหมือนที่อื่น ด้วยระบบนิเวศน้ำจืดที่มีป่าพรุ ถือเป็นความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร” – นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ (หมอหม่อง) อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ และนักอนุรักษ์และสื่อสารเรื่องธรรมชาติ
ย้อนกลับไปราว 20 ปีก่อน หมอหม่องมีโอกาสเข้าไปสำรวจพื้นที่ เดินผ่านพื้นที่ป่าต้นอั้น (หรือ โกงกางน้ำจืด) และได้พบ ‘นกแสกทุ่งหญ้า’ ที่ไม่เคยพบในไทยมาก่อน แอบทำรังในทุ่งหญ้าของพื้นที่เวียงหนองหล่ม
ภาพภายนอกที่อาจดูเหมือนพื้นที่รกร้าง และแห้งแล้ง แต่เมื่อได้ลองย่ำเท้าเดินจะพบว่า พื้นดินมีลักษณะนิ่ม ๆ คล้ายเดินบนเยลลี่ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีน้ำอยู่ใต้ดิน เสมือน ‘ฟองน้ำ’ ช่วยกักเก็บน้ำและลดการระเหยของน้ำเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ในฤดูแล้ง

เวียงหนองหล่ม เป็น Macro Habitat ที่มี Micro Habitat เล็ก ๆ ซึ่งมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายและซับซ้อนกระจายอยู่ภายใน ทั้งป่าต้นอั้น ป่าพรุ ทุ่งหญ้า หนองน้ำ เป็นถิ่นอาศัย ที่วางไข่ของสัตว์น้ำ พืชน้ำ และนกหลายชนิด อีกทั้ง ฟังก์ชันการกรองของเสียในพื้นที่ชุ่มน้ำโดยพืชน้ำ ดังตับ ไตที่ช่วยกรองของเสียในร่างกายมนุษย์ รวมถึงนิเวศบริการ เป็นซูเปอร์มาเก็ต ที่เลี้ยงควาย แหล่งจับปลา จับปู สร้างรายได้ให้ชุมชน
การจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีหน้าที่กักเก็บน้ำได้เพียงอย่างเดียว และมองเพียงตัวเลขลูกบาศก์เมตร แลกกับการทำหน้าที่ที่หลากหลายของพื้นที่ชุ่มน้ำไป ประหนึ่งกำลังเปลี่ยนระบบและโครงสร้างที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นห้องโล่งเฉย ๆ ซึ่งสิ่งที่ได้มา ไม่คุ้มค่าพอกับสิ่งที่เสียไป
หมอหม่องแนะสระที่ดำเนินการขุดแล้วเสร็จที่มีความลึกและชัน ควรมีการปรับลดสโลปหน้าดิน เพราะความชัน ส่งผลให้ชุมชนและสัตว์ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ควายลงไปหากินไม่ได้ ชาวบ้านหาปลา หาปูก็ไม่ได้ และการกำจัดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน โดยเฉพาะไมยราบยักษ์ที่เข้ามาเนื่องจากพื้นที่ถูกรบกวน รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ในปัจจุบัน โดยการรักษา Core Area ที่ยังคงมีอยู่ เช่น ปางฮุ้ง ป่าต้นอั้น และสร้างทางเชื่อมทางนิเวศ (Corridor) ให้พื้นที่ดังกล่าวมีความต่อเนื่องกัน
อีกทั้ง การปรับเปลี่ยนวิธีการมองการบริหารจัดการพื้นที่ เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน การถอดบทเรียน เรียนรู้จากความผิดพลาด และการยอมรับว่า ไม่มีความรู้ เพื่อการบูรณาการศาสตร์หลายแขนง หลายหน่วยงาน ทั้งชุมชน หน่วยงานรัฐ และนักวิชาการ ร่วมกันเรียนรู้ ดูแล แก้ไขปัญหา และการติดตามผลเชิงนิเวศในระยะยาว
“ขยับจากการแก้ปัญหาด้วยการคิดทางเชิงวิศวกรรม ใช้คอนกรีตแก้ปัญหา เป็นการใช้ Nature-based solutions ให้ธรรมชาติเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหา”
หมอหม่องเน้นย้ำว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมาก ๆ ถึงเวลาต้องนำเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นตัวแปรสำคัญในสมการการพัฒนา นำความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นมาคำนวณความคุ้มค่าด้วย
การออกมาต่อต้านโครงการไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่เป็นการรักษาหลักประกันความมั่นคงชีวิตในระยะยาวของพื้นที่ ชนิดพันธุ์ และชุมชน

ผู้เขียน
มนุษย์หมีแข็ง ช่างสังเกต ชอบมองท้องฟ้า ต้นไม้สีเขียว ฟังเพลงไปเรื่อย และถ่ายรูปทุกสิ่งอย่าง I can do this all day.


