ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ‘ป่าชายเลน’ ที่อยู่ระหว่างรอยต่อระหว่างผืนดินและผืนน้ำ ถือเป็นฐานรากของความหลากหลายทางชีวภาพ
นอกจากเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ป่าชายเลนยังสามารถปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะน้ำเค็มท่วมถึง เป็นฟันเฟืองหลักในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง
ทั้งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ปราการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และการเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าป่าประเภทอื่น
อย่างไรก็ตาม ตลอดกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ป่าชายเลนในประเทศไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในหลายมิติ ตั้งแต่ยุคแห่งการบุกรุกทำลายภายใต้นโยบายเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนถึงยุคแห่งการตระหนักรู้และฟื้นฟูโดยใช้กลไกป่าชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน
จนนำมาสู่การกำหนดวันป่าชุมชนชายเลนไทย ขึ้นในวันที่ 12 เมษายน ของทุกปี
หากย้อนกลับไปสถิติพื้นที่ป่าไม้ในยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีทรัพยากรป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์กระจายตัวอยู่ใน 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล ทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน
ในเวลานั้น มีพื้นที่ป่าชายเลนรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,299,375 ไร่ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของห่วงโซ่อาหาร หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ
ทว่าหลังจากนั้นอีกไม่นาน สถานการณ์ป่าชายเลนในช่วงเวลาต่อมากลับแสดงให้เห็นถึงความถดถอยอย่างรุนแรง ผ่านการบุกรุกทำลายเสียจนหักราพนาสูญ
ตามข้อมูล พ.ศ. 2565 ระบุว่า พื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 1.73 ล้านไร่ พบมากที่สุดบริเวณชายฝั่งอันดามันตอนล่าง ประมาณ 712,561.22 ไร่ รองลงมา พบบริเวณชายฝั่งอันดามันตอนบน และภาคตะวันออก 460,180.47 ไร่ และ 222,461 ไร่
และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีความสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัย
ในช่วงรัฐบาลประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า รวมถึงการอนุญาตให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเพื่อผลิตถ่านจากไม้โกงกาง เพื่อการบริโภคในครัวเรือนและการส่งออก
ระบบสัมปทานในขณะนั้นอ้างอิงหลักการ ‘เลือกตัด’ (Selection System) ซึ่งในทางทฤษฎีไม่ควรทำลายสภาพป่า แต่ในทางปฏิบัติ การควบคุมที่หละหลวมและเกิดการตัดไม้เกินอัตราการฟื้นตัวตามธรรมชาติ
ประกอบกับการเข้าถึงพื้นที่ป่าของผู้รับสัมปทานได้เปิดทางให้มีการบุกรุกพื้นที่ต่อเนื่องเพื่อกิจกรรมอื่นๆ จึงทำให้ป่าชายเลนค่อยๆ เสื่อมโทรมลงอย่างมากมาย
อีกหนึ่งวิกฤตการณ์สูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนเกิดขึ้นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (นากุ้ง) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วที่สุดต่อป่าชายเลนไทยในช่วงทศวรรษ 2530
การทำนากุ้งในพื้นที่ป่าชายเลนนำไปสู่การทำลายระบบรากของไม้ป่าชายเลนอย่างถอนรากถอนโคน มีการขุดดินสร้างคันบ่อเพื่อขังน้ำเค็ม แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งบ่อกุ้งกลับประสบปัญหาน้ำเสียและการสะสมของสารเคมี ทำให้เกษตรกรทิ้งบ่อเดิมและบุกรุกป่าผืนใหม่ต่อไปเรื่อยๆ
เหตุการณ์นั้นนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและน้ำอย่างถาวรในหลายพื้นที่ และเป็นที่มาของปัญหาหนี้สินของเกษตรกรรายย่อยที่ทำตามกระแสนิยม จนสูญเสียทั้งพื้นที่ทำกินและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ การทำเหมืองแร่และการพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะจังหวัดระนองและพังงา ได้ทำลายป่าชายเลนไปในจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างท่าเทียบเรือ การขุดลอกร่องน้ำ และการสร้างแหล่งชุมชนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนที่เหลืออยู่ถูกชำเราเสียจนความหลากหลายทางชีวภาพสิ้นสูญ
กระทั่งรัฐบาลได้ตัดสินใจประกาศยกเลิกสัมปทานการทำไม้ป่าชายเลนทั้งหมดในภายหลัง ซึ่งถือเป็นมาตรการหยุดยั้งการทำลายในระดับนโยบายที่สำคัญข้อหนึ่ง
ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 โดยมตินี้ได้แบ่งพื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นสองกลุ่มคือ พื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งหวงห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ กับพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งยอมให้มีการใช้ประโยชน์ได้บ้าง
รวมถึง มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 ให้ระงับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยเด็ดขาด พร้อมให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังจังหวัดที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะกรรมการในการหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลน และระงับการพิจารณาขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนของทางราชการ
มาตรการดังกล่าวนับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และเริ่มมีการผลักดันโครงการปลูกป่าเสริมในพื้นที่ที่เสื่อมโทรมอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี การอนุรักษ์ป่าชายเลนไทยจะมีภาพที่สมบูรณ์ไม่ได้ หากขาดบทบาทของ ‘ภาคประชาชน’ และจัดได้ว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนให้เกิดการอนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างเป็นรูปธรรม
กรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ชุมชนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนแนวคิดป่าชุมชน
ชุมชนบ้านเปร็ดใน ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นชุมชนที่มีรากฐานการดำรงชีวิตผูกพันกับป่าชายเลนมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ในช่วงปี พ.ศ. 2526 – 2527 พื้นที่ป่าชายเลนรอบหมู่บ้านถูกนายทุนและผู้ได้รับสัมปทานบุกรุกทำลายเพื่อสร้างนากุ้งขนาดใหญ่กว่า 5,000 ไร่ ทำให้น้ำทะเลเข้าไม่ถึงพื้นที่ด้านใน ส่งผลให้ระบบนิเวศล่มสลาย แหล่งอาหารธรรมชาติหายไป
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคนในชุมชนลุกขึ้นจัดการตัวเอง พวกเขาร่วมกันปิดป่าชายเลน ฟื้นฟูทรัพยากร ปลูกป่าทดแทน และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ พร้อมตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อลดหนี้สิน และจัดตั้งระบบบริหารจัดการน้ำของชุมชน ทำให้สามารถกักเก็บน้ำจืดได้มากขึ้นและยืดระยะการใช้น้ำในหน้าแล้งออกไปได้
เมื่อระบบเริ่มฟื้น ชุมชนได้พัฒนากลไกดูแลป่าอย่างจริงจัง เช่น แบ่งพื้นที่ป่าชายเลนเป็นโซน มีเวรลาดตระเวน ตั้งกติกาการใช้ทรัพยากร และสร้างเครือข่ายกับชุมชนรอบข้าง ทำให้ป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ สัตว์น้ำเพิ่มขึ้น และลดการบุกรุกอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมชาวบ้านอย่างการใช้ยางรถยนต์ทำเป็นปะการังเทียมเพื่อลดการกัดเซาะชายฝั่ง และเป็นแหล่งอาศัยของปลา รวมถึงการออกกฎอนุรักษ์ เช่น การงดจับปูในช่วงวางไข่ ซึ่งช่วยให้ทรัพยากรฟื้นตัวในระยะยาว
หัวใจสำคัญอีกด้านคือการจัดการน้ำแบบองค์รวมที่เรียกว่า “ดักน้ำจืด ดุลน้ำกร่อย ดันน้ำเค็ม” โดยเปลี่ยนบ่อกุ้งร้างให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ (แก้มลิง) ขยายร่องสวน และสร้างระบบควบคุมระดับน้ำ ทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ทั้งอุปโภค บริโภค และเกษตร แม้ในฤดูแล้ง
เมื่อทรัพยากรกลับมา ชุมชนจึงต่อยอดสู่เกษตรแบบผสมผสานตามแนวคิดพอเพียง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ จนเกิดครัวเรือนต้นแบบจำนวนมาก และขยายผลไปยังคนอื่นในชุมชน
จนท้ายที่สุด บ้านเปร็ดใน ถูกยอมรับในฐานะต้นแบบการจัดการน้ำและทรัพยากรโดยชุมชน และเป็นตัวอย่างว่าการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมสามารถเดินไปพร้อมกับการฟื้นฟูชีวิตผู้คนได้จริง
สำหรับวันที่ วันที่ 12 เมษายน ที่ถูกกำหนดให้เป็นวันป่าชุมชนชายเลนไทย ซึ่งในทุกๆ ปีหน่วยงานจากภาครัฐได้รณรงค์ให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าทรัพยากรชนิดนี้และปลุกจิตสำนึกให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์
แต่อย่างไรก็ตาม กลับพบว่าในหลายๆ กรณียังพบช่องว่างความต้องการระหว่างภาครัฐกับชุมชนที่ยังสวนทางกันอยู่ในแง่ในแนวทางการอนุรักษ์และการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน
ในการศึกษางานอนุรักษ์ป่าชายเลนแห่งหนึ่งพบว่าชุมชนมีความกระตือรือร้นในการดูแลพื้นที่เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันภาครัฐก็ให้ความเคารพกิจกรรมของชุมชนเป็นอย่างดี แต่กลับพบว่า กิจกรรมบางอย่างภาครัฐกลับดำเนินการโดยเป็นการเจรจากับภาคเอกชน อาทิ โครงการคาร์บอนเครดิต โดยมิได้มีการปรึกษาหารือกับชุมชนก่อน
ขณะที่กรณีศึกษาบางชุมชนพบว่า กิจกรรมที่มีภาครัฐและเอกชนเข้ามาเกี่ยวมักดึงแกนนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมก่อน เมื่อบรรลุข้อตกลงแล้วจึงค่อยแจ้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือตัวชุมชนในภายหลัง มิหนำซ้ำยังมีกรณีนี้ชุมชนยังขาดองค์ความรู้และความเข้าใจในกิจกรรมที่ร่วมลงนามอีกด้วย จึงทำให้กระบวนการอนุรักษ์และดูแลพื้นที่ป่าชุมชนชายเลนในบางมิติไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่าเกิดจากการมีส่วนร่วมและเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเต็มใจโดยแท้จริง
หากการฟื้นฟูป่าชายเลนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้พิสูจน์อะไรบางอย่าง นั่นคือการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการสั่งการจากส่วนกลางเพียงลำพัง แต่ต้องงอกงามจากความสัมพันธ์ที่คนในพื้นที่มีต่อทรัพยากรนั้นจริงๆ
อย่างที่บ้านเปร็ดในได้แสดงให้เห็นว่า ป่าไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียว แต่คือระบบชีวิตที่ผูกโยงทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความอยู่รอดเข้าด้วยกัน
ดังนั้น การบูรณาการอย่างมีส่วนร่วมที่แท้จริง คงไม่ใช่แค่การเชิญชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการที่ถูกออกแบบไว้แล้ว แต่ต้องเริ่มจากการยอมรับว่า ชุมชน คือ ‘เจ้าขององค์ความรู้’ และเป็นผู้มีสิทธิ ‘กำหนดอนาคต’ ของทรัพยากรที่พวกเขาพึ่งพา
ในบางครั้งบทบาทของภาครัฐและเอกชนอาจต้องขยับจาก ‘ผู้กำหนดทิศทาง’ สู่ ‘ผู้สนับสนุนกระบวนการ’ ที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการตัดสินใจร่วมกันอย่างแท้จริง ตั้งแต่ต้นน้ำของการออกแบบนโยบาย ไม่ใช่เพียงปลายน้ำของการรับฟังความคิดเห็น
อ้างอิง
- สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน ปี พ.ศ. 2565
- ป่าชายเลน: กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และประเด็นที่น่าสนใจ
- ชุมชนบ้านเปร็ดใน อำเภอเมือง จังหวัดตราด
- ป่าชายเลน ภูมิอากาศ และวิถีชีวิต ในประเทศไทย
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



