แกะตัวเลขป่าไทยที่ค้างอยู่ราว 31% และโจทย์ที่ใหญ่กว่าการปลูกต้นไม้ ตอนที่ 2

แกะตัวเลขป่าไทยที่ค้างอยู่ราว 31% และโจทย์ที่ใหญ่กว่าการปลูกต้นไม้ ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 ป่า แล้วเป้าหมาย 40% ผิดไหม?

การลดเป้าหมาย 40% ลง เนื่องจากทำได้ยาก ไม่ใช่คำตอบ เพราะ ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าไปมากแล้ว และวิกฤตภูมิอากาศยิ่งทำให้การรักษาป่าจำเป็นขึ้น แต่เราควรวิจารณ์เป้าหมาย 40% ในฐานะ “ตัวชี้วัดที่ยังไม่พอ” มากกว่าจะมองเป็นคำตอบสุดท้าย

ข้อจำกัดแรก:
ค่าเฉลี่ยประเทศซ่อนความเหลื่อมล้ำ ประเทศอาจขยับเข้าใกล้ 40% ได้จากการเพิ่มป่าในพื้นที่ที่มีป่ามากอยู่แล้ว ขณะที่ภูมิภาคที่ขาดแคลนพื้นที่ธรรมชาติยังคงเปราะบางเหมือนเดิม

ข้อจำกัดที่สอง:
ป่าแต่ละประเภทไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกัน เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศมักนับรวมทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ และป่าชุมชนไว้ด้วยกัน แม้ป่าทั้งสามประเภทจะมีคุณค่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถทดแทนกันได้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น สวนไม้เศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของที่ดิน และอาจช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรองรับความหลากหลายของพืชและสัตว์ หรือทำหน้าที่รักษาระบบนิเวศได้เทียบเท่ากับ ป่าธรรมชาติ

ในทำนองเดียวกัน ป่าชุมชนอาจมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตและการใช้ประโยชน์ของคนในพื้นที่ ขณะที่ป่าอนุรักษ์มีความสำคัญอย่างมากต่อการคงอยู่ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น หากเรามองเพียงจำนวน “พื้นที่ป่า” อาจทำให้ป่าที่มีหน้าที่แตกต่างกันถูกนับรวมเป็นตัวเลขเดียวกัน ทั้งที่คุณค่าที่แต่ละประเภทสร้างให้กับสังคมนั้นไม่เหมือนกัน การเพิ่มพื้นที่ป่าจึงไม่ควรถามเพียงว่า “เราเพิ่มพื้นที่ได้กี่ไร่” แต่ควรถามต่อว่า “ป่าที่เพิ่มขึ้นคือป่าประเภทใด อยู่ที่ไหน และทำหน้าที่อะไรให้กับคนและระบบนิเวศ”

ข้อจำกัดที่สาม:
พื้นที่ไม่เท่ากับคุณภาพ ตัวเลขร้อยละบอกว่ามีพื้นที่ถูกจัดเป็นป่ามากเพียงใด แต่ไม่ได้บอกว่าป่านั้นสมบูรณ์มากแค่ไหน เป็นผืนต่อเนื่องหรือแตกกระจาย มีชนิดพันธุ์หลากหลายหรือไม่ และสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากน้อยเพียงใด

ข้อจำกัดที่สี่:
เป้าหมายไม่บอกว่าใครได้และใครจ่าย หากการเพิ่มพื้นที่ป่าหมายถึงชุมชนเสียที่ทำกิน แต่ประโยชน์ไปตกกับโครงการคาร์บอนเครดิตหรือผู้ลงทุน เป้าหมายที่ดูดีด้านสิ่งแวดล้อมก็อาจสร้างความไม่เป็นธรรมในรูปแบบใหม่

ดังนั้น เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ควรเป็น “เกณฑ์ขั้นต่ำ” ไม่ใช่ “เป้าหมายสูงสุด” การประเมินความสำเร็จจึงไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนไร่หรือเปอร์เซ็นต์พื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องมีตัวชี้วัดด้านคุณภาพควบคู่กันอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ คุณภาพของระบบนิเวศ ความเชื่อมโยงของผืนป่า ความเป็นธรรมด้านสิทธิของชุมชน และความต่อเนื่องในการดูแลรักษาระยะยาว เพราะหากให้ความสำคัญกับตัวเลขพื้นที่เพียงอย่างเดียว ประเทศอาจบรรลุเป้าหมายบนกระดาษ ขณะที่คุณค่าทางนิเวศและประโยชน์ต่อผู้คนยังไม่เกิดขึ้นจริง

โลกไม่ได้จ่ายเงินให้แค่ต้นไม้ที่ถูกปลูก

แรงกดดันจากเวทีโลกกำลังเปลี่ยนบทบาทของ “ป่า” จากประเด็นด้านการอนุรักษ์ให้กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของเศรษฐกิจภูมิอากาศ ผลการประเมินสถานการณ์โลก (Global Stocktake) ในการประชุม COP28 ย้ำว่าทุกประเทศต้องเร่งหยุดและฟื้นฟูการสูญเสียป่าไม้ภายในปี 2030 พร้อมผลักดันการสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี และกลไกการจ่ายตามผลลัพธ์ของ REDD+ เพื่อจูงใจการอนุรักษ์ป่าอย่างเป็นรูปธรรม [8]

ขณะที่การประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ได้ต่อยอดแนวคิดดังกล่าวด้วยการผลักดันกลไก Tropical Forest Forever Facility ซึ่งมุ่งสร้างแรงจูงใจระยะยาวให้ประเทศเขตร้อนรักษาป่ายืนต้น [9]

สำหรับประเทศไทย นี่คือโอกาสสำคัญในการดึงดูดเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ แต่เงินทุนจะไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะมีการปลูกต้นไม้หรือประกาศเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ โครงการจำเป็นต้องพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจริง สามารถกักเก็บคาร์บอนได้จริง ไม่ทำให้การตัดไม้ย้ายไปยังพื้นที่อื่น (leakage) และคุ้มครองสิทธิของชุมชนในพื้นที่อย่างเหมาะสม ดังนั้น ระบบการวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) จึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางเอกสาร แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับโครงการ

ในบริบทนี้ ตลาดคาร์บอนไม่ใช่ “ทางลัด” ในการแก้ปัญหาป่าไม้ แต่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้การอนุรักษ์ป่ามีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น หากออกแบบอย่างรอบคอบ ป่าที่ยังคงสมบูรณ์จะสร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางระบบนิเวศไปพร้อมกัน แต่หากมุ่งผลิตแต่คาร์บอนเครดิตโดยละเลยความหลากหลายทางชีวภาพหรือสิทธิของชุมชน เราอาจได้เพียง “คาร์บอนบนกระดาษ” ขณะที่ความน่าเชื่อถือของระบบและความอุดมสมบูรณ์ของป่ากลับสูญเสียไปในระยะยาว

จาก “ปลูกป่า” สู่ “ทำให้ป่าอยู่รอด”

1. รักษาป่าที่มีอยู่ก่อนสร้างป่าใหม่
การเพิ่มพื้นที่ป่าไม่ควรเริ่มจากการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการรักษาป่าธรรมชาติที่ยังคงเหลืออยู่ เพราะป่าเดิมสะสมคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสัมพันธ์ของระบบนิเวศที่ป่า แต่การปลูกใหม่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะทดแทนได้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ถนน เขื่อน เหมือง และโครงการของรัฐ จึงควรคำนึงถึงต้นทุนจากการสูญเสียและการแตกกระจายของผืนป่าอย่างจริงจัง

2. ฟื้นฟูทั้งภูมิทัศน์ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนต้นไม้
การฟื้นฟูป่าควรมุ่งเชื่อมต่อระบบนิเวศ เช่น ป่าต้นน้ำ ทางเชื่อมการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ป่าไม้ใกล้ชุมชน ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ควรวัดจากจำนวนต้นกล้าที่ปลูก แต่ควรประเมินจากอัตราการรอดของต้นไม้ คุณภาพของดินและน้ำ การกลับมาของชนิดพันธุ์ และความเชื่อมโยงของผืนป่าที่ฟื้นคืนมา

3. ให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมดูแล ไม่ใช่เพียงผู้ได้รับผลกระทบ
การอนุรักษ์ป่าจะยั่งยืนได้เมื่อชุมชนมีบทบาทเป็นหุ้นส่วนอย่างแท้จริง รัฐควรเร่งแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินอย่างโปร่งใส สนับสนุนป่าชุมชน วนเกษตร และการจัดการไฟป่าที่อาศัยองค์ความรู้ท้องถิ่น เมื่อคนในพื้นที่มีสิทธิ มีรายได้ และได้รับประโยชน์จากการรักษาป่า แรงจูงใจในการดูแลทรัพยากรจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

4. สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับป่าที่ยังคงอยู่
เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น การจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services: PES) ตลาดคาร์บอนที่มีมาตรการคุ้มครองที่รัดกุม งบประมาณสำหรับการฟื้นฟูระยะยาว และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับป่าเอกชนหรือวนเกษตร สามารถช่วยให้การรักษาป่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม การออกแบบนโยบายต้องไม่ทำให้คุณค่าของป่าถูกลดทอนเหลือเพียงการสร้างคาร์บอนเครดิต เพราะป่ายังมีบทบาทสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งน้ำ และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าทางการเงินได้ทั้งหมด

คำถามที่ใหญ่กว่า 40%

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ประเทศไทยยังควรมุ่งสู่เป้าหมายพื้นที่ป่า 40% แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข คือวิธีการที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายนั้น การเพิ่มพื้นที่ป่าไม่ควรแลกกับการลดทอนคุณภาพของระบบนิเวศ หรือผลักให้ผู้คนที่พึ่งพาป่ามาอย่างยาวนานต้องแบกรับต้นทุนของนโยบาย

ทุกครั้งที่มีการปลูกต้นไม้ เราควรตั้งคำถามต่อว่า ใครจะดูแลต้นไม้เหล่านั้นให้เติบโต ใครจะป้องกันไฟป่า ใครจะรับผิดชอบเมื่อโครงการสิ้นสุด และอีกสิบปีข้างหน้า พื้นที่นั้นจะยังคงเป็นผืนป่าที่มีชีวิต หรือเหลือเพียงร่องรอยของโครงการปลูกป่าในอดีต

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “เราจะเพิ่มพื้นที่ป่าได้อีกกี่ไร่” แต่คือ “เราจะออกแบบนโยบาย ระบบเศรษฐกิจ และแรงจูงใจอย่างไร ให้การรักษาป่ากลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับทุกฝ่าย” หากตอบคำถามนี้ได้ เป้าหมายพื้นที่ป่า 40% จะไม่ใช่ตัวเลขที่ต้องไล่ตาม แต่จะเป็นผลลัพธ์ของระบบที่ทำให้ป่ายังคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคม

ผู้เขียน : อ.ดร. คณวัฒน์ เปาอินทร

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ตำแหน่ง อาจารย์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้มีความสนใจในเรื่องนโยบายและการจัดการเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว