แกะตัวเลขป่าไทยที่ค้างอยู่ราว 31% และโจทย์ที่ใหญ่กว่าการปลูกต้นไม้ ตอนที่ 1

แกะตัวเลขป่าไทยที่ค้างอยู่ราว 31% และโจทย์ที่ใหญ่กว่าการปลูกต้นไม้ ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 ป่า 40% อยู่ตรงไหน?

ปี 2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าราว 31.43% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของประเทศอยู่ 8.57% หรือขาดอีกกว่า 27.7 ล้านไร่ แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่จะเพิ่มพื้นที่ให้ครบอย่างไร หากคือเรากำลังนับ “ป่า” แบบไหน ใครต้องรับต้นทุน และป่าที่เพิ่มขึ้นมีคุณภาพพอจะอยู่รอดหรือไม่

หลายครั้งที่เราเห็นภาพคนถือกล้าไม้ยืนเรียงกันในวันปลูกป่า อาจทำให้หลายคนรู้สึกดี ที่อย่างน้อยต้นไม้หนึ่งต้นก็ได้เริ่มชีวิตใหม่ แต่พอภาพกิจกรรมผ่านไป คำถามที่ค้างอยู่คือ อีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้า ต้นกล้าเหล่านั้นจะยังอยู่ไหม และเมื่อรวมกันแล้ว มันจะกลายเป็น “ป่า” จริง ๆ หรือเป็นเพียงจำนวนต้นไม้ที่เคยถูกปลูก คำถามนี้สำคัญขึ้นเมื่อประเทศไทยมีเป้าหมายพื้นที่ป่าไม้อย่างน้อย 40% ของพื้นที่ประเทศ เป้าหมายฟังดูเรียบง่าย เหมือนแค่เติมป่าไม้จาก 31% ให้ถึง 40% แต่เมื่อกางข้อมูลออกมา จะเห็นว่าช่องว่างเกือบ 9% ไม่ได้เป็นเพียงระยะทางระหว่างตัวเลขสองตัว หากเป็นระยะห่างระหว่างนโยบาย ที่ดิน เศรษฐกิจ สิทธิชุมชน และเวลาที่ต้นไม้ต้องใช้เพื่อเติบโต บทความนี้จึงไม่ได้ชวนถามเพียงแค่ว่า “ป่าไทยเหลือเท่าไร” แต่ชวนดูว่าทำไมตัวเลขจึงแทบไม่ขยับมานานกว่าทศวรรษ และเราควรอ่านเป้าหมาย 40% อย่างไร เพื่อไม่ให้การรักษาป่าจบลงที่การไล่ตามตัวเลข

31% ที่แทบไม่ขยับ
ถ้าย้อนกลับไปปี 2504 ข้อมูลสถิติของกรมป่าไม้ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าราว 53.33% ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่ปี 2568 เหลือ 31.43% เท่ากับว่าสัดส่วนป่าหายไปเกือบ 22 % ในช่วงกว่าหกทศวรรษ [1–2]

แต่ตัวเลขที่น่ากังวลไม่แพ้การลดลงระยะยาว คือความ “นิ่ง” ในช่วงหลัง ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2568 สัดส่วนพื้นที่ป่าไทยแกว่งอยู่เพียงประมาณ 31.43–31.68% เท่านั้น จาก 31.57% ในปี 2556 มาเป็น 31.46% ในปี 2567 และมาเป็น 31.43%  ในปี 2568 หรือหายไปสุทธิราว 453,000 ไร่ตลอด 12 ปี [1]

ความนิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในบางจังหวัดป่าเพิ่ม ขณะที่อีกหลายจังหวัดป่าลด ตัวเลขระดับประเทศเป็นเพียงยอดสุทธิที่เอาการได้มาและการสูญเสียมาหักลบกัน คล้ายบัญชีธนาคารที่ยอดปลายเดือนดูใกล้เดิม ทั้งที่ระหว่างเดือนมีเงินเข้าและออกตลอดเวลา

จาก 53% เหลือ 31%: การหายไปของป่าในระดับประเทศ
เมื่อประมาณ 60 ปีก่อน ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ามากถึง 53% ของพื้นที่ประเทศ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 31.43% และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง  ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ “การลดลงของพื้นที่ป่าไม้” แต่สะท้อน “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ” ที่ใช้ที่ดินเข้มข้นขึ้น [1-5]

สัดส่วนพื้นที่ป่าของประเทศไทย ปี 2556–2568

ที่มา: กรมป่าไม้, ตารางพื้นที่ป่าของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2556–2568 [1]

ตัวเลข 27.7 ล้านไร่ช่วยให้เห็นขนาดของโจทย์ชัดขึ้น หากประเทศไทยเพิ่มพื้นที่ป่าได้ “สุทธิ” ปีละ 1 ล้านไร่ ซึ่งถือว่าเป็นงานขนาดใหญ่มากอยู่แล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบ 28 ปีจึงจะเติมช่องว่างให้ได้ครบ และเงื่อนไขสำคัญคือระหว่างนั้นต้องไม่เสียป่าเดิมเพิ่มเลย

ประเทศเดียว แต่คนละภูมิทัศน์
ค่าเฉลี่ย 31.43% ทำให้เรารู้สถานการณ์ระดับประเทศ แต่ซ่อนความแตกต่างระหว่างพื้นที่ไว้มาก ในปี 2568 ภาคเหนือมีสัดส่วนป่าถึง 63.05% และภาคตะวันตก 58.76% ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเพียง 14.88% ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออกอยู่ราว 21–22% [1]

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องว่าภาคไหน “เขียวกว่า” กัน เพราะพื้นที่ป่าเชื่อมโยงกับน้ำต้นทุน ความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า คุณภาพอากาศ และโอกาสที่คนจะเข้าถึงธรรมชาติ ความเหลื่อมล้ำของป่าจึงกลายเป็นความเหลื่อมล้ำด้านความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญ การตั้งเป้า 40% ในระดับประเทศอาจทำให้เรารู้สึกว่า เมื่อภาคเหนือและภาคตะวันตกมีป่ามาก ก็จะช่วย “เฉลี่ย” ให้พื้นที่อื่นได้ แต่คนที่อยู่ในภาคอีสานหรือเมืองใหญ่ไม่ได้หายใจผ่านค่าเฉลี่ยระดับประเทศ พวกเขารับผลจากภูมิทัศน์ที่อยู่รอบตัวจริง ๆ

สัดส่วนพื้นที่ป่าแยกตามภูมิภาค ปี 2568 ที่มา: กรมป่าไม้ [1]

40%: เป้าหมายอายุสี่ทศวรรษ
เป้าหมายพื้นที่ป่า 40% ไม่ใช่นโยบายใหม่ ประเทศไทยกำหนดกรอบนี้มาตั้งแต่นโยบายป่าไม้แห่งชาติปี 2528 และยืนยันอีกครั้งในนโยบายฉบับปี 2562 โดยแบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่า 25% และป่าเศรษฐกิจกับป่าชุมชนรวมกันไม่น้อยกว่า 15% [3–4]

การมีเป้าหมายระยะยาวไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม ตัวเลข 40% ทำหน้าที่เหมือนหมุดหมายที่บอกว่าประเทศต้องรักษาฐานทรัพยากรไว้มากเพียงใด ปัญหาคือเราถือหมุดหมายเดิมมานานเกือบ 40 ปี แต่แผนที่การเดินทางยังไม่ชัดพอว่า พื้นที่กว่า 27 ล้านไร่จะเพิ่มขึ้นตรงไหน ด้วยกลไกใด และใครจะเป็นผู้ดูแลในระยะยาว

ความน่ากังวลจึงไม่ใช่แค่ “ยังไม่ถึงเป้า” แต่คือการที่เป้าหมายอาจกลายเป็นเพียงเลขคุ้นตาในเอกสารนโยบาย ที่เราเห็นมันซ้ำจนลืมถามว่าแต่ละปีประเทศควรเดินหน้าอย่างไร หน่วยงานใดจะรับผิดชอบส่วนไหน และจะวัดความสำเร็จนอกเหนือจากจำนวนไร่อย่างไร

ทำไมป่าไทยจึงยังอยู่ห่างจากเป้าหมาย

1) ทุกไร่มีการใช้งาน และมูลค่าป่ามักมองไม่เห็น
พื้นที่ที่เราต้องการเพิ่มให้เป็นป่านอกเหนือจากพื้นที่ป่าตามธรรมชาติแล้ว ไม่ได้เป็นพื้นที่ว่างที่รอให้เราเข้าไปปลูกต้นไม้ หลายพื้นที่มีการใช้ประโยชน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกษตร เมือง โรงงาน ถนน เขื่อน หรือเหมือง และบางพื้นที่ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินที่ทับซ้อนกัน ในทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำเกษตรหรือพัฒนาโครงการต่าง ๆ มักสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้ที่ดินโดยตรงและเห็นผลค่อนข้างเร็ว แต่ประโยชน์จากป่า เช่น การกักเก็บน้ำ การช่วยลดความร้อน การดูดซับคาร์บอน หรือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ กลับเป็นประโยชน์ที่กระจายไปสู่คนจำนวนมาก และมักเห็นผลในระยะยาว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมการตัดป่าหรือเปลี่ยนการใช้ที่ดินจึงเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการฟื้นฟูป่า เพราะผลตอบแทนจากการใช้ที่ดินอย่างเข้มข้นสามารถมองเห็นได้ทันทีในรูปของรายได้และผลกำไร ขณะที่คุณค่าของป่า แม้จะสร้างประโยชน์ให้กับคนทั้งชุมชนหรือทั้งลุ่มน้ำ กลับแทบไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาของที่ดินเลย

2) เราเพิ่มป่าบางแห่ง แต่ยังเสียป่าอีกหลายแห่ง
จากข้อมูลปี 2567–2568 จะเห็นว่าพื้นที่ป่าในบางจังหวัดเพิ่มขึ้น แต่หลายจังหวัดยังคงสูญเสียพื้นที่ป่า และเมื่อรวมทั้งประเทศ พื้นที่ป่าลดลงสุทธิ 112,777 ไร่ภายในเวลาเพียงปีเดียว [5] สถานการณ์นี้ทำให้การปลูกป่าใหม่เปรียบเสมือน การเติมน้ำลงในถังที่ยังมีรูรั่ว หากเรายังไม่สามารถหยุดการสูญเสียป่าเดิมได้ ต้นไม้ที่ปลูกเพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงการชดเชยสิ่งที่กำลังหายไปเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การสูญเสียคุณค่าของป่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อพื้นที่ป่าหายไปทั้งผืนเท่านั้น การสร้างถนนหรือโครงการพัฒนาที่ตัดผ่านพื้นที่ป่าอาจทำให้ผืนป่าขนาดใหญ่แตกออกเป็นพื้นที่เล็ก ๆ หรือที่เรียกว่า การแตกกระจายของผืนป่า (forest fragmentation) ส่งผลให้สัตว์ป่าเคลื่อนที่ได้ยากขึ้น ระบบนิเวศเชื่อมต่อกันน้อยลง และความสมบูรณ์ของป่าอาจลดลง

แต่ปัญหาคือ ความเสียหายลักษณะนี้อาจไม่ได้สะท้อนอยู่ในตัวเลข “พื้นที่ป่ารวม” เพราะแม้จำนวนไร่ของป่าจะยังเท่าเดิม แต่ป่าผืนนั้นอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเดิม ดังนั้น การเพิ่มพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เราอาจต้องมองทั้ง การเพิ่มป่าใหม่ การป้องกันป่าเดิม และการรักษาความเชื่อมต่อของผืนป่า ไปพร้อมกัน เพื่อให้เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลขบนแผนที่” แต่เป็นการรักษาระบบนิเวศที่ยังทำงานได้จริง

3) ปัญหาที่ดินทำให้การอนุรักษ์กลายเป็นความขัดแย้ง
พื้นที่ป่าหลายแห่งมีชุมชนอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตของรัฐ เมื่อเส้นเขตบนแผนที่ไม่ตรงกับประวัติชีวิตจริง คนที่เคยอยู่กับป่าอาจถูกมองเป็นผู้บุกรุก ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อาจไม่เท่ากัน ปัญหานี้ทำให้การเพิ่มพื้นที่ป่ากลายเป็นทั้งโจทย์สิ่งแวดล้อมและโจทย์ความเป็นธรรม งานศึกษาด้านนโยบายป่าไม้ไทยชี้ว่า การอนุรักษ์ที่กันชุมชนออกจากกระบวนการ อาจสร้างผลเสียต่อทั้งชีวิตคนและสุขภาพของป่า ขณะที่การจัดการร่วมกับชุมชนและการแบ่งปันสิทธิอย่างเหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าและลดความเสียหาย บางประเภทได้ [6–7] ป่าจึงไม่จำเป็นต้องปลอดคนเสมอไป แต่ต้องปลอดจากการใช้ประโยชน์ที่ทำลายความสามารถของระบบนิเวศ

4) การปลูกต้นไม้เร็ว แต่การสร้างป่าใช้เวลา
ต้นกล้าสามารถลงดินได้ภายในหนึ่งวัน แต่ป่าต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษกว่าจะเกิดเรือนยอด ดินที่สมบูรณ์ แหล่งอาหาร และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต การนับจำนวนต้นที่ปลูกจึงไม่เท่ากับการนับพื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน สิ่งที่ควรถามหลังงานปลูกป่าไม่ใช่แค่ “ปลูกกี่ต้น” แต่คือรอดกี่ต้นในปีที่ 1 ปีที่ 3 และปีที่ 5 ใช้ชนิดพันธุ์เหมาะกับพื้นที่หรือไม่ เชื่อมต่อกับป่าเดิมหรือเปล่า และชุมชนมีแรงจูงใจดูแลต่อหรือไม่ หากไม่มีคำตอบ การปลูกป่าอาจกลายเป็นเพียงกิจกรรมที่สร้างภาพได้เร็ว แต่ไม่สามารถสร้างระบบนิเวศได้จริง

ผู้เขียน : อ.ดร. คณวัฒน์ เปาอินทร

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ตำแหน่ง อาจารย์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้มีความสนใจในเรื่องนโยบายและการจัดการเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว