พื้นที่ปลอดภัยของสัตว์ป่า นอกพื้นที่อนุรักษ์ การแบ่งปันลมหายใจร่วมกับชีวิตอื่นๆ บนโลกใบเดียวกัน

พื้นที่ปลอดภัยของสัตว์ป่า นอกพื้นที่อนุรักษ์ การแบ่งปันลมหายใจร่วมกับชีวิตอื่นๆ บนโลกใบเดียวกัน

ในวันที่สัตว์ป่าเริ่มออกมาหากินนอกเขตอนุรักษ์บ่อยขึ้น จนเหมือนเป็นเรื่องปกติประจำวัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนิวนอร์มอลนี้ คงสร้างคุ้นชินให้เกิดขึ้นไม่ง่ายนัก

การปรากฏตัวของสัตว์ป่านอกป่าอาจทำให้หลายคนรู้สึกตื่นเต้น บางครั้งระแวงหวาดกลัว ขณะที่บางคนอาจมองเห็นเป็นผลประโยชน์ แต่ไม่ว่าจะมองหรือรู้สึกอย่างไร สิ่งที่สำคัญกว่า คือทำอย่างไรให้เกิดการจัดการที่ปลอดภัยทั้งกับมนุษย์และสัตว์ป่า 

เพราะสัตว์ป่าเองก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากคน ต้องเผชิญภัยคุกคามหลายรูปแบบ ตั้งแต่การถูกรถชน บาดเจ็บขณะถูกขับไล่ การถูกทำร้ายเพราะความกลัว ไปจนถึงการล่าหรือการวางกับดักที่ยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่บางแห่ง

ขณะเดียวกัน วิธีแก้ปัญหาที่ผ่านมามักมุ่งไปที่การผลักสัตว์กลับเข้าป่า การสร้างรั้ว การจับย้าย หรือการเฝ้าระวังเฉพาะจุด วิธีเหล่านี้อาจช่วยลดสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ แต่ทำได้เพียงครั้งคราวและไม่ได้การันตีความสำเร็จทุกครั้งไป 

ซึ่งในบางบริบท ต้นตอของความขัดแย้งอาจไม่ได้เกิดเพราะมีสัตว์เดินออกจากป่า แต่เกิดขึ้นเพราะพื้นที่เหล่านั้นไม่ได้ถูกออกแบบให้ปลอดภัยต่อชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์ โดยเฉพาะในยามที่ธรรมชาติถูกแบ่งซอยเป็นผืนเล็กผืนน้อย และการประโยชน์ของคนแผ่ขยายล้อมรอบป่ามากเรื่อยๆ สัตว์ป่าย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงพื้นที่ของมนุษย์ได้โดยง่าย

ในบริบทเช่นนี้ แนวคิดเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัยของสัตว์ป่านอกพื้นที่อนุรักษ์” จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ถูกเสนอเพื่อใช้แก้ไขปัญหา

โดยแนวคิด “พื้นที่ปลอดภัยของสัตว์ป่านอกพื้นที่อนุรักษ์” ไม่ได้หมายความถึงการประกาศพื้นที่คุ้มครองใหม่ หรือการขยายขอบเขตอุทยานแห่งชาติเสมอไป แต่เป็นการปรับวิธีคิดต่อสิ่งรอบตัว ว่าพื้นที่ธรรมดาๆ ที่มนุษย์ใช้ชีวิตและใช้ประโยชน์อยู่ทุกวันจะถูกจัดการให้สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่อย่างปลอดภัยได้อย่างไร

เป็นต้นว่า ในพื้นที่ทำการเกษตรสามรถลดใช้สารเคมีรุนแรงและคงแนวพุ่มไม้ไว้ตามคันนาให้กลายเป็นที่หลบภัยของสัตว์ป่าขนาดเล็ก ป่าชุมชนอาจตั้งกติกาห้ามล่าและช่วยกันเฝ้าระวังสัตว์ป่าที่ผ่าน พื้นที่เอกชนอาจสมัครใจดูแลแหล่งน้ำหรือทุ่งหญ้าที่กลายเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของสัตว์ป่า

หรือแม้แต่การสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง ที่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกัน เป็นที่พักพิงให้กับนกหรือสัตว์ขนาดเล็กได้

แนวคิดนี้มีตัวอย่างรูปธรรมเกิดขึ้นหลายแห่ง เช่น เรื่องของเสือดาวหิมะสัตว์ผู้ล่าที่อาศัยอยู่ในภูเขาสูงของเอเชียกลางและเทือกเขาหิมาลัย โดยถิ่นอาศัยจำนวนมากในประเทศมองโกเลียและเนปาลไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แต่เป็นพื้นที่เลี้ยงแพะ แกะ และจามรีของชุมชน 

เมื่อเสือดาวหิมะล่าสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น องค์กรอย่าง Snow Leopard Trust จึงพัฒนาแนวทางอนุรักษ์ที่ทำงานกับชุมชน เช่น ระบบประกันปศุสัตว์ คอกสัตว์ป้องกันผู้ล่า และการสร้างรายได้ทางเลือก เพื่อลดการฆ่าเสือดาวหิมะ

แนวทางนี้ทำให้พื้นที่ภูเขาหลายแห่งกลายเป็นพื้นที่ที่คนกับสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้ และบางพื้นที่ได้รับการประกาศเป็นคุ้มครองในเวลาต่อมา เช่น เขตอนุรักษ์ธรรมชาติทอสต์ โทซอนบัมบา (Tost Tosonbumba Nature Reserve) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของเสือดาวหิมะนอกเขตอนุรักษ์ดั้งเดิม

หรือในประเทศไทยเริ่มมีแนวทางสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเสือปลารอบๆ อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ผ่านโครงการส่งเสริมการอนุรักษ์เสือปลา โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ซึ่งช่วยเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจร่วมกัน ทำให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับเสือปลาลดลง ชี้วัดได้จากจำนวนการได้รับแจ้งผู้ได้รับผลกระทบจากเสือปลาเข้าไปกินสัตว์เลี้ยงลดลง

สำหรับหัวใจของการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ประกอบด้วยเงื่อนไขพื้นฐานอย่างน้อยสามประการ

ประการแรก คือ การลดความเสี่ยงจากมนุษย์ ไม่มีการล่า ไม่มีการวางกับดัก และไม่มีการใช้สารพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า

ประการที่สอง คือ การคงไว้ซึ่งถิ่นอาศัยที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ หรือพื้นที่หลบภัยที่ทำให้สัตว์สามารถหยุดพักหรือใช้ชีวิตได้

และประการสุดท้าย คือ มีระบบจัดการร่วมกันของผู้คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ท้องถิ่น หรือองค์กรที่ช่วยดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการปรับทัศนคติในการอยู่ร่วมกัน ไปจนถึงเรื่องงบประมาณเยียวยาลดผลกระทบอย่างเหมาะสม

ที่สามารถกล่าวในภาพรวมได้ว่า การจัดการพื้นที่สำหรับสัตว์ป่านอกเขตอนุรักษ์เป็นรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาที่หลอมรวมธรรมชาติเข้ากับชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การแยกธรรมชาติออกไปไว้ในพื้นที่ห่างไกล และไม่ใช่งานที่เสร็จสิ้นเมื่อมีป้ายประกาศเขตอุทยานติดอยู่บนแผนที่ แต่เป็นความพยายามทำให้พื้นที่นอกแนวเขตทางกฎหมายมีความอ่อนโยนต่อชีวิตอื่นมากขึ้น ผ่านกลไกที่หลากหลาย ตั้งแต่กฎหมายท้องถิ่น กติกาของชุมชน แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการออกแบบเมือง

เมื่อสัตว์ป่ามีพื้นที่ให้เคลื่อนตัวได้อย่างปลอดภัย ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ย่อมลดลง ระบบนิเวศย่อมทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น และท้ายที่สุดมนุษย์เองก็ได้รับประโยชน์จากบริการทางระบบนิเวศที่มั่นคงขึ้น

เป็นการแบ่งปันลมหายใจร่วมกับชีวิตอื่นๆ บนโลกใบเดียวกัน ที่อาจเป็นสิ่งกำหนดทิศทางของงานอนุรักษ์ในศตวรรษนี้ก็เป็นได้

ตลอดปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีแผนงานการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับสัตว์ป่า ในพื้นที่กันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านการศึกษาและจัดทำข้อมูลก่อนพัฒนากลไกการจัดการให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับมนุษย์และสัตว์ป่า เพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงในอนาคต

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม