โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่กลับก่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการและสังคมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นผืนป่าราบต่ำที่เหลืออยู่ไม่มากในประเทศไทย
ที่มาของโครงการ
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนผันน้ำจากจังหวัดจันทบุรีไปยังจังหวัดระยอง ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 เมษายน 2552 เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองและชลบุรี โดยลุ่มน้ำคลองวังโตนด มีอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างแล้ว 3 แห่ง ได้แก่
- อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ความจุ 60.25 ล้านลูกบาศก์เมตร
- อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์เมตร
- อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้านลูกบาศก์เมตร
ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่เสนอสร้าง มีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกำหนดให้เป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
จัดทำรายงาน EHIA โดยกรมชลประทาน
รายงาน EHIA ที่กรมชลประทานว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำ ระบุว่าโครงการจะก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง จำนวน 7,097 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะช้างป่า กระทิง ฯลฯ
ความพยายามลดขนาดโครงการ
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้ “ลดขนาดอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2564 มีมติให้ ลดพื้นที่โครงการเหลือประมาณ 10,000–12,000 ไร่ และลดความจุอ่างให้เหลือ 60 หรือ 80 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกแทรกเข้ามาอยู่ใน “วาระอื่น ๆ” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ทั้งด้านผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ สัตว์ป่า ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ ตลอดจนความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
การคัดค้านจากองค์กรด้านการอนุรักษ์
องค์กรด้านการอนุรักษ์หลายแห่งได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการพร้อมเหตุผลสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : ขอคัดค้านการเห็นชอบ EHIA และเสนอให้ลดขนาดอ่าง คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : เสนอให้ศึกษาทางเลือกการพัฒนาแหล่งน้ำรูปแบบอื่น สมาคมอุทยานแห่งชาติ : เสนอให้พิจารณายกเลิกโครงการ ฯลฯ
ข้อมูลจากภาคสนามของกรมอุทยานฯ (2566) เปรีบเทียบกับ EHIA (2564)
กรมอุทยานฯ ได้สำรวจภาคสนามระหว่างวันที่ 2–16 กันยายน 2566 และเปรียบเทียบกับข้อมูล EHIA ของกรมชลประทาน (2564) พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
ข้อมูลกรมอุทยานฯ (2566) : ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 60 คน ครอบคลุมพื้นที่ตัวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด โดยวางแปลงสำรวจทั้งหมด 80 แปลง ใช้ระยะเวลาการสำรวจ 15 วัน ผลการสำรวจชนิดป่า พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ป่าดิบแล้ง จำนวน 4,370.93 ไร่ รองลงมาคือ ป่าปลูก 1,022.67 ไร่ และป่าเบญจพรรณ 399.29 ไร่ พบไม้ต้น (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก DBH ≥ 10 เซนติเมตร) จำนวน 346,081 ต้น ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 2,614,415 ต้น และกล้าไม้ จำนวน 19,195,268 ต้น
ด้านสัตว์ป่า พบช้างป่ากว่า 70 ตัว โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยและเส้นทางเคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังพบสังคมพืชกะพ้อผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งอาหารช้างป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ข้อมูลกรมชลประทาน (EHIA 2564) : วางแปลงสำรวจจำนวน 1,202 แปลง โดยการสำรวจด้านพืชใช้ระยะเวลา 8 วัน ผลการศึกษาจำแนกชนิดป่าหลักในพื้นที่โครงการเป็น ป่าเบญจพรรณ จำนวน 6,742.35 ไร่ และพื้นที่ป่าปลูกหรือพื้นที่รอการฟื้นฟู 963.42 ไร่ ในด้านโครงสร้างป่า รายงาน EHIA ให้ข้อมูลปริมาณไม้ต้นที่ไม่สอดคล้องกันภายในเอกสารเดียวกัน โดยระบุว่า ในรายงานเล่มหลัก พบไม้ต้น 21,982 ต้น ในสรุปสำหรับผู้บริหาร ระบุจำนวน 100,793 ต้น นอกจากนี้ รายงาน EHIA ระบุว่าพบ ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 316,404 ต้น กล้าไม้ จำนวน 18,379,415 ต้น และพบ ช้างป่าเพียง 20–30 ตัว
ผลกระทบต่อสัตว์ป่าและประชาชน
พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่ราบต่ำซึ่งเป็นเส้นทางด่านสัตว์และเส้นทางเคลื่อนที่หลักของช้างป่า การเกิดอ่างเก็บน้ำจะทำหน้าที่ขวางเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ช้างป่าเปลี่ยนเส้นทางออกสู่พื้นที่ชุมชน ข้อมูลปี 2568 พบว่า ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์มากกว่า 610 ครั้ง ทำลายพืชผล 43 ครั้ง ทำลายทรัพย์สิน 4 ครั้ง คนบาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 2 ราย
ข้อจำกัดของมาตรการ EHIA
มาตรการในรายงาน EHIA เช่น การปลูกป่าทดแทน 29,200 ไร่ การสร้างแหล่งน้ำใหม่ 100 แห่ง โป่งเทียม 1,700 ไร่ ทุ่งหญ้าอาหารสัตว์ 3,750 ไร่ พืชอาหารช้าง 1,050 ไร่ ถูกประเมินว่า ไม่สามารถดำเนินการได้จริง ทั้งด้านพื้นที่ งบประมาณ และความเข้าใจเชิงนิเวศ เนื่องจากระบบนิเวศป่าธรรมชาติที่สูญเสียไปไม่อาจถูกทดแทนได้ด้วยมาตรการเชิงเทคนิคในระยะเวลาอันสั้น
ข้อเสนอของกรมอุทยานฯ
- ลดระดับกักเก็บน้ำที่ระดับ 57.5 รทก.
- ลดพื้นที่น้ำท่วมในอุทยานฯ เหลือ 657.69 ไร่
- ใช้แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำเดิม เช่น ประแกด พะวาใหญ่ และหางแมว
- พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบชลประทานกระจายน้ำ
- หากมีการผันน้ำข้ามจังหวัด ควรกำหนดผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนจันทบุรี
อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจะเดินหน้าต่ออย่างไร
กรณีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของกรมชลประทาน กับผลการตรวจสอบและศึกษาข้อมูลทางวิชาการในพื้นที่ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งมีมีความสำคัญต่อการพิจารณาความเหมาะสมสำหรับโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
และการจัดเวทีชี้แจงข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลประกอบการนำเสนอโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งต่อผืนป่า สัตว์ป่า ความเสี่ยงและความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในระยะยาว และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่
การพัฒนาแหล่งน้ำที่ละเลยคุณค่าของผืนป่าและระบบนิเวศ ไม่เพียงอาจล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำ แต่ยังเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาใหม่ที่ยากต่อการเยียวยาในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และความปลอดภัยของประชาชน
ทั้งนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยู่ระหว่างการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายงาน EHIA เพื่อปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ



