สหประชาชาติได้สั่นระฆังเตือน โลกเข้าสู่ ‘ภาวะล้มละลายด้านน้ำ’

สหประชาชาติได้สั่นระฆังเตือน โลกเข้าสู่ ‘ภาวะล้มละลายด้านน้ำ’

ในโลกการเงิน คำว่า ‘ล้มละลาย’ คือจุดที่หนี้สินพอกพูนจนเกินกว่าสินทรัพย์จะรับไหว แต่ในมิติของทรัพยากรโลก มันอาจหมายถึงสถานการณ์ของของมนุษยชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต

เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงนิวยอร์ก สหประชาชาติได้สั่นระฆังเตือนครั้งใหญ่ว่า โลกได้ก้าวข้ามคำว่า ‘วิกฤตน้ำ’ เข้าสู่ยุค ‘ล้มละลาย’ อย่างเป็นทางการ หรือที่เรียกกันว่า ‘ภาวะล้มละลายด้านน้ำ’ (Global Water Bankruptcy) 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ภัยแห้งแล้งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นความล้มเหลวเชิงระบบ ที่ส่งผลให้ทรัพยากรต้นทุนถูกทำลาย จนไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป 

สัญญาณเตือนนี้เปรียบได้กับ ‘ใบแจ้งหนี้’ ฉบับสุดท้ายที่เราต้องรีบจัดการก่อนที่ระบบจะล่มสลาย 

หากเปรียบเทียบกับบัญชีธนาคาร ‘รายได้’ ของโลกคือน้ำฝนและน้ำท่าที่หมุนเวียนตามวัฏจักรรายปี ส่วน ‘เงินออมสะสม’ คือน้ำในชั้นใต้ดิน ธารน้ำแข็ง และพื้นที่ชุ่มน้ำ 

รายงานจากสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-INWEH) ระบุว่า มนุษย์ได้ใช้รายได้ประจำปีไปจนเกลี้ยง และเริ่มกัดกินเงินออมที่เป็นสมบัติพื้นฐานของโลกจนเกิดภาวะ ‘หนี้ล้นพ้น’ ในทางอุทกวิทยา

ซึ่งข้อมูลเชิงปริมาณจากรายงาน UNU-INWEH แสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหาที่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของโลกและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เช่น 

  • ระดับความไม่มั่นคงด้านน้ำ มี 75 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่เผชิญความไม่มั่นคงด้านน้ำ
  • มีประชากรโลก 4,000 ล้านคน เผชิญความขาดแคลนอย่างน้อย 1 เดือนต่อปี
  • 70 เปอร์เซ็นต์ ของชั้นน้ำบาดาลหลักทั่วโลกมีระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง
  • การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำสะสม 410 ล้านเฮกตาร์ (เท่ากับพื้นที่สหภาพยุโรปทั้งหมด)
  • มูลค่าบริการระบบนิเวศที่สูญเสีย ประมาณ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • 50 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตอาหารโลกอยู่ในพื้นที่ที่แหล่งเก็บกักน้ำไม่เสถียร ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร
  • การทรุดตัวของแผ่นดิน 5 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่บกทั่วโลกกำลังทรุดตัวจากการสูบน้ำบาดาลเกินขีดจำกัด

สิ่งที่ทำให้ภาวะล้มละลายนี้รุนแรงกว่าปกติ คือปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Climate Whiplash คือการสลับขั้วอย่างฉับพลันระหว่างภัยแล้งจัดและน้ำท่วมใหญ่ 

ความผันผวนนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มี อย่างเขื่อนขนาดใหญ่ไม่อาจใช้เป็นหนทางแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไป เพราะการตัดสินใจระหว่างการระบายน้ำเพื่อกันท่วม หรือการกักน้ำเพื่อกันแล้ง ดำเนินบนความไม่แน่นอนสูง

พลวัตที่เร่งให้เกิดการล่มสลายยังเกิดจากสาเหตุหลายประการ อาทิ การสูบน้ำบาดาลมากเกินไปจนชั้นหินอุ้มน้ำทรุดตัว ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตรทั่วโลก 

ธารน้ำแข็งทั่วโลกมวลหายไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 1970 ทำให้น้ำในแม่น้ำสายหลักผันผวนรุนแรง และท้ายที่สุดอาจแห้งขอดอย่างถาวร รวมถึงภัยแล้งจากน้ำมือมนุษย์ เพราะการจัดการน้ำที่ผิดพลาด และการบุกรุกป่าต้นน้ำ ทำให้ระบบนิเวศสูญเสียความสามารถในการหน่วงน้ำ ส่งผลให้แม้มีฝนตก แต่เรากลับไม่มีน้ำเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง 

นอกจากนี้ ภาวะล้มละลายด้านน้ำไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่มันคือวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก เพราะกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้น้ำจืดทั้งหมดถูกใช้ในภาคเกษตรกรรม  

เมื่อแหล่งน้ำล้มละลาย การเพาะปลูกจะทำได้ยากและมีต้นทุนพุ่งสูงขึ้นทันที ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหารทั่วโลก 

รวมถึงการสูบน้ำบาดาลเกินขีดจำกัดยังทำให้เมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น เม็กซิโกซิตี้ จาการ์ตา และมะนิลา กำลังทรุดตัวลงในอัตราที่น่าตกใจ ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานและลดความสามารถในการกักเก็บน้ำใต้ดินอย่างที่ไม่อาจย้อนคืนได้ 

สหประชาชาติเสนอว่า ทางออกเดียวที่จะรักษาความมั่นคงของมนุษยชาติไว้ได้ คือการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการน้ำแบบเดิมที่เน้นการหาเพิ่ม ไปสู่การจัดการแบบ ‘Bankruptcy Management’ หรือการบริหารจัดการภาวะล้มละลาย

นั่นหมายถึงการยอมรับความจริงเกี่ยวกับงบประมาณน้ำที่มีอยู่จำกัด ไปสู่การปกป้องทุนทางธรรมชาติ ที่เหลืออยู่ให้เข้มงวดกว่าเดิม และการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ขีดจำกัดใหม่ของโลก 

ภาวะล้มละลายด้านน้ำในวันนี้ คือราคาที่เราต้องจ่ายจากการละเลยบัญชีธรรมชาติมานานหลายทศวรรษ สัญญาณเตือนนี้คือสิ่งที่บอกว่าเราไม่มี ‘เงินออม’ ให้ฟุ่มเฟือยอีกต่อไป และการบริหารจัดการที่โปร่งใสและเป็นธรรมเท่านั้นที่จะช่วยให้โลกก้าวผ่านยุคแห่งการถลุงทรัพยากรไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม Global Water Bankruptcy

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม