ทำไมโลกร้อนจึงกลายเป็นเรื่องโกหก เรื่องราวจากความเมินเฉย ปฏิเสธ และเสียผลประโยชน์

ทำไมโลกร้อนจึงกลายเป็นเรื่องโกหก เรื่องราวจากความเมินเฉย ปฏิเสธ และเสียผลประโยชน์

ไม่น่าเชื่อว่า แม้จะมีข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกมามากมาย รวมถึงมีผลกระทบให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทั่วทุกภูมิภาคทั่วโลกไปแล้ว แต่แนวคิดเรื่อง ‘โลกร้อนเป็นเรื่องหลอกหลวง’ หรือเป็นเพียง ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ก็ยังปรากฎอยู่ร่ำไป 

ตัวอย่างใหญ่ที่ปรากฏชัด คงไม่พ้นวาทะของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่มักกล่าวผ่านสื่ออยู่เสมอว่าสิ่งนี้เป็นการหลอกหลวงครั้งใหญ่ ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลในฐานะของผู้นำประเทศ และมีส่วนต่อการกำหนดนโยบายต่างๆ 

หรือในกรณีของสื่อสาธารณะ มักปรากฏเรื่องราวทำนองเดียวกัน จนเมื่อปีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลสื่ออย่าง Ofcom ต้องเปิดการสอบสวนรายการโทรทัศน์และวิทยุครั้งใหญ่อีกหน หลังมีการออกอากาศเนื้อหาที่กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่อง ‘ปลอม’ และนโยบายพลังงานเป็น ‘วิทยาศาสตร์เทียม’

ต่อประเด็นนี้ ในบางครั้งอาจมองเรื่องเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่เบื้องหลังกลับมีรายละเอียดเชิงลึก ที่แสดงให้เห็นว่าที่มาที่ไปของการต่อต้านเรื่องโลกร้อนมาจากความซับซ้อนที่อาจไม่ซับซ้อนใดๆ ซ่อนอยู่

แนวคิด ต่อต้านเรื่องโลกร้อน หรือ Climate change denial ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หากย้อนรอยให้ลึกจริงๆ จุดเริ่มต้นของการปฏิเสธนั้นมาจาก ‘ความรู้ที่ถูกกดทับ’ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นความสงสัยและนำไปสู่การปฏิเสธในเวลาต่อมาอย่างเป็นระบบ

ภาพแรกที่มองเห็นได้ชัด คือช่วงทศวรรษ 1950–1960 ที่อุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลรับรู้แล้วว่าก๊าซคาร์บอนไดอออกไซด์จะทำให้โลกอุ่นขึ้น เอกสารที่ถูกค้นพบภายหลังระบุว่าองค์กรในอุตสาหกรรมได้รับคำเตือนตั้งแต่ปี 1954 ว่าการเผาเชื้อเพลิงอาจเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก แต่กลับไม่มีการพูดถึงความเสี่ยงเหล่านั้นในที่สาธารณะมากนัก

แม้ว่าเรื่องราวในเวลานั้นจะไม่ใช่การปฏิเสธหรือการกล่าวหาเป็นเรื่องลวงหลอกโดยตรง แต่การเลือกเมินเฉยและปฏิเสธการพูดความจริง ถือเป็นรากของสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา 

จนเมื่อเวลาย่างเข้าสู่ทศวรรษ 1970–1980 ที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าโลกร้อนกำลังเกิดขึ้น และมีความสำคัญพอกำหนดรายละเอียดในระดับนโยบาย การปฏิเสธเรื่องโลกร้อนก็เริ่มก่อตัวเป็นปฏิกิริยา

ด้วยข้อมูลที่พรั่งพรูว่าโลกมีแนวโน้มย่ำแย่กลับกระตุ้นให้เกิดความพยายามลดทอนหรือโต้แย้งผลการวิจัยดังกล่าว โดยเฉพาะจากกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีส่วนได้เสียจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล 

ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและกลุ่มอนุรักษ์นิยมเริ่มจัดตั้งและสนับสนุนเครือข่ายองค์กรและนักวิจารณ์เพื่อตั้งข้อสงสัย สร้างคำถามต่อความถูกต้องของวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศสู่สาธารณะ ซึ่งถือเป็นรูปแบบแรกๆ ของแนวคิดต่อต้านโลกร้อนอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญคือ Global Climate Coalition (GCC) ซึ่งเป็นเครือข่ายบริษัทพลังงานและอุตสาหกรรมที่รวมตัวกันในสหรัฐฯ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ล็อบบี้และต่อต้านนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก ลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการตั้งคำถามและปฏิเสธวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจ

แม้ GCC จะปิดตัวลงไปแล้ว แต่รูปแบบการดำเนินงานลักษณะนี้ถูกนำไปต่อยอดโดยกลุ่มอื่นๆ ต่อมา

โฆษณาคัดค้านพิธีสารเกียวโตโดย GCC

ในช่วงปี 2000 เป็นต้นมา เรื่องนี้ถูกขับเคลื่อนโดยเครือข่ายขององค์กรอนุรักษ์นิยมและกลุ่มวิจัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล และมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและเผยแพร่แนวคิดที่สงสัยหรือปฏิเสธหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

ทุนเหล่านี้ถูกนำไปใช้สร้างเอกสาร หนังสือ และแคมเปญสื่อที่ทำให้ผู้คนตั้งคำถามว่า “โลกร้อนเกิดขึ้นจริงหรือไม่” หรือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีสาเหตุจากมนุษย์จริงหรือไม่” ซึ่งเป็นแก่นของแนวคิดต่อต้านเรื่องโลกร้อนในปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น มักมีการอ้าง ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์จาก MIT ที่เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกอาจเกิดจาก ความแปรปรวนตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศ มากกว่ากิจกรรมของมนุษย์ 

หรืออีกคำกล่าวอ้างที่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น ‘วงจรธรรมชาติ’ ของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์หรือมหาสมุทร มากกว่าจะเป็นผลจากมนุษย์ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่ถูกนำมาสร้างน้ำหนักให้กับฝ่ายต่อต้าน

ขณะที่ในทศวรรษปัจจุบันเราเริ่มได้เห็น การใช้โซเชียลมีเดียสร้างในการนำเสนอประเด็นต่อต้านหรือไม่เชื่อ (ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น Fake News) จนนำไปสู่การสร้างความเชื่อที่ผิดแผกไปจากข้อมูลวิทยาศาสตร์

คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยสภาพแวดล้อมด้านข้อมูลข่าวสาร (IPIE) อภิปรายในรายงานฉบับหนึ่งว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการแพร่กระจายข่าวลวงเรื่องโลกในปัจจุบัน และมีผลโดยตรงต่อการบิดเบือนความเข้าใจของประชาชน การสร้างความไม่ไว้วางใจต่อชื่อเสียงผู้เชี่ยวชาญ และการทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายล่าช้า 

โดยสิ่งที่ทำให้โซเชียลมีเดียทรงอิทธิพลเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ใช้ แต่คือโครงสร้างอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อโปรโมตเนื้อหาที่คนมีปฏิสัมพันธ์สูง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์หรือสร้างความขัดแย้ง เช่น การตั้งคำถามว่าโลกร้อนจริงไหม มักถูกมองเห็นได้มาก

ขณะเดียวกัน บางแพลตฟอร์มที่เน้นโครงสร้างแบบ real-time และการรีโพสต์แบบไวรัล ก็ยิ่งกระจายข้อมูลได้อย่างทวีคูณ

ซึ่งการเผยแพร่เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย หากเนื้อหานั้นเป็นไวรัลขึ้นมา ย่อมมีผลต่อความคิดเห็นของคนจำนวนหมู่มาก และหากมันนำไปสู่การตั้งกระทู้ถามถึงนโยบาย เช่น พลังงานสะอาด สิ่งนี้จะกลายเป็นฐานเสียงของความเห็นต่างที่ขัดขวางแนวทางพาโลกไปสู่เส้นทางที่ปลอดภัยได้ทางหนึ่ง

และส่วนที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่าการเคลื่อนไหวใด คือการเข้ามามีบทบาทของกลุ่มผู้นำทางความคิดจากกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ทางด้านพลังงาน อย่างที่ได้กล่าวไปในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นการโกหกใหญ่ที่สุด และวิจารณ์การคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์ว่าขาดความแม่นยำ 

ในกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ จากที่ เซอร์พอล มาร์แชลล์ นักธุรกิจในกองทุนเฮดจ์ฟันด์และเจ้าของสื่อ ที่ออกมาวิพากษ์การแก้ปัญหาโลกร้อนว่าเป็น ‘ความหลงผิด’ และทำให้เศรษฐกิจเสียหาย 

โดยทั้งตัวเซอร์พอล มาร์แชลล์ และ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับอุตสาหกรมฟอสซิลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

กรณีเซอร์พอล มาร์แชลล์ ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ถูกพบว่ากองทุนได้มีการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลมูลค่า 1.8 พันล้านปอนด์

หรือในตัวโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พบว่า อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเป็น หนึ่งในผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ของทรัมป์ และหลังหลังจากได้รับเลือกตั้ง นโยบายที่ออกมาก็สอดคล้องกับสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ เช่น ยกเลิกหรือผ่อนคลายกฎควบคุมมลพิษ สนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ลดการสนับสนุนพลังงานสะอาด ซึ่งรายงานบางฉบับระบุว่าเป็นการตอบแทนการลงทุนของผู้สนับสนุน

เหนืออื่นใด เมื่อผู้นำเลือกไม่เชื่อโลกร้อน สิ่งที่ตามมาย่อมกระทบต่อทิศทางนโยบายระดับประเทศและระดับโลก 

ตัวอย่างความร่วมมือระหว่างประเทศที่โดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกหรือลดบทบาทอย่างชัดเจนในช่วงที่เขากลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือ การถอนสหรัฐอเมริกาออกจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกร่วมกันตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกและควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกินระดับที่อันตราย 

โดยสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มประเทศผู้ร่วมลงนามตั้งแต่แรกและเป็นหนึ่งในประเทศใหญ่ที่สุดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ภายหลังทรัมป์กลับเข้าทำหน้าที่ในปี 2025 เขาได้ลงนามคำสั่งให้เริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากความตกลงปารีสเป็นครั้งที่สอง ซึ่งทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่อยู่ในข้อตกลงนี้อีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ภายหลังถอนตัวจากความตกลงปารีสแล้ว ทรัมป์ยังเดินหน้าขยายการถอนตัวออกจาก กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระดับสากลและเป็นพื้นฐานให้ข้อตกลงปารีสมีอยู่ด้วย 

รวมทั้งออกคำสั่งให้สหรัฐฯ หยุดสนับสนุนหรือถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศกว่า 60 แห่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น หน่วยงานวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่าง Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) และองค์กรด้านธรรมชาติและอนุรักษ์บางแห่ง

การกระทำเหล่านี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าทรัมป์เลือกถอนสหรัฐฯ ออกจากเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนักวิจารณ์หลายคนมองว่าอาจลดอิทธิพลและความร่วมมือของสหรัฐฯ ในการจัดการกับปัญหาระดับโลก และมีผลต่อการร่วมมือของประเทศอื่นๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงตามเช่นกัน

และนั่นเป็นหนึ่งในผลพวงที่การแก้ปัญหายังคงล่าช้ามาจวบจนปัจจุบัน 

อ้างอิง 

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม