รู้จัก 6 โรคติดต่อในสัตว์ ว่าด้วยโรคระบาดที่มีสาเหตุมาจากสัตว์ป่า ส่งผลกระทบในสัตว์และแพร่กระจายมาสู่คนได้

รู้จัก 6 โรคติดต่อในสัตว์ ว่าด้วยโรคระบาดที่มีสาเหตุมาจากสัตว์ป่า ส่งผลกระทบในสัตว์และแพร่กระจายมาสู่คนได้

จากกรณีข่าวการเสียชีวิตของเสือโคร่งหลายสิบตัวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข (canine distemper virus) และ เชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา (Mycoplasma) ที่ตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อในร่างกายของเสือโคร่ง ซึ่งเชื้อดังกล่าวสามารถพบได้ในสัตว์ตระกูลแมวทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง 

เชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง รวมทั้งผ่านทางอากาศซึ่งก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจได้ ส่วนเชื้อแบคทีเรียไมโครพลาสมา สามารถติดต่อได้โดยมีสัตว์พาหะนำโรค จำพวกสัตว์ดูดเลือด เช่น เห็บ หมัด และแมลงวันคอก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการซึม เบื่ออาหาร อ่อนแรง เลือดจาง จากภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย และส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตสัตว์ได้ 

โรคติดต่อในสัตว์ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสัตว์เท่านั้น แต่มักเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และสาธารณสุขมนุษย์ เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงป้องกันการเกิดโรคระบาดจากสัตว์เลี้ยงสู่สัตว์ป่า เกร็ดความรู้ในวันนี้ ชวนทำความรู้จักกับ 6 โรคติดต่ออันตราย ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสัตว์และคน สามารถแพร่กระจายจากสัตว์ป่าสู่สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เลี้ยงสู่สัตว์ป่า และมาสู่คนได้  

โรคเมอร์ส 

โรคเมอร์ส เกิดจากการติดเชื้อ ‘ไวรัส MER Coronavirus’ ใน ‘อูฐหนอกเดียว’ ซึ่งสัตว์ชนิดอื่นที่อาจเป็นแหล่งรังโรคได้ ได้แก่ แพะ แกะ วัว ควาย สุกร นกป่า ค้างคาว รวมถึงสัตว์ทดลอง เช่น กระต่าย เฟอเร็ต หนูพุก และหนูแฮมสเตอร์ 

เชื้อไวรัส MER Coronavirus สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินหายใจ เชื้อจะแพร่กระจายผ่านสารคัดหลั่งของระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก ผ่านการไอ และจาม ทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะของระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอด หลอดลม เป็นต้น 

การติดต่อเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คนและคนสู่คน สามารถติดได้โดยการสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางระบบทางเดินหายใจ ของผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น เสมหะ น้ำลาย หรือน้ำมูก ในระยะประมาณ 1 เมตร รวมทั้งการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยไม่ได้มีการป้องกันตัวเอง นอกจากนี้ยังสามารถเกิดได้จากการบริโภคเนื้อและน้ำนมดิบจากสัตว์โดยเฉพาะจากอูฐ

สำหรับคนที่ติดเชื้อไวรัสจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2 ถึง 14 วัน ซึ่งจะมีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจสั้น ปอดบวม บางรายอาจมีอาการท้องเสีย อาเจียน หากมีอาการรุนแรงจะทำให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว หายใจลำบาก หอบ ปอดอักเสบ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 

โรคอีโบลา เกิดจากเชื้อ ‘ไวรัสอีโบลา’ ที่เกิดขึ้นได้ใน ‘สุกร ลิง และสัตว์ฟันแทะ’ โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นพาหะนำโรค การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดของโรคอีโบลา เกิดในทวีปแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี พ.ศ. 2557 มีผู้ป่วยกว่า 1,320 คน พบระยะฟักตัวของโรคในคนนาน 2 ถึง 21 วัน และแนวโน้มการติดเชื้อโรคไวรัสอีโบลานั้นถือว่าต่ำ เพราะโรคนี้แพร่เฉพาะโดยการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยที่มีอาการเท่านั้น 

การติดต่อจากสัตว์สู่คนหรือคนสู่คน สามารถทำได้โดยการสัมผัสโดยตรงจากเลือด เครื่องใน สารคัดหลั่งหรือของเหลวในร่างกายที่ติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อเมือกของสัตว์ป่าหรือคนที่ติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อจากการสัมผัสโดยตรงกับร่างกายผู้เสียชีวิตอีกด้วย 

โดยคนที่ติดเชื้อมักมีอาการเริ่มแรกเป็นไข้เฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก ปวดกล้ามเนื้อ จากนั้นพบอาการอาเจียน ท้องเสีย ไตและตับทำงานบกพร่อง บางรายผิวหนังอาจมีผื่นขึ้น จากนั้นจะเข้าสู่ระยะเลือดออก โดยมีเลือดออกภายในและใต้ผิวหนัง ส่วนใหญ่มักพบอาเจียนเป็นเลือด ไอหรืออุจจาระเป็นเลือด ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตนั้นเกิดจากระบบอวัยวะภายในร่างกายทั้งหมดทำงานผิดปกติ 

โรคไข้สมองอักเสบเชื้อไวรัสนิปาห์ 

โรคไข้สมองอักเสบเชื้อไวรัสนิปาห์ เกิดจากการติดเชื้อ ‘ไวรัส nipah virus’ ใน ‘สุกร สุนัข แมว แพะ แกะ ม้า ค้างคาว’ แต่ในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากสัตว์เหล่านี้มาสู่คนได้ ยกเว้นสุกร สุกรที่ติดเชื้อไวรัส สามารถปล่อยเชื้อไวรัสออกมากับสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจและน้ำลาย โดยคนที่ติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรงจากสุกรที่ป่วย รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสุกรที่ปนเปื้อนไวรัส รวมถึงการกินผลไม้ที่เหลือต่อจากการกินของค้างคาว 

คนที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ มักพบอาการสมองอักเสบ มีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง ไข้สูง สภาพจิตใจเปลี่ยนไป อ่อนเพลีย ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการทางเดินหายใจ อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ต่อมาจึงเกิดอาการซึม ทรงตัวไม่ได้ ชัก โคม่า และผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการสมองอักเสบจะเสียชีวิตได้ 

โรคแอนแทรกซ์ 

โรคแอนแทรกซ์เกิดจาก ‘สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด’ ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ‘Bacillus anthracis’ โดยเฉพาะสัตว์กินพืช เช่น วัว ควาย ม้า แกะ แพะ ที่กินหญ้าเป็นอาหารหลัก รวมถึงอาหารผสมที่มีเชื้อหรือดื่มน้ำจากแหล่งเดียวกันกับสัตว์ที่ป่วย หรือสัตว์กินเนื้อชนิดอื่นอย่าง สุนัข แมว สามารถติดเชื้อแบคทีเรียได้จากการกินเนื้อหรือกระดูกสัตว์หรือเศษอาหารที่มีเชื้อเข้าไป สำหรับสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน และปลา ไม่สามารถติดเชื้อแบคทีเรียแอนแทรกซ์ได้ 

โรคแอนแทรกซ์สามารถพบได้เพียงบางพื้นที่เท่านั้น โดยมักพบการระบาดในพื้นที่ที่มีแคลเซี่ยมเป็นส่วนประกอบอยู่ในดิน มีสภาพอากาศอบอุ่นและเกิดน้ำท่วมเป็นครั้งคราว พบมากในช่วงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ เนื่องจากสปอร์ของเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นานกว่า 10 ปี โดยสัตว์เคี้ยวเอื้องที่เป็นสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง มีความไวต่อโรคแอนแทรกซ์มากที่สุด 

โรคแอนแทรกซ์ สามารถติดต่อได้จากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในดินหรือหญ้าเข้าสู่ร่างกาย การกินน้ำและอาหารที่มีเชื้อปะปนอยู่เข้าไป และติดเชื้อจากบาดแผล รวมถึงพาหะนำโรคอย่างแมลงดูดเลือดชนิดต่าง ๆ ที่ไปดูดเลือดสัตว์ที่มีเชื้อและนำเชื้อนั้นไปติดสัตว์ตัวอื่น และเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เชื้อจะเข้าสู่ระบบต่อมน้ำเหลือง เข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เลือดเป็นพิษ พร้อมกับสร้างสารพิษขึ้นมาทำให้สัตว์ป่วยและตายในที่สุด 

โรคไข้หวัดนก  

เกิดจาก ‘สัตว์ปีก’ ที่ติดเชื้อ ‘ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ’ ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์ปีกทุกชนิด แต่นกน้ำอพยพและนกเป็ดน้ำที่แม้จะติดเชื้อไวรัสแต่จะไม่แสดงอาการป่วยออกมา นอกจากนี้ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอยังสามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่น สัตว์ตระกูลเสือ สุนัข แมว หมู และเฟอร์เล็ก เป็นต้น  

โรคไข้หวัดนกสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้โดยการสัมผัสอุจจาระ หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ ที่มีเชื้อไวรัส ผ่านระบบทางเดินหายใจ การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากสัตว์ปีกที่ปรุงไม่สุก หรือแม้แต่การสัมผัสเชื้อไวรัสที่ติดมากับเสื้อผ้า ยานพาหนะ หรือวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ 

และเมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดนกเข้าสู่ร่างกาย เชื้อไวรัสจะเข้าไปยังระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ เกิดอาการชัก ปอดบวม การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว และอาจส่งผลให้ระบบภายในร่างกายรวมถึงหัวใจหยุดทำงานได้ 

โรคพิษสุนัขบ้า 

โรคพิษสุนัขบ้ามีสาเหตุมาจากเชื้อ ‘ไวรัสพิษสุนัขบ้า’ ซึ่ง ‘สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด’ สามารถติดเชื้อและแพร่เชื้อไวรัสต่อได้ทั้งในสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า เช่น สุนัข แมว วัว ควาย สุนัขจิ้งจอก ม้า หมู แร็กคูน เป็นต้น โดยสุนัขเป็นสัตว์ที่สามารถแพร่เชื้อโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้มากที่สุด 

สัตว์ที่ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจะขับเชื้อออกมาทางน้ำลาย ดังนั้น การติดต่อจากสัตว์สู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำลาย หรือการถูกกัดและข่วน โดยเชื้อไวรัสจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่ปลายประสาท เซลล์ที่ติดเชื้อจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ปกติ หลังจากนั้นเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายโดยเฉพาะต่อมน้ำลาย สุนัขสามารถแพร่เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าก่อนแสดงอาการ 1 ถึง 6 วัน และแม้การติดต่อจากคนสู่คนสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่พบรายงานการยืนยัน  

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าสังเกตและเฝ้าระวังโรคติดต่อในสัตว์ ไม่เพียงแต่ป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดที่จะเกิดขึ้น แต่เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสและการเข้าใกล้ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงที่ไม่รู้ที่มาที่ไป เพื่อป้องกันอันตรายและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

อ้างอิง 

ผู้เขียน

+ posts

สาวแว่นทาสแมวที่ชอบบอกเล่าเรื่องราวผ่านลายเส้น มีธรรมชาติช่วยฮีลใจ และหลงใหลในพระจันทร์เสี้ยว