Blue Carbon หรือการกักเก็บคาร์บอนฯ กลไกสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

Blue Carbon หรือการกักเก็บคาร์บอนฯ กลไกสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

อย่างที่ทราบกันดีว่า พื้นที่ป่าบนบกทั่วไปสามารถทำหน้าที่ในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้เป็นอย่างดี แต่รู้หรือไม่? ในโลกนี้ ยังมีระบบนิเวศอื่น ๆ ที่สามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้เช่นเดียวกัน ทว่ากลับถูกมองข้าม ทั้งที่มีความสำคัญต่อการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และยังเป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้ดีที่สุดอีกด้วย

เกร็ดความรู้ในวันนี้ ชวนรู้จักเครื่องมือและกลไกสำคัญในปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก 

เครื่องมือสำคัญในการปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำทางทะเลและชายฝั่ง

อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรือ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ คือเครื่องมือสำคัญระดับโลกในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง (Blue Carbon ecosystems) หรือควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ 

ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ชุ่มน้ำทางทะเลและชายฝั่งที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ จำนวน 952 แห่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 68,556,908 เฮกตาร์ (ประมาณ 428 ล้านไร่) หรือคิดเป็นร้อยละ 0.13 ของพื้นที่พื้นผิวโลกทั้งหมด 

ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งมีความสำคัญอย่างไร?

ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบชีวมวลและการทับถมของตะกอนลงสู่ชั้นดิน หรือเรียกว่า บลูคาร์บอน (Blue Carbon) ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นวาระสำคัญในการประชุมระดับนานาชาติ ทั้งในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งบลูคาร์บอน ประกอบไปด้วยระบบนิเวศต่าง ๆ อาทิ ป่าชายเลน (Mangroves) ที่ราบน้ำท่วมถึง (Tidal marshes) และแหล่งหญ้าทะเล (Seagrasses) 

บลูคาร์บอน คืออะไร?

บลูคาร์บอน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยบลูคาร์บอน สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าพื้นที่ป่าเขตร้อนทั่วไปมาก 2 ถึง 4 เท่า และสามารถดูดซับคาร์บอนลงไปกักเก็บไว้ในใต้ดินได้มากถึงร้อยละ 50 ถึง 99 และหากคิดเป็นพื้นที่ในแต่ละเฮกตาร์จะสามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ราว ๆ 8 ตันต่อปี 

ซึ่งหากระบบนิเวศเหล่านี้ถูกทำลาย คาร์บอนที่ถูกสะสมไว้จะถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด ซึ่งมีปริมาณเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทั่วโลกใช้มาหลายปี และทำให้สูญเสียแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ดีที่สุดไป

การจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

การจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านอาหาร การปกป้องแหล่งรายได้หลักของชุมชน รักษาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions : NDCs) เพื่อบรรลุความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการกำจัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ผ่านการกักเก็บคาร์บอนไดร์ออกไซด์

ซึ่งการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งนั้น สามารถเริ่มต้นได้โดยการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ และเร่งให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมทั้งควรได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรวิจัย และองค์กรเอกชน ที่จะร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ระบบนิเวศเหล่านี้และดำเนินการตามเป้าหมายระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ 

อย่างไรก็ตาม จากรายงานของสหภาพยุโรปยังพบว่าระบบนิเวศทางทะเล และชายฝั่งทั่วโลกได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วง 50 ปีหลังนี้ ส่งผลให้ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนในแต่ละปีลดลงตามไปด้วยถึงร้อยละ 2 ถึง 7

ดังนั้น ถ้าเราทุกคนร่วมกันปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง บลูคาร์บอนจะช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไว้และจะช่วยให้สถานการณ์ของก๊าซเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย

อ้างอิง

ผู้เขียน

+ posts

สาวแว่นทาสแมวที่ชอบบอกเล่าเรื่องราวผ่านลายเส้น มีธรรมชาติช่วยฮีลใจ และหลงใหลในพระจันทร์เสี้ยว