เดินป่า บนเส้นทางของ ผู้พิทักษ์ Forest Walker 01 – The Guardian Trail 

เดินป่า บนเส้นทางของ ผู้พิทักษ์ Forest Walker 01 – The Guardian Trail 

นี่เป็นครั้งเเรกที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรกลับมาจัดกิจกรรมเดินป่าในรอบหลายปี โดยครั้งนี้ได้ร่วมมือกับ The Cloud และ โรงเรียนนักเดินป่า  เพื่อถ่ายทอด ‘วัฒนธรรมการเดินป่าที่ดี’ บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่ทำงานของมูลนิธิสืบฯ 

กิจกรรม Forest Walker นั้นได้ออกแบบเป็น 3 บทเรียน ใน  3 ฤดูกาล ที่เชื่อมกันเป็นภาพใหญ่ของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าไม้ เเละ สัตว์ป่า

โดยปฐมบท Forest Walker นั้น เราเริ่มกันที่เรื่องราวของ “ผู้พิทักษ์ป่า” เเนวหน้าผู้รักษาผืนป่าเเละสัตว์ป่า พร้อมพาคนเมืองอย่างเราๆ ไปสัมผัสกับภารกิจในการดูเเลผืนป่า ตั้งเเต่การเตรียมตัว การเก็บข้อมูล บนเส้นทางเดินลาดตระเวนในพื้นที่การทำงานจริงของผู้พิทักษ์ป่า โดยอาศัยพื้นที่ส่วนเล็กๆของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก เป็นห้องเรียน

การเดินป่าในครั้งจึงเป็นเรื่องที่เเตกต่างไปจากเดิม ทั้งตัวผู้เข้าร่วมกิจกรรมเอง เเละ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่มาร่วมเเลกเปลี่ยนประสบการณ์ในกิจกรรม การเดินป่าจึงไม่ใช่เรื่องของความท้าทายส่วนตัว ไม่ใช่การพิชิตยอดเขา หรือ ไปยังจุดชมวิวที่สวยที่สุด แต่คือการเข้าใจระบบนิเวศ เข้าใจบทบาทหน้าที่ของผู้พิทักษ์ป่า และตระหนักว่าทุกการกระทำของเรามีผลต่อสิ่งมีชีวิตอื่นเสมอ

ทุ่งใหญ่ยามเช้า
กิจกรรมชมสัตว์ป่า
สามารถทำได้สองวิธีคือนั่งรถชมสัตว์ป่า เเละขึ้นหอส่องสัตว์
มีโอกาสสูงมากที่จะเห็นฝูกกระทิง ช้างป่า ฯลฯ ออกมาทักทาย

The Guardian Trail 

ความพิเศษของกิจกรรมในครั้งนี้นอกจากเรื่องราวของพื้นที่ที่ใช้เป็นเส้นทางในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในผืนป่า สัตว์ป่า เเละคุณค่าความเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเเล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เรียนรู้พื้นฐานการลาดตระเวนเชิงคุณภาพจากผู้พิทักษ์ป่าตัวจริง ในเส้นทางการลาดตระเวนจริง พร้อมกับได้เรียนหลักสูตร ขั้นต้น จากโรงเรียนนักเดินป่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคลาสเรียน ที่มีขึ้นในรูปแบบของความเป็นกึ่งๆโรงเรียนนักเดินป่าสัญจร ที่ยึดเอาหมุดหมายเดียวกันคือ การส่งต่อวัฒนธรรมการเดินป่าที่ดี ให้เข้าถึงผู้คนได้มากที่สุด

โดยมีวัฒนธรรมขั้นพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญคือ “พึ่งพาตนเอง เคารพธรรมชาติ เเละให้เกียรติเพื่อนร่วมทาง”

เเน่นอนว่าการเดินป่านั้น เราต้องใช้พละกำลังของเราเอง 100 % นอกจากจะต้องพาร่างกายเเละอุปกรณ์ที่มีอยู่ในเป้ทั้งหมด ไปยังจุดหมาย ซึ่งนั่นหมายถึงการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม เพื่อให้สามารถเดินทางไปยังจุดหมายได้อย่างมีความสุข และปลอดภัย 

ซึ่งนอกจากการศึกษาเส้นทางที่จะไปเดินป่า ทั้งลักษณะภูมิประเทศเเละภูมิอากาศในช่วงเวลานนั้นๆเเละข้อจำกัดในด้านต่างๆ เเล้ว ขั้นต่อมาคือการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเดินป่า เดินอย่างไร กินอย่างไร นอนอย่างไร เเละอุปกรณ์อื่นๆ ทีจำเป็นในการเดินป่า ตลอดจนการจัดเป้เดินป่าอย่างไรให้ถูกต้องเเละเหมาะสม

ตลอดระยะเวลากิจกรรมจะมีการแลกเปลี่ยนวิธีการเตรียมตัวเดินป่าจากผู้มีประสบการณ์

เมื่อเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติเเล้ว สิ่งที่ต้องปฎิบัติต่อมาคือ การเคารพธรรมชาติ  เดินป่าอย่างเป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ ไม่สร้างภาระให้กับสถานที่ เช่น ไม่ทิ้งขยะในป่า ไม่เก็บหา เเละนำของป่าออกจากพื้นที่ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนสัตว์ป่าเเละผู้อื่น ก่อไฟในบริเวณที่จัดไว้ให้ ใช้กองไฟเท่าที่จำเป็น และดับไฟทุกครั้งหลังเสร็จกิจกรรม จัดการจุดพักเเรมก่อนออกเดินทาง จัดการขยะย่อยสลายอย่างถูกต้องเป็นต้น

สุดท้ายคือการให้เกียรติเพื่อนร่วมทาง โดยในเเต่ละเส้นทางนั้นมักมีผู้ร่วมเดินทางเสมอ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จึงเป็นสิ่งจำเป็น เเละทำได้ไม่ยากนัก เริ่มตั้งเเต่การไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น เเละให้ทางกับผู้ที่เดินไวกว่า

ตลอดระยะเวลาที่จัดกิจกรรมเราจะมาค่อยๆ พูดถึงเเละเรียนรู้ร่วมกันไปของทั้งสามองค์ประกอบนี้ไปพร้อมกัน

บนเส้นทางทางของผู้พิทักษ์ป่า

เป็นเวลา 13 ชั่วโมงของการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ลัดเลาะเขา ผ่าน 1,219 โค้ง บนถนนหมายเลข 1090 มุ่งหน้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก 

สำหรับผู้ที่เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งเเรก ต่างรู้สึกเหมือนกันว่า หนทางมันช่างยาวไกล เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดเสียจริง เพราะเราออกเดินทางกันตั้งเเต่เวลา 21.00 น. ของค่ำวันพฤหัสบดี มาถึงจุดหมายปลายทางอีกทีก็เกือบ 11 โมงของวันศุกร์

ยืดเส้นยืดสายกันพอคลายความเมื้อยล้า หลังจากมื้ออาหารกลางวัน ก็เข้าสู่บทเรียนเเรกด้วยเรื่องราวความเป็นมาของผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตั้งเเต่อดีตในช่วงก่อตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ที่เเยกพื้นที่จัดการออกเป็นสองส่วนคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกเเละด้านตะวันตก ในปี พ.ศ. 2534 การอพยพคนออกจากป่าอนุรักษ์ ไปจนถึงคุณค่าเเละความสำคัญของผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาเเข้ง

บทเรียนพิเศษจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
ของที่ระลึกสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

หลังจากนั้นเป็นการอธิบายถึงลักษณะเส้นทางที่จะเดินกันในวันถัดไป โดยระยะทางรวมตลอดเส้นทางอยู่ที่ราว 18 กิโลเมตร เริ่มต้นจากสำนักเขตฯด้วยการนั่งท้ายรถกระบะพร้อมสัมภาระไปยังจุดเริ่มเดิน ซึ่งต้องตัดผ่านทุ่งหญ้า แล้วเข้าป่าดิบแล้ง ผ่านจุดสื่อความหมายที่น่าสนใจต่างๆ ในเส้นทางที่เดินผ่าน เช่น ในจุดเเรกหลังจากเดินเท้าได้ราว 20 นาที ก็จะพบกับหุบเขาที่มีแหล่งน้ำผุด และน้ำมุด ในบริเวณไม่ห่างกัน โดยลักษณะเช่นนี้เพิ่งพบว่ามีเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้รับผลกระทบทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย แม้ในป่าลึก แรงสั่นสะเทือนนี้ก็สั่นคลอนเขาหินปูนบริเวณนี้ได้ไม่น้อย

แหล่งน้ำอีกหลายแห่งในผืนป่าทุ่งใหญ่ก็มีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยมีก็แห้งเหือดไป ตรงไหนที่ไม่เคยมีน้ำกลับมีแหล่งน้ำเกิดขึ้น เช่นอีกหนึ่งจุดระหว่างทางเดินที่เราพบกับแหล่งน้ำแห่งใหม่ ที่ดูแปลกตา เจ้าหน้าที่ฯ ได้เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในการลาดตระเวนเเต่ละครั้งนอกจากจะเก็บข้อมูลสัตว์ป่า ภัยคุกคามเเล้ว ยังมีการเก็บข้องมูลเรื่องแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นการอัพเดท ข้อมูลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการวางแผนลาดตระเวนในครั้งถัดไป เพราะเส้นทางการเดิน การพักแรมต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำเป็นสำคัญ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัจจัยย่อมต้องมีการปรับแผนกันใหม่ให้สอดคล้องต้องกัน

ตลอดทั้งเส้นทางเรามีโอกาสได้พบร่องรอยสัตว์ป่าบ่อยมาก ทั้งรอยหมูป่า กระทิง ช้าง เม่น อ้น และพบเจอตัวเช่น กระทิง ลิง นกนานาชนิด นอกจากนี้ทั้งป่ายังเต็มไปด้วยเสียงของป่าที่มีชีวิต 

การเดินทางจากสำนักงานเขตฯ มายังจุดเริ่มเดิน
สภาพแหล่งน้ำแห่งใหม่ทั้งสองจุด
บางส่วนของเส้นทาง เเละการวัดรอยคุยของเสือโคร่ง

ประมาณครึ่งทางของวันแรก ชาวคณะจะต้องเดินผ่านดอยหัวหมด (คนละดอยกับดอยหัวหมดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก เเละชมพรรณไม้ของอุ้มผาง) แต่ด้วยลักษณะของภูเขา ดอยโล่งๆมีไม้พุ่มเตี้ยแบบนี้ คนที่นี่ต่างเรียกเหมารวมกันหมดว่า ดอยหัวหมด 

แม้ทางขึ้นดอยจะค่อนข้างชัน แต่เกือบทุกคนก็ไม่พลาดที่จะเดินขึ้นไปชมความยิ่งใหญ่ของผืนป่าทุ่งใหญ่ในมุมสูง ที่มองทะลุทะลวงไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา 

ดอกกล้วยไม้บริเวณนี้ยังคงเผยโฉมอวดผู้มาเยือน ได้อย่างเช่นเคย บางช่ออยู่ในตำแหน่งที่ดูเหมือนถูกจัดวางไว้อย่างดีบนคาคบไม้ ที่อยู่ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป สร้างความตื่นเต้นยินดี เป็นรางวัลให้กับนักเดินป่าที่กำลังเหนื่อยล้า ให้ได้แช่มชื่นใจในการหยุดมอง เเละถือโอกาสพักเหนื่อยไปในตัว

ช่วงสุดท้ายของวันเป็นการเดินผ่านน้ำตก ที่ตอนนี้สภาพเป็น อดีตน้ำตก เพราะเข้าสู่ช่วงเเล้ง มีน้ำเหลือเพียงเล็กน้อย จากเค้าโครงเเละสภาพโดยรอบเชื่อว่าในช่วงฤดูฝน น้ำตกแห่งนี้ต้องสวยงามมากแน่นอน 

ความเพลิดเพลินบริเวณดอยหัวหมด

ก่อนถึงเเคมป์เป็นทางเดินขนานไปกับลำห้วยลายเล็กๆ ที่ปริมาณน้ำยังคงพอมีให้ใช้ดื่มกิน ก่อนจะลงหลักปักฐานจัดการที่พัก ก็เข้าสู่วิชาการแบ่งโซนเเละจัดการแคมป์ จากโรงเรียนนักเดินป่า ซึ่งก่อนออกเดินทางเราก็ได้เรียนบทเรียนบางส่วนไปบ้างเเล้วเช่น การเตรียมตัวเดินป่า เทคนิกการจัดกระเป๋าเดินป่า ยาเเละการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 

มาถึงเรื่องการแบ่งโซนในแคมป์ โดยปกติเเล้วจะแบ่งเป็นโซนที่นอน โซนที่จะใช้สำหรับก่อกองไฟ โซนขับถ่าย เเยกชาย หญิง  การขุดหลุมทิ้งเศษอาหาร ที่จะมีการเน้นย้ำกันก่อนว่าให้รับประทานอาหารโดยเหลือส่วนที่จะทิ้งให้น้อยที่สุด รวมถึงข้อปฏิบัติต่างๆภายในเเคมป์ เช่น การใช้น้ำในลำธารในการทำความสะอาดภาชนะ จะต้องไม่ล้างโดยตรงในแหล่งน้ำ ส่วนหนึ่งเพราะน้ำไม่ค่อยไหล เศษอาหารจะจมอยู่บริเวณนั้น อาจเกิดการสะสมและเน่าเสียในภายหลัง การเข้าห้องน้ำกรณีถ่ายหนัก จะต้องมีการขุดหลุมและเมื่อขับถ่ายเสร็จเรียบร้อยเเล้วต้องฝังกลบให้มิดชิด ฯลฯ

ทางเดินช่วงก่อนถึงเเคมป์

เมื่อรับทราบข้อปฏิบัติร่วมกันก็เเยกย้ายไปทำธุระส่วนตัว ก่อนจะกลับมาทำอาหารกินกันรอบกองไฟ ในช่วงเวลานี้ คนที่มีประสบการณ์เดินป่ามาก่อน ก็มาบอกเล่าการเตรียมอาหาร และการทำเมนูในมื้อพิเศษนี้ให้กับนักเดินป่ามือใหม่ 

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ฯก็มาเเชร์เทคนิกการเตรียมเสบียง เเละการถนอมอาหารในแบบฉบับของตนเอง บรรยากาศรอบกองไฟเริ่มมีสีสันขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงของ “เรื่องเล่าจากคนเฝ้าป่า” ที่ทางทีมงานจากเขตฯทุ่งใหญ่ เตรียมมาเล่าถึง 3 ช่วง โดยแบ่งเป็นยุคต่างๆ ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ ตั้งเเต่ยุคเเรกเริ่มจัดตั้งเขตฯ โดยพี่เอนกเเละพี่ศักดิ์ เป็นตัวเเทนของเจ้าหน้าที่ในยุคบุกเบิก 

ต่อมาในยุคกลางโดยพี่อ๋อ การทำงานในยุคนี้สัตว์ป่าเริ่มกลับมามีมากขึ้นในพื้นที่ เรื่องราวการทำงานจึงค่อนข้างเเตกต่างไปจากยุคเเรก จนมาถึงการทำงานในยุคปัจจุบัน โดย จาน หัวหน้าชุดลาดตระเวนในครั้งนี้ ที่มาพร้อมกับเรื่องราวของการจับกุมเเละปราบปรามการกระทำผิด เเม้เรื่องราวการทำงานจะเป็นไปอย่างเข้มข้น เเละเผชิญกับอันตรายจากผู้ลักลอบกระทำผิด แต่การพูดถึงอดีตในสภาวการณ์เช่นนี้กลับถูกสอดแทรกด้วยอารมณ์ขัน ทำเอาผู้ฟังถูกสะกดและเห็นภาพเป็นฉากๆ ไปตามเรื่องราว

ประสบการณ์ตรงจากผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ที่ถูกนำมาถ่ายทอดในครั้งนี้สร้างเสียงฮือฮาเเละเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้เข้าใจภารกิจงานผู้พิทักษ์ป่ามากขึ้น

เหนือสิ่งอื่นใดคือค่ำคืนนี้ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงาน ที่ส่งผ่านมาทางการกระทำ น้ำเสียง เเละเเววตาของของผู้พิทักษ์ป่าจากอีกฟากของกองไฟ

เติมพลังใจให้แก่กัน

ในเส้นทางขากลับแต่ละคนต้องเเบกสัมภาระกันหนักหน่อยด้วยปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น เพราะวันนี้เส้นทางเดินจะผ่านทุ่งหญ้าหลายช่วงเเละอากาศจะร้อนมาก ทั้งเราจะไม่มีจุดเติมน้ำระหว่างทาง จึงจำเป็นต้องเตรียมน้ำดื่มให้เพียงพอสำหรับดื่มกินตลอดทั้งวันไปด้วย

ช่วงเเรกของเส้นทางเป็นป่าดิบเเล้ง มีการเดินตัดข้ามลำธารหลายครั้ง ต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเรียงราย บางต้นรูปทรงเเละเปลือกไม้ดูแปลกตา แสงยามเช้าที่กระทบกับใบไม้ไหวจากเเรงลมที่เล็ดลอดลงมาให้ความรู้สึกละมุนใจเป็นพิเศษ 

เดินมาได้ไม่นานนักก็เจอกับถ้ำขนาดใหญ่ ถายในถ้ำมีโถงด้านใน ดูเเล้วน่าจะเข้าไปได้ลึกประมาณนึง ถ้ำนี้เป็นที่พักอาศัยของสัตว์ป่าบางชนิดที่ผ่านมายังเส้นทางนี้ ร่องรอยหนึ่งที่พบบริเวณหน้าถ้ำคือ รอยช้างป่า 

นอกจากจุดสื่อความหมายที่น่าสนใจระหว่างทางเเล้ว ชาวคณะยังมีโอกาสได้ลิ้มรสเบอร์รี่ป่า ที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า ‘หนามไข่ปู’ สัมผัสกรุบๆ รสชาตหวานอมเปรี้ยว กินเเล้วสดชื่นสุดๆ 

บนเส้นทางในตอนหนึ่งของทุ่งหญ้ามีต้นหนามไข่ปูขึ้นอยู่ค่อนข้างมาก แม้อากาศในทุ่งหญ้าจะร้อนละอุ เเต่เราก็ไม่พลาดที่จะหยุดกลางทุ่งเเละเก็บเบอร์รี่ป่านี้กินกัน โดยก่อนหน้านี้บางคนได้ชิมไปคนละนิดคนละหน่อยจากข้างทางที่เดินผ่าน พอมาเจอเป็นดงขนาดนี้จึงอดใจไม่ไหว บางคนในคณะถึงขั้นตาเป็นประกายด้วยความอร่อย

เส้นทางช่วงแรกเดินเพลิน เย็นสบาย
จิ้งจก หัวหน้าชุดสายตรวจพาคุยเรื่องถ้ำระหว่างทาง
เส้นทางขากลับที่มีป่าทึบสลับกับทุ่งโล่ง
‘หนามไข่ปู’ เบอร์รี่ป่าที่พบระหว่างทาง

ราวบ่ายสามโมงพวกเราตัดผ่านป่าทึบออกมาเจอถนนตรวจการณ์ นั่นเป็นสัญญาณว่าการเดินทางครั้งนี้สิ้นสุดลงเเล้ว พี่ๆ น้องๆ จากสำนักงานเขตฯนำรถกระบะมาจอดรอรับนักเดินทางทุกคนกลับฐานที่ตั้ง 

แต่ของเเถมที่ทีมงานจัดเตรียมไว้ยังคงมีอยู่ 

หลังจากปลดสัมภาระเเละนั่งพักผ่อนกันจนหายเหนื่อยเเล้ว ได้เวลาออกเดินต่ออีกนิดหน่อยไปยังอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ นั่นคือ ‘ช่องเขาไผ่เเคน’ ที่ได้รับขนานนามว่าเป็นทางหลวงของเหล่าสัตว์ป่า เนื่องจากสัตว์ป่าหลากชนิดตั้งเเต่ช้าง กระทิง เสือโคร่ง สมเสร็จ หมูป่า ฯลฯ ต่างใช้ช่องเขาเล็กๆนี้ในการเดินหากินระหว่างสองผืนป่า 

คลิปวีดีโอจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าที่เจ้าหน้าที่นำมาให้ดูในครั้งนี้ ฉายให้เห็นถึงสัตว์ชนิดต่างๆที่มาใช้ประโยชน์จากช่องเขาไผ่แคน ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าทุ่งใหญ่ กับการเป็นบ้านที่ปลอดภัยของเหล่าสัตว์ป่า 

บรรยากาศตรงช่องเขาเเห่งนี้ดั่งมนต์สะกด แม้ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เเต่สิ่งที่เห็นจากคลิปวีดีโอและเรื่องราวบางส่วน ประกอบกับการที่ได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้…… สิ่งที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน สัมผัสจากก้อนหินเเละสายลม ต่างสร้างการรับรู้ให้กับผู้มาเยือนจนเกิดสิ่งเล็กๆขึ้นภายในใจ

ความรู้สึก ‘ขอบคุณ’ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมา

ช่องเขาไผ่เเคน
คลิปวีดีโอจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าที่นำมาให้ชมกัน
ชาวคณะ ณ ช่องเขาไผ่แคน

ก้าวต่อไปของ Forest Walker 

สำหรับกิจกรรม Forest Walker ในปี 2569 ยังคงเหลือบทเรียนที่เราอยากพาทุกคนออกไปเรียนรู้ด้วยกันอีก 2 บทเรียนคือ Forest Walker 02 : The Wildlife Trail ทริปเดินป่าวิชาตามรอยสัตว์ป่า เรียนรู้และทำความรู้จักเพื่อนร่วมโลก (มีกำหนดจัดช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน)

Forest Walker 03 : The Spirit Trail ทริปเดินป่าวิชาถอดรหัสกวางผา ย้อนรอยต้นกำเนิดมูลนิธิสืบนาคะเสถียร (จัดช่วงเดือนพฤศจิกายน)

โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่การทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่ดำเนินโครงการต่างๆมาอย่างยาวนานจวบจนย่างเข้าสู่ปีที่ 35 ของเส้นทางสายงานอนุรักษ์นี้

ถึงวันนี้เป็นโอกาสอันเหมาะสมที่มูลนิธิฯจะร่วมกับเครือข่ายที่มีหัวใจเดียวกัน อย่าง The Cloud เเละโรงเรียนรักเดินป่า มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาผู้คนได้เข้ามาสัมผัสเรื่องราว เเละเข้าถึงธรรมชาติมากขึ้น โดยนำเอาเเนวทาง ‘การสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าที่ดี’ มาช่วยเติมเต็มให้กิจกรรมนี้ครบเครื่องเเละมีมิติมากยิ่งขึ้น 

เพราะเราต่าางเชื่อว่า “การให้โอกาสคนเข้าถึงธรรมชาติเป็นรากฐานที่สําคัญ ของการสร้างสังคมที่มีคุณภาพและการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ได้ผล”

ส่งท้ายกันด้วยภาพถ่ายจากกิจกรรม Forest Walker

ภาพประกอบ

  • ธนิน  รัศมีธรรมชาติ
  • อภินัยน์ ทรรศโนภาส
  • สุวิชา พุทซาคำ
  • ศิดิภา โชติชัยสถิตย์
  • เกศรินทร์  เจริญรักษ์ 

ผู้เขียน

+ posts

ถ่ายภาพเพื่อบันทึกเรื่องราว และบางคราวก็เอาภาพมาเล่าเรื่อง มีความสุขกับการดริปกาแฟ และชื่นชมแคตตัส