หลักการและเหตุผล
การบัญญัติให้มีพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 นั้น ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนางานด้านป่าไม้และสิทธิชุมชน พระราชบัญญัติป่าชุมชนถือเป็นกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติฉบับแรกที่มีการระบุให้สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้โดยตรง รวมถึงการรับรองสถานะองค์กรของชุมชนและการกำหนดให้มีกลไก ที่เปิดให้มีภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมบริหารและพิจารณาแนวทางการส่งเสริมงานด้านป่าชุมชน กล่าวคือ การก่อตั้งคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนและคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัด รวมถึงการให้องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงาน ด้านป่าชุมชนจดแจ้งกับกรมป่าไม้ อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การบัญญัติพระราชบัญญัติป่าชุมชน ยังคงมีข้อท้าทายและสิ่งที่ควรปรับปรุง ทั้งเนื้อหากฎหมายลำดับรองของกฎหมายฉบับนี้และวิธีการดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายและนโยบายด้านการป่าไม้ของประเทศบรรลุผลได้ตามที่คาดหวัง
องค์กรภาคประชาสังคมในนาม “เครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง” ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีการรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับงานด้านป่าชุมชน ได้ติดตามและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของพระราชบัญญัติป่าชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงได้ปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมาย คือ ผู้แทนในคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนและคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัด เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงานและแนวทางการปรับปรุงให้งานด้านป่าชุมชนมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น
จากการรวบรวมความคิดเห็นจากองค์กรที่ได้ร่วมงานกันในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 เครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมืองจึงจัดทำข้อเสนอทางนโยบาย เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบงานด้านป่าชุมชน รวมถึงคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน เพื่อทางฝ่ายนโยบายจะได้พิจารณาแนวทางในการพัฒนางานด้านป่าชุมชนอย่าง รอบด้านและสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ วิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย งานด้านป่าชุมชนจึงมีความจำเป็นที่ต้องเท่าทัน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน โดยข้อเสนอฉบับนี้มีองค์กรที่เข้าร่วมแสดงความเห็นและพัฒนาข้อเสนอร่วมกันตามรายชื่อด้านล่างของเอกสารฉบับนี้
ประเด็นข้อเสนอที่ 1 ให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมระดับประเทศ เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน
จากการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน (คนช.) ที่ผ่านมานั้นมีข้อจำกัดในการสร้าง การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะจากประชาสังคม ซึ่งภายใต้พระราชบัญญัติป่าชุมชนได้มีการกำหนดให้มีการจดแจ้งองค์กรภาคประชาสังคมกับกรมป่าไม้ โดยที่ผ่านมามีองค์กรภาคประชาสังคมมากกว่า 200 องค์กรได้จดแจ้งไว้แล้ว แต่บทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมนั้นยังคงไม่มีความชัดเจนว่าต้องดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการทำงานของภาครัฐและคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนอย่างไร นอกจากนี้ ด้วยองค์ประกอบของคนช. ที่มีประธานเป็นระดับรองนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้การประชุมของคนช. มีจำนวนการประชุมน้อยครั้งและไม่มีเวลาเพียงพอที่จะสามารถปรึกษาหารือและพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนและลงลึก ส่งผลให้ยังขาดการพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายที่ก้าวหน้าและมาจากความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลาย นอกจากนี้ การดำเนินงานส่งเสริมป่าชุมชนของภาครัฐยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร เครื่องมือ และทักษะที่เหมาะสมในงานวนศาสตร์ชุมชน รวมถึงขาดการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ การส่งเสริมให้องค์กรภาคประชาสังคมที่ได้จดแจ้งไว้ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของการพัฒนาป่าชุมชนจึงสามารถเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดของภาครัฐได้
ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนจัดตั้งอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมระดับประเทศขึ้น เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อบทบาทและแนวทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม รวมถึงเพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาข้อเสนอแนะทางนโยบายให้แก่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน
ประเด็นข้อเสนอที่ 2 นำร่องการจัดตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัด และเสริมศักยภาพให้เครือข่ายป่าชุมชนระดับจังหวัด
จากการดำเนินงานของคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัด (คปจ.) ที่ผ่านมานั้นมีข้อจำกัดในการสร้างการมี ส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะจากประชาสังคมในระดับจังหวัดเช่นเดียวกันกับประเด็นข้อเสนอที่ 1 และประสบข้อจำกัดว่าการประชุมของคปจ.มีจำนวนน้อยครั้ง และไม่สามารถมีการปรึกษาหารือและพิจารณาประเด็น ต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนและลงลึกได้เช่นกัน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาแผนการจัดการป่าชุมชนจากคณะกรรมการป่าชุมชน ในขณะที่ไม่สามารถทำหน้าที่ส่งเสริมและให้คำแนะนำต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการป่าชุมชนในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังเจ้าหน้าที่ของภาครัฐและคปจ. การมีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐจากภาคประชาสังคมและท้องถิ่นจะสามารถทำให้การพัฒนาและส่งเสริมงานป่าชุมชนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความก้าวหน้าที่ตรงกับบริบทและสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ได้ โดยกลไกของคณะอนุกรรมการฯ เป็นทางเลือกในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่สามารถจัดทำได้สำหรับจังหวัดที่มีความพร้อม โดยไม่บังคับให้เกิดขึ้นทุกจังหวัดได้
นอกจากนี้ เครือข่ายป่าชุมชนระดับจังหวัดที่กรมป่าไม้จัดตั้งขึ้นมายังขาดการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบและกลไกในการสื่อสารและเรียนรู้ร่วมกัน จึงควรมีการส่งเสริมให้เกิดคณะอนุกรรมการฯ ตามข้อเสนอนี้ เพื่อจัดทำให้มีแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการพัฒนาเครือข่ายในระดับจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ประเด็นข้อเสนอที่ 3 ให้มีนโยบายการวางระบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำป่าชุมชนและคณะกรรมการป่าชุมชนที่ชัดเจน ติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง และมีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและการส่งเสริมให้มีคณะทำงานและเครือข่ายองค์กรสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้นำป่าชุมชน นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาศักยภาพให้แก่คณะกรรมการป่าชุมชนระดับจังหวัดด้วยเช่นกัน เพื่อการสร้างความรู้และความเข้าใจต่องานป่าชุมชนอย่างถูกต้อง
คณะกรรมการป่าชุมชนนั้นมีภารกิจตามกฎหมายจำนวนมาก รวมถึงมีความรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย เพื่อให้ดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเครื่องมือการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและเท่าทันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี กรมป่าไม้ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดในการเป็นผู้ดำเนินงานพัฒนาศักยภาพทั้งทางด้านบุคลากรและงบประมาณที่จะทำกระบวนการพัฒนาศักยภาพให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังไม่ได้มี การจัดทำขอบเขตการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบ ทั้งในเชิงการกำหนดขอบเขตความรู้และทักษะของคณะกรรมการป่าชุมชน เนื้อหา และกระบวนการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบ ทำให้การพัฒนาศักยภาพที่ดำเนินการมายังไม่สามารถวัดผลได้และขาดมาตรฐานกลางด้านแนวทางการจัดการเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ นอกจากนี้ แม้ภาคประชาสังคมหลายองค์กรจะมีการดำเนินงานในส่วนนี้แล้ว แต่ยังขาดกลไกประสานความร่วมมือที่จะทำให้กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพมีการกระจายตัวและขยายผลได้ครอบคลุมป่าชุมชนทั้งหมดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านป่าชุมชนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงเสนอให้แต่งตั้งคณะทำงานในการออกแบบระบบการพัฒนาศักยภาพ โดยมีภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการมาดำเนินการร่วมกัน เพื่อกำหนดขอบเขตการพัฒนาศักยภาพและแนวทางการส่งเสริมงานนี้
ประเด็นข้อเสนอที่ 4 เสนอให้คงเนื้อหาร่างกฎกระทรวงที่กำหนดพื้นที่ให้เป็นป่าอนุรักษ์ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่ได้มีความเห็นชอบในครั้งแรก โดยไม่เพิ่มพื้นที่อื่นที่เพิ่มเติมมาในส่วนหลัง
พระราชบัญญัติป่าชุมชนคือกฎหมายที่มีเจตนามุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยบทบาทของชุมชนท้องถิ่นนั้นได้รับการยอมรับจากสากลและในนโยบายระหว่างประเทศว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ ดังนั้น การเพิ่มข้อจำกัดและห้ามการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลและจัดการพื้นที่ป่าไม้ที่เพิ่มขยายออกไปยังพื้นที่อื่นนอกเหนือจากพื้นที่อนุรักษ์ที่ได้กำหนดออกมาแล้วนั้น จึงเป็นการจำกัดพื้นที่ที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมจัดการมากเกินสมควร นอกจากนี้ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่คาดหวังว่าจะให้มีครบร้อยละ 25 ตามเป้าหมายของนโยบายป่าไม้แห่งชาตินั้นได้มีการประกาศพื้นที่เกือบครบตามเป้าหมายแล้ว แต่พื้นที่ป่าเศรษฐกิจและพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องการให้ได้ครบร้อยละ 15 กลับยังคงไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น พื้นที่ป่าที่เสนอเพิ่มเติมมาจึงไม่ควรกำหนดให้มีความหมายเป็นพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้ร่างกฎกระทรวงอีก
โดยรายละเอียดของข้อกำหนดที่ไม่ควรเพิ่มเติมในร่างกฎกระทรวงมีดังนี้
1. เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายส่งเสริมคุณภาพและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
2. พื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตามกฎหมายส่งเสริมและการบริหารจัดการทะเลและชายฝั่งของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เว้นแต่มาตรการคุ้มครองที่กำหนดให้ใช้พื้นที่นั้นไม่ขัดกับกฎหมายป่าชุมชน
3. พื้นที่ป่าชายเลนตามกฎหมายอนุรักษ์ตามกฎหมายส่งเสริมและการบริหารจัดการทะเลและชายฝั่ง
4. พื้นที่เตรียมการกำหนดให้เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ประเด็นข้อเสนอที่ 5 การพัฒนากลไกการเงินเพื่อสนับสนุนป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อทำให้เกิดการกระจายเงินทุนให้แก่ป่าชุมชนอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานศึกษาและพัฒนากลไกการเงินที่มีภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และเอกชน ร่วมดำเนินงานกับภาครัฐ และกลไกการเงินนี้ควรสร้างระบบการระดมทุนและกระจายการเงินที่อาจอยู่ในรูปแบบของกองทุนที่ไม่ได้กำกับโดยรัฐ แต่มีการบริหารจัดการของภาคส่วนต่าง ๆ และตรวจสอบติดตามได้อย่างโปร่งใส
ในปัจจุบันแหล่งงบประมาณหรือทุนที่จะนำมาสนับสนุนการดำเนินงานของป่าชุมชนนั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าป่าชุมชนจะมีงบประมาณจากแหล่งใดที่จะสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยพบว่าแหล่งทุนของป่าชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของรางวัลที่ภาคเอกชนจัดทำขึ้น เงินจากการบริจาคของภาคเอกชนและกองทุนสิ่งแวดล้อมยังมีข้อจำกัดคือ ป่าชุมชนที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเหล่านี้ได้มีจำนวนน้อยและมักเป็นป่าชุมชนที่มีความพร้อมและมีชื่อเสียง นอกจากนี้ การสนับสนุนยังไม่มีความต่อเนื่องและไม่มีแนวทางการส่งเสริมการดำเนินงานที่เป็นระบบและโปร่งใส
เพื่อส่งเสริมป่าชุมชนในวงกว้าง คณะกรรมนโยบายป่าชุมชนจึงควรพิจารณากลไกเชิงสถาบันด้านการเงิน ที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการระดมทุนที่ยั่งยืนและสามารถวางแผนงานได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงควรเป็นกลไกที่โปร่งใสและตรวจสอบการใช้งบประมาณได้ โดยมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจและติดตามผลการทำงานได้
ประเด็นข้อเสนอที่ 6 การปรับปรุงมาตรการสนับสนุนการเงินสำหรับป่าชุมชนระยะสั้น
1. ปรับให้คณะกรรมการป่าชุมชนเป็นผู้รับเงินสนับสนุนได้โดยตรง โดยไม่ผ่านภาครัฐสำหรับโครงการ ที่เกิดขึ้นทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ เช่น โครงการป่าชุมชนเพื่อลดโลกร้อน หรือเงินบริจาคของภาคเอกชนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยควรจัดตั้งคณะทำงานที่พัฒนาเกณฑ์ของป่าชุมชนที่มีความพร้อมที่จะรับเงินสนับสนุนโดยตรงได้ พร้อมกับแนวทางการพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงระบบบริหารการเงินและการติดตามประเมินผลให้กับป่าชุมชนต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้บริจาคและชุมชน และควรมีกระบวนการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในการร่วมพัฒนาศักยภาพให้กับชุมชนในการบริหารการเงิน
2. เสนอให้มีการแก้ไขระเบียบการสนับสนุนการเงินจากภาคเอกชนที่ต้องการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจาก BOI โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนค่าครุภัณฑ์ แต่เปิดกว้างให้กับกิจกรรมการพัฒนาป่าชุมชนและการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการป่าชุมชน ซึ่งสามารถวัดและติดตามผลได้อย่างมีหลักฐานในการรายงานการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นข้อเสนอที่ 7 สร้างมาตรการบอกกล่าวล่วงหน้าและการตัดสินใจอย่างอิสระ หรือ FPIC และการป้องกันผลกระทบและกลไกร้องเรียนสำหรับโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานในการให้คำแนะนำและร่วมกลั่นกรองโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชนร่วมกับภาครัฐ
ตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องการส่งเสริมการจัดทำโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน ซึ่งต้องการเพิ่มจำนวนพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบันอีกมากและต้องการดึงให้ภาคเอกชนมาจัดทำโครงการร่วมกับชาวบ้านโดยตรง สิ่งที่เป็นข้อห่วงใยคือ โครงการคาร์บอนเครดิตที่พัฒนาในปัจจุบันหลายโครงการนั้นยังคงไม่มีกระบวนการ FPIC และมีมาตรการป้องกันผลกระทบตามหลักสากล ทำให้โครงการคาร์บอนเครดิตเหล่านี้ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการให้ข้อมูลในเชิงหลอกลวง รวมถึงกิจกรรมที่สนับสนุนนั้นไม่ได้ตรงกับ ความต้องการของชุมชนหรือส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยทำให้เกิดการกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การดำเนินการด้านคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ยังคงได้รับเสียงสะท้อนว่าเป็นการเปิดช่องให้ทำการฟอกเขียวและละเมิดสิทธิชุมชนดั้งเดิม โดยการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่มีกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนจึงควรพิจารณาแต่งตั้งให้มีคณะทำงานในการให้คำแนะนำและร่วมกลั่นกรองโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชนร่วมกับภาครัฐ รวมถึงการสร้างให้มีมาตรการ FPIC และการปกป้องผลกระทบ เพื่อให้เกิดการยอมรับและทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งของคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง รวมถึงปกป้องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า
ประเด็นข้อเสนอที่ 8 การติดตามประเมินผลโดยชุมชนมีส่วนร่วมและเป็นธรรม
ตามมาตรา 26 ตาม พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 โดยระบุให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบติดตามและประเมินผลการจัดการป่าชุมชนในจังหวัด รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอ ต่อกรรมการนโยบายอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยได้มีการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนว่าด้วย การตรวจสอบติดตามและประเมินผลการจัดการป่าชุมชน พ.ศ. 2566 โดยระบุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้หรือเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนที่สังกัดกรมป่าไม้ตรวจสอบติดตามและประเมินผลการจัดการป่าชุมชนในท้องที่จังหวัดที่รับผิดชอบ และรวบรวมผลการตรวจสอบติดตามและประเมินผลการจัดการป่าชุมชนตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนที่มาจากสมาชิกป่าชุมชนต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบติดตามและประเมินผลการดำเนินการเกี่ยวกับป่าชุมชน โดยมีการกำหนดผลการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนดออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มป่าชุมชนที่ควรปรับปรุง กลุ่มที่ 2 กลุ่มป่าชุมชนปานกลาง และกลุ่มที่ 3 กลุ่มป่าชุมชนดีมาก โดยเสนอคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดภายในสิ้นเดือนสิงหาคมของทุกปี เพื่อให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดพิจารณาและให้คำแนะนำในการปรับปรุงหรือยกระดับการจัดการป่าชุมชนแก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และนำส่งรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนต่อไป
จากการสะท้อนของชุมชนหลายแห่งพบว่าในกระบวนการติดตามประเมินผลที่ผ่านมา คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แม้ว่าในระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนจะระบุไว้ เพียงแต่ได้รับแจ้งผลการประเมินเท่านั้น และมีข้อสังเกตว่าคะแนนการประเมินไม่ได้สะท้อนตามความเป็นจริง ส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่มีความต้องการขยายพื้นที่ป่าชุมชนที่ชุมชนดูแลจัดการเดิมอยู่แล้วแต่การขึ้นทะเบียนมิได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ทั้งที่โดยพฤตินัยชุมชนได้ดูแลจัดการมายาวนานและต่อเนื่อง และมีเงื่อนไขว่าการขยายพื้นที่ป่าชุมชนต้องเป็นป่าชุมชนที่อยู่ในเกณฑ์ป่าชุมชนดีมาก แต่จากกระบวนการประเมินผลที่ยังขาดการมีส่วนร่วม บางป่าชุมชนจึงตกไปอยู่ในกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มป่าชุมชนดีมาก ทั้งที่ชุมชนแจ้งว่าดูแลจัดการป่าชุมชนอย่างเต็มที่และป่าชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ชุมชนไม่สามารถขอขยายพื้นที่ป่าชุมชนได้ และพื้นที่ป่าชุมชนหลายแห่งที่จะขอขยายนั้นมีความเสี่ยงต่อการบุกรุก ทำลาย หรือเสี่ยงต่อการขออนุญาตนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ โดยเอกชน
ดังนั้น จึงขอเสนอให้มีกระบวนการในการตรวจสอบติดตามและประเมินผลจัดการป่าชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและสมาชิกป่าชุมชน พร้อมกับจัดทำคู่มือและเครื่องมือในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนให้มีมาตรฐานเดียวกัน
ประเด็นข้อเสนอที่ 9 ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นพี่เลี้ยงหนุนเสริม เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาป่าชุมชน มากกว่าการ ทำหน้าที่กำกับ
ส่วนหนึ่งของเจตนารมณ์และที่มาของกฎหมายป่าชุมชน คือการส่งเสริมสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น กฎหมายนี้จึงควรมุ่งเน้นการทำหน้าที่ส่งเสริม โดยภาครัฐมีบทบาท เป็นผู้ให้การสนับสนุนและแสวงหาความร่วมมือจากภาคีภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคประชาสังคม วิชาการ และเอกชน แต่ในปัจจุบัน ภาครัฐมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายตามตัวอักษรและทำหน้าที่กำกับควบคุมมากจนเกินไป จนอาจทำให้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และที่มาของกฎหมายฉบับนี้
รายชื่อองค์กรที่ยื่นข้อเสนอ
1. ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC) ประเทศไทย
2. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
3. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) ภาคเหนือ
4. มูลนิธิฮักเมืองน่าน
5. มูลนิธิรักษ์ไทย
6. มูลนิธิป่า-ทะเล เพื่อชีวิต
7. สมาคมป่าชุมชนอีสาน
8. เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดอุดรธานี
9. เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดสระบุรี
10. เครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
11. เครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง จังหวัดราชบุรี
12. องค์การสถาบันพัฒนาชนบท (Landesa)
13. เครือข่าย 30×30 Thailand Coalition




