ยุคแอนโทโปซีนและการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 เมื่อมนุษย์กำลังเปลี่ยนโลกเร็วกว่าธรรมชาติจะฟื้นตัว

ยุคแอนโทโปซีนและการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 เมื่อมนุษย์กำลังเปลี่ยนโลกเร็วกว่าธรรมชาติจะฟื้นตัว

ยุคแอนโทโปซีนและการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 เมื่อมนุษย์กำลังเปลี่ยนโลกเร็วกว่าธรรมชาติจะฟื้นตัว

เมื่อกล่าวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เรามักได้ยินคำสองคำที่ฟังดูเหมือนศัพท์วิชาการไกลตัว อย่าง ‘ยุคแอนโทโปซีน’ และ ‘การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6’ อยู่บ่อยครั้ง

แต่ในความจริงทั้งสองเรื่องไม่ได้ห่างจากตัวเรามากนัก ซ้ำยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรากิน ไปจนถึงความมั่นคงของโลกที่เตรียมส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป 

คำว่า ‘Anthropocene’ มาจากรากศัพท์ที่แปลตรงตัวได้ว่า ‘ยุคของมนุษย์’ หรือก็คือ โลกที่กิจกรรมของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อระบบธรรมชาติจนเปลี่ยนสมดุลเดิมของโลก 

ไม่ว่าการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม การสร้างเขื่อน การขยายเมือง การใช้พลาสติก การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการนำสิ่งมีชีวิตจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งจนรบกวนระบบนิเวศเดิม 

หรือกล่าวสั้นๆ ว่า ยุคแอนโทโปซีนคือช่วงเวลาที่มนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบไปอย่างรวดเร็ว 

แม้ปัจจุบันอาจยังมีการถกเถียงกันในวงวิชาการว่า ควรประกาศให้เป็นยุคนี้เป็นยุคธรณีวิทยาใหม่อย่างเป็นทางการได้แล้วหรือยัง 

แต่แทบไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลกหลายพันล้านปี

และเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่ธรรมชาติจะปรับตัวได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการหายไปของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงไปยังอีกคำอย่าง ‘การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6’

การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 หมายถึงแนวคิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกกำลังเข้าสู่ช่วงสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เป็นครั้งที่หกของประวัติศาสตร์โลก ตามที่ก่อนหน้านี้โลกเคยเผชิญการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่มาแล้ว 5 ครั้ง เช่น เหตุการณ์ที่ทำให้ไดโนเสาร์หายไปเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน 

แต่สิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในครั้งนี้ คือ สาเหตุหลักไม่ได้มาจากธรรมชาติ หากมาจากกิจกรรมที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากชี้ว่าปัจจุบันอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตสูงกว่าปกติหลายสิบถึงหลายร้อยเท่า แม้ยังถกเถียงว่าควรเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อย่างเต็มรูปแบบหรือเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นเท่านั้น 

แต่ต่างเห็นตรงกันว่า โลกกำลังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรวดเร็ว และบางเรื่องเร็วเกินกว่าธรรมชาติจะฟื้นตัวเองให้สมดุลได้อีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างยุคแอนโทโปซีนกับการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 จึงเหมือนความสัมพันธ์ระหว่าง ‘สาเหตุ’ กับ ‘ผลลัพธ์’

ยุคแอนโทโปซีน คือ ช่วงเวลาที่มนุษย์มีอิทธิพลต่อโลกอย่างมหาศาล ส่วนการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 คือหนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลนั้น 

เมื่อคนขยายเมืองเข้าไปในป่า สัตว์สูญเสียถิ่นอาศัย เมื่อทะเลถูกปนเปื้อน ปะการังและสิ่งมีชีวิตทะเลตายลง เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวไม่ทันก็ลดจำนวนลงหรือหายไป 

และเมื่อสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งหายไป ย่อมหมายถึงการดึงเอาความสมดุลของสิ่งมีชีวิตอื่นที่เกี่ยวข้องให้ล้มตามไปด้วย และยังส่งกระทบต่อมนุษย์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม 

ตัวอย่างเช่น หากแมลงผสมเกสรอย่างผึ้งหรือผีเสื้อลดจำนวนลง พืชอาหารจำนวนมากจะให้ผลผลิตลดลง หากป่าถูกทำลายจนสัตว์และพืชหายไป ความสามารถของป่าในการกักเก็บน้ำ ดูดซับคาร์บอน และป้องกันน้ำท่วมก็ลดลง 

หรือหากแนวปะการังตาย ชายฝั่งจะสูญเสียเกราะป้องกันคลื่นพายุ และแหล่งอาหารทะเลจำนวนมหาศาลจะหายไป 

เช่นเดียวกับยาหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคในปัจจุบันก็มีต้นกำเนิดจากสารในพืชหรือสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ หากสิ่งเหล่านี้สูญพันธุ์ โอกาสในการค้นพบยารักษาโรคใหม่ก็หายไปเช่นกัน 

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การสูญพันธุ์ยังหมายถึงการสูญเสียนิเวศบริการจากธรรมชาติ ที่มนุษย์เคยได้รับฟรีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นอากาศสะอาด น้ำสะอาด ดินที่อุดมสมบูรณ์ การควบคุมโรคตามธรรมชาติ หรือความมั่นคงทางอาหาร 

หากเรายังใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด ทำลายป่า ใช้พลังงานแบบเดิม และมองธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่นำมาใช้ได้ไม่รู้จบ การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 อาจรุนแรงจนถึง ‘จุดพลิกผัน’ (Tipping Point) หรือช่วงเวลาสำคัญที่ดกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก

แต่ถ้ามนุษย์ปรับวิธีคิดและวิถีชีวิต หันมาให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่างพอดี และฟื้นฟูระบบนิเวศ เราก็ยังมีโอกาสชะลอวิกฤตนี้ได้ 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การปกป้องพืชและสัตว์ไม่ได้เป็นการช่วยโลกเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการช่วยรักษาอนาคตของมนุษย์เอง 

โลกยังอยู่ต่อได้แม้ไม่มีเรา แต่เราอยู่ต่อไม่ได้หากไม่มีโลกที่สมบูรณ์พอให้ชีวิตดำรงอยู่ได้

ศุกร์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม วันพืชพรรณสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์โลก

อ้างอิง

The sixth mass extinction: Anthropocene and the human impact on biodiversity https://www.researchgate.net/publication/263157669_The_sixth_mass_extinction_Anthropocene_and_the_human_impact_on_biodiversity 

Anthropocene: the vital challenges of a scientific debate https://www.unesco.org/en/articles/anthropocene-vital-challenges-scientific-debate-0 

What is the sixth mass extinction and what can we do about it? https://www.worldwildlife.org/resources/explainers/what-is-the-sixth-mass-extinction-and-what-can-we-do-about-it/ 

Biodiversity – our strongest natural defense against climate change https://www.un.org/en/climatechange/science/climate-issues/biodiversity 
mass extinction event https://www.britannica.com/science/mass-extinction-event