“วิกฤตการณ์โครงการ โรงกลั่นน้ำมัน จังหวัดเพชรบุรี
ที่กำลังขยับเข้ามาใกล้พื้นที่บ้านปากทะเล อำเภอบ้านแหลม สร้างความกังวลใจอย่างยิ่งต่อชุมชนและนักอนุรักษ์
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดดูนกชายเลนที่ดีที่สุด 1 ใน 5 ของโลก
การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมสีม่วง ไม่เพียงแต่จะทำลายเส้นทางบินของนกอพยพที่สำคัญระดับสากล
แต่ยังหมายถึงการล่มสลายของระบบนิเวศและวิถีชีวิตชาวนาเกลือสมุทรที่สืบทอดกันมานับร้อยปีอย่างประเมินค่าไม่ได้”
บ้านปากทะเล อำเภอบ้านแหลม คือสถานที่ดูนกชายเลนที่ดีที่สุด 1 ใน 5 ของโลก

สถานที่แห่งนี้มีระบบนิเวศชายฝั่งที่เป็นแหล่งอาศัยของนกชายเลนหายากหลายชนิด และแต่ละชนิดเหลือเพียงหลักร้อยตัวในโลกเท่านั้น ถึงแม้จะเป็นนกหายาก แต่หากเทียบกับการเดินทางมาเพื่อตามหามันแล้วนั้น ที่นี่เป็นสถานที่ที่เดินทางมาง่ายที่สุดในโลก หากเทียบกับ เนเธอร์แลนด์ จีน-เกาหลี หรืออเมริกา-แคนาดา
และที่สำคัญ บ้านปากทะเล – แหลมผักเบี้ย ได้รับการประกาศว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางบินนกอพยพ
ลำดับที่ 121″ (East Asian-Australasian Flyway) เราคือ 1 ใน 22 ประเทศที่นกอพยพหายากเลือกที่จะบินผ่าน
แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ของเรานั้นมีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมต่อการเป็นแหล่งพักอาศัยชั่วคราวของพวกมัน
โดยเฉพาะ “นกชายเลนปากช้อน” พระเอกของพื้นที่ ที่ออกมาโชว์ตัวตามนัด ราว 3-10 ตัว ในทุกๆ ปี
ซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ทำให้ที่นี่มักจะมีคนแห่กันมาเพื่อทำความรู้จักและพบเจอกับพวกมันอย่างไม่ขาดสาย

“ผมเคยเดินทางติดตามนกชายเลนชนิดหนึ่ง
ซึ่งมันอยู่ในประเทศเมียนมา ครั้งนั้นเป็นการเดินทางดูนกชายเลนที่ยากลำบากมาก
ต้องมีความอดทนและใช้ทุนทรัพย์ค่อนข้างสูง นั่งเครื่องบิน นั่งรถ ต่อด้วยเกวียน
และเดินเท้าเข้าไปยังพื้นที่ใช้เวลาอย่างน้อยก็ 2-3 วัน
แต่ที่ปากทะเล คุณสามารถจอดรถข้างนาเกลือ หยิบกล้องส่องนกขึ้นมา
คุณก็จะพบนกหายากระดับโลก ไม่มีที่ไหนง่ายกว่านี้แล้ว”
วิถีชีวิตที่ดำเนินไปตามปฏิทินธรรมชาติ

ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ชาวนาเกลือรู้จักการ “ไล่น้ำ” อย่างใจเย็น จาก “นาตาก” ที่รับน้ำทะเลเข้ามาพักไว้ สู่ “นาวาง” จนถึงปลายทางที่ “นาปลง” พื้นที่สุดท้ายก่อนที่มันจะตกผลึกเป็นเกลือที่สวยงามและขาวบริสุทธิ์
เมื่อวิถีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติกำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น “พื้นที่สีม่วง” หรือเขตอุตสาหกรรม ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นมันจะไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินบาท แต่มันคือการล่มสลายของวิถีชีวิตและระบบนิเวศ
เพราะ “ชาวนาเกลือ” คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และสร้างชีวิตให้กับพวกเขามาแล้วรุ่นต่อรุ่น ชาวบ้านในพื้นที่สามารถประกอบอาชีพรับจ้างหาบเกลือ ซึ่งบางรายมีรายได้สูงถึง 1,000 บาทต่อวัน เป็นอาชีพที่ทำได้ทั้งเด็กวัยเรียน ไปจนถึงคนสูงวัย เพราะเป็นงานที่รับจ้างเท่าที่แรงตัวเองจะทำไหว
แต่กลับกัน ทุกวันนี้นาเกลือสมุทร เหลือเพียงไม่กี่จุดในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ถ้าจะบอกว่า นาเกลือแห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตก็ไม่เกินจริง เพราะมันคือรอยต่อระหว่างวิถีชีวิตของคนกับนก มันคือรอยต่อระหว่างแผ่นดินกับผืนน้ำ เราพร้อมจะแลกพื้นที่แห่งนี้ไปกับเขม่าควันของอุตสาหกรรมจริงหรือ?

“หากนาเกลือสมุทรหายไป พวกเขาจะทำมาหากินอะไร จะไปอยู่ที่ไหน
คนที่ทำงานกลางแดดจ้าและไอเค็มมาทั้งชีวิต ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นพนักงานในห้องแอร์ได้ในชั่วข้ามคืน สุดท้ายพวกเขาจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านตัวเอง
และกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือในที่ดินที่บรรพบุรุษเคยสร้างมา”
การมาถึงของ “โรงกลั่นน้ำมันขนาดมหึมา” และ “โรงไฟฟ้าขนาด 90 ล้านวัตต์”

เดิมทีที่แห่งนี้มีโรงกลั่นน้ำมันอยู่แล้ว กำลังการกลั่นอยู่ที่ราว 5.5 ล้านลิตรต่อวัน แต่นั่นไม่ใช่ตัวเลขที่เพียงพอต่อพวกเขาอีกต่อไป โดย บริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด ต้องการสร้างโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มเติม โดยจะมีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านลิตรต่อวัน (จากราว 35,000 บาร์เรล เป็น 210,000 บาร์เรลต่อวัน) และโครงการนี้มีมูลค่าที่สูงถึง 100,000 ล้านบาท เท่ากับว่ามันจะใหญ่กว่าเดิมถึง 600 เปอร์เซ็น หรือประมาณ 6 เท่า
โครงการนี้จำเป็นต้องใช้น้ำจืดมากถึง 2.4 ล้านลิตรต่อวัน ถึงแม้ทางโครงการจะแจ้งว่าจะทำการบำบัดจนน้ำสะอาด
ก่อนทิ้งน้ำจืดเหล่านั้นลงสู่ทะเล ซึ่งการปล่อยน้ำจืดจำนวนมหาศาลลงสู่ทะเลนั่นคือหายนะ มันไม่ได้มีแค่เรื่อง “ความสะอาด” แต่มันคือการเปลี่ยนความเค็มอย่างฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเล หรือสัตว์หน้าดินที่เป็นอาหารของนก อีกทั้งยังมีเรื่องของมลพิษและการปนเปื้อนไม่ว่าจะเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คราบน้ำมันและการปนเปื้อนสารเคมีในดินเลน ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนและระบบนิเวศในพื้นที่
ถึงแม้ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมาจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วนั้น แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใส เนื่องจากชุมชนหรือแม้กระทั่งองค์กรอนุรักษ์ในพื้นที่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าเพียง 2 วันเท่านั้น อีกทั้งสถานที่จัดงานก็อยู่ในตัวเมือง ซึ่งห่างไกลจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจริง และยังมีคำถามถึงความเหมาะสมของโครงการฯ ในเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้รับการรับรองระดับนานาชาติว่าเป็นส่วนหนึ่งของ East Asian – Australasian Flyway (EAAF)
ผลกระทบจากโครงการ โรงกลั่นน้ำมัน จังหวัดเพชรบุรี
โครงการขยายโรงกลั่นน้ำมันและการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นี้ จะสร้างผลกระทบโดยตรงให้กับ 9 ตำบล
ในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยที่ยังไม่ได้ประเมินถึงผลกระทบด้านระบบนิเวศในพื้นที่โดยรอบอื่นๆ
เนื่องจากมลพิษและสารเคมีนั้นสามารถ “แพร่กระจายไปได้ทั้งในอากาศและทะเล ที่ไร้ซึ่งกำแพงกั้น”

“เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน แดดร้อน ลมอุ่นพัดโชย
ผืนดินสีน้ำตาลที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ก็ถูกเวทมนตร์ของชาวนาเกลือ
เนรมิตให้มันกลายเป็นกระจก แต่จากที่มันเคยส่องสะท้อนท้องฟ้าสีคราม
มันอาจจำใจสะท้อนความจริงอันแสนโหดร้าย โรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้า”
การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดการส่งต่อเสียงคัดค้านในชุมชนสู่การประกาศจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ ผ่านขบวนรณรงค์ที่ทอดยาวจาก ต.บางตะบูน มุ่งหน้าสู่ หาดเจ้าสำราญ เป็นระยะทางถึง 40 กิโลเมตร เพื่อแสดงให้เห็นถึง “กลุ่มนักรบชายฝั่ง” ที่เข้มแข็ง
ตลอดเส้นทางประกอบด้วยกลุ่มชาวนาเกลือ ชาวประมงพื้นบ้าน กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มรักษ์หนองมะค่า จ.เพชรบุรี
ที่ออกมาร่วมกันส่งเสียงปกป้องระบบนิเวศและบ้านที่อุดมสมบูรณ์ของพวกเรา การเคลื่อนไหวครั้งนี้สื่อให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของบทเรียนที่ว่า “เมื่อการพัฒนาที่ละเลยวิถีรากเหง้า จะถูกโต้กลับด้วยพลังแห่งความสามัคคีของเจ้าของพื้นที่อย่างถึงที่สุด”

“ป้าแก่แล้ว เดินด้วยไม่ไหว แต่ขอขี่รถเครื่องไปส่งให้ถึงอีกหมู่บ้านหนึ่งนะ
ฝากด้วยนะลูก ถ้ามันเกิดขึ้นได้ พวกป้าก็อยู่กันไม่ได้แล้ว“
ออกมาต่อสู้ ปกป้องบ้านของคนและนก

นักดูนกไม่ใช่แค่คนมาเดินส่องนกเล่นๆ แต่คือคนที่ใกล้ชิดธรรมชาติที่เข้าใจและมองเห็นบริบทอันลึกซึ้ง เสียงสะท้อนของเหล่านักดูนกในพื้นที่ ที่ย้ำเตือนเราว่า การลดลงหรือหายไปของนกหายาก คือสัญญาณเตือนภัยถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เองก็เลี่ยงไม่ได้
หากระบบนิเวศนาเกลือสมุทรล่มสลาย ไม่ใช่แค่นกที่จะไม่มีที่ไป แต่คนทำนาเกลือก็จะตกงาน วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนจะพังทลายลงอย่างถาวร
การปกป้องบ้านของเราในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การรักษาชีวิตนกตัวเล็กๆ เท่านั้น แต่มันคือการรักษามรดกทางธรรมชาติที่ไม่มีวันสร้างใหม่ได้ เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “บ้าน” ที่ปลอดภัยสำหรับทั้งนกอพยพและผู้คนตลอดไป

“นกก็ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้ของเรา
ถึงแม้ผมจะเป็นนักดูนก แต่ก็กล้าพูดได้เลยว่า การต่อสู้ครั้งนี้เราต่อสู้เพื่อคน เพื่อชุมชนของเรา
เพราะสุดท้ายแล้วถ้าคนอยู่ไม่ได้ นกพวกนี้ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”
ที่ผ่านมาสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (BCST) ได้ร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์ระดับสากล และผู้บริจาครายย่อย เพื่อระดมทุนซื้อที่ดินนาเกลือสมุทรจำนวน 49 ไร่ ในพื้นที่บ้านปากทะเลเมื่อ พ.ศ.2562 เพื่อเป็นหลักประกันว่า “นกชายเลนปากช้อน” และนกอพยพหายากชนิดอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ระดับโลก จะได้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกมันอย่างถาวร ที่ผ่านมานั้นมีรายงานจำนวนประชากรนกอพยพไปในทางที่ดีขึ้น
“เพราะตอนนี้บ้านของเราและนกอพยพ ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป”
ร่วมลงชื่อคัดค้านโครงการและแสดงพลังของคุณได้ที่นี่ : https://forms.gle/eJxqeXw94Hvbmh9F6











เมื่อมีคราบน้ำมันปนเปื้อนลงสู่ทะเล จะมีการใช้สารเคมีชนิดหนึ่ง เพื่อทำให้คราบน้ำมันนั้นจับตัวเป็นก้อน
ให้มันตกลงสู่ก้นทะเล และใช้เวลาย่อยสลายถึง 20 ปี











นกหัวโตทรายเล็ก – Tibetan Sand Plover



























ผู้เขียน
ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากป่า ให้ตรงกับนามสกุล



