เปลี่ยนไฟป่าให้เป็นแผนป้องกัน แผนจัดการเชื้อเพลิงในผืนป่าตะวันตก เพื่อปกป้องมรดกโลกและลมหายใจของเรา

เปลี่ยนไฟป่าให้เป็นแผนป้องกัน แผนจัดการเชื้อเพลิงในผืนป่าตะวันตก เพื่อปกป้องมรดกโลกและลมหายใจของเรา

ในทุกฤดูแล้ง เรามักตั้งคำถามซ้ำๆ ว่าไฟป่ามาจากไหน ใครเป็นคนจุด และจะหยุดมันได้อย่างไร 

แต่ในความจริงอีกด้าน ไฟป่าไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นเรื่องของการจัดการที่ต้องดำเนินกิจกรรมป้องกันไว้ตั้งแต่ต้นทาง 

ดังที่เราได้เห็นปฏิบัติการเชิงรุกของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในด้านต่างๆ อาทิ การจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังและตรวจสอบไฟป่าอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ การทำงานรณรงค์ สื่อความหมาย งานบูรณาการกำลังพลร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ทหาร และอาสาสมัคร เพื่อจัดชุดลาดตระเวนและตั้งจุดสกัดไฟในพื้นที่เสี่ยงสูง ไปจนถึงกิจกรรม ‘เคาะประตูบ้าน’ เพื่อสร้างความเข้าใจกับมวลชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นงานเชิงรุกที่ทำได้ก่อน เป็นการป้องกันได้ก่อนเหตุจะเกิด

นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมา อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ และต้องดำเนินไปด้วยกันคือ การจัดการเชื้อเพลิง หนึ่งตัวแปรสำคัญของการป้องกัน และยับยั้งไม่ให้ไฟป่าลุกลาม

‘เชื้อเพลิง’ ในที่นี้ไม่ใช่น้ำมันหรือแก๊ส หากคือเศษกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง วัสดุเหลือใช้จากการเกษตร และชีวมวลต่างๆ ที่ทับถมกันในป่า 

ซึ่งไม่ว่าต้นตอของไฟจะมาจากไหน (ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสาเหตุชี้ชัดว่ามาจากฝีมือมนุษย์) เชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นสารตั้งต้นชั้นดีที่พร้อมลุกโชน เผาไหม้ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างมลพิษให้กับคุณภาพอากาศ ตลอดจนความมั่นคงของระบบนิเวศไปพร้อมกัน

สำหรับพื้นที่มรดกโลก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลจากคุณค่าด้านความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ 

หากมีไฟป่าที่เกิดขึ้น ผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และอาจกระทบถึง ‘คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล’ (Outstanding Universal Value – OUV)

ในอดีต เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเคยได้รับการเตือนจากคณะกรรมการมรดกโลกในเรื่องการเกิดไฟป่า (พ.ศ. 2535) หนึ่งครั้ง และไม่ใช่เพราะบริหารจัดการไม่ดี แต่เตือนเพื่อขอทราบถึงแนวทางบริหารจัดการ และหลังจากนั้นประเด็นนี้ไม่ถูกกล่าวถึงอีกเลย แม้ว่าบางส่วนของพื้นที่มีชุมชนตั้งถิ่นฐาน และมีวิถีหาอยู่หากินด้วยการทำไร่ และมีการเผาไร่ซาก เพื่อเตรียมพื้นที่ทำไร่ข้าวในฤดูกาลถัดไปก็ตาม ซึ่งสะท้อนถึงแผนการจัดการที่มีความชัดเจน มีศักยภาพ และความร่วมมือของภาคประชาชน

อย่างไรก็ดี ในวันที่สภาพภูมิอากาศโลกไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป การจัดการเชิงรุกจึงมีความสำคัญ และเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น 

ในปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ริเริ่มโครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก ขึ้นเพื่อเป็นอีกเกราะป้องกันไฟป่าในพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง และในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง 

หัวใจสำคัญของโครงการ หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คือการแก้ปัญหาไฟป่าที่ต้นเหตุ ไม่ใช่รอให้ไฟลุกแล้วค่อยไปดับ แต่จัดการกับ ‘เชื้อเพลิง’ ก่อนจะกลายเป็นไฟ

ไอเดียโครงการเล็งเห็นว่า ปัญหาไฟป่าไม่ได้เกิดจากไฟ แต่เกิดจากการสะสมของเศษกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของชุมชนรอบป่า เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ไฟเพียงเล็กน้อยก็อาจลุกลามจนควบคุมไม่ได้ และก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพคนทั้งภูมิภาค

ดังนั้น แก่นของโครงการจึงมี 3 เรื่องหลักที่เชื่อมโยงกัน

เรื่องแรก คือ การจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้เกิดการสะสม แต่ลดปริมาณลงอย่างมีแผน อาจใช้วิธีธรรมชาติ การเผาแบบควบคุมในช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือการเคลียร์พื้นที่เสี่ยง โดยอิงข้อมูลจริง เช่น จุดความร้อน (Hotspot) และคุณภาพอากาศ เพื่อวางแผนอย่างแม่นยำ

เรื่องที่สอง คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ให้ชุมชนเป็นหุ้นส่วนในการแก้ปัญหา มีการตั้งคณะกรรมการชุมชน ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎหมาย การป้องกันไฟป่า และการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม เพราะชุมชนคือคนที่อยู่กับป่าทุกวัน หากเขาเข้าใจและมีบทบาท การป้องกันไฟป่าจะยั่งยืนกว่าการสั่งการจากส่วนกลาง

เรื่องที่สาม คือ เปลี่ยนเชื้อเพลิงให้มีมูลค่า แทนที่จะปล่อยเศษวัสดุสะสมจนกลายเป็นความเสี่ยง โครงการสนับสนุนให้นำไปแปรรูป เช่น ทำเชื้อเพลิงชีวมวลหรือถ่านไร้ควัน กลายเป็นรายได้เสริมของชุมชน แนวคิดนี้ช่วยลดไฟ ลดควัน และสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมกัน แทนที่จะใช้การชิงเผา ด้วยแนวคิดจัดการเชื้อเพลิงสะสมในพื้นที่ป่าแบบเก่าก่อน 

พูดให้สั้นที่สุด หัวใจของโครงการคือ การป้องกันไฟป่าด้วยการจัดการเชื้อเพลิงเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลวิชาการเป็นฐาน และใช้ชุมชนเป็นกำลังหลัก เพื่อรักษาผืนป่าตะวันตกให้ปลอดภัย ให้พื้นที่มรดโลกยังคงคุณค่าเชิงสากล และลด PM2.5

ถ้าจะสรุปเป็นประโยคเดียว โครงการนี้คือความพยายามเปลี่ยน “วัสดุที่เสี่ยงจะกลายเป็นไฟ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่จัดการได้” ก่อนที่มันจะเผาผลาญทั้งป่าและคุณภาพชีวิตของผู้คน

โดยเป้าหมายสุดท้ายของโครงการ คือการลดความเสี่ยงและความรุนแรงของไฟป่าอย่างเป็นรูปธรรม ลดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 และสร้างต้นแบบการบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นได้

ด้วยงบประมาณ 100,000 บาท โครงการนี้อาจไม่ใหญ่โตในเชิงตัวเลข แต่สิ่งที่เดิมพันอยู่คือความยั่งยืนของผืนป่ามรดกโลก และลมหายใจของผู้คนที่อยู่ทั้งในและนอกผืนป่า

เพราะไฟป่าไม่เคยเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และการจัดการเชื้อเพลิงก็ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค 

หากเป็นเรื่องของความร่วมมือ ความเข้าใจ และการออกแบบอนาคตที่ไม่ปล่อยให้ควันไฟกลายเป็นภาพชินตาในทุกฤดูแล้งอีกต่อไป

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม