ผมทำงานมากว่าสามสิบปี ตั้งแต่เริ่มโบยบินที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น จังหวัดตาก เมื่อ พ.ศ. 2528 ไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ที่จังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ. 2530 ขยับไปบุกเบิกป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พื้นที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ด้วยการร่วมกับทหารหองทัพภาคที่สาม เคลื่อนย้ายพี่น้องชาวไทยในที่สูงกว่าหกพันคนจากอำเภออุ้มผางกลับไปสู่ที่อาศัยเดิม อำเภอพบพระ จังหวัดตาก จังปรากฏชื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกขึ้นในสังคม
ทำงานตามตะเข็บชายแดน เดินป่ารอนแรมในขุนเขามายาวนาน และมีโอกาสทำงานตั้งแต่ปราบปราม วิชาการ ประชาสัมพันธ์ และการบริหาร จนถึงเวลาที่เข้าส่วนกลาง และมีโอกาสทำงานด้านนโยบายมากขึ้น เป็นอีกช่วงเวลาที่ได้สัมผัสงานระหว่างประเทศ เดินทางไปต่างประเทศบ้าง เดินทางในประเทศกฌมาก
ตลอดเวลาที่ทำงานผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์ทั้งเก่าและใหม่ ทั้งสนามในป่าและในเมือง ได้รู้จักผู้คนมากมายพร้อมกับประสบการณ์อันมีค่า แต่ละที่ที่เดินทาง ผมไม่เคยเลือก ไม่เคยวางแผนชีวิตว่าจะต้องไปเป็นตรงนั้นตำแหน่งตรงนี้ ต้องใหญ่โตหรือเล็กอย่างไร ทำให้ชีวิตไม่ได้อยู่ในวังวนหรือแวดวงของผู้หลักผู้ใหญ่สักเท่าไหร่ แต่กลับอยู่ในแวดวงของคนทำงานและไม่ทำงาน คลุกคลีกับผู้รู้และผู้คิดว่ารู้ จนกระทั่ง พ.ศ. 2555 ผมต้องเดินทางจากเมืองเข้าสู่ป่าอีกครั้งด้วยตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานีและตาก
หลายคนกล่าวว่าเขตรักษาพันธุ์สัตวิป่าห้วยขาแข้ง เป็นเขตฯ อันดับหนึ่งของประเทศไทย มีความสมบูรณ์พร้อมสรรพทั้งคน เครื่องมือ และกลไกการทำงาน ความคิดนี้ไม่ได้ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกเสียทั้งหมด
ผมไปทำงานที่นั่นด้วยความกดดัน เพราะต้องแบกคำว่า มรดกโลก – พื้นที่สมบูรณ์สุดๆ – เขตฯ – อันดับหนึ่ง มีคนเฝ้าจับตามองตลอดเวลาทั้งจากคนในวงการป่าไม้และนอกวงการ จะก้าวไปข้างหน้า อยู่กับที่ หรือถอยหลัง มีไฟป่าเกิดขึ้นที่ห้วยขาแข้งก็มีผู้รู้บอกว่าระวังจะโดนถอดจากการเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ อีกมากมายที่สะท้อนมาจากสังคมและคนรอบข้าง
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งประกาศจัดตั้งเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2515 จวบจน พ.ศ. 2560 ก็ประมาณ 45 ปี แต่ที่จริงแล้วป่าผืนนี้มีการสำรวจจัดตั้งมาก่อนหลายปี สิ่งที่ผมพบจากป่าห้วยขาแข้ง คือ ป่าผืนนี้มีที่ไปที่มามากกว่าที่หลายคนเคยรู้ ทั้งประวัติศาสตร์ วิถีป่าไม้ และสัตว์ป่า กว่าจะเป็นที่รู้จักและชื่นชมจากคนทั้งในประเทศและนอกประเทศ เฉกเช่นทุกวันนี้ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งผ่านร้อนผ่านหนาวมากกว่า 50 ปี” จากความสมบูรณ์ในอดีต ที่คนยุคนี้นึกไม่ออก สู่การย้ำยีและทำร้ายป่าไม้และสัตว์ป่า จนผู้ชายชื่อ “สืบ นาคะเสถียร” ต้องออกมาตะโกนให้โลกรู้ด้วย “ชีวิต” การแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายด้วยสรรพกำลังและพลังทุกด้านมากมาย มุ่งสู่ป่าห้วยขาแข้ง การวางแผนและการกำหนดทิศทางอนาคตถูกวาดภาพไว้พร้อมการพัฒนาสู่มาตรฐานสากล
50 ปี หรือกึ่งศตวรรษของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นคัมภีร์ที่มีชีวิต เพราะยังคงต้องเดินต่อไป ผมคิดไปเองว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายหากบทเรียนที่เกิดขึ้นกับป่าผืนนี้ลบเลือนหายไปกับกาลเวลา จึงหารือกับพี่ๆ น้องๆ หลายคน (โดยเฉพาะผู้ที่มีรายชื่อร่วมกันปลุกปั้นหนังสือเล่มนี้) ถึงความปราถนาที่จะสืบค้นและสกัดบทเรียนต่างๆ ออกมาให้โลกได้รับรู้ ทั้งด้านมืดและสว่างเท่าที่จะเปิดเผยได้ นั่นคือที่มาของหนังสือเล่มนี้
“50 ปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประวัติศาสตร์สู่อนาคต”
หนังสือเล่มนี้เป็นหนี้บุญคุณสรรพชีวิตมากมายจากอดีตถึงปัจจุบัน ต้นไม้ทุกต้น สัตว์ป่าทุกตัว ผู้คนภายในทั้งที่ทำลายและที่ค้ำจุน ผู้คนภายนอกที่ทำร้ายและที่โอบอุ้ม บทเรียนต่างๆ มาพร้อมกันทั้งมืดและสว่าง ผมหวังว่าบทเรียนและเงื่อนไขต่างๆ ที่มากับห้วงเวลาแต่ละยุคแต่ละสมัยจนถึงปัจจุบันที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน เพื่อร่วมกันนำพาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกนี้ไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
สมโภชณ์ มณีรัตน์




