ไข่พญาแร้ง 2 ใบ กับอนาคตการอนุรักษ์พญาแร้ง

ไข่พญาแร้ง 2 ใบ กับอนาคตการอนุรักษ์พญาแร้ง

ความหวังบทใหม่เริ่มต้นขึ้นในปลายปี 2568 เมื่อพ่อแม่พันธุ์พญาแร้ง “ป๊อก–มิ่ง” ในกรงฟื้นฟู วางไข่ใบที่ 4 ซึ่งนับเป็นไข่ใบแรกของฤดูกาลนี้ ในคืนวันที่ 24 ธันวาคม 2568 หากไข่ใบนี้ฟักเป็นตัว ลูกพญาแร้งตัวใหม่จะได้รับรหัสว่า 51/69.1 

ก่อนการวางไข่ แม่มิ่งมีพฤติกรรมนอนรังต่อเนื่องราว 2–3 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ช่วงเวลานั้นทีมงานเฝ้าติดตามภาพจากกล้อง CCTV อย่างใกล้ชิด 

จนกระทั่งเย็นวันคริสต์มาสอีฟ เวลา 18.26 น. วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ภาพที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฏขึ้น แม่มิ่งลุกขึ้นยืนบนรัง พร้อมไข่พญาแร้งใบโตที่เพิ่งวางใหม่ เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายของการรอคอยที่ยาวนาน (คลิปแม่มิ่งวางไข่ https://www.facebook.com/reel/867692785672537)

หลังจากนั้น ทีมงานปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์กกไข่ตามธรรมชาติเป็นเวลากว่า 9 วัน ก่อนจะเริ่ม “ภารกิจลับ ครั้งที่ 2” หรือที่เรียกกันว่า ภารกิจล้วงไข่พญาแร้ง เพื่อย้ายไข่ออกมาฟักในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้พ่อแม่พันธุ์สามารถวางไข่ซ้ำได้อีกครั้ง หากภารกิจสำเร็จ ฤดูกาลนี้อาจได้ลูกพญาแร้งจากป๊อก–มิ่ง ถึง 2 ตัว

ภารกิจล้วงไข่ดำเนินการในวันที่ 3 มกราคม 2569 ภายใต้อุณหภูมิยามเช้าที่เริ่มต้นราว 16 องศาเซลเซียส และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามแสงอาทิตย์ ทีมงานแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ทีม ได้แก่ ทีมมอนิเตอร์ ทีมล้วงไข่ และทีมกดดัน (ในกรณีที่พ่อแม่พันธุ์ไม่ยอมลงจากรัง)

มิ่ง แม่พันธุ์พญาแร้ง มองมาที่ทีมล้วงไข่ ขณะเฝ้ารัง

เมื่อระบบกล้อง CCTV สามารถส่งสัญญาณภาพได้เสถียร ทีมมอนิเตอร์จึงประสานงานกับทีมล้วงไข่อย่างใกล้ชิด กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ไข่ถูกนำออกจากรังอย่างปลอดภัย และได้รับการวัดขนาดพร้อมชั่งน้ำหนักทันที ไข่มีขนาดกว้าง 41.2 มม. ยาว 74.39 มม. น้ำหนัก 165 กรัม ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อเทียบกับไข่ใบแรกของฤดูกาลก่อน (รหัส 51/68.1) ที่มีน้ำหนักเพียง 120 กรัม และไม่พบว่าไข่ไม่มีเชื้อ

การส่องดูการเจริญเติบโตของไข่พญาแร้ง

การเลือกช่วงเวลานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าไข่มีการเจริญเติบโตภายใน และยังคงกระตุ้นฮอร์โมนของแม่พันธุ์ให้สามารถวางไข่ในรอบถัดไปได้ หากช้ากว่านี้ โอกาสในการได้ไข่ใบใหม่อาจลดลงอย่างมาก

ไข่พญาแร้งถูกลำเลียงจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งไปยังสวนสัตว์นครราชสีมาอย่างปลอดภัย และนำเข้าสู่ตู้ฟักไข่ที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงพญาแร้งติดตามตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไข่มีการเจริญเติบโต?

ระหว่างการฟัก ไข่สัตว์ปีกจะมีน้ำหนักลดลงจากการระเหยของน้ำผ่านเปลือกไข่ โดยตลอดระยะเวลาการฟัก น้ำหนักไข่ควรลดลงประมาณ 13% ของน้ำหนักตั้งต้น ความชื้นภายในตู้ฟักที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 50–60% เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปตามเกณฑ์

การสูญเสียความชื้นภายในไข่มีความจำเป็นต่อการสร้างถุงลม ซึ่งช่วยให้ลูกสัตว์ปีกหายใจก่อนฟักออกจากไข่ หากความชื้นสูงเกินไป ลูกสัตว์อาจเกิดภาวะตายโคม ขณะที่ความชื้นต่ำเกินไปอาจทำให้ลูกสัตว์ขาดน้ำ การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างเหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของลูกพญาแร้งในอนาคต

ตอนนี้ไข่มีอายุ 40+ วัน แนวโน้มน้ำหนักลดลงเป็นไปตามเกณฑ์ แต่ด้วยความหนาของเปลือกไข่ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นการพัฒนาภายในได้โดยตรง

ขณะเดียวกัน ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หลังภารกิจล้วงไข่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ป๊อกและมิ่งก็เริ่มมีพฤติกรรมผสมพันธุ์อีกครั้ง สะท้อนว่ายังมีฮอร์โมนพร้อมสำหรับการวางไข่ในรอบใหม่ ทีมงานเฝ้าติดตามพฤติกรรมผ่านกล้อง CCTV อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งช่วงวันที่ 31 มกราคม 2569 แม่มิ่งเริ่มแสดงพฤติกรรมนอนรัง และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.29 น. แม่มิ่งลุกขึ้นยืนบนรัง พร้อมไข่ใบที่สองของฤดูกาลนี้

การวางไข่ใบที่ 2 ของฤดูกาล

สำหรับไข่ใบที่สองนี้ ทีมงานตัดสินใจปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์ฟักไข่เองตามธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของแนวทางการอนุรักษ์ที่เดินควบคู่กันระหว่างเทคโนโลยีและธรรมชาติ และเป็นสัญญาณเล็ก ๆ แต่ทรงพลังของความหวังใหม่ ที่กำลังฟักตัวขึ้นบนผืนป่าไทย

อ่านรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมที่ โครงการฟื้นฟูประชากรพญาแร้งในถิ่นอาศัยของประเทศไทย ต้นแบบในการฟื้นฟูประชากรแร้งในพื้นที่ธรรมชาติ

ติดตามข่าวสารโครงการผ่านแฟนเพจ พญาแร้งคืนถิ่น Thailand Red-headed Vulture Project

ผู้เขียน

+ posts

ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากป่า ให้ตรงกับนามสกุล