เราไม่เคยยืนเดียวดายในป่าทึบ: บทเรียนและศรัทธาจากอดีตหัวหน้าห้วยขาแข้ง

เราไม่เคยยืนเดียวดายในป่าทึบ: บทเรียนและศรัทธาจากอดีตหัวหน้าห้วยขาแข้ง

บันทึกชิ้นนี้ถอดความและเรียบเรียงจากเวที ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง มรดกโลกธรรมชาติวันนี้และในวันข้างหน้า โดย นายสมโภชน์ มณีรัตน์ข้าราชการบํานาญ อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในงานรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง วันที่ 31 สิงหาคม 2563 


ผมไม่ได้จับไมโครโฟนยืนพูดต่อหน้าทุกคนมานานมากแล้วครับ นานเสียจนตั้งแต่ก่อนผมเกษียณอายุราชการด้วยซ้ำไป และถึงตัวผมจะเกษียณและวางมือจากตำแหน่งทางการไปแล้ว แต่หัวใจและเรื่องราวของผืนป่าตะวันตกยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวผมเสมอ 

ทุกวันนี้เวลาเดินไปไหนแล้วเจอคนรุ่นน้องทักทาย มันทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงวันเก่าๆ วันที่เราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ฝ่าฟันอุปสรรคอันหนักหน่วงมาด้วยกันบนผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้ 

ซึ่งถ้าหากเราลองกางแผนที่กลุ่มป่าตะวันตกที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารกว่า 12 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 6 จังหวัด ทั้งตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ประกอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์ถึง 17 แห่งด้วยกัน ที่นี่คือผืนป่าผืนใหญ่ต่อเนื่องกันและมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หัวใจสำคัญของผืนป่าแห่งนี้ประกอบไปด้วยสามผืนป่าใหญ่ที่ร้อยเรียงต่อกันราวกับธรรมชาติขีดเส้นเอาไว้ ประกอบด้วย

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก (เมืองกาญจน์) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (ตาก) และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง (อุทัยธานี) แผ่นดินที่เปรียบเสมือน ‘ที่ลุ่ม’ อันเป็นสวรรค์ของสัตว์ป่า เพราะมีห้วยหนองและน้ำไหลบริสุทธิ์ตลอดทั้งปี

ในอดีต ผืนป่าทั้งสามแห่งผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์มาโชกโชน ทั้งเส้นทางเดินทัพในยุคสงคราม เส้นทางการค้าโบราณของบรรดานายฮ้อยที่ต้อนวัวควายข้ามภูเขา และร่องรอยอารยธรรมดั้งเดิมของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่พึ่งพาอาศัยผืนป่าแห่งนี้มานานนม

แต่เส้นทางของผืนป่าตะวันตกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะกับผืนป่ามรดกโลกที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านช่วงเวลาวิกฤตและเจ็บปวดมา 

ในช่วงปี 2533 ซึ่งเป็นปีที่พี่สืบ นาคะเสถียร ต้องจากไป ยุคนั้นคือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของห้วยขาแข้ง สัตว์ป่าถูกล่าอย่างเหิมเกริม เดินไปตามลำห้วยไหนก็เจอแต่ซากสัตว์เกลื่อนกลาด

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกก็เผชิญโจทย์ยากเรื่องการจัดการชุมชนและการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ใจกลางป่า ส่วนทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก มีปัญหาเรื่องเหมืองแร่และถนนที่ตัดผ่ากลางป่าลึกถึง 80 กิโลเมตร มันเป็นช่วงเวลาที่ปัญหาทะลักเข้ามาพร้อมๆ กัน ราวกับกราฟชีวิตของผืนป่าที่ดิ่งลงเหว

แต่ความมืดมนนั้นก็ทำให้เราได้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลและทุกภาคส่วนตัดสินใจเด็ดขาดในการยุติสัมปทาน แก้ไขปัญหาบุกรุก และปรับระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้มแข็งและจริงจังมากขึ้น

หลังจากที่เราผ่านพ้นช่วงวิกฤตในปี 2538 มาได้เพียงไม่กี่ปี สิ่งมหัศจรรย์ก็เริ่มปรากฏขึ้นให้เห็น

ช่วงปี 2540 เป็นต้นมา สัญญาณแห่งการฟื้นตัวเริ่มส่งเสียงกระซิบ ช้างป่าจากทุ่งใหญ่ตะวันออกเริ่มกระจายตัวไปรอบพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย เดินลัดเลาะขึ้นไปหากินหน่อไม้อ่อนในหน้าฝน แล้วเดินกลับลงมาหาความอุดมสมบูรณ์ที่ห้วยขาแข้ง ฝูงกระทิงและสัตว์ป่านานาชนิดเริ่มกลับมาเดินอวดโฉมในพื้นที่ที่เราไม่เคยพบเห็นพวกมันมาก่อน

ที่น่าประทับใจที่สุดคือเรื่องของ ‘วัวแดง’ จากเดิมที่พวกมันชุกชุมอยู่แต่ในที่ราบต่ำอย่างห้วยขาแข้งและแทบจะไม่เคยขึ้นเขา ภายหลังจากการมีงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพและการบันทึกภาพด้วยกล้องดักถ่าย ทำให้เราได้เห็นการขยายพันธุ์และการเดินทางของวัวแดงจากห้วยขาแข้งข้ามขึ้นไปถึงทุ่งใหญ่ตะวันออกและตะวันตก 

และนั่นก็ไม่ใช่การเอาสัตว์ไปปล่อย แต่มันคือเรื่องที่ธรรมชาติฟื้น และประชากรสัตว์ป่าก็เพิ่มจำนวนด้วยตัวมันเอง

และการฟื้นฟูป่าตะวันตกไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันมาจากองค์ประกอบสำคัญหลายประการ

1. เจ้าหน้าที่ผู้เข้มแข็งและเสียสละ คนที่ทำงานในป่าลึกรู้ดีว่างานของพวกเขาลำบากแสนเข็ญแค่ไหน แต่พวกเขายังคงยืนหยัดทำหน้าที่ด้วยความศรัทธาและความภูมิใจในสิ่งที่ทำ

2. ระบบบริหารและการสนับสนุนที่ดีขึ้น รัฐและองค์กรภาคีเครือข่าย ทั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หน่วยงานรัฐ และองค์กรระดับสากล ได้เข้ามาช่วยกันประคับประคองงานอนุรักษ์ให้เดินหน้าต่อได้

3. พลังใจจากผู้คนนอกป่า และเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ทุกครั้งที่คนทำงานในป่ารู้ว่ามีพี่ๆ น้องๆ ประชาชนที่อยู่ข้างนอกคอยส่งเสียงเชียร์ คอยเป็นห่วง และยืนหยัดอยู่เคียงข้าง มันทำให้คนทำงานรู้สึกว่า “พวกเราไม่ได้ยืนโดดเดี่ยวในป่าทึบ และไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง”

แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังคงมีโจทย์ความท้าทายและปัญหาใหม่ๆ รอให้อนาคตพิสูจน์อีกมาก แต่ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ยังเข้มแข็ง ชุมชนยังเข้าใจ และหัวใจของประชาชนทุกคนยังผูกพันอยู่กับธรรมชาติ ผมเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่า ห้วยขาแข้งและผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจะยังคงเป็น ‘มรดกโลก’ ที่มีชีวิต และงดงามเช่นนี้ตลอดไป

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม