สำนักอนุรักษ์เพชรบุรี แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยเหมืองโดโลไมต์ใกล้ป่าแก่งกระจาน หวั่นกระทบมรดกโลก ชงถอนพื้นที่จากเขตแหล่งแร่

สำนักอนุรักษ์เพชรบุรี แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยเหมืองโดโลไมต์ใกล้ป่าแก่งกระจาน หวั่นกระทบมรดกโลก ชงถอนพื้นที่จากเขตแหล่งแร่

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ เพชรบุรี แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองแร่โดโลไมต์ของบริษัท แก่งกระจานไมน์นิ่ง จำกัด ชี้แม้บริษัทปรับลดพื้นที่เหมืองจากกว่า 540 ไร่ เหลือกว่า 250 ไร่ และอ้างว่าอยู่ห่างพื้นที่มรดกโลก 2 กิโลเมตร แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตชุมชน เสนอถอนพื้นที่ออกจากเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง พร้อมประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกโดยเฉพาะ

14 ตุลาคม 2569 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เรื่องประเด็นข้อกังวลผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานจากโครงการเหมืองแร่โดโลไมต์ของบริษัท แก่งกระจานไมน์นิ่ง จำกัด ซึ่งมีแผนดำเนินโครงการในพื้นที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 

โดยเนื้อหาในหนังสือระบุชัดเจนว่า “ไม่เห็นด้วยหากจะอนุญาตให้ดำเนินโครงการ” เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานะและคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value: OUV) ของพื้นที่มรดกโลก ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่

หนังสือดังกล่าวอ้างอิงข้อสรุปจากการประชุมหารือแนวทางจัดการผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลก เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

โดยพื้นที่มรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2564 ตามเกณฑ์ข้อ 10 ซึ่งให้ความสำคัญกับพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่จำเป็นต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี รวมพื้นที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่

ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมแสดงความกังวล คือ แม้บริษัทจะปรับลดพื้นที่โครงการจากเดิมกว่า 540 ไร่ ซึ่งอยู่ห่างพื้นที่มรดกโลกประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ เหลือกว่า 250 ไร่ และระบุว่าพื้นที่โครงการอยู่ห่างจากเขตมรดกโลก 2 กิโลเมตร แต่ข้อมูลจากการประชุมระบุว่า การกำหนดแนวเขตกันชนด้วยรัศมี 2 กิโลเมตรตามแผนที่ที่บริษัทนำเสนอ ไม่สอดคล้องกับแนวเขตที่ปรับปรุงตามแนวทางของ UNESCO และผู้เชี่ยวชาญ IUCN ทำให้พื้นที่โครงการยังอยู่ในเขตกันชนระดับ High Priority Support Zone ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนการคงอยู่ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

ที่ประชุมเห็นว่า การประเมินผลกระทบไม่ควรพิจารณาเพียงว่าพื้นที่เหมืองอยู่ห่างจากแนวเขตมรดกโลกเท่าใด แต่ต้องศึกษาความเชื่อมโยงของระบบนิเวศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจริง ทั้งจากฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน การขนส่งแร่ และการเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำ

ข้อกังวลด้านทรัพยากรธรรมชาติครอบคลุมตั้งแต่การสูญเสียหย่อมป่าที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อทางนิเวศ การเปิดหน้าดินและก่อสร้างถนนที่อาจทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าแยกขาดจากกัน ไปจนถึงเสียงระเบิดและแรงสั่นสะเทือนที่อาจรบกวนสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า ซึ่งอาจเกิดความเครียด เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือเคลื่อนย้ายเข้าใกล้พื้นที่ชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การขุดลึก การล้างแร่ และการใช้น้ำบาดาลอาจส่งผลต่อระดับน้ำใต้ดิน เส้นทางน้ำและอ่างเก็บน้ำโดยรอบ ขณะที่ฝุ่นจากการขุด โม่ และขนส่งแร่อาจสะสมบนพืชพรรณ กระทบต่อการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ของพืชในพื้นที่ 

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นยังครอบคลุมชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยชาวบ้านหมู่ที่ 4 บ้านหนองปืนแตก หมู่ที่ 7 บ้านห้วยกระสังข์ และหมู่ที่ 8 บ้านหนองมะค่า ตำบลสองพี่น้อง ได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการ เนื่องจากกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิต ขณะที่เส้นทางขนส่งแร่เป็นเส้นทางเดียวกับทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ด่านสามยอด บ้านกร่าง และเขาพะเนินทุ่ง การเพิ่มขึ้นของรถบรรทุกจึงอาจก่อให้เกิดฝุ่น เสียง ความแออัด และกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการยกกรณีเหมือง New World Mine ใกล้อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน สหรัฐอเมริกา และกรณีเหมือง Aznalcollar ใกล้อุทยานแห่งชาติโดญานา ประเทศสเปน มาเปรียบเทียบ เพื่อชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากเหมืองอาจเชื่อมโยงไปถึงพื้นที่มรดกโลกได้ 

สำหรับแนวทางดำเนินการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1. ถอนพื้นที่โครงการออกจากเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง โดยใช้ช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 3 เสนอกรมทรัพยากรธรณีและคณะกรรมการแร่แห่งชาติให้พิจารณาทบทวนพื้นที่ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 เนื่องจากเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับมรดกโลกและอาจมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและแหล่งต้นน้ำ

2. จัดทำรายงานประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก (Heritage Impact Assessment: HIA) เพื่อศึกษาผลกระทบต่อคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของพื้นที่มรดกโลกโดยตรง ครอบคลุมความหลากหลายทางชีวภาพ ถิ่นที่อยู่อาศัย ระบบนิเวศ และผลกระทบทางอ้อมหรือผลกระทบสะสม นอกเหนือจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามกระบวนการทั่วไป

3. กำหนดขอบเขตการศึกษา EIA ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจริง โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่อยู่ในรัศมีการศึกษา ซึ่งต้องดำเนินการขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก่อนเข้าศึกษาในพื้นที่