เรามักจะได้ยินการกล่าวอยู่บ่อยๆว่า เวลาที่ฝนตกลงมาน้ำก็จะไหลลงสู่ทะเลโดยเปล่าประโยชน์เป็นจำนวนมหาศาล ไหลล่องลงมาเรื่อยๆ ถ้าเผื่อเราไม่รู้จักที่จะเก็บกักเอาไว้ น้ำในแม่น้ำเหล่านั้น ซึ่งมีจำนวนมหาศาลก็จะไหลลงสู่ทะเลโดยเปล่าประโยชน์ คำพูดเช่นนี้ได้ยินได้ฟังกันอยู่ตลอดเวลา หลายท่านทีเดียวมีความเชื่อถืออย่างจริงจังว่า น้ำที่ไหลออกไปจากปากแม่น้ำลงไปสู่ทะเลนั้น เป็นการเสียน้ำจืดโดยเปล่าประโยชน์
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน ว่าการกล่าวเช่นนี้ สร้างความเข้าใจผิดได้อย่างมากทีเดียว และในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการประเมินค่าของน้ำที่ไหลจากแม่น้ำลงไปสู่ทะเล ในลักษณะที่ผิดกันด้วย โดยปกติทะเลนั้นจะได้รับความสมบูรณ์มีกุ้งหอยปูปลาชุกชุมได้ ก็ต่อเมื่อทะเลในบริเวณนั้นมีความสามารถในการที่จะนำเอาแร่ธาตุต่าง ๆ มาสร้างขึ้นมาให้เป็นอินทรีย์สาร หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือ การที่พวกพืชเล็ก ๆ ซึ่งลอยอยู่ในน้ำ เรามักจะเรียกกันว่าเป็นพวกสาหร่ายบ้าง หรือไม่ก็เรียกกันว่าเป็นพวกพืชเล็กๆ ที่ล่องลอยไปตามน้ำ ความจริงแล้ว พืชเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลเลยทีเดียว พืชเหล่านี้เป็นเซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งสามารถที่จะดึงเอาปุ๋ยที่มีอยู่ในน้ำและก็เพิ่มจำนวนโดยการแบ่งเซลล์ เรามักจะเรียกกันง่าย ๆ ว่าเป็นกำลังผลิตของทะเล นั่นก็คือความสามารถในการที่เซลล์ของพืชจะเพิ่มปริมาณขึ้นในหน่วยระยะเวลาใดเวลาหนึ่งต่อพื้นที่ที่จำกัดอย่างเช่น หนึ่งตารางเมตร เป็นต้น พืชจะทำเช่นนี้ได้ก็หมายความว่ามันจะต้องมีปุ๋ย มีแร่ธาตุ มีสิ่งที่จะทำให้พืชเติบโต ขยายพืชพันธุ์ออกไปได้และยิ่งการที่มีความสามารถในการผลิต จะทำให้เพิ่มความสมบูรณ์ขึ้นกับทะเล เพราะบรรดาสัตว์เล็กๆ ซึ่งจะกินพืชเล็กๆ เป็นอาหารเหล่านั้น ก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย เมื่อสัตว์เล็กๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นลูกปลาหรือสัตว์อื่นๆ ที่กินสัตว์เล็กๆ เหล่านั้นเป็นอาหารก็สามารถที่จะเติบโตได้ดีเพราะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ในที่สุดก็นำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีได้สำหรับอ่าวไทยของเรานั้น ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ได้มีการสำรวจร่วมกันระหว่างประเทศต่างๆหลายไปประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย ประเทศเวียดนามและประเทศอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในเรื่องของการให้ความรู้เพิ่มเติม บริเวณที่เข้ามาสำรวจในแถบนี้เขาเรียกกันว่าการสำรวจพญานาคหรือการสำรวจ NAGA ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวชูโรงได้นำเอาเรือสำรวจที่ชื่อว่า STRANGER มาทำการสำรวจในย่านนี้ สำรวจบริเวณ
ชายฝั่งของประเทศไทย ในอ่าวไทยออกไปจนถึงทะเลจีนใต้ เป็นที่น่าสนใจว่า จากการสำรวจในครั้งนั้น
เมื่อประมาณค.ศ. 1959-1961 ทำให้ได้ข้อมูลที่บ่งชัดว่า อ่าวไทยนั้นเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์มาก หากเปรียบเทียบกับที่ต่างๆ ในโลกแล้ว เราก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร เราอยู่ในแนวหน้าด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ได้แก่ บริเวณอ่าวไทยตอนในหรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าอ่าวไทยตอนรูปตัวกอ ก็คือที่อยู่ข้างในสุดส่วนบริเวณที่มีแม่น้ำใหญ่ๆ ที่สำคัญ เปิดออกถึงสี่สายด้วยกัน ทางฝั่งตะวันออกสุดหัวมุม ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง ถัดเข้ามาอยู่เกือบกลาง ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาทางด้านตะวันตก ก็จะเป็นแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ตามลำดับ แม่น้ำทั้งสี่สายนี้ เป็นแม่น้ำที่ทอดยาวมาจากทางเหนือ มาจากทางด้านตะวันออก มาจากทางด้านตะวันตกมาจากหลายทิศทางด้วยกัน แม่น้ำเหล่านี้ได้นำเอาน้ำจืด ซึ่งมีแร่ธาตุปะปนอยู่ด้วยอย่างมหาศาลมาลงสู่ทะเล
จากการศึกษาทางด้านทะเลนั้น เราพบว่าทะเลใดจะสมบูรณ์ได้นั้น หมายถึงว่าบรรดาแร่ธาตุซึ่งเป็นอาหารของพืชจะต้องถูกนำขึ้นมาสู่ผิวน้ำ เพื่อที่จะให้พืชได้ใช้ได้ ที่ต้องขึ้นมาสู่ผิวน้ำก็เพราะพืชต้องอาศัยแสงสว่างในการสังเคราะห์แสง เมื่อสังเคราะห์แสงก็เป็นการสร้างอินทรีย์สารขึ้นมา วิธีการที่สำคัญที่ทำให้พืชสามารถรับสารอาหารเหล่านี้ ก็คือ การที่แม่น้ำเปิดลงสู่ทะเลนั่นเองตรงนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจนมากกว่า
ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการนำสารอาหารลงมาสู่ทะเลให้มากขึ้น ทำไมสารอาหารเหล่านี้จึงมาได้ คำตอบก็คือ จากการที่น้ำได้ชะเอาดินผิวหน้าดินผิวหน้าก็คือ ดินที่เกิดจากการย่อยสลายของพวกผู้ย่อยสลายที่ทำการย่อยซากพืชซากสัตว์ ให้กลายไปเป็นพวกสารอาหารต่างๆ น้ำฝนจะชะเอาผิวหน้าเหล่านี้ลงมาสู่แหล่งน้ำขนาดย่อม และก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมาสู่แม่น้ำ และพาลงสู่อ่าวไทย ประเด็นตรงนี้เป็นเรื่องที่จะบิดเบือนไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่ามีหลักฐานแน่ชัดจากการค้นคว้าว่า สารอาหารที่แม่น้ำนำออกมานั้นมีคุณค่าอย่างมหาศาล อ่าวไทยตอนในรูปตัวกอ จึงได้ชื่อว่า เป็นลุ่มแม่น้ำที่สมบูรณ์มากเพราะว่าเรามีแม่น้ำถึงสี่สาย แม่น้ำใหญ่ๆ ทั้งนั้น จากการคำนวณพบว่ากำลังผลิตนั้นถึง 153 กิโลแคลอรี่/ตารางเมตร/ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์อย่างมากเหลือเกิน ถ้าหากว่าบรรดาสารอาหารเหล่านี้ไม่ลงมา ความเสื่อมโทรมก็จะเกิดขึ้นกับท้องทะเลซึ่งเคยมีความอุดมสมบูรณ์ อ่าวไทยตอนในถึงแม้ว่าจะมีการทำการประมงกันอย่างดุเดือด ลากเรือกันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันลำ จับกันทั้งวันทั้งคืน แต่เราก็ยังจับปลากันได้อย่างไม่มีวันหมด ยังนำเอาสัตว์น้ำขึ้นมาขายอย่างมากมาย ทั้งนี้เพราะความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำทั้งสี่ที่เปิดลงมาสู่อ่าวไทยตอนในตรงนี้ และน้ำเหล่านี้ก็ได้นำสารอาหารต่างๆ ลงมาด้วย
ราษฎรที่ได้อาศัยอยู่บริเวณเฉพาะอ่าวไทยตอนในก็มีจำนวนเป็นแสนๆ ครอบครัว เพราะเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ มีอาชีพทางด้านการประมงเป็นหลัก เป็นชีวิตของชาวบ้านเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว เพราะเขาเหล่านั้นอาศัยอยู่กับอาชีพการประมงในกรณีที่เรามีการเปลี่ยนแปลงโดยยึดหลักความคิดว่า เราไม่อยากให้น้ำจืดไหลลงทะเลโดยเปล่าประโยชน์ แต่เราไม่เข้าใจว่าการที่น้ำจืดไหลลงสู่ทะเลนั้นเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ทะเลเราอุดมสมบูรณ์ด้วย และเราต้องการน้ำจืดที่นำเอาสารอาหารเหล่านี้ลงไปสู่ทะเลด้วยเพื่อจะทำให้ทะเลไทยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ นี่เป็นกลไกโดยธรรมชาติที่เกื้ออยู่แล้ว เพื่อที่จะทำให้ทะเลไทยนั้นสามารถที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยโดยทั่วไป มีกำลังลงทุนมากได้มาก มีกำลังลงทุนน้อยได้น้อย แต่ว่าประชาชนซึ่งอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทั้งหลายนั้น มีความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง ซึ่งเป็นอาชีพที่มีอิสระ เป็นอาชีพที่ต้องขยัน และเป็นอาชีพที่ต้องใช้ฝีมือหลายด้าน
ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าอาชีพการประมงนี้ได้เปลี่ยนไปเพราะความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลนั้นถูกแย่งกันมากเหลือเกินในการทำกิจกรรมต่างๆ ในการที่จะแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เหล่านี้เอามาใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นความเสื่อมโทรมนั้นเริ่มต้นเกิดขึ้นจนมองเห็นได้ แต่ถึงแม้จะเสื่อมโทรมอย่างไรก็ตาม น้ำจืดที่จะนำเอาปุ๋ยลงมาสู่ทะเลนั้นก็ยังทำให้กิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ในอ่าวไทยตอนในนั้น ยังเป็นกิจการที่รุ่งโรจน์อยู่ ถ้าหากใครไปตามทะเลในเดือนมืด เมื่อมองออกไปในทะเลจะเห็นแสงไฟเต็มไปหมด เคยมีเรือดำน้ำรัสเซียโผล่เข้ามาในบริเวณที่กำลังทำการประมง ซึ่งไม่ใช่เรือเจ้าหน้าที่ แต่ปรากฏว่าชาวบ้านเห็นเข้าก็พากองเรือมาเป็นการใหญ่ ให้มาอยู่รอบๆเรือดำน้ำนั้น เล่นเอาเรือดำน้ำต้องดำน้ำเผ่นหนีแจ้วไปเลย นั่นคือความมากของชาวประมงที่มี แต่เราต้องรู้จักการจัดการให้ดีด้วย และที่สำคัญก็คือว่าน้ำจืตที่ลงมาสู่ทะเลนั้นไม่ใช่เปล่าประโยชน์ ถ้าปราศจากน้ำจืดที่จะลงมาสู่ทะเลในลักษณะเดิมแล้ว ทะเลไทยในส่วนนี้คงจะเป็นทะเลทรายเป็นแน่ นั่นก็คือความอุดมสมบูรณ์ก็จะหมดไป
ตัวอย่างที่เห็นก็คือ การสร้างเขื่อนอัสวาน ในประเทศอียิปต์ได้ทำให้บรรดาโคลนตะกอน บรรดาสารอาหารต่างๆ ที่เคยลงมากับแม่น้ำในล์ลงมาได้น้อยลงน้อยลง จึงทำให้อุตสาหกรรมปลาแองโซวิ ของอิสราเอลต้องพังไปทั้งหมด เพราะสมัยก่อนนั้นปลาตัวเล็ก ๆ นี้จะมีอุดมสมบูรณ์มากในน่านน้ำของอิสราเอล เพราะว่าแม่น้ำไนล์เปิดออกสู่บริเวณนั้น และก็นำเอาพวกสารอาหารต่างๆ ลงมากับน้ำด้วย เมื่อกั้นเขื่อนเข้าไปน้ำก็ติดอยู่ในเขื่อน แต่น้ำนั้นก็ล้นออกมาได้ถ้าหากมีมากเกินไป แต่ตะกอนที่มีน้ำหนักก็ต้องตกตะกอนลงเรื่อย ๆ ไม่สามารถจะลงมาถึงทะเลได้ ในที่สุดสิ่งที่ได้กั้นเอาไว้นั้น ก็อาจจะเป็นตัวสร้างปัญหาขึ้นได้
เราจะกล่าวโทษแต่เพียงว่าเรื่องที่จะนำมาใช้ประโยชน์ของสารอาหารเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ต้องการการวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง มีบางคนบอกว่าได้ติดต่อกับสำนักงานปรมาณูแห่งชาติที่ได้บอกว่าจะทำการวิเคราะห์ดูให้ บางคนก็บอกว่ามีตัวเลขแล้ว ที่บอกว่าการที่จะมีการนำเอาพวกสารอาหารเหล่านี้ลงมา เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านจะสามารถทำการเพาะเลี้ยง เลี้ยงหอย เลี้ยงปูได้ จับปลาได้ แต่ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้ผลจะตามมาอย่างแน่นอน ผลในที่นี้ไม่มีทางที่จะเป็นผลร้าย ถ้าเผื่อว่าเรามีการดูแลให้ดี รักษาทะเลไทยให้มีความอุดมสมบูรณ์แล้ว มันจะทำให้ประชาชนของเราที่มีอาชีพทางการประมงมีความสุขมากขึ้น เพราะมีเงินมีทอง ได้ทำงานอย่างเต็มที่ตามที่ต้องการ ผู้บริโภคที่ไม่เคยมีโอกาสที่บริโภคสัตว์น้ำเค็มนี้เป็นระยะเวลาอันยาวนาน ก็จะได้มีโอกาสที่จะได้บริโภคสัตว์น้ำเต็มเหล่านี้บ้าง
เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าความอุดมสมบูรณ์ที่น้ำได้นำลงมาในอ่าวไทยนั้นมันขยายผลออกไปได้มากเหลือเกิน มันทำให้ผู้คนมีความสุข มันทำให้ผู้คนมีความภาคภูมิใจที่จะบอกว่า ผมมีอาชีพเป็นชาวประมง แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันดูแล เราก็จะทำให้เกิดความเสื่อมโทรมขึ้นได้ในบริเวณนั้นโดยไม่ยาก ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง การที่เราบอกว่าเมื่อมีปัญหาความแห้งแล้งเกิดขึ้นน้ำจะไหลลงทะเลเปล่า ๆ ก็มองกันแต่เพียงเท่านี้ ไม่ได้ติดว่าการที่น้ำไหลลงทะเลนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรในการที่จะเผยแพร่เรื่องราวต่างๆ ให้เป็นที่ปรากฏ เรื่องนี้สำคัญ เพราะถ้าปล่อยให้ไปเรียน ไปหาความรู้กันเองแล้ว ผลสุดท้ายในเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำมันจะไม่เกิดขึ้น
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งความตื่นตัวในสิ่งแวดล้อมได้มีสูง การผลักดันให้เกิดการดำเนินการในทางนโยบาย และในทางดำเนินการให้ถูกต้องโดยใช้พลังงานต่างๆ ที่มีอยู่ ในการที่จะทำความเข้าใจกับผู้คนทั่วไปนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่อยู่ ๆ นึกที่จะกั้นแม่น้ำก็ทำกันเลย แล้วก็บอกว่าไม่เป็นอะไรหรอก คนก็ไม่เข้าใจ ยังมีเหลืออยู่ที่นั่นที่นี่ จะขนไปเก็บไว้ที่นั่นที่นี่แต่สิ่งเหล่านี้มันเป็นคุณค่าอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แต่เพียงคิดถึงเรื่องน้ำแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคิดถึงองค์ประกอบต่างๆ ประกอบกันเข้าไปด้วย และจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการนำเข้าไปสัมผัสในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้มันน่าจะเกิดทางเดินที่ดีขึ้น บางครั้งเราอาจต้องใช้เวลาสักหน่อยหนึ่งในการที่จะทำความเข้าใจเพื่อที่ประโยชน์นั้นจะได้ตกอยู่ในภาครัฐของเรา ตกอยู่กับคนของเรา แทนที่เราจะเสียเปรียบหลายครั้ง เสียตรงนั้นเสียตรงนี้ เสียเจ้าหน้าที่คนนั้นคนนี้ คิดดูแล้วจะเป็นเงินมากมายมหาศาล แต่ว่าเราปล่อยปละละเลยไม่ได้ เราจำเป็นจะต้องทำให้ความโดดเด่นของแม่น้ำทั้งสี่สาย ซึ่งเปิดลงมาสู่บริเวณอ่าวไทยตอนในนั้นได้เป็นที่รู้จักให้มากขึ้น และในขณะเดียวกันเมื่อรู้สึกว่า บางครั้งอาจจะไม่ใช่วิถีทางที่จะทำร่วมกัน ถ้าเผื่อเราเอาตะกอนมาใช้ที่นี่และก็เอาตะกอนไปเติมที่นั่น อย่างนั้นอย่างนี้วุ่นวายกันไปหมดมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดความเชื่อถือได้ สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดก็คือทำอย่างไรจะแก้ปัญหานี้ ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าน่าจะเป็นความสนใจของประชาชนโดยส่วนรวม ในลักษณะที่จะช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหากันต่อไปดีกว่า
14 ตุลาคม 2535
จากหนังสือ อาจารย์สุรพล ผู้พิทักษ์ รักษ์ทะเลไทย



