โครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่เป้าหมายในผืนป่าตะวันตก

โครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่เป้าหมายในผืนป่าตะวันตก

หลักการและเหตุผล

ปัญหาไฟป่าเป็นปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพของประชาชน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดไฟป่าและการสะสมของเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า หากขาดการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าที่มีความรุนแรง ยากต่อการควบคุม และก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

พื้นที่ป่าตะวันตกเป็นผืนป่าต่อเนื่องขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญเชิงนิเวศในระดับประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ “กลุ่มป่าห้วยขาแข้ง–ทุ่งใหญ่นเรศวร” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากล (Outstanding Universal Value : OUV) ในด้านความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเป็นถิ่นอาศัยของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าที่มีคุณค่า การเกิดไฟป่าในพื้นที่ดังกล่าวจึงไม่เพียงส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยตรง แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลของแหล่งมรดกโลกและความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศ 

นอกจากนี้ ในพื้นที่ป่าตะวันตกและพื้นที่โดยรอบแหล่งมรดกโลกบางแห่ง มีชุมชนอาศัยอยู่ร่วมกับ พื้นที่ป่าภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะมาตรา 121 ซึ่งรับรองการอยู่อาศัยและการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนดั้งเดิม ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่กระทบต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วิถีการทำการเกษตรของชุมชนดังกล่าวมีความ เกี่ยวข้องกับการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งก่อให้เกิดวัสดุเหลือใช้จากการตัด ฟัน และถางพื้นที่ หากไม่มีแนวทางการจัดการที่เหมาะสม วัสดุดังกล่าวจะกลายเป็นเชื้อเพลิงสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ประเทศประสบปัญหาหมอกควันและค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) สูงเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวม

การบริหารจัดการเชื้อเพลิงจึงเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ระบบนิเวศ สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม และกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องอาศัยข้อมูลด้านสถานการณ์ไฟป่า จุดความร้อน (Hotspot) และข้อมูลคุณภาพอากาศ เป็นฐานข้อมูลประกอบการวางแผนกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าตะวันตกเป็นไปอย่างมีทิศทางเดียวกัน เป็นระบบ และสามารถลดความเสี่ยงและความรุนแรงของการเกิดไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องจัดทำโครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงนี้ขึ้น โดยบูรณาการแนวทางการจัดการเชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือและการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ภายใต้กรอบการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการคุ้มครองคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลของแหล่งมรดกโลก เพื่อสนับสนุนการจัดการไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์อย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเสริมสร้างบุคลากร กลไก และองค์ความรู้ในระดับชุมชน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการ ชุมชนสำหรับการร่วมบริหารจัดการเชื้อเพลิงและไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง

2. เพื่อลดปริมาณการสะสมของเชื้อเพลิงในพื้นที่เป้าหมายในผืนป่าตะวันตก

3. เพื่อให้การบริหารจัดการเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ระบบนิเวศ และสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

4. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการจัดการเชื้อเพลิงให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่

5. เพื่อใช้ข้อมูลด้านสถานการณ์ไฟป่า จุดความร้อน และคุณภาพอากาศ เป็นฐานข้อมูลในการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน

6. เพื่อให้เกิดกรรมการชุมชนและองค์ความรู้ต่อชุมชนในการร่วมการจัดการเชื้อเพลิงและไฟป่าใน พื้นที่อนุรักษ์

7. เพื่อสนับสนุนการจัดการเชื้อเพลิงควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการตัด ลด และใช้ ประโยชน์จากวัสดุเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในพื้นที่

พื้นที่ดำเนินการ

  • ตำบลไล่โว่  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง

วิธีการดำเนินงาน

1. การเสริมสร้างกลไกและองค์ความรู้ระดับพื้นที่ สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรหรือคณะกรรมการ ระดับชุมชนด้านการจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่า ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่แหล่งมรดกโลก เพื่อให้เกิดความเข้าใจบทบาท และการดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน

2. การวางแผนและกำหนดพื้นที่ดำเนินการ รวบรวม วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลด้านสถานการณ์ ไฟป่า จุดความร้อน และข้อมูลคุณภาพอากาศ เพื่อประกอบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายและแนวทางการจัดการเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

3. การดำเนินการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เป้าหมาย ดำเนินการจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีการที่ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และระบบนิเวศ ได้แก่ การจัดการเชื้อเพลิงตามกระบวนการทางธรรมชาติ การเผาในที่โล่งอย่างควบคุม ภายใต้เงื่อนไขและช่วงเวลาที่เหมาะสม การลดและควบคุมการสะสม

4. การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงในระดับพื้นที่ ส่งเสริมและสนับสนุนการนำวัสดุเหลือใช้จากการเตรียมพื้นที่การเกษตรของชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย มาใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น การแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือถ่านไร้ควัน เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการสะสมของเชื้อเพลิง ลดการเผาในที่โล่ง และลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่า

5. การเสริมสร้างความร่วมมือและการถ่ายทอดองค์ความรู้ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านการจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่าให้แก่ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายในผืนป่าตะวันตก เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ บทบาท และความร่วมมือในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

6. การติดตามและประเมินผล ติดตามสถานการณ์ไฟป่าและคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ ข้อมูลจุดความร้อนและข้อมูล PM 2.5 เป็นเครื่องมือในการประเมินผล และใช้ประกอบการปรับปรุงแนว ทางการดำเนินงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

7. การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการจัดการเชื้อเพลิง นำวัสดุเชื้อเพลิงจากการจัดการพื้นที่มาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม เพื่อแปรวัสดุเหลือใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการจัดการเชื้อเพลิง และลดการสะสมของเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ภายใต้กรอบการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายในผืนป่าตะวันตกมีความรู้ ความเข้าใจด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ อนุรักษ์ การป้องกันและควบคุมไฟป่า และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้องและเหมาะสม

2. ปริมาณการสะสมของเชื้อเพลิงในพื้นที่เป้าหมายลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

3. ความเสี่ยงและความรุนแรงของการเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าตะวันตกลดลง

4. การบริหารจัดการเชื้อเพลิงมีความเป็นระบบ และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานในพื้นที่อื่นได้

5. ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายมีองค์ความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดการเชื้อเพลิงและการ ป้องกันไฟป่ามากขึ้น

6. ลดผลกระทบด้านคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง

7. เกิดผลิตภัณฑ์จากการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่แหล่งมรดกโลก ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

งบประมาณ

งบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการ รวมทั้งสิ้น 100,000 บาท