ในป่าลึกของอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการด่านสำคัญในการดูเเลรักษาผืนป่าอันเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง ผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ทิศตะวันออกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาเเข้ง ทิศตะวันตกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ส่วนทิศใต้นั้นก็จดกับเขตฯห้วยขาเเข้งเเละเขตฯทุ่งใหญ่ฯ ด้านตะวันตก
มีการเเบ่งการจัดการเป็น 10 หน่วยพิทักษ์ป่า กระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ ในการดูเเลรักษาพื้นที่ประมาณ 948,438 ไร่ หน่วยพิทักษ์ป่าเหล่านี้มีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยละ 5-7 คน
หากไม่นับวันลาดตระเวนในป่าที่กำหนดไว้ราว 15 วัน/เดือน ช่วงเวลาที่เหลือพวกเขามักใช้ชีวิตในหน่วยพิทักษ์ป่า เพื่อพักร่างกายที่ออ่นล้าจากการเคี่ยวกรำหลังจากการเดินลาดตระเวน จัดการการงานที่คั่งค้าง ดูเเลความเรียบร้อยของหน่วยฯ ตลอดจนเตรียมข้อมูลเเละวางเเผนการทำงานต่อไป ช่วงเวลาที่จะออกจากป่าเเละกลับบ้านนั้นค่อนข้างน้อย ยิ่งหน่วยพิทักษ์ป่าฯที่อยู่ลึกๆ ด้วยเเล้ว กว่าจะเดินทางเข้า-ออก อาจกินเวลาไปเเล้วร่วม 2 วัน
หากจะให้เห็นภาพขึ้นอีกหน่อย ก็จะขอแบ่งการจัดการโดยการเดินทางแบบคร่าวๆได้ 2 ลักษณะคือ สายใน และสายนอก
เส้นทางสายในคือเส้นทางที่ไม่ผ่านเส้นทางถนนหลวงแต่ใช้เส้นทางป่าไม้ลำลองที่ถนนเป็นลักษณะถนนดิน บางช่วงเป็นถนนลูกรังประกอบไปด้วยหน่วยพิทักษ์ป่าได้แก่ หน่วยพิทักษ์ป่าแม่จันทะ (62) หน่วยพิทักษ์ป่ายูไนท์ (63) หน่วยพิทักษ์ปาอุตะคี (61) หน่วยพิทักษ์ป่าเบ้คี (67) หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยน้ำเขียว (64) หน่วยพิทักษ์ปาทุ่งนาน้อย (65) และหน่วยพิทักษ์ป่ากะแง่สอด (66) เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เข้าสู่กลางใจป่าตลอดเส้นทางจะพบป่าประเภทต่างๆ สลับกันไปตลอดเส้นทาง เช่น ป่าทุ่งหญ้า ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง เป็นต้น และยังเป็นเส้นทางที่สามารถพบเห็นสัตว์ป่าได้ง่าย เช่น กระทิง กวางป่า ช้างป่า เป็นต้น และยังมีทิวทัศน์ของแนวเขาที่สลับซับซ้อน และบรรยากาศที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี
ส่วนสายนอกนั้นการเดินทางต้องใช้เส้นทางที่เป็นทางหลวงหมายเลข 1090 และทางหลวงหมายเลข 1288 จนถึงหมู่บ้านกุยเลอตอจะเข้าสู่ถนนลูกรังตลอดเส้นทางจนถึงหน่วยพิทักษ์ป่าที่ชอแม โดยเส้นทางสายนอกจะประกอบ ไปด้วยหน่วยพิทักษ์ปาทีชอแม (68) หน่วยพิทักษ์ปากรูโบ (610) และ หน่วยพิทักษ์ซองแป๊ะ (69) ซึ่งเป็นหน่วยพิทักษ์ที่อยู่ในสุดของสายนอก โดยเส้นทางจะเริ่มตั้งแต่หน่วยพิทักษ์ปาทีชอแม ยาวไปจนถึงหน่วยพิทักษ์ปาช่องแป๊ะ ซึ่งเส้นทางนี้จะอยู่ในโซนหมู่บ้านที่เป็นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ระหว่างเส้นทางจะพบกับวิถีชีวิต สิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่ทำการเกษตรที่ยังคงใช้วิถีดั้งเดิมของพี่น้องชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ สลับกับทิวทัศน์ของป่าเบญจพรรณ




หน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่สายนอกนี้ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญ คือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเจ้าหน้าที่ฯ หรือที่คนละเเวกนั้นเรียกกันว่า อนุรักษ์ ให้สายสัมพันธ์กับชุมชนมีความใกล้ชิดกัน มีการพูดคุยเเละทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าอกเข้าใจ ทั้งยังเป็นกลุ่มเเรกๆ ที่รับรู้สถานการณ์ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หรือความต้องการความช่วยเหลือจากชาวบ้าน
อย่างไรก็ตาม หน่วยพิทักษ์ป่าเหล่านี้ไม่ได้อยู่คงทนถาวร ย่อมมีการเสื่อมไปบ้างตามกาลเวลา ทั้งสภาพอากาศในป่าลึกนั้นบางครั้งก็โหดร้าย ไม่ว่าจะเป็นที่ตกชุก ความชื้น ลมแรง ก็ยิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความเสียหายของโครงสร้างพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็น หลังคารั่ว ผนังผุกร่อน พื้นเสื่อมสภาพ ระบบน้ำ ระบบไฟ เสียหาย เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะรับผิดชอบในการดูเเล ซ่อมเเซม ที่พักอาศัยส่วนตัวเเละส่วนรวมด้วยตนเอง
ความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ก็พอซ่อมเเซมหรือหาวัสดุมาเปลี่ยนทดแทนกันได้ แต่การรื้อโครงสร้างเเละการซ่อมเเซมครั้งใหญ่ก็ต้องมาถึงอยู่ดี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ซ่อมเเซมก็อาจเกิดอันตรายต่อผู้พักอาศัยได้
บางครั้งเข้าป่านอนเปลท่ามกลางพายุฝนก็ยังเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าการกลับมานอนในบ้านพักหน่วยพิทักษ์ป่าที่โครงสร้างไม่เเข็งเเรง เเถมยังต้องคอยหลบน้ำฝนที่ไหลลงมาตามรอยรั่ว
อ่านตามถึงตรงนี้เเล้ว… อาจดูน่าหดหู่ไปหน่อย แต่เรื่องเเบบนี้เกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ คนที่อยู่ได้ ก็อยู่ได้ด้วยใจจริงๆ
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำงานในผืนป่าตะวันตกมาหลายโครงการตลอดระยะเวลาร่วม 36 ปี เห็นปัญหาเหล่านี้อยู่ทุกยุคสมัย ในฐานนะที่เพื่อนร่วมงานของมูลนิธิฯ ซึ่งก็คือ พี่ๆ น้องๆ พิทักษ์ป่า ที่อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ มีข้อติดขัดเรื่องสวัสดิภาพเเละสวัสดิการ เราก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้ สิ่งไหนที่พอจะช่วยกันได้ในเบื้องต้นก็ช่วยเหลือกันไป สิ่งไหนที่เกินกำลังก็ช่วยส่งเสียงเเละผลักดันให้หน่วยงานต้นสังกัดได้รับรู้ เเละก็เป็นเรื่องดีที่มูลนิธิฯยังมีกัลยาณมิตรที่ดี ที่เล็งเห็นความสำคัญของงานผู้พิทักษ์ป่าเเละพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาร่วมสนับสนุนการทำงานอย่างเข้มเเข็งเเละจริงจัง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเเรงใจให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าผู้เป็นเเนวหน้าในการทำหน้าที่ดูเเลทรัพยากรของชาติยังคงทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มกำลังต่อไป
ในปี พ.ศ. 2569 งานผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้มีแผนการดำเนินงานตามกองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า ในการสนับสนุนการปรับปรุงบ้านพักเจ้าหน้าที่ฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก จังหวัดตาก เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ให้ทั่วถึงและครอบคลุมพื้นที่ล่อแหลมต่อการบุกรุก ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก โดยได้รับงบประมารณสนับสนุนจากมูลนิธิใจกระทิง
ขณะนี้บ้านพักเจ้าหน้าที่ฯทั้ง 3 แห่งตามโครงการคือบริเวณที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก เป็นการสร้างบ้านพัก 4 ครอบครัวขึ้นมาใหม่ จำนวน 2 หลัง และปรับปรุงบ้านพักเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่ากะแง่สอด โดยเป็นการเปลี่ยนหลังคาส่วนที่ชำรุด รวมถึงโครงสร้างคานไม้บริเวณห้องน้ำ และปรับปรุงบ้านพักเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งนาน้อย โดยได้มีการเปลี่ยนพื้นบ้านพัก หลังคา และโครงสร้างตัวบ้านพักส่วนที่ชำรุด ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมานายวัชรบูล ลี้สุวรรณ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พร้อมทีมงานได้ดำเนินการตรวจรับเเละส่งมอบบ้านพักดังกล่าวให้กับนายปิยะพงษ์ สืบเสน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก โดยมีนางสาววีรยา โอชะกุล ผู้อำนวยการส่วนสัตว์ป่า สำหนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) ร่วมสังเกตการณ์เเละเยี่ยมชมบ้านพักด้วย
















นอกจากบ้านพักที่อยู่ในเเผนการปรับปรุงเเละสร้างใหม่เเล้ว วัสดุที่เหลือบางส่วนยังถูกนำมาใช้ซ่อมเเซมบ้านเจ้าหน้าที่หลังอื่นๆ นอกเหนือจากโครงการอีกด้วย

ผู้เขียน
ถ่ายภาพเพื่อบันทึกเรื่องราว และบางคราวก็เอาภาพมาเล่าเรื่อง มีความสุขกับการดริปกาแฟ และชื่นชมแคตตัส



