บนแผนที่ผืนป่าของประเทศไทย ป่าชุมชนอาจปรากฏเป็นเพียงหย่อมสีเขียวเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่รอบพื้นที่อนุรักษ์ผืนใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ชุมชนใช้ประโยชน์เพื่อยังชีพ เก็บเห็ด หาหน่อไม้ตามฤดูกาล หล่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัวอย่างเรียบง่าย
บางแห่งค่อยๆ พัฒนาเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนของคนในชุมชน และเปิดรับคนนอกให้เข้ามาสัมผัสผืนป่าได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อนเช่นพื้นที่อนุรักษ์
ความสัมพันธ์จึงดำเนินไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เมื่อคนดูแลป่า ป่าก็ดูแลคน เกื้อกูลกันเช่นกันเรื่อยมา
โดยพื้นฐาน การดูแลป่าชุมชนเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป่าชุมชนที่จัดตั้งขึ้นพร้อมกับการประกาศพื้นที่ในแต่ละแห่ง เป็นการรวมตัวของคนที่เห็นคุณค่าและมีใจรักป่า เข้ามาเป็นแนวหน้าในการดูแลทรัพยากร ภายใต้กติกาและแผนการจัดการที่แต่ละชุมชนร่วมกันกำหนด
แต่ในบริบทปัจจุบัน เรื่องราวของป่าชุมชนกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป
เมื่อผู้ใช้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงมนุษย์อีกต่อไป หากยังรวมถึงสัตว์ป่านานาชนิดที่เริ่มเข้ามาหากิน และใช้พื้นที่เหล่านี้เป็นเสมือน ‘บ้านหลังที่สอง’
ภาพนี้ปรากฏชัดในป่าชุมชนรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่มีรายงานทั้งจากสื่อ คนในพื้นที่ และหน่วยงานอนุรักษ์ ว่ามีสัตว์ป่าเข้ามาใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ผู้ล่าอันดับสูงสุดอย่างเสือโคร่ง ไปจนถึงช้างป่า วัวแดง กวางป่า หมูป่า ฝูงลิง รวมถึงสัตว์ขนาดเล็กอีกจำนวนมาก
เมื่อสัตว์ป่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ภารกิจการดูแลป่าชุมชนจึงไม่อาจยึดโยงอยู่กับกรอบเดิมได้อีกต่อไป


ตามข้อมูลที่ได้จากการลาดตระเวนพื้นที่ป่าชุมชนของหน่วยป้องกันรักษาป่า นว.1 (แม่กระสี) และหน่วยป้องกันรักษาป่า อน.2 (กม. 53) อย่างเป็นประจำ ยังพบร่องรอย การวางแร้วดักสัตว์และปืนผูกอยู่ในป่าชุมชนบางแห่ง
การลาดตระเวนบางครั้งยังพบร่องรอยปลอกกระสุนปืน ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่า เกิดขึ้นจากเจตนาใด
ข้อมูลเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ป่าชุมชนยังคงมีร่องรอยของการใช้ประโยชน์ที่เชื่อมโยงไปถึงการล่าสัตว์ แม้จะเป็นสัตว์ขนาดเล็กเพื่อยังชีพก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีผู้ไม่ประสงค์ดีที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่แวะเวียนเข้ามาในพื้นที่
อุดม กลับสว่าง เจ้าหน้าที่โครงการผืนป่าตะวันตก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งทำงานในพื้นที่กันชนรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมานานนับทศวรรษ อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า การล่าสัตว์ยังคงมีอยู่ แม้บางกรณีจะเป็นการล่าสัตว์ขนาดเล็กเพื่อยังชีพ แต่การพบอาวุธที่ถูกซุกซ่อนตามแนวป่า ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า พื้นที่เหล่านี้จะเป็นที่พึ่งพิงของสัตว์ป่าได้จริงหรือไม่
“เรามองว่าป่าชุมชนก็คือป่าผืนหนึ่งเหมือนกัน แล้วภารกิจของมูลนิธิสืบฯ คือการรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่ เราจะมองข้ามการปกป้องป่าชุมชนไปไม่ได้”
ในสายตาของคนทำงานภาคสนาม ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าคือหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะในผืนป่ามรดกโลกอย่างห้วยขาแข้ง ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่ง กระทิง วัวแดง ควายป่า หรือช้างป่า
และเมื่อสัตว์เหล่านี้ก้าวออกนอกเขตรักษาพันธุ์ คำถามสำคัญจึงตามมาทันทีว่า เราจะปกป้องพวกสัตว์ป่าเหล่านั้นได้อย่างไร
หนึ่งในคำตอบที่กำลังถูกทดลอง คือการขยายแนวคิด “การนำระบบลาดตระเวนเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ” อย่างที่ทำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาใช้ในพื้นที่ป่าชุมชน
เมื่อระบบ SMART Patrol สามารถช่วยลดภัยคุกคามในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้ การนำแนวคิดที่ใกล้เคียงกันมาปรับใช้กับป่าชุมชน จึงกลายเป็นความเป็นไปได้ใหม่ของการอนุรักษ์

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยป้องกันรักษาป่าของกรมป่าไม้เริ่มให้ความสำคัญกับภารกิจนี้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น หน่วยป้องกันรักษาป่า นว.1 (แม่กระสี) ที่ประยุกต์ใช้แนวทางลาดตระเวนเชิงคุณภาพให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ มีการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปผล เพื่อนำไปสู่แผนการจัดการที่ติดตามและประเมินผลได้จริง
ซึ่งตามแผนงานยุทธศาสตร์ 2567-2570 ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ไว้มองเรื่องนี้เป็นหนึ่งงานสำคัญ ผ่านการสนับสนุนกิจกรรมลาดตระเวนของหน่วยป้องกันรักษาป่ารอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในด้านงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมลาดตระเวนดำเนินไปอย่างไร้ร่องหลุมติดขัดให้มากที่สุด
“ถ้าเราไม่สอดส่องดูแลป่าชุมชนเลย เราจะไม่รู้เลยว่าป่าชุมชนเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง” อุดมตั้งข้อสังเกต และชวนนึกภาพป่าชุมชนผืนเดียวกันในสองช่วงเวลา
ในช่วงที่ยังไม่มีการลาดตระเวนอย่างจริงจัง ร่องรอยอย่างแร้วดักสัตว์หรือปืนผูกอาจถูกวางทิ้งไว้ข้ามวัน ข้ามสัปดาห์ โดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเก็บออก สัตว์ป่าที่เดินผ่านพื้นที่เหล่านี้ต้องเผชิญความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ตลอดเวลา
และยิ่งไม่มีข้อมูล ไม่มีการบันทึก ไม่มีใครรู้ว่าจุดไหนคือพื้นที่อันตราย การจัดการก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก
ในทางกลับกัน เมื่อมีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่พบเจอจะเป็นสัญญาณให้คนทำงานรับรู้ และเมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกสะสมต่อเนื่อง สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่จำนวนภัยคุกคามที่ลดลง แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนตาม
เมื่อพื้นที่หนึ่งถูกลาดตระเวนสม่ำเสมอ ผู้ที่คิดจะล่าสัตว์ย่อมรับรู้ถึงความเสี่ยงที่จะถูกพบ ในความหมายนี้ การลาดตระเวนจึงไม่ใช่แค่การเก็บของผิดกฎหมายออกจากป่า แต่กำลังลดโอกาสของการกระทำเหล่านั้นตั้งแต่ต้นทาง
และเมื่อมองในระยะยาว ความแตกต่างจะยิ่งชัดขึ้น พื้นที่ที่ไม่มีการลาดตระเวนอาจยังดูเหมือนป่าเดิมในสายตาคนนอก แต่ความหลากหลายของสัตว์ป่าจะค่อยๆ ลดลง ขณะที่พื้นที่ที่มีการดูแลต่อเนื่อง จะเริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่สัตว์ป่าสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
“วันนี้พอมีการลาดตระเวนและประชุมสรุปงานร่วมกับคณะกรรมการป่าชุมชน ทุกฝ่ายก็รับทราบไปในทิศทางเดียวกัน อาจจะมีความเห็นต่างกันบ้างในเรื่องการจัดการว่าควรทำอย่างไร ให้เกิดความปลอดภัยทั้งกับคนและสัตว์ป่า อันนี้ก็ต้องหาทางออกกันต่อไป” อุดมสรุป และว่าต่อ
“วันนี้ทุกคนต้องการวิธีจัดการที่ชัดเจน งานลาดตะเวน ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งแล้ว แต่อย่างที่รู้กันอาศัยเพียงพลังการเดินของเจ้าหน้าที่อาจไม่พอ ยังต้องพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย ก็ต้องมาดูกันว่าจะส่งเสริมส่วนนี้ได้อย่างไร”
นอกจากการสนับสนุนงานลาดตระเวนแล้ว ในช่วงปีที่ผ่านมามูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังสนับสนุน การติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า เพื่อรวบรวมข้อมูลสัตว์ป่าในป่าชุมชน สำหรับนำไปใช้ในงานออกแบบงานป้องกันเพื่อให้ป่าชุมชนสามารถเป็นบ้านหลังที่สองของสัตว์ป่ารวมถึงการเก็บข้อมูลภัยคุกคามสัตว์ป่า เพื่อหาทางลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าลงให้ได้มากที่สุด



อุดมอธิบายว่า ตามแผนงานปัจจุบัน มีการจัดประชุมสรุปผลการลาดตระเวนในทุกๆ สองเดือน พร้อมๆ กับการหารือร่วมกับชุมชนว่าด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่จะจัดการอย่างไรต่อไป ซึ่งไม่ได้มีเพียงประเด็นสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการตัดไม้และการลักลอบทิ้งขยะในป่าชุมชนที่กลายเป็นปัญหาใหม่กระทบต่อการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ในอดีตไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
“ถ้าไม่มีการเดินลาดตระเวนก็จะไม่มีใครหยิบปัญหาพวกนี้ขึ้นมาถกกัน” อุดมสรุป
“นอกจากที่ว่ามา ยังมีเรื่องการออกแบบกฎกติกาป่าชุมชน ให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าอีก ซึ่งงานแบบนี้อาศัยเพียงการทำงานของคณะกรรมการป่าชุมชน หรือหน่วยป้องกันรักษาป่า คงไม่สำเร็จ ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมจากทุกภาคส่วนให้มากกว่านี้” เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ เสนอ
เพราะในโลกความเป็นจริง ผืนป่าไม่ได้ถูกแบ่งแยกด้วยเส้นบนแผนที่
และหากป่าชุมชนกำลังกลายเป็นพื้นที่รอยต่อที่สัตว์ป่าใช้เป็นทางผ่านและพักพิง การปล่อยให้พื้นที่เหล่านี้อยู่นอกระบบการปกป้องอย่างจริงจัง ย่อมเท่ากับการเปิดช่องว่างให้ภัยคุกคามเกิดขึ้น
โจทย์ที่ต้องมองร่วมกันต่อไป คงเป็นเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรให้การลาดตระเวนนี้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
นั่นหมายถึงการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอและสม่ำเสมอ เพื่อให้หน่วยป้องกันรักษาป่าสามารถทำงานได้โดยไม่สะดุด การพัฒนาทักษะและการฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่และคณะกรรมการป่าชุมชนเข้าใจเครื่องมืออย่างระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง
รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปจนถึงองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการลาดตระเวนไม่สูญเปล่า แต่ถูกนำไปใช้วางแผนและตัดสินใจอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน การยกระดับบทบาทของป่าชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันสัตว์ป่าอย่างเป็นทางการ ก็นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ต้องเริ่มคิดอย่างจริงจัง
กิจกรรมสนับสนุนงานลาดตระเวนของหน่วยป้องกันรักษาป่า กรมป่าไม้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการธรรมชาติปลอดภัย
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม และเพิ่มการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563
15.5 ปฎิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยุ่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี 2563 จะปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
15.9 บูรณาการมูลค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปสู่การวางแผนกระบวนการพัฒนา ยุทธศาสตร์การลดความยากจน และบัญชีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ภายในปี 2563
15.a ระดมและเพิ่มทรัพยากรทางการเงินจากทุกแหล่งเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



