หากเปรียบการจัดการสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์เป็นการรักษาคนป่วย ‘ฐานข้อมูล’ คงเปรียบได้กับผลตรวจเลือดหรือฟิล์มเอกซเรย์ ที่แพทย์ต้องใช้ประกอบการวินิจฉัยก่อนจะตัดสินใจให้ยา ผ่าตัด หรือเฝ้าดูอาการต่อ
แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ คล้ายการรักษาอาศัยเพียงชุดข้อมูลเดียว ทราบเพียงกว้างๆ ว่าป่วย แต่ไม่รู้ว่าอวัยวะใดอักเสบ หรือโรคกำลังลุกลามขนาดไหน มองเห็นเพียงเหตุการณ์ปลายทาง ขาดข้อมูลเชิงลึกที่ใช้ตอบคำถามสำคัญว่าต้นตออยู่ตรงไหน และอาการกระจายได้อย่างไร
ด้วยข้อมูลที่พร่าเลือน การลดผลกระทบ จึงติดอยู่ในวงจร ‘ดับไฟรายวัน’ ระดมกำลังไปผลักดันในจุดเกิดเหตุ ซื้อเวลาให้ผ่านไปแต่ละครั้ง แต่ไม่อาจหยุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ได้
สำหรับฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการประเด็นสัตว์ป่าออกมาหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ได้หมายความเพียงจุดที่พบสัตว์ป่า จำนวนครั้งที่เกิดเหตุ ขอบเขตพื้นที่เสียหาย ที่เป็นเพียงเหตุการณ์ปลายทาง จริงอยู่ว่ามันมีความสำคัญในบริบทหนึ่ง แต่การรักษาจะรัดกุมมากกว่าหากมีข้อมูลครอบคลุมในเชิงลึกหลายระดับ ซึ่งสำคัญต่อการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลทางชีววิทยาและพฤติกรรมสัตว์ อาทิ จำนวน อัตลักษณ์ กลุ่มประชากร (ใหม่หรือเก่า) เส้นทางสัญจรที่ได้จากกล้องดักถ่าย การบินโดรนสำรวจ หรือปลอกคอ GPS ที่บอกได้ว่าสัตว์ใช้พื้นที่ใดเป็นทางผ่านหรือที่พัก และใช้ช่วงเวลาไหน
อาจรวมถึงข้อมูลปฏิทินอาหารในป่า ช่วงเวลาที่พืชอาหารขาดแคลนจากภัยแล้งหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ช่วยให้เราคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าสัตว์จะเริ่มเคลื่อนที่เมื่อใด หรือควรปรับปรุงแหล่งอาหารอย่างไร
ระดับถัดมา คือข้อมูลทางกายภาพของพื้นที่ มีจำนวนแหล่งน้ำอยู่ตรงไหน รูปแบบการใช้ที่ดินของชุมชนเป็นอย่างไร มีการปลูกพืชชนิดใด บริเวณไหนที่สัตว์ป่าออกมาใช้ประโยชน์บ่อย หรือแม้แต่พืชเศรษฐกิจชนิดใดที่ดึงดูดสัตว์มากเป็นพิเศษ (ใช้ประโยชน์บ่อย) ข้อมูลส่วนนี้สามารถจัดทำเป็นแผนที่ความเสี่ยง หรือนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ และการสร้างพื้นที่เป็นแนวกันชนได้อย่างเหมาะสม
หรือในอีกระดับที่มักถูกมองข้ามอย่างข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคม ราคาพืชผลทางการเกษตรแต่ละปี ต้นทุนที่ต้องแบกรับ และนอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีเรื่องความอดทนต่อความสูญเสีย ทัศนคติต่อสัตว์ป่า ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้ข้อมูลระดับอื่นๆ เพราะการลดความขัดแย้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเปราะบางของผู้คนด้วย
นอกจากมีข้อมูลในหลายมิติแล้ว ความต่อเนื่องของข้อมูล ถือเป็นอีกบริบทที่สำคัญ เพราะการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนกันทุกปี บางปีมีภัยแล้งรุนแรง บางปีเกิดไฟป่า บางปีผลผลิตในป่าฟื้นตัว ส่วนนี้ช่วยให้เห็นรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจของชุมชน
แน่นอนว่า การได้มาซึ่งข้อมูลตามที่ยกตัวอย่าง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยไม่ถูกแบ่งแยกตามเขตอำนาจ ทั้งจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เมื่อสัตว์ป่าเดินจากอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไปยังป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่าชุมชนจะเชื่อมร้อยข้อมูลอย่างไรไม่ให้เกิดภาวะสุญญากาศ
ขณะที่ชุมชนสามารถมีบทบาทร่วมผ่านการเก็บข้อมูลแบบวิทยาศาสตร์พลเมือง การใช้สมาร์ทโฟนบันทึกพิกัดและร่องรอย ทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐนำข้อมูลลาดตระเวนมาซ้อนทับเป็นชุดข้อมูลเดียวกัน ดึงนักวิชาการเข้ามาวิเคราะห์ หรือนำเทคโนโลยีใช้ AI ประมวลผลจากกล้องดักถ่ายเพื่อระบุตัวตนสัตว์รายตัว ตลอดจนมีองค์กรภาคประชาสังคมทำหน้าที่เชื่อมประสานและกำกับมาตรฐานข้อมูลร่วมด้วยอีกแรง
นอกจากมีฐานข้อมูลในการบริหารจัดการแล้ว ในปลายทางยังจำเป็นต้องมีข้อมูลวัดความสำเร็จ เช่น พื้นที่เกิดเหตุซ้ำซากลดลงหรือถูกจัดการได้ดีขึ้น การเผชิญหน้าระหว่างคนกับสัตว์ป่าลดลง ลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตทั้งคนและสัตว์ หรือเกิดพื้นที่แนวกันชนที่มีทั้งแผนปฏิบัติงาน บุคลากร และงบประมาณเหมาะสมกับเหตุการณ์ ให้สัตว์ป่าได้ใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัย หรือในระดับชุมชน ตัวชี้วัดอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเยียวยาที่จ่ายไป แต่วัดได้จากความเสียต่อครัวเรือนลดลงแค่ไหน
หากตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉยๆ แต่ถูกใช้ในการบริหารความเสี่ยงจริง
อีกด้านหนึ่งคือความเชื่อมั่นและทัศนคติ หากมีการสำรวจอย่างต่อเนื่อง แล้วพบว่าความกลัวหรือความไม่ไว้วางใจต่อการจัดการของรัฐลดลง แปลว่าระบบข้อมูลไม่ได้เพียงแก้ปัญหาทางกายภาพ แต่ยังช่วยคลี่คลายความขัดแย้งทางสังคมลงได้
เพราะสุดท้าย เรื่องคงไม่จบที่ว่าเราบันทึกข้อมูลได้มากแค่ไหน แต่สามารถทำลาย ‘ช่องว่างที่มองไม่เห็น’ ได้สำเร็จหรือไม่
พ.ศ. 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินแผนงานศึกษาข้อมูลสัตว์ป่าและการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าที่มีผลกระทบกับชุมชนรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านกิจกรรมจัดทำฐานข้อมูลสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าชุมชน จัดทำอัตลักษณ์ของสัตว์ป่า สำรวจพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนที่สัตว์ป่าออกมาใช้ประโยชน์ ศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ของช้างป่า และร่วมกิจกรรมลดผลกระทบจากสัตว์ป่าร่วมกับชุมชนและหน่วยงานอนุรักษ์ในพื้นที่ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการธรรมชาติปลอดภัย
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 11 ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน
11.4 เสริมความพยายามที่จะปกป้องและคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติของโลก
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.5 ปฎิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยุ่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี 2563 จะปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
15.9 บูรณาการมูลค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปสู่การวางแผนกระบวนการพัฒนา ยุทธศาสตร์การลดความยากจน และบัญชีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ภายในปี 2563
15.a ระดมและเพิ่มทรัพยากรทางการเงินจากทุกแหล่งเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
เป้าหมายที่ 17 เสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน
17.17 สนับสนุนการส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม โดยสร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



