“ส่องนโยบายสิ่งแวดล้อม 2569” แต่ละพรรคกำหนดอนาคตทรัพยากรไทยอย่างไร

“ส่องนโยบายสิ่งแวดล้อม 2569” แต่ละพรรคกำหนดอนาคตทรัพยากรไทยอย่างไร

ในวันที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือฝุ่นพิษในทุกลมหายใจและมวลน้ำที่จ่อประชิดหน้าบ้าน นโยบายสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ และหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตที่บีบคั้น แผนยุทธศาสตร์จากหลากพรรคการเมืองจะพาประเทศไทยไปต่อ หรือทิ้งเราไว้กับปัญหาเดิมๆ? มาทบทวนข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกอนาคตให้ตัวเองที่นี่

เบอร์ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ

นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง มุ่งจัดการปัญหาที่ต้นตอ โดยประกาศยุติการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ พร้อมผลักดันกฎหมายด้าน Climate Change และภาษีคาร์บอน ควบคู่การจัดการมลพิษในเขตเมืองผ่านแนวคิดเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) เดินหน้าคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ยกระดับบทบาทซาเล้ง และเปิดทาง “โซลาร์เสรี” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประชาชน

นโยบายเรื่องการสนับสนุนโซ่ลาร์เสรี

เสนอ (ร่าง) พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. … (พ.ร.บ.โซล่าร์เสรี) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ของประชาชนทั่วไป ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถยกเว้นไม่ต้องมีการขอใบอนุญาตต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เพียงแต่ประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซล่าร์แค่ส่งเอกสารแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อทราบ และจะมีการกำหนดระยะเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาตรวจภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเป็นผลทำให้ประชาชนที่ต้องการจะติดตั้งระบบโซล่าร์ได้รับความสะดวกที่จะได้ประโยชน์จากการที่มีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้าฟรีแสงอาทิตย์โดยระบบโซล่าร์เซลล์ที่ติดตั้งบริเวณหรือบนหลังคาของบ้านแต่ละหลัง (Solar Rooftop) ซึ่ง มติ ครม. เห็นชอบ แต่ทางกฤษฎีกาได้ตีตก ทั้งที่ไม่มีอำนาจ

รวมทั้งพรรคยังมีแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนในอีกหลายรูปแบบเพื่อให้เกิดการใช้แสงแดดที่เป็นพลังงานสะอาดอย่างแพร่หลายในประเทศ เช่น มาตรการส่งเสริมผ่านสิทธิในการการลดหย่อนภาษีบุคคลด้วยการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ที่บ้านหรือส่วนกลางของคอนโด โดยสรุปของภาพรวมเมื่อ (ร่าง) พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ …. ประชาชนและภาคธุรกิจจะสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้อย่างเสรีและเท่าเทียม ลดภาระด้านพลังงานของประเทศ เพิ่มอิสรภาพทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน และสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนของชาติ

นโยบายสิ่งแวดล้อมในการกำจัดขยะพิษ ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะของโลก

  • นโยบายในการจัดการขยะอันตรายและขยะพิษของประเทศไทย มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่เข้มงวดขึ้น
  • การผลักดันกฎหมายความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ (Extended Producer Responsibility) ที่จะกำหนดให้ ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบขยะ ทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) โดยผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและมือถือต้องมีจุดรับคืน (Take-back System) และแผนการจัดการซากผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน กรมควบคุมมลพิษ
  • การผลักดันนโยบายกำจัดขยะอุตสาหกรรมและกากพิษ โดยจะออกระเบียบ ข้อบังคับ ให้มีการจัดทำระบบการติดตามดิจิทัล กับโรงงานทุกแห่งที่ต้องรายงานการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมผ่านระบบ GPS และ QR-code แบบ Real-time เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลักลอบการนำขยะพิษไปทิ้งในที่ดินส่วนบุคคลหรือแหล่งน้ำ ซึ่งอยู่บนความรับผิดชอบในการตรวจสอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งการการปรับปรุงเพิ่มโทษ บทลงโทษทางอาญาและทางแพ่งให้สูงขึ้นสำหรับโรงงานหรือรถขนส่งที่ทิ้งขยะพิษไม่ถูกวิธี
  • นโยบายในการจัดการขยะอันตรายในครัวเรือน (Household Hazardous Waste) รัฐจะกำหนดให้ท้องถิ่นจัดตั้งระบบแยกเก็บขยะพิษตามบ้าน ให้มีจุดรับทิ้งขยะอันตราย เพิ่มจุดรับทิ้ง หลอดไฟ แบตเตอรี่ กระป๋องสเปรย์ และยาหมดอายุ ตามห้างสรรพสินค้า และตามแหล่งชุมชน รวมทั้งกำหนดมาตรการจัดตารางวันเก็บขยะพิษ ให้มีตารางรถเข้าจัดเก็บขยะอันตรายแยกจากขยะทั่วไปอย่างน้อยเดือนละ 1 – 2 ครั้ง
  • นโยบายประเทศไทยไร้ขยะพิษนำเข้าอย่างเด็ดขาด โดยการยกเลิกและห้ามการนำเข้าเศษพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างสิ้นเชิง โดยจะประกาศใช้มาตรการห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเป็นที่ทิ้งถังขยะพิษของโลก รวมทั้งมีนโยบายในการกำหนดโทษของผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และมอบนโยบายและสนับสนุนให้กับหน่วยงานที่กำกับดูแลเพื่อให้สามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในการป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้งด้วยการพยากรณ์แม่นยำทั้งปริมาณน้ำบนฟ้าและน้ำบนดิน และสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ

การพยากรณ์น้ำบนฟ้าให้ถูกต้อง ต้องเริ่มจากการใช้เรดาห์ ซึ่งพรรคจึงมีนโยบายการส่งเสริมเพื่อสร้างระบบพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนให้แม่นยำ ส่งเสริมและผลักดันให้หน่วยงานในประเทศไทยสามารถพยากรณ์น้ำฝนได้อย่างละเอียดด้วยเรดาร์ตรวจอากาศเป็นอุปกรณ์หลัก รวมกับข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศภาคพื้นดิน และใช้ข้อมูลดาวเทียมเป็นส่วนเสริมเพื่อนำข้อมูลที่สำคัญมาใช้คำนวณในโมเดลการคาดการณ์ทางคอมพิวเตอร์ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ จะทำให้เราสามารถรู้ล่วงหน้าว่าบนท้องฟ้ามีปริมาณน้ำฝนเท่าไหร่ในระดับทุก ๆ 1 ตารางกิโลเมตรและสามารถทราบได้ถึงการเคลื่อนตัวของมวลน้ำภายในก้อนเมฆที่กำลังเคลื่อนตัวไปนั้นจะนำมวลน้ำตกลงสู่พื้นดินบริเวณใดในข้อมูลความละเอียดระดับ 1 ตารางกิโลเมตร

และนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำในลุ่มน้ำที่อยู่ในประเทศตลอดเวลา พรรคมีนโยบายในการสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ในทุกๆ จังหวัดที่จะสร้างให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำจากแต่ละลุ่มน้ำ เพื่อประโยชน์ในการเก็บกักน้ำสำหรับการนำน้ำมาใช้ในยามน้ำแล้งหรือเมื่อเรารู้ล่วงหน้าเราก็จะสามารถระบายน้ำออกเพื่อชะลอมวลน้ำที่จะเกิดขึ้นในยามที่เกิดปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำต่าง ๆ

นโยบายในการสร้างแก้มลิงเพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ทั่วทุกจังหวัดในประเทศ 77 จังหวัด จะมีขนาดความจุรวมเท่ากับ 38,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแก้มลิงทั้งหมดจะมีความสามารถการจุน้ำได้เท่ากับความจุรวมของเขื่อนใหญ่ทั้ง 3 เขื่อนของประเทศ (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งการเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักน้ำได้ถึง 38,500 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นกว่า 72% ของความสามารถความจุของทุกๆ เขื่อนรวมกันทั้งประเทศซึ่งเท่ากับ 53,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดตามการใช้งานความจุจริงที่ 75%) สำหรับเรื่องพื้นที่ที่ใช้ในการดำเนินการนั้น การสร้างแก้มสิงจะใช้พื้นที่ 200 ตารางกิโลเมตร

ในทุกจังหวัดทั่วประเทศจะเทียบเท่ากับการใช้พื้นที่ทั่วประเทศทั้งหมด 15,400 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นการใช้พื้นที่ดินที่มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของประเทศไทยที่มีขนาดประมาณ 514,000 ตารางกิโลเมตร และเมื่อสร้างแก้มสิงเสร็จประเทศไทยในระยะยาวจะมีศักยภาพในการเก็บกักน้ำได้มากเก็บสองเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

และสุดท้ายเมื่อมีการพยากรณ์ที่แม่นยำ ทำให้สามารถได้มาซึ่งข้อมูลปริมาณน้ำที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับการใช้เพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำทั้งระบบที่อยู่ในส่วนของแหล่งรองรับน้ำธรรมชาติ เช่น คู คลอง หนอง บึง แม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นลุ่มน้ำธรรมชาติ และปริมาณน้ำที่อยู่ในส่วนของแหล่งรองรับน้ำที่ถูกสร้างขึ้นทั้งจากเขื่อนกักเก็บน้ำและอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่มีอยู่

และรวมถึงแก้มลิงขนาดใหญ่ทั้งหลายที่จะถูกสร้างขึ้นเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้สามารถจำลองสถานการณ์ปัญหาของน้ำที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำเมื่อนำข้อมูลปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง มาใช้ในการคำนวณโมเดลการคาดการณ์ทางคอมพิวเตอร์ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ จะทำให้การบริหารจัดการน้ำเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมน้ำแล้ง และรวมถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เบอร์ 7 พรรคพลวัต

นโยบายสิ่งแวดล้อม

1. พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ 2. การจัดการมลพิษข้ามพรมแดน

  • ผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษได้รับการป้องกันโดยรัฐ ลดปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน
  • กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน ได้รับผลกระทบน้อยลง
  • ลดภาระกลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์
  • สุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้รับการฟื้นฟู

3. กองทุนชดเชยสิ่งแวดล้อม

  • สร้างกลไกกองทุนชดเชยโดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการกองทุน 

4. รถบริการสาธารณะไฟฟ้า โดยการสนับสนุนปลอดดอกเบี้ยจากภาครัฐ 90,000 คัน และ 5. จัดสรรพื้นที่ใต้ทางด่วน เป็นจุดจอดและสถานีบริการเติมกระแสไฟฟ้า โดยรัฐอุดหนุนค่าไฟ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด 35%

  • แก้ไขปัญหา PM 2.5 และลดปัญหาทางด้านสุขภาพของประชาชนด้าน PM 2.5
  • ประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุข (การเจ็บป่วยของประชาชน)

เบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย

เน้นการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อคืนลมหายใจบริสุทธิ์ให้ประชาชน ควบคู่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสร้างเศรษฐกิจใหม่จากสินค้าและบริการ Green Premium

นโยบาย พ.ร.บ. อากาศสะอาด

คนไทยมีสิทธิหายใจในอากาศที่สะอาดผ่านกฎหมายอากาศสะอาดที่บังคับใช้ได้จริง ครอบคลุมทุกแหล่งมลพิษ และมีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เมืองใหญ่ต้องเดินหน้าไปสู่พลังงานสะอาด การขนส่งไม่ปล่อยมลพิษ และมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาฝุ่นต้องขยายสู่ความร่วมมือระหว่างภูมิภาค เพื่อรับมือมลพิษข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน

  • เร่งผลักดันให้กฎหมายอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้จริง พร้อมกลไกกำกับ ตรวจสอบ และบทลงโทษที่มีประสิทธิภาพ
  • เชื่อมระบบข้อมูลอากาศและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ
  • ขยายบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง
  • เดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรับมือมลพิษข้ามพรมแดน ควบคู่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นโยบายแผนรับมือโลกรวน (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

รับรองและยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตไทยให้เป็นที่ยอมรับและแลกเปลี่ยนได้ในระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าคาร์บอนเครดิตให้สูงขึ้นเทียบเท่าราคาตลาดโลก เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับภาคการเกษตรและภาคการผลิต สร้างการจ้างงานและรายได้ให้กับประชาชน

โลกรวนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้องมีนโยบายระดับชาติที่มีกฎหมาย งบประมาณ และกลไกกำกับที่ชัดเจน

  • ผลักดันกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – กำหนดหน้าที่ของรัฐ เป้าหมายระดับชาติ และสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วม เพื่อให้การดำเนินงานด้านภูมิอากาศไม่ขึ้นกับอำนาจดุลพินิจหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
  • จัดทำแผนแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมกับงบประมาณจริง – ประกอบด้วยแผนลดก๊าซเรือนกระจก แผนปรับตัว แผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว และแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก
  • สร้างระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม – ผ่านกลไกภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ และคาร์บอนเครดิต รายได้ที่ได้จะไม่หายไปไหน แต่ถูกนำเข้ากองทุนเพื่อ: สนับสนุนการปรับตัวของชุมชนและเกษตรกร ช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ลงทุนวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่

นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย / Feeder และรถเมล์ 20 บาทตลอดสาย

  • ค่าเดินทาง 20 บาทตลอดสายถือบัตร 1 ใบ ไปได้ทุกสถานี เพื่อยุติปัญหาจ่ายซ้ำเมื่อเปลี่ยนสาย ลดความยุ่งยาก เพิ่มความสะดวกสะบายครอบคลุมเส้นทางรถไฟฟ้า 8 สายหลัก 13 เส้นทาง
  • สร้างระบบ Feeder และรถเมล์ติดแอร์ โดยคิดค่าโดยสาร 10 บาท ควบคู่กับการยกเครื่องระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงได้กว่า 40% ประหยัดเวลาการเดินทางมากขึ้น ลดมลพิษในเมือง ลดความแออัดจราจรจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยเราจะสร้างระบบ Feeder และพัฒนาระรถเมล์ ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ แบบเป็นขั้นตอนชัดเจน

นโยบายลดค่าไฟฟ้า 3.70 บาท

ลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง

  • เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์เพื่อให้มีการลงทุนในโซลาร์มากขึ้นเพื่อให้ต้นทุนการผลิตไฟโดยรวมถูกลง
  • เปิดให้ประชาชนและธุรกิจขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบอย่างทั่วถึง ปรับโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้า
  • ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ทบทวนค่าส่งไฟ (transmission and distribution) และค่าบริการที่ประชาชนต้องจ่าย
  • เปลี่ยนบทบาทรัฐวิสาหกิจจากการสะสมกำไร มาเป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพและเศรษฐกิจ กำไรของรัฐวิสาหกิจต้องไม่ขัดกับประโยชน์ของประชาชน
  • ลดต้นทุนก๊าซ ด้วยการหาแหล่ง LNG ราคาถูกกว่า
  • เร่งกระจายแหล่งนำเข้า LNG จากตลาดที่มีราคาต่ำกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา
  • ลดการผูกขาดสัญญาระยะยาวราคาแพง
  • เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ

นโยบายปลดล็อคพลังงานสะอาด สร้างอธิปไตยพลังงานด้วยแสงอาทิตย์

การลงทุนเพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่ประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด ลดต้นทุนจากการใช้เชื้อเพลิง ลดภาระงบประมาณในอนาคตที่จะต้องนำไปแก้ปัญหาจากมลภาวะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดย

  • ปลดล็อกพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานของทุกคน ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตโซลาร์ของประเทศเพื่อให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหลักของไทย สนับสนุนให้เกิดโครงการโซลาร์บนผิวน้ำเหนือเขื่อนและที่ดินเสื่อมโทรม ลดการแย่งใช้พื้นที่เกษตร
  • เปิดไฟฟ้าเสรีให้เอกชนซื้อไฟสะอาดได้โดยตรงเพื่อเพิ่มการลงทุนในพลังงานสะอาด และเร่งออกโครงสร้าง Third-Party Access ที่เป็นธรรม ให้ไฟจากโซลาร์เดินผ่านสายส่งรัฐได้ตามต้นทุนจริง
  • ปลดล็อกโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน เร่งการประกาศใช้ Net Metering จริงทั่วประเทศประชาชนสามารถขายไฟส่วนเกินเข้าระบบในราคาที่เป็นธรรม
  • ยกระดับระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน ลงทุน Smart Grid และ Battery Storage ทั่วประเทศ สร้างโครงการกักเก็บไฟขนาดใหญ่เพื่อรองรับไฟฟ้าโซลาร์ที่ผลิตมากตอนกลางวัน

นโยบายคืนที่ดินให้ประชาชน

บริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งทำให้ประชาชนได้รับการพิสูจน์สิทธิในที่ดินมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งจะลดปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ระหว่างประชาชนกับรัฐ และประชาชนกับประชาชน

  • ประชาชนได้สิทธิ์ในที่ดินโดยสุจริตที่ส่งทอดต่อมาหลายชั่วอายุคน มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน อย่างถูกต้อง
  • ปัญหากรณี “ป่าทับคน – คนทับป่า” ที่ตกค้าง ยุติได้ด้วยกระบวนการที่เป็นธรรม โปร่งใส ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบ ลดความขัดแย้งระหว่างรัฐ-ประชาชน จบปัญหาคดีบุกรุกป่าอันไม่เป็นธรรม
  • การพัฒนาพื้นที่ เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา สามารถทำได้โดยรัฐไม่ติดปัญหาสถานะที่ดิน ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ-สังคม

นโยบายจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง

จัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำฟื้นฟู “ระบบกักเก็บน้ำ” และจัดการอย่างเป็นระบบก่อนปล่อยพื้นที่ท้ายลุ่มน้ำฝายชะลอน้ำ และระบบเก็บกักน้ำบนเขาเพื่อจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม และแนวกันตะกอน เพื่อลดการไหลบ่าของน้ำพัฒนาพื้นที่กักเก็บน้ำธรรมชาติ เช่น แก่ง–ลำห้วย–พื้นที่ชะลอน้ำ กระจายน้ำเข้าสู่ดินฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม และแนวกันตะกอน เพื่อลดการไหลบ่าของน้ำ โครงการป่าต้นน้ำ สร้างรายได้ (ไม้เศรษฐกิจ) ทำฝายชะลอน้ำหลายขนาด (small-scale retention) 

กระจายน้ำเข้าสู่ดินเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge) เพื่อให้ลุ่มน้ำภาคกลางตอนบนมีน้ำต้นฤดูจัดการลุ่มน้ำแบบรายพื้นที่ (Watershed Management) เพื่อกระจายปริมาณน้ำลงสู่ลุ่มเจ้าพระยา–ป่าสักอย่างสมดุลน้ำอุปโภคบริโภค — น้ำสะอาดทุกหมู่บ้าน

อัปเกรดประปาหมู่บ้าน/ชุมชนเมืองให้มีระบบผลิต–ท่อส่ง–สำรอง ที่เสถียรจัดการคุณภาพน้ำประปาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศสำรองแหล่งน้ำดิบท้องถิ่น เพื่อรองรับภัยแล้งและความต้องการเพิ่มขึ้นปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำ และกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตรจริงปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ พื้นที่กักเก็บน้ำเดิม ลอกคลองส่งน้ำ–สถานีสูบเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำและคลองส่งน้ำภายในลุ่มน้ำเดียวกันขยายระบบส่งน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Grid) เชื่อมข้อมูล–รอบการส่งน้ำพัฒนาเกษตรน้ำฝน (Rain-fed Upgrade)

ทำแหล่งกักน้ำเล็ก-กลาง บ่อน้ำประจำตำบล โครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งบ่อน้ำ” (ตั้งเป้ากักเก็บน้ำ 7,000 ล้าน ลบ.ม.) เติมน้ำใต้ดินและชั้นน้ำตื้น เพื่อให้พื้นที่พึ่งพาน้ำฝนสามารถปลูกได้ทั้งฤดูส่งเสริมเทคโนโลยีใช้น้ำคุ้มค่า เช่น น้ำหยด–พาเลทน้ำ–เซนเซอร์ชลประทานหน่วงน้ำ & ป้องกันน้ำท่วมเมืองหลักพัฒนาแก้มลิง

และจัดระบบพื้นที่หน่วงน้ำอย่างเป็นระบบเร่งรัดทางผันน้ำ เพื่อการผันน้ำอย่างรวดเร็ยวศูนย์สั่งการน้ำแห่งชาติ: ระบบพยากรณ์เตือนภัยน้ำมูลน้ำอัจฉริยะเพื่อให้หน่วยงานและประชาชนรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้จริงจัดทำแผนจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมรายพื้นที่ เชื่อมกับระบบข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์คุณภาพน้ำ & ฟื้นฟูระบบนิเวศปลายน้ำฟื้นฟูลำน้ำ คลองธรรมชาติ แนวกันตะกอนระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน–นิคมอุตสาหกรรมใช้ข้อมูลคุณภาพน้ำแบบดิจิทัลเพื่อควบคุมมลภาวะเชื่อมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (EEC+–ปราจีนบุรี)

วาง “Water-Belt” ให้โรงงาน–อุตสาหกรรมมีน้ำสำรอง ไม่สะดุดส่งเสริมระบบรีไซเคิลน้ำ ลดการพึ่งพาน้ำดิบธรรมชาติทำสัญญาน้ำระยะยาวให้ภาคเอกชนวางแผนลงทุนได้ชัดเจนปฏิทินส่งน้ำดิจิทัล (Digital Water Schedule)เกษตรกรจองรอบน้ำล่วงหน้า เชื่อมกับ Farm/Plot IDรู้เวลาส่งน้ำ–ปริมาณน้ำล่วงหน้า ทำแผนเพาะปลูกแม่นยำขึ้น

นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษแบบดาวกระจาย

การลงทุนสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่จะช่วยกระจายงาน กระจายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนไม่ต้องย้ายถิ่น

  • เกิดเมืองเพื่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่
  • เกิดตำแหน่งงานในแต่ละภูมิภาค ลดการกระจุกตัวของงานใน กทม. และเมืองที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม
  • เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแบบกลุ่มในภูมิภาคเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
  • ขยายเครือข่ายการผลิตพร้อมตั้งศูนย์วิจัยท้องถิ่น เพื่อรองรับการผลิตในเชิงพาณิชย์ปริมาณมาก คุณภาพสูงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าชุมชน

เบอร์ 11 พรรคเศรษฐกิจ

ยุทธศาสตร์ Ocean link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

  • ลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก
  • เกิดเมืองเศรษฐกิจใหม่ในภาคใต้ เพิ่มศักยภาพ GDP
  • เพิ่มการจ้างงานคุณภาพสูง ทั้งด้านวิศวกรรม โลจิสติกส์ พลังงาน และบริการ
  • สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนในห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • ระบุผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล และผลกระทบต่อประชาชนผู้ถือครองที่ดินในเขตโครงการ

โครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Project Infrastructure) เชื่อมไทยสู่ระเบียงเศรษฐกิจโลก โดยมีการจัดสร้างนิคมเศรษฐกิจต่าง ๆ ควบคู่กันไป

  • การลงทุนเอกชนเพิ่มขึ้นจากความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน
  • รายได้และการจ้างงานเพิ่มจากการก่อสร้างและกิจกรรมเศรษฐกิจรอบโครงข่าย 
  • เกษตรกรต้นทุนลดลงมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการได้รับใบอนุญาตส่งออกจากนิคมการเกษตร
  • ระบุผลกระทบด้านเวนคืนที่ดิน/การใช้ที่ดินและสิ่งแวดล้อมในแนวเส้นทาง

เบอร์ 12 พรรคเสรีรวมไทย

สร้างเขื่อน เพื่อการเกษตรและป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง

  • เกิดความคุ้มค่าอย่างมหาศาล สามารถกักเก็บน้ำฝนที่ตกในเขื่อนได้ปริมาณมาก ทำให้
  • ประชาชนพ้นจากการถูกน้ำท่วมทุกปี ปริมาณน้ำสามารถขับไล่น้ำเสียลงสู่ทะเล และสร้างผนังปิดกั้นแม่น้ำ ป้องกันน้ำทะเลหนุน-น้ำเสียกลับเข้าแม่น้ำอีก ทำให้น้ำใสสะอาดภายในเวลาไม่ที่ปี สัตว์น้ำเจริญพันธุ์ในแม่น้ำได้มากขึ้น
  • สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้แบบครบวงจร โดยเฉพาะประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย
  • ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ สูญเสียพื้นที่ป่าไม้และสัตว์ป่า การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาแต่คุณภาพน้ำดีขึ้น

เบอร์ 17 พรรคไทยชนะ

นโยบายโซล่าเซลล์ ครัวเรือนคนละครึ่ง รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคนละครึ่ง ไวไฟชุมชนฟรี

  • ลดค่าไฟ ลดค่าเดินทาง ลดมลพิษ ลดภาระค่าครองชีพ

เบอร์ 18 พรรคพลังสังคมใหม่

กองทุนอนุรักษ์พลังงาน/กองทุนพลังงานสะอาด

  • ลดการใช้น้ำมัน ลด PM 2.5 เพื่อได้อากาศบริสุทธิ์
  • รถ EV อยู่ในวัตถุประสงค์ของกองทุนโดยตรง

กองทุนสิ่งแวดล้อม/กองทุนลดคาร์บอน

  • คาร์บอนต่ำ / ESG / เครดิตคาร์บอนในอนาคต ทำให้บรรยากาศทั่ว ๆ ไป บริสุทธิ์

เบอร์ 23 พรรคปวงชนไทย

นโยบาย “พลิกโฉมอุตสาหกรรมใหม่ ให้ไทยสะอาด”

ยกระดับเศรษฐกิจจากฐานอุตสาหกรรมเก่าที่พึ่งแรงงานราคาถูก ไปสู่อุตสาหกรรมฐานนวัตกรรม (Innovation-based Economy) โดยใช้ 2 กลไกหลักคือ BCG Economy (Bio-Circular-Green): เศรษฐกิจชีวภาพ หมุนเวียน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Hi-Tech & Smart Industry: อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น AI, Robotics, Logistics Semiconductor, Green Hydrogen, EV, Smart Logistics เน้นพื้นที่ EEC เพื่อเป็นพื้นที่นำร่อง และ Sandbox *EEC เชื่อมประเทศ – พลิกโฉมอุตสาหกรรมใหม่ทั่วไทย* ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เต็มศักยภาพ สนามบินอู่ตะเภา (Aviation & Logistics Hub) ท่าเรือมาบตาพุด-แหลมฉบัง (อุตสาหกรรมหนัก, พลังงาน, EV) รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (เชื่อม supply chain และ workforce) ดึงนักลงทุนเดิมใน EEC มาต่อยอด ขยายฐานผลิต Battery – EV – Green Hydrogen ขยายฐาน Bioplastic – FoodTech

ผลกระทบเชิงบวก (Positive Impacts)

  • มิติเศรษฐกิจจาก “รับจ้างผลิต” เป็น “เจ้าของเทคโนโลยี”
  • มิติสังคมและแรงงาน: ยกระดับรายได้ถาวร
  • มิติสิ่งแวดล้อม: อุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้

ความท้าทายและผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวัง

  • ความท้าทายด้านแรงงาน ภาระต้นทุนของ SME
  • ความมั่นคงทางพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน

นโยบายการรับมือกับภัยพิบัติด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี

  • เปลี่ยนงบสร้างกำแพงกั้นน้ำเป็นการสร้างพื้นที่รับน้ำ (Sponge City) และแก้มลิงธรรมชาติ
  • Climate Budget Tagging: ติดป้ายกำกับงบประมาณเพื่อตรวจสอบการลงทุนด้านความยืดหยุ่น

นโยบายกรุงเทพฯ ปอดสะอาด ด้วยนวัตกรรมไทย (Thai-Tech Clean Air)

  • ติดตั้งโครงข่ายเครื่องฟอกอากาศระดับเมือง (Giant Air Purifier) ที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทย เพื่อสร้าง Safe Zone ในพื้นที่สาธารณะและจุดเสี่ยงทั่วกรุงเทพฯ
  • เครื่องฟอกอากาศขนาดยักษ์สามารถลดความเข้มข้นของฝุ่นในจุดที่มีคนหนาแน่น เช่น สถานีรถไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ และสวนสาธารณะได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดค่ารักษาพยาบาล ลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินจากอาการภูมิแพ้และหอบหืดในช่วงวิกฤตฝุ่น

เบอร์ 26 พรรคคลองไทย

นโยบาย ป้องกันน้ำท่วม แก้ไขภัยแล้ง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ

  • ป้องกันน้ำท่วม/แก้ไขภัยแล้ง และมีป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนและความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากน้ำท่วม/ภัยแล้ง

เบอร์ 27 พรรคประชาธิปัตย์

เสนอนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 โดยใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ฉลากคาร์บอนและระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย สนับสนุนพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอากาศสะอาด การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ

นโยบายยกระดับระบบชลประทาน

  • เพิ่มปริมาณน้ำในระบบชลประทานเป็น 5,000,000 ลบ.ม ลดความเสี่ยงเกษตรกรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดความสูญเสียของประชาชนจากอุทกภัย และภัยแล้ง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้ง ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตที่มั่นคงและลดงบประมาณภาครัฐในการป้องกันและเยียวยาจากผลกระทบของภัยธรรมชาติ
  • ประชาชน: เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รายได้มั่นคง ลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ
  • ราชการ : บริหารจัดการน้ำได้มีประสิทธิภาพ
  • เศรษฐกิจ : เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายในการป้องกัน และการเยียวยาจากผลกระทบของภัยธรรมชาติ

นโยบายเกษตรกรมีเงินเดือน ด้วยพันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond) 

  • เกษตรกรปลูกป่าไม้เพิ่ม สร้างรายได้มั่นคง ไทยบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับที่ 2 ของไทย NDC 3.0 เข้าสู่ Net Zero 2050 ได้ตามแผน และเพิ่มการลงทุนจากพันธบัตรป่าไม้ได้ 60,000 ล้านบาท สร้างรายได้เกษตรกร 500,000 ครัวเรือน
  • ประชาชน : เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ลดการปลูกพืชผลตอบแทนต่ำ
  • ราชการ : เร่งการออกเอกสารสิทธิป้องกันพื้นที่ทับซ้อนการปลูกป่าตาม (EUDR)
  • เศรษฐกิจ : รายได้เกษตรกรมั่นคง ลดหนี้ครัวเรือน มีการลงทุนจากกองทุน (ESG) ระดับโลกในไทย

นโยบายประมงยั่งยืน ฟื้นฟูทะเลไทย และยกระดับมาตรฐานสากล – เยียวยาเรือประมงขนาดใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบในการประกาศเขตห้ามทำการประมงใหม่

  • มีการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง จำนวนสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นมีความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ราคาอาหารทะเลลด การบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม และการยกระดับมาตรฐานการประมงไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้ทรัพยากรทางทะเลฟื้นตัว ชาวประมงมีรายได้ที่แน่นอน และมาตรฐานประมงไทยเป็นที่ยอมรับ
  • ประชาชน : ชาวประมงพื้นบ้านและชายฝั่งมีรายได้มากขึ้น จำนวนสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น มีความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
  • ราชการ : เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย มีการรับฟังคามเห็นของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ดุแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะสั้น และระยะยาว
  • เศรษฐกิจ : รายได้จากการประมงที่ยั่งยืนป้องกันการกีดกันทางการค้า

นโยบายเปลี่ยนอากาศเป็นทรัพย์สิน แปลงเกษตรลดโลกร้อน

  • พืชผลทางการเกษตรมีมาตรฐานในระดับโลก ส่งออกได้ ประชาชนในประเทศมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และเกษตรกรเข้าสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น ลดมลพิษทางอากาศ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
  • ประชาชน : เกษตรกรส่งออกสินค้าได้เพิ่มลดมลพิษในอากาศ
  • ราชการ : ส่งเสริมแนวคิดการเกษตรลดโลกร้อน
  • เศรษฐกิจ : เกษตรกรเข้าตลาดโลก

นโยบายขยะลด ชุมชนได้รายได้ เมืองสะอาด ประเทศยั่งยืน

  • ลดปริมาณขยะที่ต้องทำลาย ลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และท้องถิ่น สร้างรายได้จากขยะ และสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และลดภาระงบประมาณการจัดการขยะของรัฐ สร้างรายได้เสริมให้ชุมชน และเมืองสะอาดขึ้น
  • ประชาชน : ต้องมีการแยกขยะ ชุมชนมีรายได้จากการแยกขยะ
  • ราชการ : อปท.ต้องมีส่วนส่งเสริมให้เกิดการแยกขยะในชุชน ส่วนกลางต้องทำหน้าที่ประสานการขายขยะที่ผ่านการแยกให้กับโรงงานแปรรูปขอะรีไซเคิล
  • เศรษฐกิจ : เมืองสะอาด สุขภาพดี ชุมชนมีรายได้

นโยบายเส้นทางเพิ่มโอกาสการท่องเที่ยวใหม่จากโครงการคมนาคมสะพานข้ามเกาะสมุย งบประมาณใน 4 ปีแรก : 10,000 ล้านบาท และรถไฟทางคู่ พังงา – ภูเก็ต งบประมาณใน 4 ปีแรก : ประมาณ 15,000 ล้านบาท

  • พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ในเกาะสมุย และจังหวัดภูเก็ต เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยว ดึงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในเส้นทางท่องเที่ยวใหม่
  • ประชาชน : เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มีความสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง
  • ราชการ : ตรวจสอบรายงาน Environmental Health Impact Assessment (EHIA) อย่างโปร่งใส เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
  • เศรษฐกิจ : เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ลดต้นทุนการเดินทางและขนส่ง
  • ความเสี่ยง : ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้น

นโยบายแม่น้ำสายใหม่ คลองชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ระยะทาง 270 กิโลเมตร ความกว้างประมาณ 100 เมตร งบประมาณ ใน 4 ปีแรก : ประมาณ 10,000 ล้านบาท

  • เพิ่มเส้นทางระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพิ่มเส้นทางการเดินทาง และการขนส่งทางน้ำ ลดค่าขนส่งสินค้าทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าที่ดินริมฝั่งแม่น้ำ เกิดชุมชนใหม่ มีรายได้จากดินที่ขุดขึ้นมา และลดอุทกภัย บริหารจัดการปริมาณน้ำได้สมดุลขึ้น สร้างความมั่นคงในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และลดงบประมาณเยียวยาภัยธรรมชาติ
  • ประชาชน : ลดความเสียหายจากน้ำท่วม ลดต้นทุนการขนส่งพืชผลทางการเกษตร มีรายได้จากธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
  • ราชการ : วางแผนจัดการน้ำอุทกภัยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรวจสอบรายงาน EHIA อย่างโปร่งใส เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การนำดินจากการชุดไปใช้ประโยชน์
  • เศรษฐกิจ : ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมซ้ำซาก เพิ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์ในการขนส่ง ผลตอบแทนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่าในระยะยาว
  • ความเสี่ยง : ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้น ต้นทุนการเวนคืนที่ดินในโครงการ แม้มีการสำรวจแนวการขุดไว้แล้ว

นโยบายโรงงาน Pyrolysis แปรรูปขยะพลาสติกเป็นพลังงาน สร้างรายได้ชุมชน

  • ส่งเสริมการแยกขยะ ลดการเผาในที่แจ้ง ลดฝุ่น PM 2.5 ชุมชนมีรายได้เพิ่ม ปลอดภัยจากมลพิษ และลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในการกำจัดขยะ
  • ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสร้างโรงงานแปรรูปขยะพลาสติกด้วยเทคโนโลยี Pyrolysis เพื่อลดการเผาขยะสร้างมลพิษ การใช้เทคโนโลยี Pyrolysis นอกจากช่วยกำจัดขยะพลาสติกแล้วยังสามารถสร้างมูลค่าด้วยการผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ เมื่อชุมชนมีโรงงานลักษณะนี้แล้วจะสามารถสร้างรายได้มาพัฒนาด้านต่าง ๆ ในชุมชน เป้าหมาย 20 โรง ต้นทุนโรงงานละ 40,000,000 บาท
  • ประชาชน : ปลอดภัยจากมลพิษ ชุมชนมีรายได้
  • ราชการ : กำหนดมาตรฐาน และมีระบบตรวจสอบ โดยไม่เป็นอุปสรรคในการก่อตั้งโรงงานนี้
  • เศรษฐกิจ : ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ และต้นทุนแฝงในการกำจัดขยะ

นโยบายค่าไฟฟ้า 3.5 บาท ประเทศไทยศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งอาเซียน

  • ลดค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างยั่งยืนให้มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกมากขึ้น ลดการนำเข้าพลังงาน Liquefied natural gas (LNG) และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนและภาค
  • ธุรกิจ การกำกับกิจการพลังงานโปร่งใส ลดการขาดดุลการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ประชาชน : ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลดต้นทุนในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
  • ราชการ : ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่ตามนโยบายนี้ รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว แก้กฎระเบียบให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าอาเซียน
  • เศรษฐกิจ : ลดค่าใช้จ่ายประชาชน และธุรกิจ เพิ่มกำลังซื้อ ลดการผูกขาดของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า มีรายได้จากการให้เช่าสายส่งไฟฟ้า

นโยบายไทยฟ้าใหม่ (New Sky Thailand)

  • จัดตั้งและบริหารกองทุนเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมไทย (Thai E-Transform Fund)
  • พัฒนาระบบ “ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมใบเดียว”
  • ผลักดัน และบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน และพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาหภูมิอากาศ เพื่อลด PM 2.5 และมลพิษสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ช่วยเอกชนปรับตัว รักษารายได้จากการส่งออกที่อาจถูกกีดกันจากมาตรการ เช่น CBAM EUDR โดยเงินกองทุนมาจากค่าธรรมเนียม/ภาษีด้านมลพิษและคาร์บอน งบประมาณรัฐ แหล่งเงินสีเขียว เพื่อใช้สนับสนุนในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินอุดหนุน และการค้ำประกันสินเชื่อ
  • สนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียวในประเทศ ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างชาติ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ลดความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตสำหรับธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม และธุรกิจเดิมที่ต้องการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการผลิต
  • ลดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ช่วยให้ภาคธุรกิจรักษาฐานการส่งออกด้วยมาตรฐานสีเขียว และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น
  • ประชาชน : สุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากมลภาวะ และฝุ่น PM 2.5 ที่ลดลง มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบต้นเหตุการสร้างมลภาวะได้
  • ราชการ : –
  • เศรษฐกิจ : สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ประชาชนมีสุขภาพดี

นโยบายฝุ่น PM 2.5 ลดได้ – ติดตั้งระบบตรวจวัดสารก่อมะเร็งในฝุ่น PM 2.5 Super Sensor

  • ลดค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะมะเร็งปอด และโรคทางเดินหายใจ การรู้ชนิดของสารก่อมะเร็ง ทำให้รัฐออกมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ เพิ่มคุณภาพชีวิต เกิดการปรับตัวของเกษตรกรในระยะยาว เป็นเกษตรแบบยั่งยืน
  • ประชาชนเข้าถึงข้อมูลมลพิษเพื่อการระวังตัวที่แม่นยำ ช่วยลดค่ารักษาพยาบาลจากโรคทางเดินหายใจและมะเร็งปอด พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมการเกษตรให้ปราศจากการเผา
  • ประชาชน : ลดความเสี่ยงสะสมของสารก่อมะเร็งในร่างกาย เข้าถึงข้อมูลมลพิษระมัดระวังตัวได้
  • ราชการ : กรมควบคุมมลพิษต้องเปลี่ยนเกณฑ์มาตรฐานอากาศ จากแค่ PM 2.5 ไปสู่การคุมสารเฉพาะตัวมากขึ้น เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีการลงโทษแหล่งกำเนิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมายสินค้าเกษตรข้ามพรมแดน
  • เศรษฐกิจ : ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐและประชาชน อุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ปรับตัวเพื่อไม่รับซื้อสินค้าการเกษตรที่นำไปสู่การเผา

เบอร์ 35 พรรครักชาติ

นโยบายเขตอุตสาหกรรมใหม่ 18 เขต 6 ภูมิภาค Strategic Corridor ภายใต้กรอบ Sovereign Value Economy และ Value-Added Mandate

ความคุ้มค่าอยู่ที่การย้ายการลงทุนจากจุดเดียวไปสู่เครือข่ายกิจกรรมเศรษฐกิจ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐสร้างเกิดการใช้เต็มศักยภาพและลดความสูญเสียจากความแออัดเมืองใหญ่ Value-Added Mandate ทำให้สิทธิประโยชน์ไม่รั่วไหลไปเป็นกำไรเอกชนอย่างเดียว แต่แลกกับการพัฒนาทักษะ การตั้ง R&D และการใช้ซัพพลายเชนไทย เพิ่มผลตอบแทนเชิงเทคโนโลยีต่อบาทลงทุน อีกทั้งการกำหนดบทบาทรายภูมิภาค ลดการแข่งขันแย่งลงทุนกันเอง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่รัฐจ่ายซ้ำซ้อน

เกิดงานคุณภาพในภูมิภาค ลดการไหลเข้าสู่เมืองและลดส้นทุนครัวเรือนจากการย้ายถิ่น SME ท้องถิ่นได้โอกาสเป็นซัพพลายเออร์และยกระดับมาตรฐาน ระยะกลางฐานภาษีจากการจ้างงานและการผลิตเพิ่มขึ้น ระยะยาวเกิดการสะสมเทคโนโลยีและขีดความสามารถในประเทศ ตัวชี้วัด เช่น สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศเพิ่มขึ้น จำนวนแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนภูมิภาคเติบโตเร็วขึ้น

จะเกิดการกระจายฐานการผลิตและงานคุณภาพสู่ภูมิภาค ลดการกระจุกตัวในเมืองใหญ่ และเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนให้สะสมมูลค่าเพิ่มในประเทศผ่านเงื่อนไข local content/vinu=/R&D ผลกระทบเชิงพื้นที่ คือ ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารความขัดแย้งเรื่องที่ดิน-สิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งทำให้หน่วยงานรัฐต้องทำงานบูรณาการและรายงานผลแบบเปิด

เบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทย

ชูนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” (Green Economy Plus) มุ่งลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนผ่านโครงการโซลาร์รูฟท็อป ผลิตไฟฟ้าใช้เอง พร้อมปรับวิถีเกษตรกรสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน แทนนโยบายการแจกเงิน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจัดการขยะทะเลและการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป

นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว

“เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” รักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวย ให้คนไทยโตอย่างยั่งยืน เพิ่มมูลค่าสินค้าจากการผลิตที่รักษ์โลก มีเรื่องที่จะทำคือ กฎหมายและมาตรฐานสีเขียว , การเงินสีเขียว (Green Finance) , ตลาดทุนสีเขียว (ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต) และอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นต้น ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุรุนแรง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ที่มนุษย์ผลิตขึ้นจนเหลือเป็นศูนย์  ในปี 2050  ให้เร็วขึ้น

  • Net Zero 2050
  • พลังงานสีเขียว (Direct PPA) ทำโซล่าเซลล์ชุมชน
  • ส่งไฟฟ้าเข้าบ้านตรง
  • ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก

นโยบายค่าไฟฟ้า หน่วยละ 3 บาท (ยูนิตละ ไม่เกิน 3 บาท – 200 ยูนิตแรก) ใช้งบประจำปี และรายได้จากพลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ชุมชน ลดต้นทุนไฟฟ้า ได้บางส่วน

ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พลัส สู่ Net Zero 2050 ของพรรคภูมิใจไทย มีมาตรการจะดำเนินการโดย พลังงานสีเขียว (Direct PPA) โดยจะทำโซล่าเซลล์ชุมชน ส่งไฟฟ้าเข้าบ้านเรือนตรงถึงประชาชน ไม่ต้องผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่จะคิดค่าดำเนินการ และค่าภาษีซ้ำซ้อน ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาแพงขึ้น และปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นและปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่เพื่อกระตุ้นให้ประหยัดพลังงาน

นโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด (คมนาคมสีเขียว)

  • ภายใต้กรอบเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด
  • เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคตของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  • สนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียว และ Net Zero 2050
  • ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน
  • ช่วยลดมลพิษฝุ่น PM 2.5
  • ช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน
  • ประชาชนประหยัดค่าน้ำมัน
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

กองทุนภัยพิบัติ

ยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ภัยต่าง ๆ และการเตือนภัย รวมถึงการเสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ระดับโลก เป็นการบูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานด้วยความโปร่งใส วางแผนรับมือ ประสานงานอย่างแม่นยำ รวดเร็ว แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด มีการจัดทำผังอย่างละเอียดรายตำบล เพื่อการวางแผนจัดการเมื่อประสบภัย สร้างช่องทางในการส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนในการประกอบการตัดสินใจ

มาตรการ “การเยียวยา” พบว่า ที่ผ่านมาช่วงเป็นรัฐบาล 3 เดือน ต้องสูญเสียเงินเยียวยาเรื่องภัยพิบัติไปแล้วกว่า 33,000 ล้านบาท ซึ่งหากมีการทำประกันภัยพิบัติให้ประชาชนทุกครัวเรือน นโยบายของพรรคภูมิใจไทย จะตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน ต้องเป็นสิทธิพื้นฐานที่ครัวเรือนประเทศไทยทั้งหมด 29,505,775 ครัวเรือน ได้รับ

“รัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 ต่อครัวเรือน เพื่อทำประกันกองทุนภัยพิบัติ รวมมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อเกิดน้ำท่วม AI จับข้อมูลได้ จะจ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม โดยหากประชาชนต้องการจะเพิ่มวงเงินเอาประกันสูงขึ้น สามารถทำเพิ่มเองได้”

เบอร์ 39 พรรคกรีน

นโยบายหวยต้นไม้

  • เกิดแรงจูงใจให้ตรวจนับทำบัญชีต้นไม้อย่างมีระบบ และกระตุ้นให้ประชาชนปลูกต้นไม้ 

เบอร์ 42 พรรคกล้าธรรม

นโยบายด้านน้ำและระบบชลประทาน : ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ

  • เพิ่มรายได้ภาคเกษตรจากพื้นที่ชลประทานใหม่
  • โครงการ 1 แหล่งน้ำ 1 ชุมชน 
  • ลดต้นทุนพลังงานจากระบบโซลาร์
  • เกิดมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมอาหารและการจ้างงาน
  • ลดภาระงบเยียวยาภัยแล้งและภัยพิบัติ

นโยบาย Bangkok Green 

โรงงานกำจัดขยะ Bangkok Hill โดยนำตัวอย่างจาก Copen Hill มาประยุกต์ใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะ พร้อมทั้งเป็นการกำจัดขยะไปในตัว โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะได้ ทั้งนี้ หากมีขยะที่เหลือสามารถนำไปทำเป็นโครงการต่อยอดเปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ยเพื่อต่อยอดการเกษตรให้กับประเทศเป็นลำดับต่อไป 

Solar Cell หลังคาสร้างเงิน สนับสนุนการติด Solar Cell ของคนกรุงเทพโดยให้โอกาสบ้าน-อาคารต่าง ๆ ที่ติด Solar Cell สามารถขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้านครหลวงได้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ผลักดันให้ทุกครัวเรือนที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้จากหลังคาบ้านของตนเอง และช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากส่วนกลาง

การดำเนินนโยบาย Bangkok Green จะส่งผลให้กรุงเทพมหานครสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องผังกลบและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดลอมในระยะยาวผ่านการยกระดับระบบกำจัดขยะให้เป็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะควบคู่กับการกำจัดขยะในตัว (Waste-to-Energy) อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของ กทม. ในด้านการจัดการขยะอีกด้วย และยังเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานของเมืองด้วยการเพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่เมืองเอง ขณะเดียวกัน โครงการ Solar Cell หลังคาสร้างเงินจะช่วยให้ครัวเรือนและอาคารที่มีศักยภาพ สามารถลดค่าไฟและสร้างรายได้จากการขายไฟคืนแก่การไฟฟ้านครหลวง ซึ่งเอื้อต่อการกระจายรายได้และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นโยบายเศรษฐกิจประมงยั่งยืน

ยกระดับอุตสาหกรรมประมงไทยให้เติบโตบนฐานความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน

การส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืนจะช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยกร ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์

เบอร์ 44 พรรคโอกาสใหม่

ประกาศนโยบาย “Green No Grey” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจเขียว โปร่งใส และประเทศไทยที่ยั่งยืน มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถแข่งขันได้จริงในเวทีโลก ควบคู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

นโยบายพลังงานมั่นคง ลดรายจ่าย ลดต้นทุนประชาชน

  • การสนับสนุน Solar Rooftop ภาคครัวเรือน โดยมีเงินอุดหนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือ ภาษีลดหย่อน
  • การปรับโครงสร้างก๊าซธรรมชาติ (Energy Pool Price) รัฐปรับปรุงการจัดสรรก๊าซจากอ่าวไทย โดยจัดสรรก๊าซในราคาถูกให้กับภาคการผลิตไฟฟ้าก่อนภาคปิโตรเคมี

เบอร์ 45 พรรคเป็นธรรม

  • กำหนดให้การพัฒนาในพื้นที่ใดต้องผ่านกลไกการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อหาทางเลือกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายก่อนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • ยกฐานะสายน้ำให้มีฐานะเสมือนนิติบุคคล เพื่อออกกฎหมายคุ้มครองสายน้ำในประเทศไทย
  • ให้อำนาจจัดการทรัพยากรหาดทรายและชายฝั่งทะเลเป็นของชุมชนและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยการจัดทำแผนของท้องถิ่นให้ใช้แนวทางเครื่องมือการประเมินสิ่งแวดล้อม

เบอร์ 46 พรรคประชาชน

เสนอยุทธศาสตร์รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบครบวงจร ตั้งเป้าบรรลุ Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาด ผ่านศูนย์บัญชาการมลพิษที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ ควบคู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการจัดการไฟป่า ปรับระบบจัดการขยะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ

ผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

เพื่อตั้งกองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและกองทุนปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงทรัพยากรและงบประมาณในการฟื้นฟูชีวิตจากผลกระทบของสภาวะโลกร้อน โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาคส่วน และเน้นแนวคิดการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation: EbA) ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐาน

  • การจัดการน้ำ: ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน / ฟื้นรูปแนวร่องน้ำให้เป็นธรรมชาติ / กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ไม่จำเป็น 
  • การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร: สนับสนุนเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก: ผ่านการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขในการปรับเปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกพืชตามที่รัฐกำหนด / ประกันภัยการเกษตรด้วยดัชนีสภาพอากาศ โดยรัฐ อุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร ในลักษณะการร่วมจ่ายกับเกษตรกร / จัดทำปฏิทินการเพาะปลูกตามข้อมูลภูมิอากาศ
  • การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงมนุษย์: วางผังเมืองให้รองรับความเสี่ยง / พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น รองรับภัยพิบัติตามแนวคิด Nature-based Solutions / ทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งระบบ

โดยปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้เอื้อต่อการดำเนินโครงการ NbS: ประกาศบังคับใช้ระบบทางน้ำตามผังน้ำใน 22 ลุ่มน้ำ ร่วมกับ สทนช. และกรมโยธาธิการและผังเมือง / เร่งจัดทำข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนที่ดิน

รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ

มีแผนรับมือภัยพิบัติ ให้อำนาจท้องถิ่นใช้งบ เตือนภัยผ่าน Cell Broadcast สร้างศูนย์พักพิงมาตรฐาน เยียวยาฉับไวด้วยดาวเทียม และฟื้นฟูสาธารณูปโภคให้ยืดหยุ่นรองรับวิกฤตโลกรวน

  • กระจายอำนาจและงบประมาณให้ อปท. ในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะในส่วนของระบบเตือนภัย ศูนย์พักพิง และระบบสื่อสาร/ระบบข้อมูลเพื่อการบัญชาการเหตุการณ์
  • ให้อำนาจและความยืดหยุ่นกับ อปท. ในการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ และการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรับมือภัยพิบัติ
  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่นและชุมชน และให้ อปท. จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง

1. การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ

  • กลไกทางการเงินท้องถิ่น: จัดทำแผนและกลไกทางการเงินที่ให้ อปท. สามารถเข้าถึงงบประมาณเพื่อใช้ในการรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที (เช่น ทำแหล่งกักเก็บน้ำ, ปรับปรุงเส้นทางระบายน้ำ)
  • บูรณาการข้อมูล: เชื่อมโยงแผนเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของท้องถิ่นเข้ากับกระบวนการภาครัฐ เช่น ผังเมือง, การจัดทำรายงาน EIA, การออกแบบอาคาร
  • วิจัยและพัฒนา: สนับสนุนการวิจัย เช่น ระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น, การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรับภัยพิบัติด้วยหลักการ Eco-DRR (การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยระบบนิเวศ) 
  • เครื่องมือทางการเงิน: พัฒนาระบบ การประกันภัยพืชผล หากเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อเป็นทางเลือกในการรับมือค่าใช้จ่าย

2. การเตือนภัย

  • เชื่อมโยงข้อมูล: เชื่อมโยงข้อมูลทางอุทกวิทยาและข้อมูลคุณภาพอากาศจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็น ระบบข้อมูลเดียวกัน เพื่อความแม่นยำและรวดเร็ว
  • ระบบเตือนภัยชุมชนเป็นฐาน: ออกแบบระบบเตือนภัยให้ครอบคลุมทุกตำบลตามหลักการ CbDRM (การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน) โดยให้สอดคล้องกับระบบนิเวศวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น
  • Cell Broadcast: ติดตั้งและเปิดใช้ระบบเตือนภัยสาธารณะแบบ Cell Broadcast ที่สามารถส่งคำเตือนผ่านทางโทรศัพท์มือถือทุกกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้ทันท่วงที
  • พัฒนาช่องทางสื่อสาร: พัฒนาช่องทาง Open Chat ของแต่ละท้องถิ่น โดยมีแอดมินที่ได้รับการฝึกฝนและเชื่อมต่อกับข้อมูลรัฐบาลได้อย่างทันท่วงที

3. การเผชิญเหตุภัยพิบัติ

  • ถ่ายโอนอำนาจให้ท้องถิ่น: ถ่ายโอนอำนาจให้ท้องถิ่นในการ ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยมีเกณฑ์การประกาศที่ชัดเจน และมีระเบียบการใช้เงินที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์
  • ศูนย์พักพิงมาตรฐาน: ตรวจสอบให้แต่ละพื้นที่มีการเตรียม ศูนย์พักพิงและพื้นที่ปลอดภัยมาตรฐานล่วงหน้า (หมู่บ้านละ 1 แห่ง) มีอุปกรณ์ที่เพียงพอ และแจ้งแนวทางการเผชิญภัยพิบัติให้ประชาชนทราบล่วงหน้า
  • ฝึกซ้อมจริงจัง: ฝึกซ้อมการบัญชาการเหตุการณ์อย่างจริงจัง โดยให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ (เช่น ผู้ว่าฯ, นายกเทศมนตรี) เข้าฝึกการบัญชาการเหตุการณ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมด้วย
  • ระบบข้อมูลเรียลไทม์: ออกแบบระบบข้อมูลเพื่อบัญชาการเหตุการณ์ที่สามารถติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานได้แบบ เรียลไทม์

4. การเยียวยา/ฟื้นฟู

  • จ่ายเงินเยียวยาทันที: เปลี่ยนแนวคิดจากการรอให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปก่อน มาเป็นการ จ่ายค่าชดเชยเยียวยาทันทีที่ประสบเหตุ (เช่น เพื่อใช้ในการอพยพ) รวมถึงกรณีการปนเปื้อนสารพิษอุตสาหกรรม ต้องเข้าไปฟื้นฟูและเยียวยาชุมชนทันที
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยประเมิน: นำระบบข้อมูลสารสนเทศยุคใหม่ เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียม มาใช้ในการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อจ่ายเงินเยียวยาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
  • ฟื้นฟูความยืดหยุ่น (Resilience): ฟื้นฟูสาธารณูปโภคที่เสียหายกลับมาใหม่ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น รองรับกับภัยพิบัติที่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกในอนาคต (เช่น ออกแบบระบบท่อแยกน้ำเสียออกจากน้ำฝน, แหล่งน้ำสำรอง)
  • ดูแลสุขภาพกายและจิต: กระทรวงสาธารณสุข (กรมอนามัย, กรมควบคุมโรค, กรมสุขภาพจิต) ต้องเข้าไปตรวจทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขอนามัยของประชาชนหลังประสบภัยพิบัติ

กลไกทางการเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance)

ผลักดัน พ.ร.บ.สภาพภูมิอากาศ ใช้ภาษีคาร์บอนและพันธบัตรสำหรับระดมทุนสำหรับโครงการสีเขียว พร้อมดึงเทคโนโลยีโลกช่วยชุมชนปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมี One Stop Service และ Climate Literacy เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการและประชาชน และบรรจุในหลักสูตรการศึกษา

1. การทูตสิ่งแวดล้อม (Climate Diplomacy) 

  • ใช้บทบาททางการทูตของไทยในการ สร้างแรงกดดัน ให้ประเทศพัฒนาแล้วลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดให้ประเทศกำลังพัฒนา
  • สร้างความร่วมมือกับรัฐสภาทั่วโลกเพื่อ เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดยใช้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบของภูมิภาค

2. การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • จูงใจลดคาร์บอนผ่านการลดภาษี โดยปรับโครงสร้างภาษีให้สะท้อนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านนโยบายภาษีสำหรับ Green Transition: ยกเว้นภาษีเงินได้ที่ได้จากโครงการลด GHG และเก็บภาษีคาร์บอน
  • อุดหนุนพลังงานสะอาด ยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • เมืองฟองน้ำ (Sponge City) ลดผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ 
  • ลงทุนในระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า
  • พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (การบริหารจัดการขยะ และพลังงานสะอาด)
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียว (อนุรักษ์ ฟื้นฟูพื้นที่ป่า/พื้นที่ชุ่มน้ำ และพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมือง)
  • จัดตั้งกองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ
  • ออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds / Sustainability Bonds) เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ เช่น ระบบขนส่งสาธารณะสีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานบรรเทาภัยพิบัติ
  • เพิ่มขีดความสามารถของไทยในการเข้าถึงกองทุนระดับโลก
  • ยกระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน
  • ความร่วมมือทวิภาคี เพื่อเร่งนำเทคโนโลยีสะอาดและระบบเมืองยั่งยืนเข้ามาใช้ในประเทศ

3. แผนการลงทุน

  • ทบทวนแผนนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศของประเทศให้เชื่อมโยงเป็นแผนเดียว
  • จัดตั้งคณะทำงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม
  • ผู้ประกอบการที่ปล่อยคาร์บอนเกินกำหนด ต้องร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียวฯ (กลไกราคาคาร์บอน)
  • ใช้เครื่องมือการเงินสีเขียว (Green Taxonomy, Green Bonds, Green Loans) และระบบประกันภัยดัชนีภูมิอากาศ
  • พัฒนาระบบการเงินของประเทศให้โปร่งใส และเป็นมิตรต่อการลงทุนสีเขียว

Net-zero ภายในปี 2050

เร่งบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ผ่านการลดการปล่อยใน 5 ภาคส่วนหลัก (พลังงาน คมนาคมขนส่ง เกษตรและปศุสัตว์ กระบวนการทางอุตสาหกรรม การจัดการของเสีย) พร้อมใช้พลังงานธรรมชาติและการปลูกป่าดูดซํบคาร์บอนอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อน

แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions) โดยใช้ป่าบก (Green Carbon) และป่าชายเลน/ทรัพยากรทางทะเล (Blue Carbon) ในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน

1. ภาคพลังงาน

  • ลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภท
  • เปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีและส่งเสริม Solar Cell ปลดล็อกให้ประชาชนติดแผงโซลาร์เซลล์ด้วยระบบ Net-metering (หักลบหน่วยขาย/ซื้อ) และเปิดโอกาสให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนแก่รัฐในราคาตลาด
  • ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน ลดการผลิต 70% ภายในปี 2030 และเลิกโรงงานทั้งหมดในปี 2040
  • ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก และพลังงานจากไฮโดรเจน

2. ภาคเกษตร

  • ส่งเสริมปลูกข้าวใช้น้ำน้อย
  • ส่งเสริมหญ้าเนเปียร์ในนาข้าว

3. ภาคอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์

  • สร้างเศรษฐกิจสีเขียว และงานสีเขียว โดยให้เครดิตภาษีสำหรับการลงทุนในพลังงานสะอาดแก่ภาคเอกชน
  • ส่งเสริมระบบนิเวศการรีไซเคิลโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบอัดประจุใหม่
  • โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในอุตสาหกรรม

4. ภาคของเสีย

  • ก๊าซจากการฝังกลบ (Landfill gas)
  • ระบบนิเวศในเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยกลไกสนับสนุนการรีไซเคิล และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากอาหาร
  • โรงไฟฟ้าจากขยะ (Waste to energy) เพิ่มงบประมานให้ท้องถิ่นร่วมลงทุนกับเอกชนในการสร้างเตาเผาเพื่อผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ

5. ภาคป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน 

  • เพิ่มพื้นที่ป่า Green Carbon: เพิ่มพื้นที่ป่า 1 ล้านไร่ ภายใน 4 ปี ผ่านการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น
  • ส่งเสริมไบโอชาร์: ส่งเสริมภาคเกษตรให้ช่วยดูดซับคาร์บอนส่วนเกิน
  • ส่งเสริม Blue Carbon Economy: ดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ผ่านเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) และ การเก็บค่าจัดการทรัพยากรโดยท้องถิ่น (PES) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย 30×30 (ปกป้องพื้นที่ธรรมชาติอย่างน้อย 30% ของโลกภายในปี 2030)

แก้ปัญหาระบบบัญชาการปัญหา PM 2.5

จัดตั้ง ศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (Clean Air Command Center: CACC) รวมอำนาจสั่งการทุกกระทรวง มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูล 

พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตรวจจับจุดความร้อนแบบ Real-time ตรวจจับการเผาแบบรายชั่วโมง และเทคโนโลยีตรวจจับค่าฝุ่นพิษ และ Thermal Drone ติดตั้งในทุกทีมดับไฟของป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 

การปรับตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหา เปลี่ยนจาก Hotspot (จุดความร้อน) เป็น Burnscar (พื้นที่เผาไหม้) จากภาพถ่ายทางดาวเทียมบวกการตรวจสอบโดยพื้นที่ (Ground Check) และใช้อัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ควบคู่กับการวัดค่า PM 2.5 เพื่อประเมินให้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยแสดงเป็น PM2.5:Ventilation-rate Ratio และความชิ้นในอากาศและปริมาณฝนสะสมรายวัน

เตรียมพร้อมรับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้สามารถตั้ง ศูนย์บัญชาการระดับท้องถิ่น (Local-CACC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสั่งการ 3 ส่วน

  • ก่อนเกิดเหตุ: สั่งการเพื่อเตรียมการล่วงหน้า กำกับมาตรการบังคับ/สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณ
  • ช่วงเผชิญเหตุ: สั่งการเพื่อบรรเทาปัญหาที่ได้เตรียมการรับมือไว้อย่างเต็มที่
  • ประเมินผล: ประเมินผลการดำเนินการและการใช้งบประมาณของทุกหน่วยงาน พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย

ส้มสู้ไฟป่า แก้ปัญหา PM 2.5 

จัดการไฟป่าด้วยฐานข้อมูลและเทคโนโลยี ปลดล๊อคท้องถิ่นจัดการไฟป่าพร้อมงบประมาณ และการหยุดไฟตั้งแต่ต้นทางก่อนลุกลามเป็นวิกฤตฝุ่น

1. เทคโนโลยีเฝ้าระวังและการบิน (Air & Space Tech)

  • ดาวเทียมตรวจจับ Hotspot เรียลไทม์ให้มีความถี่สูงขึ้น
  • บูรณาการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรน
  • Tracking การจัดการเชื้อเพลิง (ติดตามพื้นที่ที่มีการชิงเผาหรือจัดการเชื้อเพลิงแล้ว เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า)

2. ปลดล็อกท้องถิ่นและงบประมาณ

  • แก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ที่เหมาะกับป่าในพื้นที่
  • จัดสรรงบประมาณให้ อบจ. ทำงานร่วมกับชุมชนในการสร้างแนวกันไฟและเตรียมทีมตอบสนองไว

3. สวัสดิการและอุปกรณ์ความปลอดภัย

  • ปรับสัญญาจ้างทีมดับไฟป่า: เปลี่ยนแรงงานรายวันเป็นสัญญาจ้าง 3-5 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงและสะสมความเชี่ยวชาญ
  • ประกันชีวิต 100%: รัฐสนับสนุนงบประมาณซื้อประกันชีวิตและอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคน
  • สนับสนุนอุปกรณ์ในจุดอับสัญญาณ: จัดหา GPS และวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แม้อยู่ในจุดอับสัญญาณ พร้อมเครื่อง AED และชุดออกซิเจนประจำทีม

4. ให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

  • เชื่อมโยงสิทธิที่ดิน: แก้ไขปัญหาไฟป่าที่ต้นตอโดยเชื่อมโยงกับการจัดการสิทธิที่ดินทำกินในเขตป่า เพื่อให้ชาวบ้านร่วมเป็นหูเป็นตาและดูแลรักษาป่าร่วมกับรัฐ

แก้ฝุ่นพิษภาคเกษตร ลด PM 2.5

เกษตรไม่เผา ใช้ดาวเทียมคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง สนับสนุนเครื่องจักรไถกลบ แปรรูปเศษวัสดุเป็นรายได้ และบังคับผู้รับซื้อร่วมรับผิดชอบห่วงโซ่การผลิต เพื่อหยุดฝุ่นพิษที่ต้นตออย่างยั่งยืน

เปลี่ยน KPI การวัดผล: จากจุดความร้อน (Hotspot) เป็นพื้นที่เผาไหม้จริง (Burnscar) เพื่อประเมินผลงานรัฐตามความเป็นจริง โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดพื้นที่เผาไหม้จริง ร่วมกับการลงตรวจสอบภาคสนาม (Ground Check) เพื่อความแม่นยำสูงสุด

ใช้ข้อมูลวางแผนเชิงรุก: เชื่อมโยงข้อมูลที่ดิน (กรมพัฒนาที่ดิน/สปก./กรมส่งเสริมการเกษตร/กรมวิชาการ/กรมการข้าว) กับข้อมูลอายุพืชจากภาพถ่ายทางดาวเทียม (GISTDA) เพื่อจัดทำ “แผนที่เสี่ยงการเผาตามช่วงเวลา” ทำให้รัฐคาดการณ์ได้ว่าพื้นที่ไหนพืชมีอายุใกล้เก็บเกี่ยว หรือ เก็บเกี่ยวแล้ว ใกล้เผาแล้ว ทำให้สามารถส่งเครื่องจักรหรือมาตรการอุดหนุนลงไปก่อนที่เกษตรกรจะเริ่มเผา จัดการตามพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

สร้างระบบจัดการเศษวัสดุให้มีมูลค่า: เชื่อมโยงเศษวัสดุเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมพลังงานและชีวมวล โดยข้าว: แนวทาง “แม้การไม่เผาจะเพิ่มต้นทุน แต่สร้างรายได้+ผลผลิตมากกว่าการเผา” ด้วยการสนับสนุนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ ที่ใช้เวลาเพียง 5-7 วัน ทันต่อการปลูกนาปรัง ไม่ต้องเร่งรอบปลูกด้วยเผา แถมยังเพิ่มธาตุในดิน เพิ่มปริมาณผลผลิต สร้างรายได้มากกว่าการเผา พร้อมสนับสนุนการดำเนินการวิธีไม่เผา 250 บาทต่อไร่ พร้อมกำหนดมาตรการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เผาซ้ำซาก / ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ส่งเสริมการผลิต ไบโอชาร์ (Biochar) ปุ๋ยอัดเม็ด และอาหารสัตว์ในพื้นที่ พร้อมปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม ด้วยการสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ / อ้อย: สนับสนุนการตัดอ้อยสด ออกมาตรการการสนับสนุนและการบังคับโทษให้เกษตรกรได้วางแผนล่วงหน้าก่อนเพาะปลูก รวมถึงการไถกลบ ควบคู่กับการเชื่อมโยงโรงไฟฟ้าชีวมวลให้รองรับเศษอ้อยได้อย่างเพียงพอ

ใช้กลไกห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain): ออกมาตรฐานบังคับให้ผู้รับซื้อและร้านค้าผลิตภัณฑ์ปลายทางมีส่วนรับผิดชอบต่อการเผาในแปลงเกษตร และฉลากสินค้าเกษตรไม่เผา: สร้างเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าที่ไม่ใช้การเผาในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดผู้บริโภค

สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับการจัดการเศษวัสดุ โดยเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม และจัดทำระบบข้อมูลตำแหน่ง จำนวน และการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร

แก้มลพิษทางอากาศข้ามแดน ลด PM 2.5

CACC Regional Hub: ยกระดับ CACC ให้เป็นศูนย์ประสานข้อมูลด้านมลพิษทางอากาศ ระดับอาเซียนหรืออนุภูมิภาค (ไทย–เมียนมา–ลาว–กัมพูชา–เวียดนาม) ตามกลไกของข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการมลพิษทางอากาศข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution – AATHP) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมบนฐานข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าอย่างแม่นยำ

กลไกห่วงโซ่อุปทานการเกษตรสีเขียว (Green Supply Chain) โดยขับเคลื่อน ASEAN Climate Resilience Network (CRN) ให้เป็นกลไกหลักในการผลักดัน “เกษตรไม่เผา” และการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร GAP (No-Burning) ในระดับอาเซียน และห้ามนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่ก่อมลพิษข้ามแดน+กำกับสินค้าเสี่ยงมลพิษ

ใช้กรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน (AADMER) เพื่อเข้าจัดการไฟป่าข้ามแดนและฝุ่นพิษในฐานะสาธารณภัยเร่งด่วน และยกระดับปัญหาฝุ่นข้ามแดนพร้อมปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน เข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อสร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษข้ามแดน

ใช้กลไกความร่วมมือด้านการพัฒนา เช่น โครงการจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน NEDA และจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) เพื่อสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านในการลดมลพิษทางอากาศ และควบคุมมลพิษข้ามแดนในพื้นที่ภาคใต้จากภาคคมนาคมทางทะเล

ลดมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ ลด PM 2.5

พัฒนาฐานข้อมูลยานพาหนะระดับประเทศ (Digital Vehicle Database) ที่ระบุอัตราการระบายสารมลพิษจริง เพื่อรองรับ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษในแต่ละเขตเมือง และจัดทำรายชื่อยานพาหนะที่เหมาะสม (Green List) เพื่อกำหนดมาตรการจูงใจหรือจำกัดการเข้าพื้นที่

การเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจการปล่อยมลพิษ กับรถยนต์แบ่งตามประเภท อายุของรถ และประเภทของพื้นที่ (Attainment area หรือ Non-attainment area) และบังคับใช้มาตรฐาน EURO 5/6 อย่างเข้มงวด รวมถึงกำหนดนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า ควบคู่กับ มาตรการจัดการยานพาหนะสิ้นสภาพ (End-of-Life Vehicle) เพื่อคัดกรองรถเก่าที่ปล่อยมลพิษสูงออกจากระบบอย่างเป็นธรรม

ให้อำนาจท้องถิ่นประกาศเขต Low Emission Zone ในพื้นที่วิกฤต โดยสามารถกำหนดเกณฑ์จำกัดรถมลพิษสูงเข้าพื้นที่ในช่วงเวลาที่ฝุ่นหนาแน่น ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด

พัฒนาระบบตั๋วเดียว (Common Ticketing)ที่ใช้ได้ทั้ง เรือ รถไฟ และรถเมล์ เพื่อความสะดวกและลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน 

ประเมินผลการดำเนินการและการใช้งบประมาณด้านการจัดการมลพิษจากภาคคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่

แก้ PM 2.5 ผู้ปล่อยมลพิษต้องรับผิดชอบ

เปลี่ยนมลพิษที่เคยฟรีให้เป็นต้นทุน บังคับผู้ก่อมลพิษแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสังคม พร้อมใช้มาตรการการเงินปรับพฤติกรรมการปล่อยฝุ่นจากต้นตอ โดยจะขับเคลื่อนผ่าน 6 กลไกสำคัญเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจ ทางเศรษฐศาสตร์ในการลดการปล่อยมลพิษ 

1. กลไกการเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อมลพิษ รวมถึงการลดหย่อน ยกเว้น และขอคืนค่าธรรมเนียม

  • กำหนดแนวทางอัตราค่าธรรมเนียมให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย รวมถึงการเพิ่มสิทธิในการลดหย่อน หรือขอคืนค่าธรรมเนียมมลพิษสำหรับผู้ที่สามารถลดการปล่อยมลพิษได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสร้างการแข่งขันในการรักษาสิ่งแวดล้อม และมีระบบอุทธรณ์ที่ตรวจสอบได้

2. ระบบซื้อขายสิทธิในการระบายมลพิษ (Emission Trading System – ETS)

  • ในพื้นที่ควบคุมมลพิษหรือพื้นที่วิกฤต (Non-attainment area) รัฐจะกำหนดปริมาณการระบายมลพิษรวมสูงสุดตามศักยภาพของพื้นที่ และเปิดให้ผู้ประกอบการ ซื้อขายสิทธิในการระบาย เพื่อควบคุมปริมาณมลพิษรวม อย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรมตามกลไกตลาด

3. ระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit-Refund System)

  • นำมาใช้กับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อมลพิษ (เช่น บรรจุภัณฑ์สารเคมีเกษตร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) เพื่อจูงใจให้นำกลับเข้าสู่ระบบจัดการที่ถูกต้อง แทนการเผาหรือทิ้งในพื้นที่เปิด

4.  กำหนดหลักประกันในการขอใบอนุญาตในกิจการที่มีความเสี่ยงสูง

  • กิจการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อมลพิษทางอากาศร้ายแรงต้องมี “หลักประกัน” ก่อนได้รับอนุญาต ประกอบกิจการ เพื่อใช้ในการเยียวยา ฟื้นฟู และลดภาระของประชาชนเมื่อเกิดอุบัติภัยด้านมลพิษทางอากาศ

5. กองทุนอากาศสะอาด 

  • จัดตั้งกองทุนกลางเพื่อรวบรวมรายได้จากค่าธรรมเนียมมลพิษ ค่าปรับ และเงินชดเชยตามหลัก PPP นำไปใช้ในภารกิจ
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอากาศสะอาด
  • ช่วยเหลือและเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
  • สนับสนุนท้องถิ่นในการจัดการเหตุฉุกเฉินด้านฝุ่นพิษ

6. มาตรการอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน

  • ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยให้ SMEs เกษตรกร และชุมชน สามารถเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ปล่อยมลพิษต่ำได้โดยไม่แบกรับภาระต้นทุนเพียงลำพัง

แก้ปัญหามลพิษอากาศอุตสาหกรรม ลด PM 2.5

ผลักดันกฎหมาย PRTR บังคับโรงงานรายงานและเปิดเผยปริมาณการปล่อยมลพิษสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษรอบตัวได้อย่างทั่วถึง

1. ผลักดันกฎหมาย PRTR 

  • การรายงานมลพิษรายแหล่ง: ผลักดันกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) บังคับโรงงานรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา รวมถึงการเคลื่อนย้ายกากมลพิษเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง
  • เปิดเผยข้อมูลมลพิษต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบและเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดมลพิษรอบตัวได้อย่างทั่วถึง

2. การจัดการเชิงพื้นที่ตามศักยภาพมลพิษ (Carrying Capacity)

  • การแบ่งเขตการจัดการคุณภาพอากาศ: ใช้ข้อมูลจาก PRTR มาแบ่งพื้นที่ที่ผ่านเกณฑ์ (Attainment area) และไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-attainment area) อย่างเป็นทางการ โดยในพื้นที่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-attainment) จะมีมาตรการจำกัดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเป็นพิเศษ
  • พื้นที่ศักยภาพรองรับมลพิษพิเศษ: กำหนดพื้นที่ศักยภาพรองรับมลพิษพิเศษ (Special Pollution Carrying Capacity Area) เพื่อจำกัดการตั้งหรือขยายโรงงานใหม่หากมลพิษในพื้นที่นั้นเกินศักยภาพที่ระบบนิเวศจะรองรับได้

3. บูรณาการข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ

  • Data Integration: เชื่อมโยงข้อมูลไอเสียจากโรงงาน เข้ากับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และข้อมูลสุขภาพ เพื่อจัดการปัญหาฝุ่นที่ต้นตอ

4. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบติดตาม:

  • การใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับการระบายมลพิษทางอากาศ: ใช้ Hyperspectral UAV/Drone ที่สามารถตรวจจับการปล่อยค่ามลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดระดับรายโรงงานได้ (ละเอียดกว่าการใช้ดาวเทียม)
  • การเพิ่มบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น เป็น เจ้าพนักงานควมคุมมลพิษ และ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.โรงงาน เพื่อให้อำนาจท้องถิ่นในการเข้าตรวจสอบ และเชื่อมโยงกับอำนาจการสั่งระงับ ควบคุมกิจการตามพ.ร.บ.สาธารณสุขที่มีอยู่ได้อย่างตรงจุด

การดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์จร เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์

การดำเนินการ การดูแลสวัสดิภาพสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์จร จะใช้งบประมาณสำหรับการก่อสร้างคูกันช้างในพื้นที่ ๆ มีความเสี่ยงต่อการถูกช้างรุกล้ำ และเป็นงบประมาณเงินสนับสนุนอาสาสมัครในการผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ รวมไปถึงงบประมาณในการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการปัญหาสัตว์จร ส่วนการจัดการสัตว์เลี้ยงจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการฝังไมโครชิพในสัตว์เลี้ยงเป็นหน้าที่ของเจ้าของสัตว์เลี้ยง

แยกคนออกจากช้างป่า เพื่อสวัสดิภาพของคนและสัตว์

1. ปฏิรูปการบริหารจัดการและกลไกภาษี

  • เพิ่มสัดส่วนท้องถิ่นในคณะกรรมการช้างชาติ: ให้ผู้ที่อยู่หน้างานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายและเพิ่มความถี่ในการประชุมเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
  • จูงใจด้วยระบบภาษี: ตราพระราชกฤษฎีกาให้ประชาชนหรือเอกชนที่บริจาคเงินเพื่อสวัสดิภาพช้างป่า สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน

2. ควบคุมปริมาณช้างป่าเชิงรุก

  • การคุมกำเนิด: ศึกษาแนวทางการใช้ยาคุมกำเนิดสำหรับช้างป่าที่ปลอดภัยและเหมาะสม ทั้งนี้มิใช่การทำหมันถาวร พร้อมจัดสรรงบประมาณให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นเกินขีดความสามารถของป่า

3. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกั้นช้าง

  • คูกันช้างรูปแบบใหม่: ปรับแบบการก่อสร้างโดยอิงแนวทางจากกรมทางหลวงเพื่อให้ทนทานและสอดรับกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่
  • เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ: จัดสรรงบประมาณให้ อปท. กิโลเมตรละ 10 ล้านบาท สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัย

4. ยกระดับการเฝ้าระวังและเทคโนโลยี

  • เพิ่มเงินสนับสนุนอาสาฯ: เพิ่มงบประมาณเป็น 100,000 บาทต่อปีต่อศูนย์ เพื่อเป็นค่าดำเนินการ
  • ระบบยืมใช้อุปกรณ์ High-tech: กำหนดระเบียบให้ท้องถิ่นสามารถยืมอุปกรณ์ราคาแพง (เช่น โดรนตรวจจับความร้อน) จากหน่วยงานส่วนกลางมาใช้งานได้ พร้อมให้งบประมาณซ่อมบำรุงที่เพียงพอ
  • พัฒนาระบบและศูนย์ติดตามความเคลื่อนไหวของช้างป่าที่อยู่ในพื้นที่ป่าเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน โดยเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากเครือข่ายอาสาในพื้นที่ต่างๆ ให้เป็นจุดเชื่อมข้อมูล เพื่อป้องกันความสับสนและการขาดการประสานงานกันระหว่างทีมงานในพื้นที่ต่างๆ

ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง สัตว์จร

1. แก้ไขกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์: ปรับปรุง พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เพื่อกำหนดโทษทางอาญาต่อฟาร์มและเจ้าของที่ไม่ขึ้นทะเบียนสัตว์ และเพิ่มอำนาจ อปท. ในการจัดการความเดือดร้อนรำคาญจากสัตว์จร

2. ยกระดับมาตรฐานฟาร์ม: แก้ไขประกาศกระทรวงเกษตรฯ บังคับให้ฟาร์มต้อง ฝังไมโครชิพลูกสัตว์ที่รอดชีวิตเกิน 30 วัน ทุกตัวก่อนจำหน่าย

3. มาตรการภาษีเพื่อแรงจูงใจ: ตราพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากร เพื่อเปิดให้มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงสัตว์และการรับเลี้ยงสัตว์จร

4. ให้เงินอุดหนุน (Matching Grant) ท้องถิ่น: สั่งการผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจ เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนให้ อปท. ในรูปแบบการร่วมจ่าย เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมในการสร้างสถานสงเคราะห์สัตว์และระบบดูแลสุขภาพสัตว์ในชุมชน

อนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ

ระยะสั้น: ปฏิบัติการเร่งด่วนร่วมกับท้องถิ่น (ทำทันที)

สนับสนุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำผ่าน ภารกิจ: 4 ขั้นเปลี่ยนสายน้ำ “สะอาด-สะสาง-สร้างมูลค่า-ฟื้นฟู“ และจัดทำ “คู่มือมาตรฐานการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ”

  • สะอาด (Clean): จัดการขยะอย่างเป็นระบบ
  • สะสาง (Clear): ขุดลอกทางน้ำให้ไหลเวียนดี
  • สร้างมูลค่า (Take Advantage): ยกระดับสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน (Community-Based Tourism – CBT)
  • ฟื้นฟู (Restoration): ฟื้นฟูระบบนิเวศริมน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตร ประมง และคุณภาพชีวิต

ระยะกลาง: พัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อการจัดการ (2-3 ปี)

จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการข้อมูลน้ำประจำจังหวัด เป็นมาตรฐานข้อมูลเดียว (Data Standard) ร่วมกับ วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกหน่วยงานและภาคประชาชน และตัดสินใจบนฐานข้อมูล:

  • จัดทำผังน้ำอัจฉริยะ: สำรวจเส้นทางน้ำตามลำดับ (Stream Order) ตั้งแต่แม่น้ำหลักจนถึงลำรางขนาดเล็ก พร้อมสำรวจทุก 4-5 ปี
  • เทคโนโลยีสำรวจขั้นสูง: ใช้ข้อมูล แบบจำลองระดับสูงเชิงเลข (Digital Elevation Model – DEM) ที่มีความละเอียดสูง ผ่านเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และ การตรวจจับและวัดระยะด้วยแสง (Light Detection and Ranging – LiDAR)
  • แผนที่ความเสี่ยง (Risk Maps): จัดทำระบบเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน ครอบคลุมความเสี่ยงน้ำท่วม น้ำเค็มหนุน น้ำเสีย และการกัดเซาะชายฝั่ง

ระยะยาว: สร้างความยั่งยืนเชิงโครงสร้างธรรมชาติ (ภายใน 4 ปี)

1. ฟื้นฟูพื้นที่แผ่น้ำและรับน้ำ

  • ประยุกต์ใช้ การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions – NbS) เพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำให้สามารถรองรับน้ำหนุน (High Tide Flooding) และสภาวะฝนตกรุนแรงจัด (Rain Bomb) ได้ในระดับชุมชน
  • ใช้กลไก การตอบแทนคุณค่าของระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services – PES) หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้เจ้าของที่ดินเก็บรักษาพื้นที่รับน้ำแทนการเวนคืน

2. กำหนดพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs)

  • ส่งเสริมกลไก มาตรการอนุรักษ์อื่นที่มีประสิทธิภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-based Conservation Measures – OECMs) ตามข้อตกลงสหประชาชาติ เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่นอกเขตอุทยานฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การวางแผนฉากทัศน์สำหรับอนาคต (Scenario Planning) แบบ Bottom-up Approach

  • ออกแบบพื้นที่รับน้ำฉุกเฉิน: วางแผนพื้นที่แผ่น้ำขนาดใหญ่ที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายวัตถุประสงค์ร่วมกับชุมชน
  • หากจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรม ต้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบและต้นทุนทางเลือกให้สังคมตรวจสอบได้
  • ระบบน้ำแยกส่วน: วางแผนร่วมกับ อปท. เพื่อแยกท่อน้ำทิ้งออกจากท่อระบายน้ำฝน เพื่อให้มั่นใจว่า “น้ำท่วมต้องสะอาด” และรองรับระบบบำบัดน้ำเสียในอนาคต

กลไกทางกฎหมายและการกระจายอำนาจ

1. บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวด

  • พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561: กฎหมายหลักในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
  • พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2556: เพื่อจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ
  • พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535: รองรับการฟื้นฟูระบบนิเวศและควบคุมมลพิษ (EIA)
  • พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522: ควบคุมสิ่งปลูกสร้างไม่ให้กีดขวางทางน้ำ

2. ปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ

  • พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542: ถ่ายโอนอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ อปท. สามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อดูแลพื้นที่ของตนเองได้
  • พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562: รองรับการจัดทำ “ผังน้ำ” และกำหนดพื้นที่รับน้ำ (Retention Areas) อย่างเป็นระบบ

3. ผลักดันกฎหมายใหม่

  • ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ พ.ศ. … : ที่พรรคประชาชนยื่นเข้าสภาฯ แล้ว เพื่อคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ จัดการมลพิษ และส่งเสริมสิทธิชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากร

ฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพ

1. กลไกทางกฎหมายและการกระจายอำนาจ

เพื่อปลดล็อกให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถดูแลทรัพยากรและจัดการผังเมืองได้:

  • แก้ไข พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542: ถ่ายโอนอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ อปท. อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ออกข้อบัญญัติประกาศ “เขตคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” ของตนเองได้
  • ปฏิรูป พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562: กำหนดให้ “ผังเมืองรวม” ต้องมี แผนที่ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Map) เป็นองค์ประกอบบังคับ และให้อำนาจประชาชนร่วมกำหนดโซนนิ่ง (Zoning)
  • กฎหมายสิทธิชุมชน: ผลักดันกฎหมายรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการป่าและทรัพยากร เพื่อลดความขัดแย้งในพื้นที่อนุรักษ์
  • แก้ไข พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562: เพิ่มหมวด “การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอนุรักษ์” เพื่อรองรับนโยบาย ภาษีที่ดินแบบติดลบ (Negative Land Tax) สำหรับเอกชนที่รักษาระบบนิเวศ
  • ออกระเบียบควบคุมชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species): ยกระดับกฎหมายควบคุมการนำเข้าและครอบครองสัตว์/พืชต่างถิ่นที่มีความเสี่ยงรุกราน พร้อมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. … ให้ครอบคลุมประเด็นนี้
  • จัดทำบัญชีทรัพยากรชีวภาพและแผนการบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงคุ้มครองผลประโยชน์ (Benefit Sharing) ให้ชุมชนได้รับความเป็นธรรมหากมีการนำทรัพยากรไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

2. กลไกทางการเงินและการคลัง

เปลี่ยนจากการ “ขอความร่วมมือ” เป็นการ “สร้างแรงจูงใจ” ด้วยมาตรการทางการเงิน:

  • งบประมาณฐานสมรรถนะ (Performance-Based Budgeting): จัดสรรงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้ อปท. ที่มีการประกาศเขตคุ้มครองฯ และมีแผนงานอนุรักษ์ที่ชัดเจน
  • การตอบแทนคุณค่าของระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services – PES): สร้างระบบตลาดสินค้าเฉพาะของชุมชน (หรือ Biodiversity Certificate) เพื่อให้ผู้ดูแลระบบนิเวศสามารถได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าที่มาจากการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชน และ/หรือได้รับการสนับสนุนจากรัฐและท้องถิ่น
  • การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement): ออกระเบียบกรมบัญชีกลางให้หน่วยงานรัฐซื้อวัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ได้โดยตรง ในราคาประกันที่สูงกว่าตลาด
  • กองทุนฟื้นฟูระบบนิเวศ: จัดตั้งกองทุนตามหลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle – PPP) ภายใต้ พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพฯ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูธรรมชาติ (Rewilding)
  • ลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับพื้นที่เอกชนที่ให้บริการทางระบบนิเวศ (เช่น สวนสมรม หรือพื้นที่ซับน้ำ)
  • พัฒนา ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Index) ร่วมกับนักศึกษาและชุมชนเพื่อติดตามผลการอนุรักษ์ในพื้นที่เอกชน

3. กลไกการบริหารจัดการและเทคโนโลยี

  • ยกระดับ Smart Patrol: ลงทุนในระบบ กล้องดักถ่ายอัตโนมัติ (Network Centric Anti-Poaching System – NCAPS) และโดรนลาดตระเวน พร้อมเพิ่มสวัสดิการและประกันชีวิตให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
  • ฐานข้อมูล Big Data แห่งชาติ: เชื่อมโยงข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจากท้องถิ่นและนักวิชาการเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อประกอบ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยปฏิรูปกระบวนการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment – EIA) โดยต้องพิจารณาผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเข้มข้น และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการศึกษาอย่างแท้จริง
  • มาตรฐานงานโยธาเพื่อธรรมชาติ (NbS Standards): กำหนดมาตรฐานก่อสร้างใหม่ เช่น ถนนน้ำซึมผ่านได้ และ สวนรับน้ำ (Rain Garden) เพื่อลดปัญหาน้ำท่วม
  • หน่วยปฏิบัติการ Alien Species: ตั้งหน่วยเฉพาะกิจที่มีอำนาจและงบประมาณในการกำจัดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกระบวนการล่าช้า
  • การฟื้นฟูและบริหารจัดการ: ฟื้นฟูระบบนิเวศริมน้ำ กำหนด ขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) สำหรับการท่องเที่ยว และปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

4. กลไกการศึกษาและพัฒนาบุคลากร

  • หลักสูตรท้องถิ่นศึกษา: เปิดช่องให้โรงเรียนสร้างหลักสูตรที่เรียนรู้จากบริบทนิเวศและป่าชุมชนในพื้นที่จริง
  • กำหนดตำแหน่งวิชาชีพ: ให้ ก.พ. กำหนดตำแหน่ง “นักนิเวศวิทยา” หรือ “นักธรรมชาติวิทยา” เป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีความก้าวหน้าในสายงานราชการและท้องถิ่น
  • ทุนวิจัยมุ่งเป้า: จัดสรรทุนวิจัยด้าน อนุกรมวิธาน (Taxonomy) และความหลากหลายทางชีวภาพผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้พื้นฐานให้ประเทศ

ส่งเสริมประมงยั่งยืน

1. เสริมความเข้มแข็งกฎหมายและกลไกกำกับดูแล

  • การมีส่วนร่วมทางกฎหมาย: จัดตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชกำหนดการประมง ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งชาวประมง แรงงาน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญเทคนิค มีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสเพื่อให้กฎหมายปฏิบัติได้จริง โดยการจัดการโดยชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Management): สนับสนุนให้ประมงพื้นบ้านมีอำนาจร่วมในการกำหนดเขตและกติกาดูแลรักษาทรัพยากรชายฝั่งของตนเอง และการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัย (Habitat Restoration): ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำซั้ง (บ้านปลา) สนับสนุนการสร้างปะการังเทียม และธนาคารปู เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ยกระดับ MCS: เพิ่มประสิทธิภาพ ระบบการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (Monitoring, Control and Surveillance – MCS) โดยสนับสนุนทรัพยากรและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านการทำประมงผิดกฎหมาย มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องปรามการทำประมงผิดกฎหมาย และควบคุมเครื่องมือประมงทำลายล้าง รวมถึงการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน (เช่น ปลาทู ปูม้า) อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของไทยด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
  • ฟื้นฟูการบังคับใช้ ระบบติดตามเรือประมง (Vessel Monitoring Systems – VMS) สำหรับเรือประมงพาณิชย์ เรือสนับสนุน และเรือขนส่ง เพื่อบันทึกตำแหน่งและความเร็วแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลการจับสัตว์น้ำเข้ากับข้อมูลท่าเทียบเรือเพื่อความโปร่งใสสูงสุด
  • ประมงพื้นบ้าน: สนับสนุนตรามาตรฐานสินค้าประมงพื้นบ้าน (Local Certification) และส่งเสริมการตลาดตรงสู่ผู้บริโภค
  • ประมงพาณิชย์: จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือและแรงจูงใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องมือและวิธีทำประมงที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

2. สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับ

  • ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): พัฒนาระบบข้อมูลระดับชาติที่เชื่อมโยงตั้งแต่การจับ การขึ้นท่า การแปรรูป จนถึงการส่งออก เพื่อรองรับกติกาการค้าสากล
  • ธรรมาภิบาลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Governance): บูรณาการข้อมูลทะเบียนเรือ ใบอนุญาต และเอกสารส่งออก เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมาย
  • มาตรฐานสากล: สนับสนุน กฎบัตรสากลว่าด้วยความโปร่งใสในกิจการประมง (Global Charter for Fisheries Transparency) เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลก

3. ยกระดับสวัสดิภาพและสิทธิแรงงาน

  • บังคับใช้อนุสัญญา: ทำให้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 (Work in Fishing Convention) และ พิธีสารส่วนเสริมฉบับที่ 29 (Protocol P29) มีผลในทางปฏิบัติผ่านกฎหมายรองและการตรวจสอบที่เข้มข้น
  • สิทธิการรวมตัว: ผลักดันการให้สัตยาบัน อนุสัญญาฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการสมาคม) และ ฉบับที่ 98 (สิทธิในการรวมตัวและ

4. ฟื้นฟูระบบติดตามและควบคุมการขนถ่าย

  • VMS ภาคบังคับ: ฟื้นฟูการบังคับใช้ ระบบติดตามเรือประมง (VMS) ให้ครอบคลุมเรือสนับสนุนและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำทุกลำ
  • ชะลอการขนถ่ายกลางทะเล: กำหนดมาตรการชะลอการอนุญาต การขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล (Transshipment at Sea) ชั่วคราว จนกว่าจะมีระบบตรวจสอบที่รัดกุมเพื่อปิดช่องทางการปลอมปนสัตว์น้ำผิดกฎหมาย

5. ยุทธศาสตร์การส่งออกและความเชื่อมั่นคู่ค้า

  • การทูตเชิงเศรษฐกิจ: ประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานเศรษฐกิจ ต่างประเทศ และแรงงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าหลัก (EU, USA, Japan, Australia)
  • การรายงานที่โปร่งใส: เผยแพร่รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหา IUU และการค้ามนุษย์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมชี้แจงข้อเสนอแนะจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ

6. ยกระดับบทบาทในเวทีโลกและอาเซียน

  • มาตรฐาน OECD: เข้าร่วมกรอบความร่วมมือมาตรฐาน องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ของเรือประมง
  • ใช้บทบาทประธานอาเซียน: ใช้โอกาสการเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2571 ผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านการผลิตอาหารทะเลที่มีจริยธรรมและการเคลื่อนย้ายแรงงานที่รับผิดชอบเจรจาต่อรอง) เพื่อยกระดับสิทธิแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ

การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน

รื้อระบบบริหารจัดการขยะภายใต้แนวคิด “เก็บ-ขน-กำจัด” พร้อมวางฐานกฎหมายจัดการขยะฉบับใหม่ที่ชัดเจนและทันสมัยด้วย พ.ร.บ.บริหารจัดการของเสียและการหมุนเวียนทรัพยากรให้ครอบคลุมขยะทุกประเภท ควบคู่กับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) กระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้บริหารจัดการขยะ พร้อมกับควบรวมคลัสเตอร์ขยะทั่วประเทศให้เหลือ 90 แห่งเพื่อสร้างประสิทธิภาพ ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะเดินหน้าให้มีการคัดแยกขยะภาคบังคับ ควบคู่กับการจัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายการเก็บ-ขน 100% ภายใน 4 ปี และขจัดการจัดการขยะที่ไม่ถูกหลักทั้งหมดภายใน 3 ปี

การจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล 

พรรคประชาชนจะแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principles) และความสามารถในการรับภาระของแหล่งน้ำ (Load-based Permitting) มาใช้เป็นระบบกำกับคุณภาพน้ำทิ้งของผู้ประกอบการ พร้อมลงทุนระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียที่รองรับการกำจัดสิ่งปฏิกูลในพื้นที่วิกฤต พื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่ซึ่งมีระบบบำบัดน้ำเสียเดิม แต่ไม่สามารถเดินเครื่องได้ โดยมีเป้าหมายคือเพิ่มสัดส่วนน้ำเสียที่เข้าระบบบำบัดเป็น 60% และทุกอำเภอในประเทศไทยมีระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลภายใน 8 ปี

เบอร์ 48 พรรคไทยสร้างไทย

เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับปากท้องของเกษตรกร เสนอการเยียวยาและแก้ปัญหาฝุ่นพิษทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เอาผิดผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจัง และปฏิรูประบบจัดการขยะพิษผ่านหลักการ EPR เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนฐานราก

ผลักดันการเปลี่ยนรถสาธารณะทั้งระบบให้เป็น EV ภายใน 6 ปี 

  • ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
  • การใช้ที่ตั้งของประเทศไทยให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการพัฒนาการค้า และโลจิสติกส์ (Logistics) ของโลก ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) และเอเชียใต้ เพราะเชื่อมตั้งแต่จีน กลุ่มประเทศอาเซียน ไปจนถึงอินเดีย การเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดียจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของ “คลองไทย” หรือ “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) โดยต้องเชื่อมต่อทางบกด้วยทางรถไฟ ถนน ทั้งนี้จะต้องมีการวางแผนทั้งระบบโดยร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในบริเวณนี้ ซึ่งรวมกันแล้วมีประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก

เบอร์ 49 พรรคไทยก้าวใหม่

ประกาศให้การจัดการภัยพิบัติและการขจัดฝุ่นพิษเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐ พร้อมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เสนอการสร้างระบบเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำแล้ง การป้องกันชายฝั่งและน้ำทะเลหนุน ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนอากาศสะอาดและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมให้ประชาชน

บริหารจัดการน้ำไทยก้าวใหม่

1. ระบบนำน้ำฝนลงใต้ดินอย่างเป็นระบบ (Subsurface Water Management)

  • ใช้เทคโนโลยีสำรวจขั้นดินและขั้นอุ้มน้ำ (TEM2Go) เพื่อกำหนดจุดที่เหมาะสมสำหรับบ่อเติมน้ำและท่อระบายน้ำฝนลงใต้ดิน
  • สร้างระบบกรองน้ำฝนก่อนลงสู่ขั้นใต้ดิน เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
  • เชื่อมโยงระบบนำน้ำลงใต้ดินกับพื้นที่เมือง พื้นที่เกษตร และแก้มลิง
  • เพิ่มน้ำต้นทุนในขั้นใต้ดินสำหรับใช้ในฤดูแล้ง และช่วยขะลอการทรุดตัวของดิน

2. ระบบก้างปลาและแก้มลิงเชิงรุก (Surface Storage & Flow Control)

  • พัฒนาโครงข่ายคลองและทางระบายน้ำแบบก้างปลา เพื่อกระจายน้ำออกจากจุดเสี่ยงน้ำท่วม
  • สร้างและปรับปรุงแก้มลิงในพื้นที่เมืองและขนบท เพื่อหน่วงน้ำในช่วงฝนตกหนัก
  • เชื่อมต่อแก้มลิงกับระบบนำน้ำลงใต้ดิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำโดยไม่ต้องขยายเขื่อนขนาดใหญ่

3. ประตูแก้มลิงและระบบป้องกันน้ำทะเลหนุนบริเวณปากอ่าวไทย

  • พัฒนาโครงสร้างควบคุมระดับน้ำบริเวณปากแม่น้ำสายหลัก โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา
  • ใช้ระบบเปิด-ปิดตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนในช่วงวิกฤต โดยไม่กระทบระบบนิเวศระยะยาว
  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำฝนจากพื้นที่ตอนในสู่ทะเล

นโยบายสิ่งแวดล้อม

นโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพของประชาชน และคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการป้องกันเชิงรุกมากกว่าการแก้ไขภายหลัง (Preventive & Proactive Environmental Management) รัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางมาตรฐาน และกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหามลพิษทางอากาศ น้ำ ดิน และของเสีย ตั้งแต่ต้นทางพร้อมทั้งลดความเสี่ยงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ไม่ผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้ตกอยู่กับประชาชนหรือท้องถิ่นเพียงลำพัง

แนวทางสำคัญของนโยบายคือการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการขยะและของเสียอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน ครอบคลุมตั้งแต่การลดการเกิดขยะ การคัดแยกที่ต้นทาง การนำกลับมาใช้ใหม่ และการกำจัดอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมและการจัดสรรพื้นที่กิจกรรมที่มีความเสี่ยงด้านมลพิษอย่างเหมาะสม โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจและกำกับตรวจสอบ เพื่อสร้างความไว้วางใจและลดความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์

ในระยะยาว นโยบายนี้มุ่งเปลี่ยนการจัดการสิ่งแวดล้อมจาก “ต้นทุนของการพัฒนา” ให้เป็น “โอกาสของประเทศ” ผ่านการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีสะอาด และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม สร้างงานและอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ พร้อมยกระดับบทบาทของท้องถิ่นและชุมชนให้เป็นผู้ร่วมดูแลทรัพยากรของตนเองอย่างยั่งยืน เพื่อให้การพัฒนาประเทศเดินหน้าไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ดีและคุณภาพชีวิตที่มั่นคงของประชาชนทุกพื้นที่

โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ภาคประชาชน (Solar + Battery Private PPA)

เปลี่ยนหลังคาบ้านประชาชนให้เป็นโรงไฟฟ้า โดยเอกชนลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์ + แบตเตอรี่ให้ประชาชน 100% ผลิตแบตเตอรี่ขนาดมาตรฐาน เพื่อความสะดวกในการขนส่งไฟฟ้า หากมีการผลิตไฟฟ้าส่วนเกิน (เอกชนเก็บรายได้จากค่าไฟตามสัญญา PPA) รัฐทำหน้าที่ ลดความเสี่ยง วางกติกา เป็นคนกลางเพื่อให้เอกชน และประชาชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยตรงในระบบครัวเรือน

เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และใช้เป็นผลงานด้านคาร์บอนระดับประเทศได้

โครงการลงทุนไฟฟ้าฐานสะอาดราคาถูกจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Base Load for Future Economy)

เลิกพึ่งก๊าซแพง เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าฐานสะอาด ราคาคงที่ เพื่อดึง AI และ Data Center เข้าประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยี Hot Dry Rock (HDR/EGS) ผลิตไฟฟ้าจากความร้อนจากหินใต้พิภพ (Geothermal) ที่ผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับฟ้าฝน กลางวัน หรือฤดูกาล ต้นทุนคงที่ระยะยาว ไม่มีคาร์บอน เหมาะเป็น Base Load ของประเทศ

  • รัฐลงทุนด้านการสำรวจ โครงสร้างพื้นฐานเริ่มต้น การลดความเสี่ยง
  • เอกชนลงทุนกับโรงไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
  • ขายไฟฟ้าในรูปแบบ Long-term PPA ให้ระบบไฟฟ้าประเทศ เขต Data Center/AI Hub
  • เพื่อลดคาร์บอนระยะยาว สนับสนุน Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม และไม่รบกวนพื้นที่ผิวดินเหมือนเขื่อนขนาดใหญ่

มาตรการแก้ปัญหามลพิษ PM 2.5 ในระยะยาว

  • รถยนต์พลังงานสะอาด 100% ภายใน 20 ปี
  • รถยนต์สาธารณะพลังงานสะอาด 100% ภายใน 10 ปี
  • รถยนต์ราชการพลังงานสะอาด 100% ภายใน 4 ปี
  • ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ปรับปรุงรถยนต์ให้ปล่อย CO2 น้อยลง

เบอร์ 51 พรรคพร้อม

รถไฟฟ้าเพื่อคนกรุงเทพคนละครึ่ง

  • ลดการใช้รถส่วนตัว ช่วยประหยัดเวลาเดินทาง ลดค่าครองชีพ ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงระบบรางได้มากขึ้น ช่วยลดมลพิษ PM 2.5

เขื่อนเจ้าพระยา 3

  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง มีความเสี่ยงงด้านการคัดค้านจากมวลชนในพื้นที่ การวิพากษ์วิจารณ์ด้านสิ่งแวดล้อม EIA