ป่าของโลกกับชีวิตของ ‘คนเฝ้าป่า’ เมื่อการรักษามรดกโลก ไม่อาจฝากชีวิตไว้กับโครงการชั่วคราว

ป่าของโลกกับชีวิตของ ‘คนเฝ้าป่า’ เมื่อการรักษามรดกโลก ไม่อาจฝากชีวิตไว้กับโครงการชั่วคราว

ผืนป่ามรดกโลกทางธรรมชาติของประเทศไทยมักถูกพูดถึงในฐานะสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นความภาคภูมิใจที่ประเทศหนึ่งสามารถยกขึ้นไปวางบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม 

ไม่ว่าจะเป็นทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง กลุ่มป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ หรือกลุ่มป่าแก่งกระจาน พื้นที่เหล่านี้ต่างปรากฏอยู่ในรายงานของยูเนสโกในฐานะพื้นที่ที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากล ทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศที่ยังคงความสมบูรณ์ และบทบาทสำคัญต่อสมดุลของภูมิภาค

แต่ในขณะที่สังคมมักมองผืนป่าเหล่านี้จากมุมสูง แลเห็นความเขียวขจีขนาดใหญ่ไพศาล สัตว์ป่าและพืชพรรณนานา – สิ่งที่เลือนหายไปจากสายตากลับเป็นชีวิตของ ‘คนเฝ้าป่า’ หรือ ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ ลูกจ้างผู้ทำหน้าที่ลาดตระเวน ตรวจตรา ป้องกันการลักลอบตัดไม้ ล่าสัตว์ และเผชิญกับอันตรายที่ไม่อาจคาดเดา

บางครั้งพวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงเภทภัยจากสัตว์ป่าขนาดใหญ่ทั้งช้าง เสือ กระทิง สัตว์มีพิษ อุบัติเหตุจากภูมิประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการปะทะกับผู้กระทำผิดกฎหมาย 

สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่ซ้อนเร้นอยู่เบื้องหลังการทำงาน และยากจะคาดเดาอนาคต

ข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มรดกโลกเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่รวมกันเกือบยี่สิบราย 

โดยระหว่างปี พ.ศ. 2565-2568 มีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มรดกโลกที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวนทั้งสิ้น 19 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย ขณะที่กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่ามูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ให้การช่วยเหลือเป็นจำวนทั้งสิ้น 18 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 12 ราย

สาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตและบาดเจ็บคือการลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยงภัย การเผชิญหน้ากับสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า สัตว์มีพิษ และอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความสูญเสียเฉพาะหน้า แต่ยังลงลึกถึงโครงสร้างของงานอนุรักษ์ที่ต้องพึ่งพาแรงงานบนความเสี่ยง ขณะที่สถานะการจ้างงานบางส่วนยังเป็นเพียงสัญญาจ้างชั่วคราว ไม่ใช่ข้าราชการเต็มรูปแบบ และไม่ได้มาพร้อมระบบสวัสดิการที่มั่นคง

อย่างไรก็ตาม เดือนมกราคมที่ผ่านมาได้มีข่าวดี เมื่อกรมอุทยานอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมลงนามกับบริษัท เอไอเอ จำกัด ขยายความคุ้มครองบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือตามโครงการมอบความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม ในผืนป่ามรดกโลก กว่า 2,300 ราย เพื่อมุ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและดูแลเจ้าหน้าที่ให้มีสวัสดิการเพิ่มขึ้น

รายละเอียดระบุ ระยะเวลาคุ้มครองนาน 365 วัน หรือ 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 31 มกราคม 2570 ด้วยวงเงินคุ้มครองชีวิตสูงถึง 100,000 บาทต่อกรมธรรม์ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมรับผลประโยชน์ค่าชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน กรณีได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เพื่อมอบเป็นสวัสดิการและส่งเสริมแก่เจ้าหน้าที่ให้มีหลักประกันความคุ้มครองอุบัติเหตุอย่างครบถ้วนและจำเป็นในการปฏิบัติงานต่อไป

เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการมองเห็นคุณค่าของพิทักษ์ป่าที่ทำงานบนความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น 

ทว่าเมื่อมองลึกลงไป ข่าวนี้กลับพาเรากลับไปสู่เครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ แล้วเหตุใดหลักประกันพื้นฐานของคนทำงานเพื่อรักษามรดกโลกของประเทศถึงต้องอาศัยความร่วมมือเชิงโครงการและบันทึกความเข้าใจที่มีระยะเวลาจำกัด แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการที่รัฐจัดให้ตั้งแต่ต้นโดยถาวร 

การมีประกันอุบัติเหตุเป็นความจำเป็น แต่สิ่งจำเป็นที่ยังต้องพึ่งความสมัครใจของภาคเอกชน ย่อมสะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างอย่างไม่อาจมองข้ามได้

คงเป็นเรื่องดีกว่าหากสถานะของผู้พิทักษ์ป่าในพื้นที่มรดกโลกถูกจัดวางในเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐอย่างเป็นระบบ ให้สมกับฐานะคนปกปักษ์รักษาผืนป่ามรดกโลก 

เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นกลางป่า ไม่ใช่หมายความเพียงแค่ทรัพยากรที่หายไป แต่ยังหมายถึงการสูญเสียความน่าเชื่อถือบนเวทีโลก กระทบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศโดยตรง 

การที่ประเทศไทยสามารถรักษาสถานะมรดกโลกไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีต้นทุนที่แท้จริงซ่อนอยู่ ซึ่งก็คือหน้าที่และความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ทำงานอยู่แนวหน้า หากปราศจากกลไกถาวรจากภาครัฐ ความร่วมมือจากภาคเอกชนก็เป็นได้แค่เครื่องมืออุดช่องโหว่ระยะสั้น หาได้เป็นโครงสร้างสำหรับการดูแลพื้นที่มรดกโลกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนดีหรือไม่ดี แต่ควรต้องตั้งคำถามว่าเราจะปล่อยให้ผู้พิทักษ์ป่าซึ่งเป็นหัวใจของการรักษามรดกโลก ต้องฝากชีวิตและความเสี่ยงไว้กับโครงการชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือไม่ 

แล้วในวันที่ความร่วมมือสิ้นสุดลง ใครจะเป็นผู้รับประกันว่าหลักประกันเหล่านี้ยังคงอยู่ และความเสี่ยงที่ไม่เคยหายไปจะได้รับการดูแลอย่างไร

การให้ความสำคัญต่อชีวิตของผู้ที่ทำงานปกป้องผืนป่า จึงไม่ใช่เพียงการต่อเวลาสวัสดิการไปตามกรอบระยะเวลาโครงการที่กำหนด แต่ควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

และหากเราเปรียบผืนป่ามรดกโลก คืออนาคตของประเทศ เป็นฐานทรัพยากร เป็นเกราะป้องกันวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นมรดกที่ต้องส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป คงยากปฏิเสธความจริงที่ว่า ‘คนเฝ้าป่า’ คืออนาคตของป่าเช่นเดียวกัน 

การดูแลเจ้าหน้าที่อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการแสดงความห่วงใยเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าในผืนป่ามรดกโลก แต่ควรเกิดขึ้นทั้งระบบ 

และเป็นคำถามที่สังคมไทยควรตอบให้ชัดว่า เราจะปกป้องผืนป่า ด้วยการปกป้องคนที่ยืนอยู่แนวหน้าได้อย่างไร

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม