หากย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปีก่อน ภาพของ ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ในสายตาคนส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นฉากของปลักตมที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก บ้างอาจมองพื้นที่ชื้นแฉะนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ตลอดจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอารยธรรม
มนุษย์เราได้พยายามระบายน้ำออกจากพื้นที่เหล่านี้ เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือสิ่งก่อสร้าง จนพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกได้สูญหายไปกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ. 2513 และอาจหายไปมากกว่า 87 เปอร์เซ็นต์ จากการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2564
แต่ในวันนี้ เมื่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพ่นพิษใส่โลกอย่างไม่ปรานี เรากลับพบว่าพื้นที่ที่เคยถูกเมิน คือ ‘ธนาคารคาร์บอน’ ชั้นดี และเป็นระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแบบหนึ่งเท่าที่โลกได้ออกแบบมา
‘นกน้ำ’ และตำนานหนังสือ Waterfowl Tomorrow
ก่อนที่เราจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำกลุ่มแรกๆ คือเหล่านักปักษีวิทยา และกลุ่มนักอนุรักษ์นกน้ำ พวกเขาสังเกตเห็นการลดลงอย่างรวดเร็วของนกน้ำอพยพ จึงเริ่มสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรักษาบ้านของนกชนิดต่างๆ ไว้
ในช่วงปี ค.ศ. 1964 หรือ พ.ศ. 2507 ความตื่นตัวนี้ต่อการอนุรักษ์นกพุ่งสู่จุดสูงสุดด้วยอิทธิพลของหนังสือ ‘Waterfowl Tomorrow’ ผลงานระดับคัมภีร์ที่รวมนักเขียนกว่า 100 ท่าน ภายใต้การบรรณาธิการของ โจเซฟ พี. ลินดัสก้า (Joseph P. Linduska)
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องนก แต่ยังช่วยปักธงครั้งสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นว่า ความอยู่รอดของนกหลายสิบชนิด และความมั่นคงของธรรมชาติในอเมริกาเหนือนั้นขึ้นอยู่กับการรักษาระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นองค์รวม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Waterfowl Tomorrow มีส่วนช่วยส่งเสริมแนวคิดของการอนุรักษ์ระบบนิเวศโดยเฉพาะในพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อประโยชน์ทั้งต่อ ‘นกน้ำ’ และ ‘สิ่งแวดล้อมโดยรวม’ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับความสำคัญที่เน้นใน วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ในปัจจุบันด้วย

1971 หมุดหมายสำคัญที่แรมซาร์
จากความพยายามอนุรักษ์นกน้ำ ได้วิวัฒนาการสู่ ‘อนุสัญญาแรมซาร์’ (Ramsar Convention) ซึ่งลงนามกันเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ณ เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน ถือเป็นสนธิสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมพหุภาคีฉบับแรกของโลกที่มุ่งเน้นระบบนิเวศเพียงอย่างเดียวโดยเฉพาะ
แต่หากย้อนถึงวิวัฒนาการแรกเริ่มจริงๆ ของความร่วมมือมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 โดยมีการเสนอแนวคิดเรื่องรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับสากลเป็นครั้งแรก
กระบวนการร่างอนุสัญญาผ่านการปรับปรุงหลายครั้ง ตั้งแต่ฉบับร่างแรก ในปี พ.ศ. 2508 ไปจนถึงฉบับสุดท้ายที่ได้รับการรับรองในปี พ.ศ. 2514 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันในระดับโลก
ในเวลาต่อมา อนุสัญญาได้มีการปรับปรุงผ่านพิธีสารปารีสในปี พ.ศ. 2525 และการแก้ไขที่เมืองเรจินาในปี พ.ศ. 2530 เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งเชิงโครงสร้างและการจัดหาทุนสนับสนุนการดำเนินงาน
ซึ่งอนุสัญญาแรมซาร์ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงในการปกป้องนกน้ำเท่านั้น แต่พัฒนาไปสู่กรอบการทำงานระหว่างประเทศที่มุ่งเน้น ‘การใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด’ (Wise Use) ผ่านการปฏิบัติในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ
พันธกิจหลักของอนุสัญญาคือการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนทั่วโลก
ปัจจุบันมีรัฐภาคีเข้าร่วมแล้วกว่า 172 ประเทศ และมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์ (Ramsar Sites) กว่า 2,500 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นเครือข่ายพื้นที่คุ้มครองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’ ที่ดีที่สุดของมนุษย์?
ในด้านหนึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำถูกนิยามว่าเป็น ‘Biological Supermarkets’ เนื่องจากมีผลิตภาพขั้นปฐมภูมิสูงมาก มอบสารอาหารจำนวนมหาศาลที่เกื้อหนุนสายใยอาหารที่ซับซ้อน ตั้งแต่จุลินทรีย์ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เกื้อหนุนชีวิตคนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก
แต่บทบาทที่เซ็กซี่ที่สุดในยุค Net Zero คือการเป็นแหล่งกักเก็บ ‘บลูคาร์บอน’ (Blue Carbon) โดยพื้นที่ชุ่มน้ำยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนชั้นดี โดยพื้นที่บริเวณป่าพรุสามารถกักเก็บคาร์บอนบนบกได้ถึงประมาณ ร้อยละ 30 ซึ่งมากกว่าป่าทั่วโลกถึงสองเท่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำแต่ละประเภทยังมีบทบาทแตกต่างกันทั้งก่อนการเกิดภัยพิบัติ ระหว่างเกิดภัยพิบัติ และหลังเกิดภัยพิบัติ เพื่อช่วยลดความเสียหาย ผลกระทบและช่วยให้ชุมชนสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
จากควนขี้เสียนถึงแม่น้ำสงคราม
ประเทศไทยเข้าสู่ทำเนียบแรมซาร์เมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยมี ‘พรุควนขี้เสียน’ ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เป็นแรมซาร์ไซต์แห่งแรก
ปัจจุบันเรามีพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนแล้วถึง 15 แห่ง โดยล่าสุดคือ ‘ลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง’ (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2562-2563) ซึ่งเป็นป่าบุ่งป่าทามที่เปรียบเสมือนแห่งอนุบาลปลาจากแม่น้ำโขง
นอกจากแรมซาร์ไซต์ 15 แห่งแล้ว ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมพื้นที่ประมาณ 22,885,100 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศที่รอการจัดการอย่างเป็นระบบ ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘30×30’ ที่ต้องการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ครอบคลุม 30 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ประเทศ
ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากภัยคุกคามหลายทาง อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรม และมลพิษจากกิจกรรมของมนุษย์
2026 ปีแห่งการเฉลิมฉลอง ‘ภูมิปัญญาดั้งเดิม’
สำหรับปี พ.ศ. 2569 นี้ วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (2 กุมภาพันธ์) มาพร้อมกับธีมที่น่าสนใจอย่าง “Wetlands and traditional knowledge: Celebrating cultural heritage” หรือ พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม: การเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม
ข้อมูลจากสื่อประชาสัมพันธ์วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก พ.ศ. 2569 ระบุว่า องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำถือเป็นมรดกตกทอดร่วมกันของสังคมในปัจจุบัน
ในหลายวัฒนธรรม พื้นที่ชุ่มน้ำถูกมองว่าเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ผสานลึกอยู่ในอัตลักษณ์ ศิลปะ และจิตวิญญาณ
หลายชุมชนถือว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่อยู่ของบรรพชนหรือเป็นสถานประกอบพิธีกรรม บทเพลง การเต้นรำ เทศกาล และมรดกคำบอกเล่าต่างก็ผูกโยงอยู่กับวิถีชีวิตและวัฏจักรของพื้นที่ชุ่มน้ำ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่เชิงลึกและรวดเร็วในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ชุ่มน้ำในหลายภูมิภาคของโลก
และนี่คือการส่งสัญญาณว่า วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป แต่ ‘ความรู้ดั้งเดิม’ ของชุมชนท้องถิ่นต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ
ถึงที่สุด การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำอาจไม่ใช่แค่การรักษานกหรือปลา แต่มันคือการรักษา ‘มรดกทางวัฒนธรรม’ และ ‘ทางรอด’ ของมนุษยชาติในอนาคตที่กำลังมาถึง

อ้างอิง
- Ramsar Convention on Wetlands: History, Development, and Impact
- Development of the text of the Ramsar Convention: 1965–1971
- Why are Wetlands Important?
- พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (แรมซาร์ไซต์) จนถึงปี พ.ศ. 2565
- Thailand’s Wetlands in the Climate Crisis
- World Wetlands Day 2026
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



