พบชนิดพันธุ์ปลาฉลามอย่างน้อย 15 ชนิดพันธุ์ในตลาดค้าครีบฉลามของไทย

พบชนิดพันธุ์ปลาฉลามอย่างน้อย 15 ชนิดพันธุ์ในตลาดค้าครีบฉลามของไทย

การทำประมงมากเกินขนาดและความต้องการผลิตภัณฑ์จากปลาฉลามและปลากระเบนทำให้หนึ่งในสามของชนิดพันธุ์ปลาฉลามและปลากระเบนกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ทั่วโลก

เมื่อไม่นานมานี้ผลการวิจัยในระดับโลกพบว่า การทำประมงมากเกินขนาด ทำให้ปลาฉลามที่อยู่ในแนวปะการังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยปลาฉลามแนวปะการังที่พบเห็นได้ทั่วไป 5 ชนิดพันธุ์มีประชากรลดลงมากถึง 73 เปอร์เซ็นต์ 

หูฉลามเป็นผลิตภัณฑ์จากปลาที่มีราคาสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ซึ่งความต้องการบริโภคมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการประมงปลาฉลามในมหาสมุทรหลายแห่งทั่วโลก

มีการประเมินว่ามีปลาฉลามราว 26-73 ล้านตัวถูกฆ่าต่อปี เพื่อการค้าหูฉลามทั่วโลกระหว่าง พ.ศ. 2543-25533

นอกจากนี้ข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ปริมาณการค้าหูฉลามทั่วโลกที่ลดลงจากปริมาณการค้าสูงที่สุดเมื่อ พ.ศ. 2546 แสดงให้เห็นว่า การค้าหูฉลามมีความไม่ยั่งยืน และมีส่วนทำให้ประชากรปลาฉลามมีจำนวนลดลงในหลายพื้นที่ทั่วโลก

ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อการค้าผลิตภัณฑ์หูฉลามในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหูฉลามมูลค่าต่ำอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งหมายถึงหูฉลามที่มีราคาถูก ขนาดเล็ก และมักถูกเรียกว่าเป็นหูฉลามที่มีคุณภาพต่ำ 

ระหว่าง พ.ศ. 2555-2559 ประเทศไทยส่งออกหูฉลามและผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปมากกว่า 22,466 ตัน ถือเป็นประเทศผู้ส่งออกหูฉลามอันดับหนึ่งของโลกในช่วงเวลาดังกล่าว

ในช่วงหลายปีมานี้ ความต้องการบริโภคปลาฉลามภายในประเทศมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดบริโภคที่สำคัญของการค้าหูฉลาม 

แต่ผลสำรวจขององค์กรไวล์ดเอด พ.ศ. 2566 จัดทำโดยบริษัทวิจัยแรพพิด เอเชีย (Rapid Asia) พบว่า ความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยกำลังลดลง

ผลสำรวจคนไทยที่อาศัยในเขตเมืองทั้งหมด 1,007 คน อายุ 25 ปีขึ้นไปในเขตภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ พบว่าในจำนวนนี้ มี 21 เปอร์เซ็นต์ ที่บริโภคหูฉลามในช่วง12 เดือนที่ผ่านมา ลดลงจาก 29 เปอร์เซ็นต์ ในผลการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2560 

หากดูตามสถิติจำนวนประชากรในประเทศไทย สามารถประเมินได้ว่าผู้บริโภคหูฉลามมีจำนวนลดลงจากราว 6.6 ล้านคน ใน พ.ศ. 2560 เป็น 5.3 ล้านคน ใน พ.ศ. 2566

ขณะที่คนไทยในเขตเมือง 56 เปอร์เซ็นต์ มีความต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต เปรียบเทียบกับ 61 เปอร์เซ็นต์  ในผลการสำรวจ พ.ศ. 2560 แม้แนวโน้มการบริโภคจะลดลง แต่ผลสำรวจครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดผู้บริโภคหูฉลามที่สำคัญ

สถิติการประมงทะเลของกรมประมงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าประชากรปลาฉลามในประเทศไทยลดลงอย่างมาก โดยผลการจับปลาฉลามจากเครื่องมือประมงทุกชนิดในภาคการ

ประมงพาณิชย์ มีปริมาณลดลงอย่างมากจาก 2,873 ตัน ใน พ.ศ. 2555 เป็น 628 ตัน ใน พ.ศ. 25598 และลดลงต่อเนื่องเป็น 545 ตันใน พ.ศ. 25639 

การศึกษาผลการจับปลาฉลามจากเรือประมงพาณิชย์ในฝั่งทะเลอันดามัน แสดงให้เห็นว่า ภาคการประมงจับปลาฉลามได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงทศวรรษ ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2558 โดยเฉพาะปลาฉลามชนิดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ การสูญเสียความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลาฉลามที่จับได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงระยะเวลาราว 10 ปี และองค์ประกอบของผลการจับที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

บ่งชี้ว่าประชากรปลาฉลามในฝั่งทะเลอันดามันของไทยอาจใกล้หมดไปแล้ว

การวิจัยนี้ถือเป็นการศึกษาโดยใช้เทคนิคชีวโมเลกุล หรือดีเอ็นเอเพื่อระบุชนิดพันธุ์ปลาฉลามจากผลิตภัณฑ์หูฉลามครั้งแรกในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจชนิดพันธุ์ปลาฉลามที่พบในผลิตภัณฑ์หูฉลามในประเทศไทยและสถานภาพทางการอนุรักษ์ให้ดียิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2563 ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับกรมประมง (กปม.) ได้เก็บตัวอย่างครีบฉลามทั้งหมด 206 ตัวอย่างจากแหล่งค้าครีบฉลาม ร้านอาหาร ท่าเรือ และท่าเทียบเรือประมง ใน 4 พื้นที่ทั่วประเทศ 

ผลการวิจัยสามารถระบุชนิดพันธุ์ปลาฉลามจากตัวอย่างครีบได้ทั้งหมด 166 ตัวอย่างจาก 206 ตัวอย่างหรือคิดเป็น (80.58 เปอร์เซ็นต์) โดยพบชนิดพันธุ์ปลาฉลามอย่างน้อย 15 ชนิดพันธุ์ในตลาดค้าครีบฉลามของไทย 

นอกจากนี้ ยังพบว่าปลาฉลามที่สามารถระบุชนิดพันธุ์ได้จากการศึกษานี้จำนวน 62 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามต่อการสูญพันธุ์จากการจัดสถานภาพทางการอนุรักษ์ตามบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN Red List โดยฉลามหางจุด (Carcharhinus sorrah) และฉลามไนต์ (Carcharhinus signatus) เป็นสองชนิดพันธุ์เด่นที่พบในการศึกษานี้ 

ปลาฉลามหางจุดซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่พบมากที่สุด อาจมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ในอนาคต (Near Threatened; NT) จากการประเมินของ IUCN Red List แต่เป็นชนิดพันธุ์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable; VU) จากการประเมินชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามของ Thailand Red Data โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

จากการศึกษาในครั้งนี้พบปลาฉลามหัวค้อนสองชนิดพันธุ์ ได้แก่ ปลาฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน (Sphyrna lewini) และปลาฉลามหัวค้อนใหญ่ (Sphyrna mokarran) ซึ่งทั้งสองชนิดพันธุ์นี้มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ อย่างยิ่ง (Critically Endangered; CR) จากการประเมินสถานภาพ จาก IUCN red list และ Thailand Red Data และเป็นชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตสควบคุมการนำเข้า-ส่งออกในบัญชี หมายเลข 2

จากตัวอย่างครีบฉลามที่สามารถระบุชนิดพันธุ์ได้ พบว่าร้อยละ 34 เป็นชนิดพันธุ์ที่ไม่พบการกระจายพันธุ์ในน่านน้ำไทย แสดงให้เห็นว่า การซื้อขายครีบฉลามในตลาดค้าครีบของประเทศไทยนั้น พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคภายในประเทศหรือเพื่อส่งออกอีกครั้ง 

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมศุลกากร และเว็บไซต์ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ระบุว่า ประเทศไทยส่งออกหูฉลามไปยังฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ เป็นลำดับต้นๆ ระหว่าง พ.ศ. 2555-2563 

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบชนิดพันธุ์ปลาฉลามที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR) ใกล้สูญพันธุ์ (EN) และมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) ในตัวอย่างครีบที่มีขนาดเล็ก รวมทั้งปลาฉลามหัวค้อนสีน้ำเงิน ซึ่งมีโอกาสเป็นครีบจากฉลามที่ยังไม่สมบูรณ์พันธุ์

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำระบบตรวจสอบการนำเข้าและส่งออกครีบฉลามแบบย้อนกลับในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบการค้าให้สอดคล้องกับชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่อนุสัญญาไซเตสควบคุม รวมทั้งชนิดพันธุ์ใหม่คือ วงศ์ปลาฉลามครีบดำจำนวน 54 ชนิดพันธุ์ที่อนุสัญญาไซเตสควบคุมในบัญชีหมายเลข 2 ซึ่งมีผลบังคับใช้สิ้นปี พ.ศ. 2566 และจะทำให้ชนิดพันธุ์ฉลามที่ถูกค้าขายระหว่างประเทศเกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้ข้อตกลงของอนุสัญญาไซเตส ประเทศไทยขอสงวนสิทธิ์สำหรับปลาฉลามทุกชนิดในวงศ์ปลาฉลามครีบดำ (Carcharhinidae) ที่ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตสเป็นเวลา 6 ปี หรือจนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2571 เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการค้าชนิดพันธุ์ดังกล่าว และพัฒนาระบบการตรวจสอบชนิดพันธุ์สำหรับสินค้าจากการนำเข้าและส่งออก

ในปี พ.ศ. 2561 องค์กรไวล์ดเอดเปิดตัวโครงการ ‘ฉลองไม่ฉลาม’ เพื่อลดความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลาฉลามในประเทศไทย ผ่านการสื่อสารเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เน้นรณรงค์ไปที่วาระโอกาสที่คนไทยบริโภคหูฉลามมากที่สุด นั่นคือ งานฉลองต่าง ๆ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปลาฉลามที่มีต่อระบบนิเวศในท้องทะเล 

และจากผลการวิจัยดังกล่าว เราจะสื่อสารไปยังผู้บริโภคถึงผลกระทบของการบริโภคปลาฉลามที่มีต่อระบบนิเวศในมหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง และทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายเพื่อผลักดันให้มีมาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องชนิดพันธุ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ

ที่มา เอกสารฉลามใกล้สูญพันธุ์ที่พบในหูฉลามขายในไทย องค์กรไวล์ดเอด