12 ธันวาคม 2568 ก่อนการประชุมคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ 5 องค์กร ได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง พร้อมแถลงการณ์ฉบับที่ 2 และจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เพื่อขอให้ทบทวนและยุติกระบวนการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งเป็นมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 โดยให้ยุติการดำเนินการโดยทันที



โดยผลการประชุมคณะกรรมการสงวนฯ มีมติดังนี้
สถานะปัจจุบันของมติและขั้นตอนกฎหมาย
ที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีมติ ‘เห็นชอบ’ ให้ปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยให้เหตุผลว่าประชากรในธรรมชาติไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั้งนี้ มติดังกล่าว ยังไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายทันที และยังต้องนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในขั้นต่อไปก่อนมีผลบังคับใช้
มาตรการควบคุมพื้นที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แม้มีการปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่การจับนกในพื้นที่คุ้มครองยังคงเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่า (เตรียมประกาศเพิ่มเติมเป็น 98 แห่งทั่วประเทศ), เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งยังห้ามจับนกโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐระบุว่ายังสามารถใช้กฎหมายอื่นควบคู่กันได้ เช่น พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และกฎหมายว่าด้วยการบุกรุกพื้นที่ป่า
การควบคุมผู้เลี้ยง การเพาะเลี้ยง และการฟอกนกป่า
ผู้เพาะเลี้ยงจะต้องมีระบบระบุตัวนก เช่น ห่วงขามาตรฐาน เพื่อแยกแยะนกเพาะเลี้ยงจากนกที่มาจากธรรมชาติ รวมทั้งต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้นกเพาะเลี้ยงหลุดรอดสู่ธรรมชาติ และป้องกันการ ‘สวมสิทธิ์’ นำนกป่ามาปะปนในระบบเพาะเลี้ยง การควบคุมดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญเพื่อลดการล่าจากธรรมชาติและควบคุมตลาดที่เกี่ยวข้อง
การเฝ้าระวังและกำกับติดตาม
ได้มีการตั้งคณะทำงาน 3 ชุด ติดตามสถานการณ์หลังการปลดบัญชีอย่างใกล้ชิด โดยมีเงื่อนไขว่าหากพบการเปลี่ยนแปลงในทางลบ หรือพบการคุกคามประชากรนกในธรรมชาติเพิ่มขึ้น สามารถเสนอให้บรรจุกลับเข้าบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองได้ทันที



