32
เราจะไม่แพ้อีก

เช้าฉ่ำฝนซาเม็ด ผมตื่นค่อนข้างสายกว่าปกติคือตีห้าครึ่งกว่า ลุกมาเตรียมตัวเดินทาง ตั้งสติไหว้พระ ทีมงานกำลังพาขบวนเริ่มกิจกรรม ‘ยืดเหยียด’ ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำกันมาทุกวัน 

ผมเองก็เดินไกลมาได้ถึงวันนี้เชื่อว่าก็ด้วยการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเดินตามความรู้ที่เจ้าป้อง นักพลศึกษาบัณฑิตหนุ่มจากมศว. ที่เดินมาด้วยกันตั้งแต่วันแรกพาเราทำจนถึงวันนี้

นขบวนเรามีทีมงานเดินนำ ที่ผมไม่ค่อยได้เข้าไปคุยกับพวกเขากนักและอยู่กันยาวมาจนถึงวันนี้หลายคนส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา และคนหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบ เท่าที่จำได้ชัดๆ ก็มีเจ้าปอนด์ ปังกี้ จิ๊บ วนศาสตร์ เอส ชัยวัฒน์

ผมเตรียมเดินเข้าขบวนก็พบลูกศิษย์วิศวกรรมศาสตร์ที่สนิทกันมากคนหนึ่งคือเจ้าไมตรี ไมตรีเรียนจบมีครอบครัวไปทำงาน เขาเป็นทั้งลูกศิษย์ที่ทำซีเนียร์โปรเจกต์กับผม และเป็นประธานชมรมที่ผมเป็นที่ปรึกษา ผมดีใจมากที่ไมตรีมาด้วย จากนั้นไม่นานผมก็พบอาจารย์ผมสมัยจุฬาชื่อ อาจารย์พนวสันต์ เอี่ยมจันทร์ มาเดินด้วย ผมตื่นเต้นดีใจมาก เราไม่ได้พบกันหลายสิบปี อาจารย์ยังมาให้กำลังใจ

ขบวนของเรามีคนนับร้อยคนในเช้าวันนี้ ผมเริ่มโพสต์เฟซบุ๊กด้วยความรู้สึกจากใจจริงๆ ว่า “ผมเชื่อมาตลอดว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากคนจำนวนมาก แต่เกิดจากคนเล็กๆ น้อยๆ ที่มีพลังครับ มาร่วมกันครับวันนี้ เพื่อบอกให้ประเทศไทยรู้ว่า เราไม่ยอม เรายืนหยัด เราศรัทธา เราจะรักษา ใน ความดี ความงาม ความจริง”

พอเริ่มเดิน หมออ้น พรระวี อดีตเด็กเรียนเก่งของโรงเรียนหญิงประจำอยุธยา ผมเป็นคู่แข่งสำคัญในหลายเวทีกับเธอในฐานะตัวแทนโรงเรียนชาย วันนี้เธอใส่เสื้อขาวใหม่เอี่ยมของเรามาทักทาย ผมมีโอกาสคุยกับเธอถึงความหลังว่า  

อดีตเราเคยแข่งกันข้ามโรงเรียนและผมบอกเธอว่า เธอเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมทำงานได้ในวันนี้ เพราะครั้งหนึ่งเราเคยประชันการพูดแข่งกันเรื่องโรงงานแทนทาลัม เธอเป็นฝ่ายสนับสนุนโรงงาน ผมคัดค้าน แต่ครั้งนั้นเธอเตรียมตัวข้อมูลดีมาก ต่างจากผมซึ่งพูดจากความรู้สึกอย่างเดียว ผมแพ้ยับ… และจำความรู้สึกนั้นได้ดีว่า ผมจะไม่เตรียมตัวมามั่วแบบนี้อีกแล้ว และหลังจากนั้น ผมก็ใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียนในการทำงานเรื่องข้อมูลมาตลอด

หมออ้นงงๆ ที่เราจำได้ แต่ก็ทำตาโตว่าอย่างงั้นเชียว ผมบอกเธอว่าและนี่คือพื้นฐานที่เราเตรียมข้อมูล ความรู้มาอย่างดีในเวทีเดินแม่วงก์นี้ เพื่อที่ “เราจะไม่แพ้อีก”

เดินไปได้สี่ห้ากิโลเมตรตามสูตรเราพักกินข้าวที่ปั๊มปตท.หน้าธรรมศาสตร์ รังสิต มีคนร่วมขบวนอยู่ราวสองร้อยกว่าคน ระหว่างนั้นมีโพสต์แท็กผมจากเฟซบุ๊กนักเขียนท่านหนึ่งชื่อ โดม วุฒิชัย น่าสนใจว่าเขาเริ่มชักชวนคนมาร่วมเดินด้วยข้อความยาวเหยียด

“ปกติผมเป็นคนที่ไม่เคยลุกขึ้นมาเดินรณรงค์หรือประท้วงอะไร มีครั้งเดียวในชีวิตที่เคยเดินประท้วงเรื่องการขึ้นค่ารถเมล์สมัยที่ผมยังหนุ่มๆ ขณะนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศนิตยสารหนุ่มสาว อาคารชัยวดี ย่านประตูน้ำ ขบวนประท้วงเดินผ่านมาผมจึงลุกจากโต๊ะทำงานไปร่วมเดินด้วย นั่นเป็นเพราะผมไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่ารถเมล์ในขณะนั้น 

แต่ครั้งนี้ที่ผมต้องการไปร่วมต้อนรับคุณ Sasin Chalermlarp และเพื่อนที่เดินต้านเขื่อนแม่วงก์ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นกระแสหรือไม่ชอบรัฐบาลหรือไม่ชอบท่านปลอดประสพเป็นการส่วนตัว แต่เป็นเพราะผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพราะจากการศึกษาข้อมูลแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่เขื่อนแม่วงก์จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ 

ส่วนหนึ่งผมเป็นคนรักต้นไม้และรักป่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จะแพ้-ชนะ ไม่สำคัญ แต่อย่างน้อยก็เพื่อแสดงจุดยืนและเพื่อขอบคุณคุณศศิน เฉลิมลาภที่เป็นบุคคลต้นคิดในเรื่องนี้ 

เวลาพูดถึงแม่วงก์ทีไรให้รู้สึกแปลกใจตัวเองที่ผมรู้สึกคิดถึงแม่ เพราะจำได้ว่าสมัยเป็นเด็กผมได้ยินชื่อแม่วงก์ครั้งแรกจากปากของแม่ – ถ้าใครมีความคิดในแนวเดียวกัน… วันพรุ่งนี้วันที่ 22 กันยายน เราไปพบกันที่ BTS หมอชิต เวลา 11.00 น.เพื่อเดินไปด้วยกันครับ – ด้วยคำพูดของ ธีโอดอร์  รูสเวลท์ ที่ผมยึดถือเป็นคติประจำใจคือ ทำสิ่งที่คุณทำได้ ด้วยสิ่งที่คุณมี ณ จุดที่คุณยืนอยู่”

ผมเชื่อว่านอกจากคุณโดมแล้วต้องมีคำชวนนี้ออกไปมากมายและทีมงานของเราเริ่มกระจายข่าวว่าวันนี้เราจะถึงฟิวเจอร์ปาร์คตอนเที่ยง แน่นอนว่าคงมีคนมารับเรามากมาย 

แต่พรุ่งนี้น่าสนใจตรงที่ว่าระหว่างทางเข้ากรุงเทพฯ ทีมงานเราประชาสัมพันธ์ให้คนมาร่วมโดยการนั่งรถไฟฟ้ามาลงตามสถานีต่างๆ เริ่มจากสถานีสวนจตุจักร ยาวไปสะพานควาย อารีย์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปจนถึงสยาม 

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่การประท้วงแบบนี้ที่ใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารร่วมกับขนส่งมวลชนสมัยใหม่เพื่อทำงานประเด็นสิ่งแวดล้อมกับคนเมืองในประเทศไทย

ระหว่างพักที่ปั๊ม คุณแบงค์พาคณะวีลแชร์มาร่วมหลายคน น่าจะเป็นชมรมนักกีฬาวีลแชร์ มาเป็นขบวนใหญ่เพื่อร่วม ‘เดิน’ ไปด้วยกัย นอกจากนั้นป้ามล คนดังจากบ้านเยาวชนกาญจนาภิเษกก็พาเด็กเยาวชนมาสมทบ หมอวี รุ่นน้องวิทยาศาสตร์จุฬาก็พาเพื่อนมาหลายคน นักศึกษาหลายสถาบันและผู้คนมากมายทยอยมาร่วม ณ จุดนี้

ที่จุดนี้คุณทนงศักดิ์ นักวิ่งมาราธอนทีมชาติ ผู้ซึ่งส่งความรู้แนะนำเราให้หยุดพักเป็นระยะตั้งแต่วันที่สองของการเดินทาง และเตือนย้ำให้เราพักหลบแดดบ่ายสองสามชั่วโมงที่เป็นสูตรสำคัญที่เรามาได้ถึงวันนี้ก็ตามมาดูผลงานคำแนะนำของเขาด้วยสายตาภูมิใจ ผมรู้สึกขอบคุณเขาจริงๆ รวมถึงได้ถ่ายรูปร่วมกันกับรถสนับสนุนคันหนึ่ง ที่ลงทุนตัดสติกเกอร์ค้านเขื่อนแปะมาเต็มรถ

ข่าวทีมวอลเลย์บอลสาวไทยได้รับชัยชนะจากสาวจีนเป็นครั้งแรกในการชิงแชมป์เอเชีย เหมือนจะบอกอะไรกับผมได้ว่า อะไรที่คิดว่าทำไม่ได้ สู้ไม่ได้ มันก็ไม่แน่เสมอไป 

ขณะที่ผมได้รับข่าวว่า คุณเหน่ง แนวร่วมค้านเขื่อนกล้าบ้าจริงที่ลาดยาวก็กำลังเดินทางมาสมทบกับอาจารย์ณรงค์ แรงกสิกร ที่เดินมาส่งเราเข้าเขตนครสวรรค์เมื่อสิบกว่าวันที่ผ่านมาก็กำลังเดินทางมาอีกครั้ง

ผศ.ทีฆาวุฒิ วิศวกรรมแหล่งน้ำ ม.เกษตร อดีตคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงาน EHIA เขื่อนยังขี่จักรยานมาเพื่อแสดงเจตนาสนับสนุนเรา นั่นยิ่งตอกย้ำความมั่นใจของการประท้วงด้วยเหตุผลและข้อมูลในครั้งนี้

เรามาถึงฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ตอนสิบเอ็ดโมงยี่สิบเก้านาที ผู้คนจำนวนมากมายเหลือจะนับรออยู่ตะโกนสนับสนุนเราเสียงดัง มีวงดนตรีเล่นอยู่ที่กลางลาน ผมเห็นวงคีตาญชลี แต่เข้าไปไม่ถึง ผู้คนมากมายทักทายคนนั้นคนนี้ไม่เท่าไหร่ ทีมงานก็มาขอร้องให้ผมเข้าไปพักในรถเพื่อเซฟแรงจะดีกว่า ผมเชื่อว่าทีมงานประเมินสถานการณ์ดีแล้ว จึงเข้าไปงีบหลับในรถที่จอดไว้ข้างถนนโดยไม่ให้ใครรู้และมารบกวน 

ระหว่างหลบในรถแท็กเฟซบุ๊ก พบว่าน้องซ้วง โพสต์ภาพ อาจารย์ พี่ เเละน้องชมรมค่ายวิทยา จุฬาฯ ให้กำลังใจเดินกับพี่ศิน และคุณ Pam Bunnag ลูกศิษย์ ม.รังสิตอีกคน ได้เขียนว่า “สวัสดีค่ะอาจารย์ ตัวแปมไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่แปมติดตามข่าวอยู่ตลอด และเป็นกำลังใจให้ตลอดค่ะ ขอให้การคัดค้านเขื่อนครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนะคะ ขอให้สุขภาพอาจารย์และทุกๆคนที่ร่วมเดินขบวนครั้งนี้แข็งแรงด้วยค่ะ” ผมหลับไปพร้อมกับความอบอุ่นหัวใจได้หนึ่งงีบ

ตื่นมาเดินต่อตอนบ่าย ผ่านบ้านเก่ามหาวิทยาลัยรังสิตก็รู้สึกอบอุ่นมาก ผมโพสต์ขอบคุณทุกๆ คน คิดถึงทุกคนทั้งพี่จุก พี่อาภา อ.สมิท คุณเก่ง คุณพิม โอยมากันหมดเลย พี่หน่องด้วย ทักไม่หมดครับ ขอบคุณครับนักศึกษาทุกๆ คน

จนเมื่อถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง ตามแผนเดิมเราตั้งใจจะนอนแถวดอนเมือง แต่ทีมงานและนิสิตเกษตรตกลงให้เดินต่อไปอีกหน่อยเพื่อไปนอนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นั่นหมายความว่า จากนี้เราต้องเดินทางตรงยาวผ่านเมืองไปอีกสิบสี่กิโลเมตร ปกติทางขนาดนี้รวมเวลาพักอาจจะต้องใช้เวลาถึงหกเจ็ดชั่วโมง เมื่อนึกถึงขบวนที่มีคนหลายร้อย หรืออาจจะถึงหลักพันที่เดินเรียแถวยาวเหยียด และคงต้องเดินในตอนค่ำมืดอีกด้วย

ผมเหนื่อยล้าเมื่อยขามากๆ เพราะทางตรงยาวเลียบกำแพงสนามบินดอนเมืองหลายกิโลเมตรเป็นทางเท้าแคบๆ ขบวนคนนับพันคงจะได้เดินต่อกันรถราวิ่งเร็วมากสตาฟให้เดินเรียงหนึ่งโดยไม่หยุดไปเรื่อยๆ และไม่มีจุดแวะพัก ผมรู้ว่าทุกคนคงเหนื่อยมากเหมือนผม โดยเฉพาะคนที่เริ่มมาเดินวันนี้วันแรก

แน่นอนว่าทีมงานพาเราผ่านทางไกล ที่จัดขบวนและรักษาความปลอดภัยยากที่สุดได้อีกครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งชื่อเยี่ยมแท็กเฟซบุ๊กมาว่า “วันนี้ช่วงดอนเมืองมีโอกาสได้เดินแถวหน้าขบวน ไม่รู้มีใครสังเกตเหมือนผมรึเปล่า รองเท้าอ.ศศิน พื้นสึกมากจนส้นเท้าเบี้ยวไปเยอะมาก เอียงกะเท่เร่ ผมจำได้ว่าผมเห็นรองเท้าอ.ศศินในคืนก่อนเดินวันแรกพื้นยังดีอยู่เลย คงเป็นผลพวงจากการเดินกว่า 300 กม. ใน 10 กว่าวันที่ผ่านมา ปล. ขอไรอย่างนะครับ อ.ถ้าเดินเสร็จ แล้ว เก็บรองเท้าคู่นี้ไว้ดีๆ นะครับ มันเป็นรองเท้าในตำนานซะแล้วววว”

ระหว่างที่ผมเหนื่อยแทบตายกลางแดดดอนเมืองบ่ายสามโมง แท็กโพสต์ของ Acharawadee Buaklee ก็เป็นแรงสำคัญให้ผมฮึดว่า “สองตีนจากแม่ปิงเพื่อแม่วงศ์ การเดินเท้าจากดอยหลวงเชียงดาว ถึงเมืองเชียงใหม่….พรุ่งนี้คงไม่โดดเดี่ยวนักค่ะ” นั่นคือขบวนของพี่นิคมพุทรา ที่ร่วมเดินคู่ขนานที่เชียงใหม่นั่นเอง

เมื่อเลยสนามบินดอนเมืองมาได้ก็มีจุดที่พอพักได้แถวหลักสี่ ผมเจ็บฝ่าเท้า หัวเข่าขวา และข้อเท้าซ้าย แต่สภาพร่างกายโดยรวม แข็งแรงขึ้น จิตใจเต็มร้อยจากแรงใจของผู้คนนับพันที่เดินอยู่ในขบวนขณะนี้ ผมคิดว่าพอถึงกรุงเทพฯ น่าจะแย่กว่านี้ แต่อย่างก็ตามก็เชื่อว่าในขบวนยาวเหยียดนี้ ผู้คนจะได้เจอเรื่องดีๆ มากมาย เหมือนที่ผมได้เจอ และขบวนของเราก็เป็นที่ให้คนดีๆ มาเจอกันจริงๆ

ระหว่างผ่อนฝีเท้าลงผมเริ่มกลับมาโพสต์เฟซบุ๊กขณะเดินทางได้อีกครั้ง แดดเย็นใกล้หกโมงยังส่องเหลือบเห็นทีมสตาฟเดนตาย ผมบันทึกว่า

“วันนี้เดินหนักมากที่สุดวันหนึ่ง ปุ้ยรับนำขบวนเดี้ยงไปพักหนึ่ง กลับมาทำหน้าที่ได้แล้ว, บัวเดินไม่มีขึ้นรถ รับโทรศัพท์ทั้งวัน คอยช่วยผมอยู่ตลอด ยังไม่แผ่ว แต่มีเผลก, กิฟต์วิ่งดูผมทั้งวันมาหลายวันแทบไม่ขึ้นรถ ร่าเริง เข้มแข็ง แต่ดูตาโรยไปเหมือนกัน พอพัก ก็เดินหิ้วยาไปหาคนว่า เอายาไหมค้า เดินเหนื่อยกว่าผมอีก, บอย ผู้จัดการมูลนิธิวิ่งประสานกรุงเทพฯ และคณะนับสิบรอบในช่วงที่ผ่านมา ประสานงานทั้งหมด ทั้งที่นี่ ที่หอศิลป์ และงานประสานฝ่ายนโยบาย วันนี้ยังมาเดินได้ทั้งวัน”

พอเลยแยกหลักสี่มา โชคดีที่มีที่พักเป็นระยะ เพราะผู้ร่วมขบวนออกอาการเหนื่อยด้วยกันอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตาทุกคนสู้ไม่ถอย เราเดินบ้างหยุดบ้างไปตามสภาพ เรี่ยวแรงก็ถดถอย ดีที่พอผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส มีคณะใหญ่รอต้อนรับในเวลาค่ำมืด ผมจำได้ว่านักศึกษามศว.ประสานมิตรและนิสิตเกษตร มาร้องเพลงเพราะๆ เสิร์ฟน้ำเย็นๆ มีขบวนแฟนซีค้านเขื่อน มีคนใส่ชุดมาสคอตเสือโคร่งสีส้มหน้าตาน่ารัก เขาเปิดหัวแนะนำตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรสิ่งแวดล้อมชื่อคุณนุ เป็นสีสันสำคัญร่วมกับมาสคอตสัตว์อื่นๆ ที่จำได้ติดตาคือนกยูง ซึ่งเป็นสัตว์ที่ต้องหากิน และวางไข่ที่หาดทรายแถวแก่งแม่เรวา

ก่อนถึงเกษตร ผมคิดถึงทีมวอลเลย์บอลสาวไทยที่ชนะจีนได้ครั้งแรก ผมรู้สึกจริงๆ ว่าเดินมาถึงนี่ก็ชนะเชตแรกแล้วเหมือนกัน

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนิสิตจำนวนมากมารอต้อนรับ พี่ต้อม องค์อร ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้สนับสนุนโครงการอนุรักษ์ป่าตะวันตกเราหลายโครงการเอาข้าวกล่องมากมายมาเลี้ยงพร้อมกับพี่หมู ธาตรี ผู้ประสานงานกิจจรรม CSR ของธนาคารที่ช่วยเหลือเรามาตลอด พออิ่มผมก็เล่าเหตุผลในการค้านเขื่อนแม่วงก์ให้ผู้คนจำนวนหลายร้อยคนฟัง

อาจจะนับเป็นการพูดเวทีใหญ่เรื่องนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกจากการเดินทางมา 12 วัน

ขณะที่เตรียมเต็นท์ที่พัก อาจารย์ทีฆาวุฒิก็ขี่จักรยานมาชวนให้ผมไปนอนพักสบายๆ ที่ห้องพักอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ ที่สอนการสร้างเขื่อนที่คณะวิศวกรรมาสตร์ ผมตัดสินใจไม่ยาก เพราะอยากพักผ่อนนอนสบายก่อนที่จะเดินถึงจุดหมายพรุ่งนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่สำคัญคืออาจารย์ที่สอนสร้างเขื่อนมีน้ำใจสนับสนุนคนค้านเขื่อนขนาดนี้จะปฎิเสธได้อย่างไร

คืนนั้นเป็นคืนแรกที่ผมได้นอนในห้องแอร์ มีห้องน้ำสะอาดให้ใช้อย่างสบายเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ก่อนนอนผมแชร์โพสต์หนึ่งของอาจารย์นกฮูก อาจารย์นักกิจกรรมแห่งคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ที่มาร่วมเดินกับเราสี่ชั่วโมงตอนบ่ายวันนี้ จากชื่อ Athapol Anunthavorasakul 

“สี่ชั่วโมงแห่งการเดินเท้าวันนี้ เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับระยะทางที่ อ.ศศิน เดินเท้าจากป่าแม่วงก์มาถึงกทม. ผมเดินเท้าวันนี้ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคมไทย ไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง ไม่มีตำแหน่งวิชาการมากำกับ เดินเท้าเหมือนเด็กๆ นักศึกษา พี่ๆ น้องๆ และเด็กๆ อีกจำนวนมาก เราไม่ได้สู้กับนักการเมืองพรรคใด หรือคนใด เราไม่ได้มาเดินเพียงเพื่อเชิดชูใคร แต่เรามาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งที่อยากเก็บผืนป่าไว้เป็นต้นน้ำลำธารให้กับคนรุ่นต่อไป 

“ไม่มีพื้นป่าแห่งใดในประเทศนี้ควรถูกแผ้วถางทำลายเพียงเพื่อแลกกับอภิมหาโครงการให้นักการเมือง นายทุน และผู้กำหนดนโยบายคนใด มูมมามโกงกินอีกแล้ว เลิกโกหกตัวเองเสียที เลิกโกหกชาวบ้านเสียทีว่าเขื่อนแม่วงก์จะเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่าง ต่อให้เขื่อนจะเป็นคำตอบ ก็ไม่มีเหตุผลชอบธรรมใดเลยที่คนกรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่าง จะขโมยผืนป่าของลูกหลานมาแก้ปัญหาแบบขอไปทีเช่นนี้ น้ำท่วม น้ำมา น้ำก็ไป ผืนป่าถูกหักล้างถางไปเอาคืนมาไม่ได้ 

“เราไม่ได้ป่าหนึ่งผืนไปแลกกับเขื่อนหนึ่งแห่ง แต่เรากำลังจะปล่อยให้ใครก็ไม่รู้กลุ่มหนึ่งตัดสินใจเลือกเขื่อนหนึ่งแห่งที่ขโมยโอกาสของผู้คนอีกกี่แสนล้านคนที่จะได้รับประโยชน์จากผืนป่าในฐานะต้นน้ำลำธาร และความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน พรุ่งนี้ไปเดินด้วยกันนะครับ”

ก่อนนอน ผมบอกข่าวผู้คนว่า “วันนี้มานอนที่เกษตร อบอุ่นในน้ำใจทั่ง นศ. และอาจารย์ วันนี้จะพักผ่อนเต็มที่ พรุ่งนี้เราจะได้พบกับเพื่อนร่วมทาง และร่วมเดินไปสู่จุดหมายร่วมกัน พรุ่งนี้ใครตื่นเช้ามาเจอกัน เกษตร 7 โมง-8 โมง ผมรออยู่แถวตึกกิจกรรม สายๆ 10-11โมงเจอกัน BTS เที่ยงๆ บ่ายๆ เจอกันอนุสาวรีย์ แล้วเดินไปปทุมวันกันครับ” 

จากนั้นผมปูถุงนอนและมุดเข้าไปหลับสนิท

10 ปี เดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์

ร่วมรักษาป่าใหญ่และสิ่งแวดล้อมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

สแกนผ่านระบบ Mobile Banking