ประเทศเวียดนามได้เพิ่มหลักสูตรปัญหาการค้าสัตว์ป่าไว้ในวิชาเรียน

ประเทศเวียดนามได้เพิ่มหลักสูตรปัญหาการค้าสัตว์ป่าไว้ในวิชาเรียน

งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า 1 ใน 5 ของสัตว์บกที่มีกระดูกสันหลัก กำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาการค้าสัตว์ป่า และขณะเดียวกันปัญหาที่ว่านี้ก็กำลังนำไปวิกฤตการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าหลายสายพันธ์ุ อันเป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ถูกนิยามเป็น “การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6” ซึ่งจะทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปตลอดการ

ช้างถูกฆ่าเพราะคนต้องการงา เช่นเดียวกับแรดที่ตายเพราะคนต้องการนอของมัน ตัวลิ่นถูกล่าเพื่อเอาเกล็ดและเนื้อ รวมถึงสัตว์อื่นๆ อีกมากมายที่ตายไปเพราะความต้องการชิ้นส่วนใดส่วนหนึ่งจากร่างกายพวกมันเท่านั้น

การยุติปัญหาการค้าที่ผิดกฎหมายนี้ดูจะเป็นเรื่องยาก (การค้าสัตว์ป่ายังคงเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง) แม้จะมีการลาดตระเวนอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า หรือแม้แต่การเพิ่มโทษเพิ่มกฎหมายคุ้มครองสัตว์เข้าไป แต่ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งจำนวนเม็ดเงินที่เกิดจากความตายและความเจ็บปวดทรมานของสัตว์ลงได้

อย่างไรก็ตาม ความพยายามแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ปัจจุบันที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เป็นแหล่งใหญ่เรื่องการนำเข้าและค้าผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย ได้เพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องของสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์และการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายที่กำลังคุกคามสิ่งชีวิตร่วมโลกเข้าไปไว้ในวิชาเรียน เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติความคิดของผู้คนในอนาคตเสียใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของเวียดนามที่โรงเรียนในประเทศจะสอนเด็กๆ เกี่ยวกับปัญหาการคุกคามสัตว์ป่า

Humane Society International, หนึ่งในองค์กรปกป้องสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เด็กประมาณ 4 ล้านคนต่อปีในเวียดนามที่มีอายุระหว่าง 6-11 ปี จะได้รับการสอนบทเรียนแรกในเรื่องของสัตว์ป่าที่กำลังถูกคุกคาม เช่น แรด ช้าง ตั่วนิ่ม เสือ นกเงือก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ซึ่งนี่คือความพยายามอีกทางหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย

ความคิดริเริ่มหลักสูตรการเรียนการสอนระดับชาตินี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Humane Society International กับหน่วยงานที่ว่าด้วยเรื่องอนุสัญญาการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศและสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ของเวียดนาม รวมถึงภาคการเมืองและการศึกษา

Phuong Tham ผู้อำนวยการ Humane Society International ในประเทศเวียดนาม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เมื่อพูดถึงเรื่องความต้องการของผู้บริโภคต่อการซื้อขายสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย ประเทศเวียดนามถือเป็นประเทศที่มีปัญหานี้มากที่สุด ดังนั้น หากเราต้องการเปลี่ยนความคิดของชาวเวียดนาม เราต้องเริ่มในชั้นเรียนให้เร็วที่สุด การเพิ่มหลักสูตรการเรียนนั้นจะช่วยปลูกฝังเรื่องราวของสัตว์ป่าให้แก่ประชากรในรุ่นต่อไปให้พวกเขาเปลี่ยนทัศนคติต่อการบริโภคสัตว์ป่า การค้า และการคุกคามความอยู่รอดของสายพันธุ์ต่างๆ บนโลก”

ปัจจุบันหลักสูตรนี้ได้เริ่มการเรียนการสอนไปแล้ว ทั้งครูและนักเรียนต่างรู้สึกดีกับเนื้อหาสาระใหม่ โดยครูจะเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กมีความรักต่อสัตว์ป่ามากขึ้น ขณะที่นักเรียนก็มีความสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ถึงสิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่า

นักเรียนคนหนึ่งให้ความเห็นว่า “พวกเราควรจะดูแลสัตว์และปกป้องพวกเขาจากการสูญพันธุ์ ฉันจะบอกกับพ่อแม่และญาติๆ ของฉันให้หยุดซื้อและบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ป่า เพราะมันหมายความว่ามนุษย์ได้ฆ่าและทำให้พวกสัตว์สูญพันธุ์ ฉันอยากให้สัตว์ป่าได้มีชีวิตอยู่อย่างอิสระและมีความสุขอยู่ในป่า”

หลักสูตการเรียนดังกล่าวคือสิ่งที่ทำให้แน่ใจว่า คนรุ่นต่อไปในอนาคตจะมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ที่มีต่อโลกใบนี้ นอกเหนือจากการเอาตัวรอดของตัวเอง และหากหลักสูตรนี้สามารถกระจายออกไปสอนเด็กๆ ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกได้ เด็กๆ ก็จะเติบโตขึ้นด้วยทัศนคติที่เคารพสัตว์ และทำในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตร่วมโลกใบเดียวกัน

 


เรื่อง เอกวิทย์ เตระดิษฐ์
เรียบเรียงจาก Schools in Vietnam to Teach Children About Threatened Wildlife
ภาพเปิดเรื่อง http://alert-conservation.org/