พลังงานหมุนเวียนผงาดและอาจทำให้บริษัทน้ำมันล้าสมัยเร็วกว่าที่คิด

พลังงานหมุนเวียนผงาดและอาจทำให้บริษัทน้ำมันล้าสมัยเร็วกว่าที่คิด

การเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจถึงจุดสิ้นสุดลงเร็วกว่าที่คาดไว้กว่าทศวรรษจากที่บริษัทเหล่านั้นพยากรณ์ไว้ นับว่าเป็นสัญญาณแห่งความหวังของการรับมือวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมีจุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนซึ่งคาดว่าจะสามารถหยุดการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้น้ำมันและถ่านหินภายในทศวรรษหน้า ก่อนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านั้นจะเผชิญกับความต้องการใช้ที่ลดลง

จุดสูงสุดของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่บริษัทน้ำมันและเหมืองคาดไว้ร่วมทศวรรษ โดยบริษัทเหล่านั้นคาดว่าจะมาถึงในราวคริสตทศวรรษที่ 2040s หรืออีก 20 ปีข้างหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเปลี่ยนการพยากรณ์ดังกล่าวเนื่องจากพลังงานหมุนเวียนคือลมและแสงอาทิตย์ มีการใช้แพร่หลายเร็วกว่าที่คาดโดยมีต้นทุนซึ่งสามารถแข่งขันได้กับไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน

ในสหราชอาณาจักรไตรมาสที่ผ่านมา โครงการพลังงานหมุนเวียนได้ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โรงไฟฟ้าเหล่านั้นเริ่มเดินเครื่องใน พ.ศ. 2425 นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ แก๊สธรรมชาติและถ่านหินผลิตไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 70 ของกำลังไฟฟ้าในสหราชอาณาจักร

ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความหวังในการประท้วงเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเรียกร้องให้นักการเมืองเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ทันเวลาและจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดมหันตภัยในโลก

พรรคแรงงานแห่งสหราชอาณาจักรได้ให้คำมั่นถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมเขียวที่จะสร้างตำแหน่งงานใหม่กว่า 70,000 ตำแหน่งในขณะที่เดินหน้าสู่เศรษฐกิจที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายใน พ.ศ. 2573 สำหรับสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาเขียวใหม่ (Green New Deal) นำโดยสมาชิกรัฐสภา Alexandria Ocasio-Cortez ตั้งเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในสหรัฐอเมริกาภายในทศวรรษหน้า

ในอุตสาหกรรมพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนในไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะเป็นเพียงการเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าหากเทียบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต Michael Liebriech ผู้ก่อตั้งกลุ่มวิจัย  Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ระบุว่าการทดแทนเทคโนโลยีเก่าด้วยสิ่งใหม่นั้น “1% แรกใช้เวลานานราวกับชั่วกัลป์ 1% – 5% คล้ายกับการรอก่อนที่จะจาม คุณรู้ดีว่ามันจะเกิดขึ้นแต่อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด ต่อมา 5% – 20% จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากๆ” เขากล่าว

โลกกำลังเตรียมเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกลายเป็นจุดจบของผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และทำให้การเพิ่มขึ้นของแก๊สเรือนกระจกสู่จุดจบ ข้อคิดเห็นของเขาดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน

“ภายในทศวรรษหน้า เราจะเห็นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่รวดเร็วมากกว่าที่คาดไว้ นั่นหมายความกว่าการปล่อยแก๊สเรือนกระจกทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว” เขากล่าวเสริม พร้อมทั้งระบุเพิ่มเติมว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่จะเกิดขึ้นไม่ว่านักการเมืองจะช่วยสนับสนุนหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐศาสตร์ของพลังงานสะอาดนั้นเข้มแข็งเกินกว่าที่จะมองข้าม

เมื่อต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา BNEF ระบุว่าไม่เพียงแต่การใช้พลังงานหมุนเวียนจะถูกกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติหรือเชื้อเพลิงถ่านหิน แต่อีกไม่นานมันจะถูกกว่าการใช้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจหมายความว่าเราจะสามารถประหยัดเงินโดยการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินลงและสร้างโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ ไฟฟ้าสะอาดจำนวนมากจะช่วยลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากการขนส่งและระบบทำความร้อนในโลกอีกด้วย

ภายใน พ.ศ. 2473 BNEF คาดว่าความต้องการใช้เชื้อเพลิงบนท้องถนนจะถึงจุดสูงสุด ในขณะที่ถ่านหินจะถึงจุดสูงสุดใน พ.ศ. 2569 ที่ปรึกษาด้านพลังงานโลก DNV GL เชื่อว่าในปีเดียวกันนั้นเอง น้ำมันจะไม่ได้เป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดอีกต่อไป ในภายในคริสตทศวรรษที่ 2020s ความต้องการใช้น้ำมันดิบจะลดลง

“มันทำให้เรามองเห็นความหวังอย่างมาก” Seb Henbest ผู้จัดทำรายงานของ BNEF กล่าว “นี่คืออีกด้านหนึ่งของโศกนาฎกรรมที่เรากำลังเผชิญอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะรายงานนี้ใช้ข้อมูลล่าสุดซึ่งอาจเล่าเรื่องราวที่แตกต่างจากที่เราเข้าใจกัน”

นี่คือการเรียนรู้สำหรับบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เชื่อว่าความต้องการใช้พลังงานสกปรกจะเพิ่มขึ้นจนถึงกลาวศตวรรษนี้ และนี่ยังเป็นเรื่องเล่าว่าด้วยความหวัง เขาระบุ “เราได้เดินมาไกลมากหากเทียบกับในอดีต และแน่นอนว่าเราต้องเดินไปให้ไกลยิ่งขึ้น ซึ่งมันจะเริ่มยุ่งยากและซับซ้อนแต่ในขณะเดียวกันเราก็อยู่บนโลกที่ประชากร 2 ใน 3 อาศัยอยู่ในประเทศซึ่งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานราคาถูกที่สุดสำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ เรามีเครื่องมือที่จะทำให้มันเป็นไปได้” เขากล่าว

Chris Stark ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งราชอาณาจักรระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนนั้นเป็นตัวอย่างอันดีต่อเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน “แม้ว่า 10 ปีที่ผ่านมาเราจะมองเห็นภาพทิศทางการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ในปัจจุบัน เรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางของการเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส (จากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม) แต่ก่อนหน้านี้เราอยู่บนเส้นทางของการเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า” เขาระบุ

ความก้าวหน้าในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ในข้อตกลงปารีส แต่การเข้าสู่สภาวะคงที่ของการปล่อยแก๊สเรือนกระจกภายใน พ.ศ. 2573 จะเป็นบทบาทสำคัญในการพามนุษยชาติหลีกเลี่ยงหายนะของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เกิน 3 องศาเซลเซียส และยังเป็นบทพิสูจน์ว่าหากพยายามเพิ่มขึ้น การบรรลุเป้าหมายที่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสก็เป็นไปได้

“การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับว่าเป็นมรดกที่จะส่งต่อสู่นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ รวมถึงการทำงานอย่างหนักทั่วโลกแต่เราก็ยังต้องทำงานต่อไป” เขากล่าวเสริม

 


ถอดความและเรียบเรียงบางส่วนจาก Rise of renewables may see off oil firms decades earlier than they think
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์