ทุ่งใหญ่ตะวันตก 2553

พฤษภาคม 27th, 2010

            วันที่เสธ.แดงโดนยิง ผมกำลังเดินทางเข้าไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกพลังงานจากเครื่องปั่นไฟและจานดาวเทียมทำให้ข่าวสารติดตามผมไปได้เกือบทุกที่ แม้กระทั่งชายแดนของป่ามรดกโลก  เราวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องนี้กันจนถึงดึกดื่น จากนั้นผมก็ปิดการรับรู้เรื่องสถาการณ์บ้านเมืองไปอีกหลายวัน…

            รถที่อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรนั่งไปนั้นเป็นคันขับนำทางเข้าไปในป่าดงดิบเขียวทึบ มีพงษ์ศักดิ์ ม่วงงาม หัวหน้าภาคสนามในพื้นที่กาญจนบุรีผู้มีความชำนิชำนาญการขับรถบนทางทุรกันดารขับนำร่องทาง ให้รถที่ผมขับตามไปรู้สภาวะที่จะเกิดขึ้นระหว่างพาหนะ ภูมิประเทศ รวมถึงวิธีการที่จะพาให้พ้นไปจากหล่มเนิน แต่แล้วตั้งแต่เนินแรกก่อนถึงหน่วยทิคอง พวกเราก็ต้องเริ่มแก้ปัญหาการพารถให้พ้นร่องลึกโดยวิธีการต่างๆนาๆ ยังไม่นับการปีนบนทางหินโผล่และหน้าผาที่ทำให้รถเอียงจนหวาดเสียวว่าจะเสียหลัก แต่ในที่สุดแล้วเราก็ผ่านมาเรื่อยๆ อย่างเรียบร้อยแม้จะสะสมร่องรอยต่างๆไว้เต็มรอบรถ และรอยปริแยกของแก้มยาง

            รถทั้งสองคันของเราบรรทุกเปลสนามและอุปกรณ์อื่นๆที่นำไปเยี่ยมเยียนผู้พิทักษ์ป่าตามหน่วยต่างๆ บนเส้นทางทินวย-จะแก มีกำหนดผ่านไปยังทิคอง ซ่งไท้ ผ่านศาลพระฤๅษี ไปยังแม่กะสะ และจะแก ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยไกลที่สุด สาเหตุที่เราได้รับอนุญาตให้ผ่านเลยซ่งไท้เข้าไปได้ไม่ใช่เพราะการเข้าไปบริจาคของ หากแต่เป็นกำหนดการที่พวกเราได้รับเชิญจากคณะกรรมการที่ปรึกษาของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้เข้าไปร่วมประชุมเกี่ยวกับข้อมูลพื้นที่ใช้ประโยชน์ชุมชนทั้งพื้นที่หมู่บ้านในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่นอกเขตทางตอนในซึ่งยังคงสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ กับตัวแทนชุมชนที่มาสมทบอีกฝั่งทางหนึ่ง และเป็นพื้นที่วัฒนธรรมหลายร้อยปีของพี่น้องกะเหรี่ยงโผล่วที่สำคัญตั้งแต่ขอบป่าสเนพ่อง กองม่องทะ เกาะสะเดิ่ง ทิไล่วป้า ไล่วโว่ ซาละวะ และจะแก

            หลังจากการทำงานกับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านมาหลายปี ผ่านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์หลายคนทำให้วันนี้ข้อมูลพื้นที่การทำไร่ตามวิถีวัฒนธรรมเริ่มได้รับการยอมรับ ชื่อพื้นที่โซนต่างๆที่เป็นภาษาถิ่นถูกระบุลงบนแผนที่มาตราส่วนมาตรฐาน ขอบเขตไร่ เขตป่าถูกขีดขึ้นแน่นอนว่าอาจมีการคลาดเคลื่อนจากการสำรวจแต่ดั้งเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ยอมจำแนกวิถีไร่หมุนเวียนตามวิถีวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่พื้นที่อนุรักษ์บุกรุกประกาศทับออกจากไร่เลื่อนลอยของผู้บุกรุกจากภายนอกที่ทำลายป่าภายหลังประกาศพื้นที่อนุรักษ์

            นี่คือผลของความพยายามของปราโมทย์ ศรีใย เจ้าหน้าที่ภาคสนามหนุ่มจากเมืองกรุงที่ทุ่มเททำงานข้อมูลและแผนที่อย่างมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะจากชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯมานับปี

            พื้นที่ทำไร่ที่มีชื่อภาษาท้องถิ่นมายาวนาน ย่อมเป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่าพื้นแผ่นดินทำกินของเขาไม่ได้เลื่อนลอยมาจากที่ใด

            แน่นอนว่าความขัดแย้งเรื่องนี้ดำรงอยู่มานานทั้งในวิถีชีวิตที่ขัดกันของชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ ชุมชนกะเหรี่ยงที่ไม่พูดภาษาไทยกับคนเมืองพื้นราบที่ไม่เข้าใจความแตกต่างของวิถีเกษตร และนี่ก็เป็นความแยกร้าวของชุมชนที่ไม่มีพื้นที่ให้อธิบายมายาวนาน แต่ในทางกลับกันเมื่อไร่ซากที่พักดินไว้ถูกถากถางทำไร่ข้าวโพดอย่างถาวร ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงสิ้นเชิง พื้นที่ถูกขยายและเปลี่ยนมือไม่น่าเชื่อว่าการทำลายป่าในลักษณะไทยๆกลับได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่และพ้นข้อหาการทำ “ไร่เลื่อนลอย” ไม่แปลกที่พื้นที่ป่าของคนกะเหรี่ยงในพื้นที่อื่นจะถูกถางเตียนเพื่อได้รับการ “ยอมรับ” และหมดปัญหาไป

            แต่สิ่งที่ตามมาคือการต้องซื้อข้าวกิน การเป็นหนี้สินกับนายทุนขายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีวันปลดหนี้ ความเสื่อมสภาพของดินการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น จนในที่สุดนำไปสู่การสูญเสียทั้งวิถีและที่ดิน เพราะถิ่นฐานบนภูเขาชันเมื่อทำกินต่อเนื่องพื้นดินย่อมถูกกัดเซาะจนไม่มีทางฟื้นคุณภาพคืน เหมือนที่ราบที่มีน้ำพาตะกอนมาทับถม

            หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคนใหม่เป็นหญิงสาวที่ดูเอาการเอางาน นำข้อมูลที่เราทำไว้มาศึกษาลงตรวจสอบพื้นที่และศึกษาความคิดกับชุมชนและปราชญ์เฒ่าในหมู่บ้าน ปรับแก้ข้อมูลแผนที่ของเราแต่เดิมให้ดีขึ้นจนแน่ใจว่าข้อมูลมีความถูกต้องแม่นยำ และพร้อมจะนำเสนอวิธีแก้ปัญหาให้ระดับนโยบายยอมรับได้

            แผนที่ไร่หมุนเวียนถูกนำมาอภิปรายกันในเวทีการประชุมต่างๆ โดยเฉพาะการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ประกอบด้วยนักวิชาการท้องถิ่นและผู้นำชุมชน จนมีมติยอมรับและให้นำไปประชาคมกับชุมชน รวมถึงเห็นร่วมกันว่ากระบวนการต่างๆแบบนี้เป็นแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งยาวนาน จนกระทั่งอาจนำไปสู่การร่วมรักษาผืนป่าร่วมกัน การหารือที่จะขอเพิ่มเติมพื้นที่ผนวกเข้ามาอย่างไม่สร้างความขัดแย้งกันอย่างในอดีต

            แม้เวทีที่จะแกจะยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องสำคัญ แต่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการทำงานกับชุมชนในป่าลึก การปรับกระบวนทัศน์และกระบวนท่าของฝ่ายรัฐเป็นจุดเริ่มทำให้คนในป่าเริ่มมีความหวังที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ผู้อาวุโสหลายคนให้ความเห็นสอดคล้องเรื่องการที่จะต้องรักษาป่าและรักษาประเพณีเอาไว้ ไม่ว่าจะมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือไม่ก็ตาม ในขณะที่คำพูดของหญิงสาวหัวหน้าเขตก็นุ่มนวลและหนักแน่นเช่นกันว่าการดูแลป่าก็เพื่อร่วมกันรักษาไว้ให้ชุมชนด้วยเช่นกัน

            สองวันต่อมาเราพารถที่บอบช้ำ แต่หัวใจทุกคนชุ่มชื่นที่เห็นความสมบูรณ์ของป่า กระบวนการทำงานที่สวยงามร่วมกัน การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและเปิดใจ พวกเราที่ทำหน้าที่ “คนกลาง” อย่างอดทนมายาวนานรู้สึกจริงๆว่าเวลาที่ผ่านมาของเราไม่เสียเปล่า แม้ความสำเร็จจะยังไม่มาถึงแต่การได้มาสู่วิถีที่ถูกต้องก็มีค่าปานกันแล้ว

            จากความงามในผืนป่า เราเข้ามาพบความจริงที่โหดร้ายในเมือง เสธ.แดง เป็นเพียงชีวิตหนึ่งที่ล่วงหน้าก่อนอีกหลายชีวิตจะสูญตามไป สิ่งที่น่ากลัวกว่ากระสุนและเปลวไฟคือความแค้นลึกที่เข้าทางผู้วางแผนสร้างความรุนแรงและสงคราม การทำให้คนแตกแยกเกลียดชังกัน แต่ละฝ่ายมีเป้าหมายเป็นผลประโยชน์ตามกมลสันดานที่ต่างกันบางคนโลภ บางคนหลง บางคนต้องการแก้แค้นฝังใจในอดีตด้วยวิธีการที่เลวร้ายกว่าที่ตัวเองเคยถูกกระทำเสียอีก ยังมินับคนที่พลอยฟ้าพลอยฝนสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินในสงครามที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้อง ที่อาจทับความซับซ้อนของความขัดแย้งให้จัดการได้ยากขึ้น

            เราอาจพบวิธีการที่จะแก้ปัญหาคนในป่าได้ แต่ปัญหาคนในเมืองนี่ล่ะ..ที่วิธีการใดจะเป็นคำตอบ

            หรืออาจจะไม่มี เนื่องจากนี่เป็นชะตากรรมของชาติที่เราล้วนมีส่วนก่อกรรมร่วมกันมา….

Road Map

พฤษภาคม 10th, 2010

ขณะที่ผู้คนอาจมีหวัง และกำลังจะสิ้นหวังกับ Road Mark ที่กรุงเทพฯ ผมแอบหนีมาอยู่ตีนเขามอช้างใหญ่อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ได้สามวันแล้วครับ

ตะวันฉาย หงษ์วิไล เหมือนจะรู้ว่าที่กรุงเทพกำลังร้อนและตึงเครียดมากแค่ไหนเลยชวนผมมาทำกิจกรรมเล็กๆง่ายๆกับทีมงานมูลนิธิสืบฯที่นี่  ตะวันฉายวานให้ผมช่วยอบรมการสื่อสารในรูปแบบต่างๆให้กับเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่เหินห่างการอบรมแบบนี้มานานรวมถึงอยากให้อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ใหม่ของเราได้เรียนรู้ และได้ถือโอกาสนี้พาทีมงานฝ่ายวิชาการมาร่วมกิจกรรมด้วยเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่เกือบหมดเหมือนกัน

Read the rest of this entry »

สืบชะตา “ป่าชุมชน”

เมษายน 23rd, 2010


กลับจากเวทีป่าชุมชนขอบป่าขาแข้งได้สองวัน สามทุ่มของคืนวันที่ 26 มีนาคม ผมเดินทางตามนัดหมายของตะวันฉาย หงษ์วิไล หัวหน้าภาคสนามพื้นที่นครสวรรค์และกำแพงเพชร ที่จะจัดงานประชุมคณะกรรมการป่าชุมชนพื้นที่กำแพงเพชร ที่โรงเรียนบ้านเขาวังเยี่ยมในวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม คืนนั้นผมติดตามการพยากรณ์อากาศพบว่าวันรุ่งขึ้นเราต้องเจอกับ “พายุฤดูร้อน”

โรงเรียนเขาวังเยี่ยมตั้งอยู่ใกล้เขาลูกเล็กๆ ที่ชุมชนร่วมกันรักษาป่าและร่วมกับมูลนิธิสืบฯเสนอจัดตั้งเป็นป่าชุมชนต่อกรมป่าไม้ ในเช้าวันที่ 27 ขณะที่ผมลงจากรถลมพัดแรงและแดดส่องผ่านเมฆลงมาเป็นสีเหลืองอ่อน เรารู้ว่าอีกสักครู่อาจจะต้องเผชิญกับพายุจริงๆ น้องๆทีมงานตรวจเช็คเต็นท์นิทรรศการให้มั่นคง คณะกรรมการค่อยๆทยอยกันมา วันนี้รองผู้ว่ากำแพงเพชรมาร่วมงาน แกนนำชุมชนพร้อมกันแล้วและทักทายกับคณะกรรมการภูมินิเวศจากพื้นที่อื่นๆ อุ้มผาง นครสวรรค์ และ อุทัยธานี Read the rest of this entry »

บันทึกป่าชุมชนขอบห้วยขาแข้ง

เมษายน 22nd, 2010

เมื่อค่ำคืนของวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ บนเส้นทางลัดจากอำเภอบ้านไร่ ถึงลานสัก รถขับเคลื่อนสี่ล้อยกสูงของมูลนิธิที่ผมนั่งอยู่บนกระบะหลังหักหลบอะไรบางอย่างออกทางด้านขวา รถมอเตอร์ไซด์ที่วิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหลบรถเราลงข้างทางแต่ไม่เสียหลักสามารถทรงตัวต่อไปได้ ภาณุเดช ผู้จัดการภาคสนามของเราที่เป็นคนขับรถเบรกชะลอรถไว้ แล้วในห้วงขณะ เขาสามารถดึงรถที่กำลังเสียหลักกลับมาสู่เส้นทาง ผมรู้สึกดีที่คนขับรถเป็นคนที่ผมไว้ใจที่สุดและดีกว่านั้นคือผมไม่หลุดกระเด็นตกลงไปข้างทางเนื่องจากแรงเหวี่ยงของรถ

ด้านหลังของรถเรา ผมเห็นรถไถพ่วงสาลี่ขนาดยาวพิเศษบรรทุกไม้เต็มรถเลี้ยวเข้าไปในซอยข้างที่มืดมิด ในตอนที่ผมเห็นนั้นท้ายสาลี่ยังไม่พ้นถนนที่เราเพิ่งหักหลบมา นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกือบไม่ผ่านเหตุเฉียดตายมาอีกครั้ง และแน่นอนว่ารถพ่วงสาลี่คันนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่บอกเราว่าการใช้ทรัพยากรไม้ของชุมชนยังเป็นปัญหาความขัดแย้งสำคัญในเรื่องของทัศนคติในการอนุรักษ์ และกระบวนการจัดการป่าชุมชน
Read the rest of this entry »

สายใยจากเมืองสู่ป่า : เครือข่ายหมอปฏิวัติเขตงานอุ้มผาง

เมษายน 14th, 2010

สายใยจากเมืองสู่ป่ากับหมอปฏิวัติเขตงานอุ้มผาง

เวลานึกถึงงานชุมชนลุ่มน้ำแม่จันที่อุ้มผางต้องนึกถึงประวัติศาสตร์ เป็นชั้นๆที่เคลื่อนผ่านกันตามห้วงเวลาครับ…

เมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วพร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วบ้านเลตองคุ (บ้านบนน้ำตก) ก่อตั้งขึ้นในหุบเขากลางป่าลึกพร้อมความเชื่อเรื่องพุทธศาสนาสายพระศรีอารยเมตไตรยจากรัฐคะหยิ่นในพม่าด้วยหวังว่าจะดำรงชุมชนที่ดีสืบทอดกันเพื่อรับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ชาวชุมชนพร้อมใจไว้ผมมวยหน้า นุ่งโสร่ง เสื้อผ่าอก กินมังสะวิรัติในวันพระ มีผู้นำนุ่งขาวห่มขาวเรียกกันว่าเป็นฤๅษี สร้างสายวัฒนธรรมความเชื่อกระจายไปสู่ชุมชนด้านตะวันออกซึ่งเป็นพี่น้องปากะญอ ที่มีชุมชนใหญ่อยู่ที่บ้านหม่องกั๊วะและแกวอทะ และเรียงรายขึ้นไปทางต้นน้ำของห้วยแม่จัน บ้านมอทะ บ้านพอกะทะ บ้านกุยเคล๊อะ กุยต๊ะ และ กุยเลอตอ รวมถึงบ้านริมน้ำแม่จันทางทิศใต้ คือชุมชนเกริงโบ ที่เป็นโผล่ว ถือด้ายขาว เหมือนชุมชนบ้านจะแกที่ฝั่งกาญจนบุรี
Read the rest of this entry »