ปรากฎการณ์ Algae Bloom กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF

Algae Bloomปรากฎการณ์ Algae Bloom หรือการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่ายในแหล่งน้ำ เช่นในทะเลสาบอีรี (Erie Lake) ส่งผลให้คนกว่าครึ่งล้าน ห้ามใช้น้ำประปาเพื่อดื่ม ทำอาหาร หรืออุปโภค ในเมืองโทเลโด (Toledo) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา และนี่ก็เป็นสัญญาณว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่พบบ่อยครั้งและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า ปรากฎการณ์ Algae Bloom ที่มีพิษจะส่งผลให้น้ำประปาเป็นอันตราย รวมทั้งคร่าชีวิตสัตว์ป่าจากการดื่มกิน เช่นเมื่อปีที่ผ่านมา เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นที่ฟลอริด้าและทำลายชีวิตของมานาตี สัตว์ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพะยูน Algae Bloom นอกจากจะทำร้ายสัตว์ใหญ่อย่างมานาตี ยังทำให้ปลาตายอีกจำนวนมาก

 

คำสารภาพของศศิน เฉลิมลาภ หนึ่งปีเดินเท้าผ่านไป แต่งานอนุรักษ์ยังคงเดินไม่มีพัก

อีเมล พิมพ์ PDF

ศศิน เฉลิมลาภเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ชายคนหนึ่งที่เดินเท้าจากป่าแม่วงก์เป็นที่สนใจจากสังคมผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ย่างก้าวจากป่าเพื่อประกาศให้คนไทยตระหนักรู้ว่าการสร้างเขื่อนในป่าแม่วงก์เป็นทางเลือกที่ไม่คุ้ม และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของผืนแผ่นดินของคนไทยทุกคน การเดินเพื่อรักษาป่า เกิดขึ้นเพื่อให้คนไทยได้ตอบรับความคิดและเดินตามทั้งนัยความหมายจริงและแฝง การเดินเท้าโดยมีโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ในมือ สร้างกระแสได้ประสบผลสำเร็จ ปลุกกระแสอนุรักษ์ให้ฟื้นตื่นอีกครั้ง

วันนั้นศศิน เฉลิมลาภ เดินเท้าเข้าสู่หอศิลป์กรุงเทพมหานครตามด้วยขบวนเดินยาวเยียด มีผู้ร่วมความคิด และสื่อมวลชนรอรับอยู่อย่างคับคั่ง หนึ่งปีผ่านไป เบื้องลึกเบื้องหลังของการเดินเท้าอันเต็มไปด้วยรายละเอียด  ในวันนี้  ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสียร ยังยืนยันอุดมคติมั่นคงเช่นเดิม

 

การอยู่รอดของหมีขาว ในยุคน้ำแข็งละลาย

อีเมล พิมพ์ PDF
"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน
Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
การคำนวณของเธอสรุปว่า เจ้านักล่าแห่งขั้วโลกอาจสามารถอยู่รอดได้เป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยอาศัยอาหารบนผืนดินเป็นหลัก เรียกว่าต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อให้เข้ากับยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นักวิทยาศาสตร์คนอื่นยังร่วมแสดงความเห็นว่า การที่น้ำแข็งในทะเลลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและจำนวนแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารหลักลดลงอย่างรวดเร็วในอาร์กติก อาจทำให้เจ้าหมีขั้วโลกสูญพันธุ์ในปี พ.ศ. 2563
จำนวนประชากรของหมีขาวที่อาศัยในบริเวณอ่าวฮัดสันมีน้อยกว่าหนึ่งพันตัว ในขณะที่ประชากรหมีขาวทั่วโลกมีอยู่ราว 25,000 ชีวิต แต่หมีที่อ่าวฮัดสันมีความสำคัญคือเป็นพื้นที่เดียวที่เจ้าหมีขั้วโลกปรากฎตัวให้เห็นไม่ยากนัก
พวกมันจะอาศัยบนผืนน้ำแข็งจนกระทั่งเริ่มละลายแล้วจึงอพยพมายังผืนแผ่นดิน และในระหว่างที่พวกมันอยู่บนผืนดินนั้น นักท่องเที่ยวจะเดินทางมายัง เมืองเชอร์ชิล (Churchill) เมนิโตบา (Manitoba) เพื่อไปชมเจ้าหมีขั้วโลกตามธรรมชาติ
แต่เดิมนั้น เราเข้าใจว่าหมีขั้วโลกจะไม่กินอาหารในขณะที่อาศัยบนผืนดิน และพวกมันมักจะหลับเพื่อรักษาพลังงานจนกระทั่งเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง และเดินทางกลับไปยังผืนน้ำแข็ง แต่เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นทำให้ผืนน้ำแข็งละลายเร็วกว่าแต่ก่อน ทำให้ในปัจจุบัน หมีขั้วโลกจะอพยพมาอยู่บนผืนดินก่อนสถิติที่พบในปี พ.ศ. 2523 ราว 3 สัปดาห์ และภายในปี พ.ศ. 2603 อ่าวฮัดสันจะไม่มีน้ำแข็งเป็นระยะเวลาถึง 6 เดือน
ในปี พ.ศ. 2553 นักนิเวศวิทยา Peter Molnar และทีมนักวิจัยได้ร่วมกันศึกษาความต้องการพลังงานของหมีขาว ซึ่งได้ผลสรุปว่าหากหมีขาวอยู่อาศัยโดยไม่ได้กินอาหารภายใน 6 เดือนจะทำให้ประชากรเพศผู้ตายละราว 28 ถึง 48 เปอร์เซ็นต์ และในอัตราการตายดังกล่าว หมีขาวย่อมสูญพันธุ์
แต่การวิเคราะห์ดังกล่าวได้มีข้อสมมติฐานว่าหมีขาวจะไม่กินอะไรเลยในระหว่างอยู่บนผืนดิน ซึ่ง Linda J. Gormezano อธิบายว่านี่ไม่เป็นความจริง
หากเจ้าหมีขาวตัวอ้วนท้วนเดินทางมายังชายฝั่งในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2603 Gormezano คาดว่าพวกมันจะสามารถรักษาพลังงานเอาไว้ได้โดยการกินไข่ห่าน รวมทั้งล่ากวางคาริบูที่ยังไม่โตเต็มที่ ส่วนหมีขั้วโลกตัวผู้ที่อ่อนแออาจจำเป็นต้องได้รับสารอาหารตามเมนูที่เขียนไว้ข้างต้นเพื่อให้สามารถเอาชีวิตรอดใน 6 เดือนที่ไม่ได้อยู่บนผืนน้ำแข็ง
แต่ก็ยังมีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบคือ มันคุ้มค่าหรือไม่กับพลังงานที่เสียไปเพื่อการล่าห่านหรือกวางคาริบูเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณแคลอรีที่ได้รับจากเหยื่อ ถ้าหากมันคุ้มค่า อนาคตของหมีขาวก็คงสดใสเพราะอ่าวฮัดสันปัจจุบันยังคงมีห่านและกวางคาริบูจำนวนมาก
“มันยังมีความเป็นไปได้ในการป้องกันหมีขาวจากสภาวะอดอยากตามที่ Peter Molnar คาดการณ์ไว้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพลังงานที่ใช้ในการล่าอาหารมันคุ้มค่าหรือไม่”Linda J. Gormezano กล่าว
ในขณะที่ Peter Molnar ยังคงตั้งคำถามกับงานวิจัยของ Gormezano โดยพิจารณาจากแนวโน้มของประชากรหมีขั้วโลก "เพราะในระหว่างปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ.2548 ประชากรหมีขาวนั้นลดลงอย่างมาก และเราก็รู้ดีว่าสภาพร่างกายของพวกมันแย่ลงเรื่อยๆ และอดอยากมากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ว่า พวกมันจะสามารถอยู่รอดด้วยอาหารบนผืนดินหรือไม่ แต่คำถามจริงๆ ก็คือ ทำไมพวกหมีขาวจึงไม่กินอาหารอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการลดจำนวนลงของประชากร”
ถอดความจาก As Sea Ice Shrinks, Can Polar Bears Survive on Land?โดยEmma Marris เข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140717-polar-bears-goose-eggs-global-warming-arctic-environment/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
หมีขาว"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน

Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
 

ปลายทางของขยะพลาสติกในทะเล

อีเมล พิมพ์ PDF
หลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
“ในการสำรวจของเราพบว่า ยังมีพลาสติกอีกจำนวนมากที่มีขนาดตั้งแต่ระดับไมครอนถึงมิลลิเมตร ไม่ได้ถูกรับรวมในการประเมินการปนเปื้อนของพลาสติกบนผิวน้ำ ที่สำคัญคือเราไม่รู้เลยว่าพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างไร พลาสติกอาจเข้าไปปนเปื้อนในสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร หรือแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยและจมลงไปในทะเลลึก”Andres Cozar Cabañas อาจารย์จาก University of Cadiz ประเทศสเปนกล่าว
ส่วนผลกระทบของเศษพลาสติกต่อระบบนิเวศในทะเลลึกที่นับว่ายังเป็นเรื่องลึกลับและมนุษย์เข้าใจน้อยมากก็ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ “น่าเสียดาย ที่เศษพลาสติกเหล่านี้คงทำให้ระบบนิเวศใต้ทะเลลึกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากก่อนที่เราจะได้รู้จักมันเสียอีก” Andres Cozar Cabañas กล่าวเสริม
คำตอบที่แน่นอนว่าพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นเดินทางไปที่ใด และจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร ก็ยังเป็นคำถามที่ Andres Cozar Cabañas กำลังค้นหาคำตอบ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คำถามดังกล่าวยังไม่ได้รับคำตอบก็เนื่องจากศาสตร์ของการศึกษาขยะในทะเลนั้นเพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน พลาสติกได้รับการคิดค้นครั้งแรกในราวกลางศตวรรษที่ 18 และถูกผลิตจำนวนมากนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางตรงกันข้าม เศษขยะในทะเลนั้นเพิ่งได้รับการศึกษาเมื่อเวลาไม่ถึงทศวรรษมานี้เอง
“นี่ถือเป็นเรื่องใหม่มากเพราะหลายคนคิดว่าทางออกของการแก้ปัญหาขยะคือการปล่อยให้มันย่อยสลายหายไปเอง หรือง่ายๆ ก็แค่หันหลังกลับไป แล้วปล่อยให้พวกขยะถูกพัดพาหายไปจากสายตา หายไปจากความคิด” Douglas Woodring ผู้ก่อตั้งกลุ่มนักอนุรักษ์ Ocean Recovery Alliance ประเทศฮ่องกงกล่าว
เกาะขยะทางตอนเหนือของแปซิฟิก เป็นพื้นที่แรกที่ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยนักผจญภัย Charles Moore ขณะที่เขาพายเรือกลับไปยังแคลิฟอร์เนียหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันพายเรือคายัค
การศึกษาด้านขยะในทะเลนั้นยังจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ตั้งแต่นักสมุทรศาสตร์ไปจนถึงวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการขยะ
“นับว่าเรายังอยู่ในขั้นตอนแรกมากๆ ในการเข้าใจขยะพลาสติกในทะเล ถ้าลองจินตนาการว่าในอนาคต จะมีขยะพลาสติกเพิ่มมากกว่านี้อีก 10 เท่าหรือ 100 เท่า เราก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร” Kara Lavender Law นักสมุทรศาสตร์จากสถาบันการศึกษาทางทะเล Massachusetts แสดงความเห็น “และถ้าเรายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ว่าขยะพลาสติกส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร เราก็ไม่สามารถบอกคนทั่วไปได้ว่าปัญหาที่เรากำลังจะเผชิญนั้นใหญ่แค่ไหน”
ทีมนักวิจัยของ Andres Cozar Cabañas นั้นเดิมทำการวิจัยระยะเวลา 9 เดือนในโครงการ Malaspina expedition of 2010 ของสถาบันวิจัยแห่งชาติสเปน เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาวะโลกร้อนต่อมหาสมุทรและความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลลึก ซึ่งทีมของ Cozarได้รับมอบหมายในเรื่องสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก แต่เมื่อเศษพลาสติกติดมากับการเก็บตัวอย่างแทบทุกครั้ง พวกเขาจึงเลือกเปลี่ยนมาศึกษาระดับการปนเปื้อนของมลภาวะพลาสติกแทน
ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทะเลจากสถานที่ต่างๆ กว่า 3,070 ตัวอย่าง “หนึ่งในตัวอย่างที่น่าตกใจที่สุดคือการที่มีเศษพลาสติกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในมหาสมุทรที่ห่างจากพื้นทวีปหลายพันกิโลเมตร”
Andres Cozar Cabañas ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่พลาสติกถูกย่อยสลายจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วหายไปนั้น อาจเนื่องจากที่เศษพลาสติกถูกกินโดยปลาตัวเล็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในระดับความลึก 600 ฟุตถึง 3,300 ฟุต หรือ 180 เมตร ถึง 1,000 เมตรใต้ผิวน้ำ ซึ่งปัจจุบันปลาในระดับความลึกดังกล่าวมีการศึกษาน้อยมาก เรารู้แต่ว่ามันมีจำนวนค่อนข้างเยอะ มักจะหลบนักล่าโดยแฝงตัวในความมืด และขึ้นมากินอาหารที่ผิวน้ำในตอนกลางคืน
ปลาในระดับความลึกนี้ที่เรารู้จักกันดีคือปลาแลนเทิร์น ที่เป็นตัวเชื่อมหลักในเขตร้อนชื้อระหว่างแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำที่มีกระดูกสันหลัง เนื่องจากปลาสแลนเทิร์นนั้นนับว่าเป็นอาหารหลักของปลาเพื่อการพาณิชย์ เช่นปลาทูน่า ปลาดาบ ซึ่งพลาสติกที่ปลาแลนเทิร์นกินเข้าไปย่อมหลุดเข้าในห่วงโซ่อาหาร
“มันมีสัญญานบอกว่าปลาที่กินแพลงก์ตอนเช่นพวกปลาขนาดเล็กน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบหลักจากมลภาวะจากพลาสติก ซึ่งหากสมมติฐานนี้เป็นจริง ผลกระทบจากขยะพลาสติกนั้นก็จะใหญ่กว่าแค่พื้นที่ในทะเล”Andres Cozar Cabañas กล่าว
ถอดความจาก “First of Its Kind Map Reveals Extent of Ocean Plastic” โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140715-ocean-plastic-debris-trash-pacific-garbage-patch/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พลาสติกหลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
 

รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2557

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พีระ สิทธิอำนวย  รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัยมหิดล   รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว  ทรีปาตี  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว  รองศาสตราจารย์ ดร.กัมปนาท  ภักดีกุล  คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์  รศ.ดร.วาทินี  บุญชะลักษี  คณบดีวิทยาลัยศาสนศึกษา  และ ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์  ประสาทกุล  ร่วมแถลงประกาศผลรางวัล “แม่สู้ชีวิต  แม่ 100 ปี  แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  และ แม่จิตใส ใจสีขาว “ เพื่อเชิดชูเกียรติ ในงาน “มหิดล - วันแม่ ประจำปี 2557  ที่ห้องราชาวดี  ชั้น 3 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา  จ.นครปฐม โดยในส่วนรางวัลแม่ "อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" นั้น มีผู้ได้รับคัดเลือกจำนวน 3 ราย
รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นตามแนวคิดที่ว่า “สิ่งแวดล้อมดีเริ่มต้นที่แม่”คัดเลือกแม่ที่มีบทบาทในการสนับสนุนให้ลูกเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่ดี และเป็นแม่ที่มีบทบาทสนับสนุนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสังคมอย่างเด่นชัด โดยในปีนี้มีผู้ได้รับคัดเลือกจำนวน 3 ราย ดังนี้
รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคเหนือ ได้แก่ แม่อรุณพร นุปา อายุ 51 ปี จังหวัดลำพูน แม่อรุณพรเป็นผู้นำระบบการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากการผลิตไบโอแก๊ส จากมูลสัตว์ และได้รับทุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก นำชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าไม้ 169 ไร่ และป่าอนุรักษ์ 1,500 ไร่ แม่สอนให้ลูกมีความขยัน อดทน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคกลาง ได้แก่ แม่นิรมล เพียโคตร อายุ 53 ปี จังหวัดปราจีนบุรี แม่นิรมลเป็นผู้นำในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์โดย เริ่มต้นจากที่ดินว่างเปล่า แม่ยังจัดตั้งกลุ่มรณรงค์ไม่ให้ตัดต้นไม้ใหญ่ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน และยังเป็นแกนนำช่วยบำบัดกลิ่นและน้ำเสียจากลานมันด้วยน้ำหมัก แม่ปลูกฝังให้ลูกมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของแม่
รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคใต้ ได้แก่ แม่จำเนียร โลกวิจิตร อายุ 62 ปี จังหวัดนครศรีธรรมราช แม่จำเนียรได้ร่วมมือกับตำรวจตระเวนชายแดนในหมู่บ้านดูแลรักษาป่า จนได้รับรางวัลพระราชทานธง “พิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต” แม่ยังประสานงานกับนายอำเภอเพื่อจับกุมกลุ่มนายทุนและผู้บุกรุกพื้นที่ป่าอ่าวอ้ายยอ ซึ่งเป็นป่าที่สมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำของหมู่บ้าน แม่สอนลูกไม่เบียดเบียนสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ สอนให้ลูกสร้างสุขให้แก่ผู้อื่น
เพื่อเป็นการตอบแทนแม่ที่ได้ทุ่มเททำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง มีจิตมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ให้ประสบความสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2557 นี้จึงได้เพิ่มรางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล จำนวน 2 ราย ดังนี้
รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคกลาง ได้แก่ แม่จินตนา แก้วขาว อายุ 52 ปี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แม่จินตนาเป็นแม่ที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่แม่สู้เพื่อบ้านเกิดเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ จนไม่สามารถสร้างในพื้นที่บ้านกรูดได้แล้ว ยังได้ช่วยผลักดันให้พื้นที่ป่าพรุชุ่มน้ำขนาดใหญ่ขึ้นทะเบียนเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติและผลักดันเป็นพื้นที่แรมซาร์ ขณะเดียวกันยังได้ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ฯ ผลักดันพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด
รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคอีสาน ได้แก่ แม่กานดาภร ไชยปากดี อายุ 49 จังหวัดหนองคาย แม่กานดาภรทำงานด้านการเกษตรและมีการพัฒนาต่อยอดการเพาะเห็ดและ ขยายการผลิตเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนชักชวนเพื่อบ้านที่มีอาชีพเหมือนกันให้เข้ามาเรียนรู้และมีการระดมทุน จนเกิดเป็นสถาบันการเงินชุมชน แม่เป็นแบบอย่างที่นำพาชุมชนให้เล็งเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังแก้ไขปัญหาภาพรวมเรื่องการบุกรุกที่ดินการสร้างแพในพื้นที่ชุ่มน้ำจนสำเร็จ
ที่มา http://www.manager.co.th/