จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร กับเหตุการณ์หยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF
“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้”
ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการขนาดยักษ์แห่งนี้ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านการสร้างเขื่อนถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวายมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และกำลังตกเป็นรองทั้งข้อมูลและการเผยแพร่
สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานาน จึงได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน โดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นกรณีศึกษา
วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ เพื่อนสนิทของสืบและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในเวลานั้น เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนให้ สืบ นาคะเสถียร ไปช่วยทำงานด้านข้อมูลในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน เขากล่าวว่า
“สืบก็รู้ว่าผมค้านเขื่อน ช่วงนั้นสืบเขาเป็นนักวิจัย ไม่ค่อยมีมิติทางด้านงานเคลื่อนไหว สืบก็เล่าให้ฟังว่างานอพยพสัตว์ป่าไม่ประสบความสำเร็จ สัตว์รอดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้เขื่อนน้ำโจนก็มีโครงการอพยพสัตว์ป่าเหมือนกัน เราจึงคิดว่าน่าจะเอากรณีที่เชี่ยวหลานมาเป็นบทเรียนว่า สัตว์ตายมากเพียงใด สืบก็เห็นด้วย เราจึงจัดนิทรรศการทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อให้คนเมืองกาญจน์ได้รู้จักป่าทุ่งใหญ่ฯ ว่าคืออะไร สืบก็มาเสนอข้อมูลว่า ถ้ามีการสร้างเขื่อนแล้ว การอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่จะมีปัญหาอะไรบ้าง จำได้ว่าคนเมืองกาญจน์ประทับใจการพูดของสืบมาก และรู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่สืบพูดว่า เขาพูดในนามของสัตว์ป่าที่กำลังจะตาย”
บุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี แกนนำของกลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ ยอมรับว่าสืบเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พ่อค้าอย่างเขากลายมาเป็นนักอนุรักษ์จนถึงทุกวันนี้
“คืนหนึ่งในงานนิทรรศการ คุณสืบ ฉายสไลด์เกี่ยวกับการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน แกเป็นคนบรรยายทำให้เรารู้สึกว่าสัตว์ป่าในภาพมีชีวิต มันร้องขอชีวิต มันครวญคราง เจ็บปวดรวดร้าว มันออกมาพร้อมกับน้ำเสียงของคุณสืบ จากเหตุการณ์นั้น ทำให้มองเห็นวิญญาณการต่อสู้และปกป้องสัตว์ป่าจากคำพูดของคุณสืบที่เราไม่เคยพบจากใครมาก่อน”
สืบเดินป่าเข้าทุ่งใหญ่ฯ เป็นเวลาห้าวันห้าคืนเพื่อเสาะหาข้อมูล และเมื่อได้สำรวจทางอากาศ เขาพบฝูงกระทิงอยู่รวมกันถึง 50 ตัว เป็นกระทิงฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นในเมืองไทย เป็นหลักฐานแสดงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ได้เป็นอย่างดี บางครั้งเขาได้มีโอกาสพานักข่าวลงพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน เล่าบทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานให้นักข่าวฟังว่า ในอนาคตบริเวณนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบ เนินสูงตรงนี้จะกลายสภาพเป็นเกาะจากการถูกน้ำท่วม สัตว์จะตายจากการสร้างเขื่อนได้อย่างไร
สืบใช้ความเป็นนักวิชาการของเขาอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบยึดถือหลักความจริงในทางวิชาการอย่างเคร่งครัด เขาทนไม่ได้ที่จะมีใครพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิชาการ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาของเขาเอง
อธิบดีกรมป่าไม้ในเวลานั้นได้ออกมาพูดสนับสนุนการสร้างเขื่อนในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ว่าปัญหาด้านสัตว์ป่าไม่น่าเป็นห่วง สามารถแก้ไขได้ โดยยกตัวอย่างเรื่องนกยูงที่ต้องอาศัยหาดทรายดำรงชีพว่า แม้ว่าน้ำจะท่วมหาดทราย แต่เราสามารถสร้างหาดเทียมขึ้นมาทดแทนได้
สืบ ข้าราชการกรมป่าไม้ชั้นผู้น้อย ซึ่งอยู่ในที่ประชุมเวลานั้น ได้กล่าวแย้งอย่างไม่เกรงใจว่า “ความคิดนี้เป็นความคิดของคนที่ไม่รู้เรื่องการจัดการด้านสัตว์ป่าเลย”
สืบร่วมมือกับนักวิชาการคนอื่นๆ เร่งผลิตข้อมูลไม่ต่ำกว่า 10 ชิ้น ว่าด้วยผลกระทบต่อสัตว์ป่าหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน รวมถึงปัญหาการทำไม้ภายหลังการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่เขื่อนน้ำโจนเช่นกัน
อาทิตย์สุดท้ายก่อนการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ สืบทำงานอย่างหนักจนสามารถจัดทำบทรายงานเรื่อง “การประเมินผลงานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน” ได้สำเร็จ รายงานชิ้นนี้ส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณาเพราะเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบของสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อน
ในวันตัดสิน สืบเข้าชี้แจงต่อกรรมการด้วยตนเอง หลายฝ่ายสิ้นความสงสัยว่า สัตว์จำนวนมากต้องล้มตายลงหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน
“เราชนะแล้ว” สืบพูดสั้นๆ ภายหลักออกมาจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม
ภายหลังเมื่อรัฐบาลมีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจน กลุ่มนักอนุรักษ์ได้วิเคราะห์ว่า น่าจะมีมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสนอโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนในอนาคตอีก และในเวลานั้นประเทศไทยได้เป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก จึงเห็นว่าสืบน่าจะมีส่วนสำคัญในการเขียนรายงานทางวิชาการเพื่อนำเสนอต่อกรรมการให้พิจารณาว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเหมาะสมที่จะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ
ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับ รำลึก 10 ปี สืบ นาคะเสถียร เขียนโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
สืบ นาคะเสถียร เขื่อนน้ำโจน“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
การที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
แต่คณะบุคคลที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กลางป่า ประจำหน่วยพิทักษ์ป่า ต้องเดินตระเวนข้ามห้วย ข้ามภู กินนอนอยู่ท่ามกลางเห็บและทาก ต้องเผชิญหน้ากับพราน คนรุกป่า ฯลฯ บางครั้งถึงกับยิงต่อสู้กัน กำลังพลเหล่านี้เรียกขานกันว่า ‘ผู้พิทักษ์ป่า’ หรือที่เรียกเป็นทางการในยุคนั้นว่า ‘ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน’
ในพ.ศ. 2533 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่ 1,019,379 ไร่ มีหน่วยพิทักษ์ป่ากระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ทั้งหมด 9 หน่วย แต่ละหน่วยมีกำลังพลอยู่ประมาณ 8-10 คน ลูกจ้างชั่วคราวรายวันรายได้เดือนละประมาณสี่พันกว่าบาท ไม่มีสวัสดิการใดๆ ช่วยเหลือหากได้รับบาดเจ็บขณะออกไปปฏิบัติหน้าที่ และในทุกๆ เดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เงินเดือนจะยังไม่ออก ต้องรอไปถึงปลายเดือนธันวาคมจึงจะตกเบิก หัวหน้าเขตฯ จึงต้องไปหยิบยืมผู้อื่นมาบรรเทาความเดือดร้อนของลูกน้องไปก่อน
น้องชายของคุณสืบ กอบกิจ นาคะเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ต่อนิตยสารสารคดีเอาไว้ว่า “พี่สืบไปขอยืมเงินแม่เดือนละสองหมื่นบาท แล้วไม่บอกเหตุผลว่าเอาไปทำอะไร ทางบ้านจึงเข้าใจว่าพี่สืบใช้เงินเปลือง เอาไปเลี้ยงผู้หญิงหรือเปล่า ทีหลังถึงรู้ว่าเอาไปให้ลูกจ้างรายวันในป่ายืมก่อน เพราะเงินเดือนของพวกเขาตกเบิกช้ามาก พวกนี้ไม่มีอะไรจะกิน พี่สืบก็ต้องเอาเงินจากทางบ้านออกไปก่อน”
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้น จึงเป็นที่มาวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ที่ระบุไว้ในตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ความว่า “ส่งเสริมสนับสนุน สวัสดิการและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร”
ระยะแรกตั้งมูลนิธิฯ พ.ศ. 2533 – 2534 มีการจัดซื้อวัสดุและครุภัณฑ์ให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นต้นว่า ชุดสนาม เปล เป้ จำนวน 215 ชุด กล้องส่องทางไกล กล้องถ่ายรูป เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องปั้มน้ำรวมถึงค่าซ่อมถนน อาคารบ้านพักเรือยนต์พร้อมเครื่องยนต์ ช่วยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ซื้อแทงค์น้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านพัก และซื้อเรือพร้อมเครื่องยนต์สองลำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
นอกจากเรื่องวัสดุ ครุภัณฑ์ การซ่อมแซมบ้านพัก ฯลฯ เหล่านี้แล้วมูลนิธิยังจัดหาเงินให้หัวหน้าเขตยืมไปจ่ายให้ลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ได้รับเงินเดือนในสามเดือนท้ายของปีไปก่อนเป็นบางส่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และเงินยืมนี้จะต้องส่งคืนมูลนิธิเมื่อตกเบิกแล้ว
งานช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นงานหลักที่มูลนิธิทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2560 โดยระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธา สนับสนุนและช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ อีกหลายงาน เช่น จัดให้มีแม่ข่ายวิทยุบนยอดเขาที่ตั้งหน่วยพิทักษ์ป่ายู่ยี่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วทั้งผืนป่าตะวันตก และหน่วยพิทักษ์ป่าต่างสามารถติดต่อกันได้ หากมีเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือเรื่องใดที่คนเดินเฝ้าป่าต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถรับรู้ผ่านการสื่อสารของแม่ข่ายวิทยุนี้ได้ เป็นต้น
ปากคำของ “หม่อม” จิตประพันธ์ กฤตาคม ลูกน้องคนสนิทของคุณสืบ ยืนยันว่าคุณสืบเป็นห่วงผู้พิทักษ์ป่ามาก จะคอยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ถ้าเป็นไปได้ในทุกครั้งจะเป็นคนขับรถไปส่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังจุดตั้งต้นออกเดินลาดตระเวน ก่อนเข้าป่าจะอวยพรให้ลูกน้องปลอดภัย กำชับไม่ให้ประมาท รู้ได้จากอากัปกิริยาว่าคุณสืบกล่าวอย่างจริงใจ
ในตอนนั้นอันตรายมีทั้งการล่าสัตว์และตัดไม้ แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หนำซ้ำยังไม่มีสวัสดิการ เครื่องแบบก็ไม่มี ต่างคนมีอะไรก็ใส่อย่างนั้น ไม่มีเอกลักษณ์ของหน่วยงาน คุณสืบเคยปรารภว่า ป่าธรรมชาติดีๆ ที่รักษาไว้โดยต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เมื่อหารขนาดพื้นที่แล้วได้งบประมาณไร่ละไม่ถึงหนึ่งบาท ขณะที่ป่าถูกทำลายไปแล้ว ได้งบปลูกป่าไร่ละสองพันกว่าบาท
ต่อมามีคณะเพื่อนของคุณสืบช่วยกันจัดงานคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ ได้เงินมาจัดหาเครื่องแบบลาดตระเวนสีดำ พร้อมอุปกรณ์เดินป่าให้ผู้พิทักษ์ป่า แต่หม่อมเธอไม่ได้ไปร่วมงาน จึงไม่ทราบรายละเอียด
เรื่องนี้มาต่อกับที่ฟังจากคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เธอเล่าว่าในยุคนั้นจะมีปีละครั้งที่สหายปฏิวัติที่เคยเข้าป่าจะมาพบกันและชวนกันไปรำลึกความหลังในป่า เมื่อตอน พ.ศ. 2532 นั้นได้ไปที่ห้วยขาแข้ง คืนนั้นกำลังเตรียมเข้านอนกันแล้ว หัวหน้าสืบก็ให้คนมาปลุกไปฟังบรรยายเรื่องผืนป่าและสัตว์ป่าประกอบสไลด์ที่คุณสืบถ่ายทำเอง คุณจิระนันท์เล่าว่าเป็นการบรรยายที่ชวนประทับใจมากๆ จนนำไปสู่การจัดคอนเสิร์ต “เสียงเรียกจากพงไพร” ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ได้เงินมาสองแสนกว่าบาทเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
...แต่คุณสืบไม่ยอมรับ และกล่าวกลับมาว่า ถ้าบริจาคเช่นนี้จะต้องนำส่งกรมป่าไม้และเบิกออกมา และยังมีอีกหลายกิจกรรมที่อยากทำแต่เป็นกิจกรรมที่ทางการไม่อาจอนุมัติได้ ทางสหายจึงต้องไปซื้อหาเป็นสิ่งของมาบริจาคแทน และนั่นก็ต่อภาพจากที่หม่อมบอกว่า ผู้พิทักษ์ป่ามีเครื่องแบบสีดำที่เพื่อนหัวหน้าสืบจัดหามาให้
แนวคิดของคุณสืบ เรื่องการมีกองทุนเพื่อเป็นสวัสดิการ เป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้พิทักษ์ป่าที่เริ่มเป็นรูปธรรมจากเรื่องราวข้างต้น ก็เป็นอีกที่มาหนึ่งของการตั้งกองทุนผู้พิทักษ์ป่า เมื่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
กองทุนผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นกองทุนที่ดูแลเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทั่วประเทศไทย ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากการดูแลรักษาป่า สัตว์ป่า ไม่ว่าจะถูกยิง ถูกทำร้าย หรือประสบอันตรายจากสัตว์ป่า
ความต้องการที่จะมีกองทุนช่วยดูแลเจ้าหน้าที่ที่ประสบอันตรายจากการพิทักษ์ป่า สัตว์ป่า เพื่อเป็นสวัสดิการและขวัญกำลังใจแก่คนทำงานของคุณสืบ เป็นที่เข้าใจ รับรู้ และเห็นด้วย ดังนั้น เพื่อสืบสานเจตนาของคุณสืบ งานชิ้นแรกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็ได้แก่การตั้ง “กองทุนผู้พิทักษ์ป่า”
กองทุนนี้จะส่งลูกๆ ของผู้พิทักษ์ป่าที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาป่าและสัตว์ป่า ให้ได้รับการศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ดูแลเมื่อบาดเจ็บต้องรักษาตัว ช่วยงานศพ รวมถึงการออกไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่บาดเจ็บและเยี่ยมเยียนครอบครัว ภายหลังได้ไปปรับกิจกรรมเป็นการไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่ประจำตามหน่วยพิทักษ์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง สลับสับเปลี่ยนไปเยี่ยมปีละหนึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ตลอด 27 ปี ของอายุกองทุน มูลนิธิส่งลูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเรียนไปแล้ว 56 คน ช่วยเหลือผู้สละชีวิตพิทักษ์ไปแล้ว 99 คน บาดเจ็บ 72 คน กรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตมีตั้งแต่ไปห้ามคนใกล้ชิดไม่ให้บุกรุกป่า ยิงต่อสู้กับพราน ขับจักรยานยนต์ไปชนกับช้างป่า เดินลาดตระเวนแล้วตกหน้าผา
ทุนของกองทุนผู้พิทักษ์ป่ามาจากหลากหลายบุคคล ร่วมสมทบเข้ามาให้กองทุนนี้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนของการสนับสนุนกองทุนพิทักษ์ป่าไว้ ณ ที่นี้
อย่างไรก็ตาม นอกจากการช่วยเหลือตามที่กล่าวมาแล้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยังมีเป้าหมายสำคัญอีก 2 ประการ คือ ผลักดันให้ส่วนราชการเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ให้มากขึ้น และผลักดันให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ หรือฝ่ายตำรวจ เร่งจัดการกับผู้กระทำความผิด และผู้อยู่เบื้องหลังโดยเร็ว ในท้ายที่สุดมูลนิธิฯ วางเป้าไว้ว่ากองทุนนี้จะหมดความจำเป็นไปในที่สุด ซึ่งก็คือ วันที่ไม่มีการลักลอบทำร้ายผู้รักษาป่าอีกต่อไป
พิทักษ์ป่าการที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
 

สรุปงานช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่า ม.ค. – มิ.ย. 60

อีเมล พิมพ์ PDF
ตามยุทธศาสตร์ที่ 5 เพื่อผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนเมษายน 2559 สรุปได้ดังนี้
เดือนมกราคม มอบทุนการศึกษาแก่บุตรเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ทุน ทุนการศึกษาละ 1,000 บาท (รวมทั้งสิ้น 7,000 บาท)
เดือนกุมภาพันธ์ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ทุน ทุนการศึกษาละ 1,000 บาท (รวมทั้งสิ้น 7,000 บาท) และดำเนินการช่วยเหลือ
- นายอุดร ดนุพงษ์ลิขิต พนักงานราชการ ตำแหน่ง พนักงานพิทักษ์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง บาดเจ็บจากกิ่งไม้ดีดลิ่มเข้าลูกตาจนเลือดออกระหว่างลาดตระเวนร่วมเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท
- ช่วยเหลือนายสุระพงษ์ พุ่มชอุ่มดี พนักงานราชการ ตำแหน่ง พนักงานพิทักษ์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน – ห้วยสำราญ ได้รับบาดเจ็บจากการถูกขวานฟันที่บริเวนกกหูขวาขณะเข้าจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท
เดือนมีนาคม มอบทุนการศึกษาแก่บุตรเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ทุน ทุนการศึกษาละ 1,000 บาท (รวมทั้งสิ้น 7,000 บาท) และดำเนินการช่วยเหลือ
- นายวิชัยแก้ว บุคคลภายนอกปฏิบัติงานในส่วนราชการ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ถูกช้างป่าทำร้ายเสียชีวิตขณะเฝ้าระวังติดตามสัตว์ป่าที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท
เดือนเมษายน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ทุน ทุนการศึกษาละ 1,000 บาท (รวมทั้งสิ้น 7,000 บาท) และดำเนินการช่วยเหลือ
- ครอบครัวนายสมศักดิ์ ปุณสังข์ บุคคลภายนอกปฏิบัติงานอนุรักษ์และป้องกันรักษาป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับที่พัก
เดือนพฤษภาคม มอบทุนการศึกษาแก่บุตรเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ทุน ทุนการศึกษาละ 1,000 บาท (รวมทั้งสิ้น 7,000 บาท)
มิถุนายน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ทุน ทุนการศึกษาละ 1,000 บาท (รวมทั้งสิ้น 7,000 บาท)
สรุปการช่วยเหลือ ผู้พิทักษ์ป่า ม.ค. – มิ.ย.2560
ทุนการศึกษาบุตรของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า จำนวน 7 คน จำนวนเงิน 42,000 บาท
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 คน จำนวนเงิน 12,000 บาท
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิต 2 คน จำนวนเงิน 15,000 บาท
นอกจากนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินกิจกรรมรับมอบเสบียงสำหรับการลาดตระเวนจาก เมืองไทยภัทร หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ดำเนินส่งมอบให้แก่หน่วยพิทักษ์ป่าในแต่ละพื้นที่เรียบร้อยแล้วในบางส่วนและบางส่วนอยู่ระหว่างการดำเนินการ
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาป่าใหญ่ให้กับคนไทยทั้งชาติ
พิทักษ์ป่าตามยุทธศาสตร์ที่ 5 เพื่อผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน 2560 สรุปได้ดังนี้
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 10 ภารกิจหมาเฝ้าป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 8
หมาเฝ้าป่า
บทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
หน้าที่ของ “หมาเฝ้าป่า” นั้น คืองานที่ต้องนำเสนอเนื้อหาแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอเพื่อใช้ตัดสินใจอนุมัติ ระงับ ยับยั้ง โครงการที่อาจก่อผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรวางขอบเขตงานเอาไว้ว่าจะรักษาผืนป่าธรรมชาติทั่วประเทศ เฝ้าระวังโครงการ นโยบาย หรือการออกกฎหมายที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าในระยะยาว ในที่นี้ผู้เขียนขอบันทึกไว้ว่างานแรกที่เริ่มคัดค้าน คือ เรื่องการตัดถนนผ่านป่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางเพื่อความมั่นคง 48 สาย” ในปีพ.ศ. 2534 รัฐบาลในขณะนั้นให้เหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาล่อแหลมต่อการต่อสู้เอาชนะคอมมูนิสต์และการคุกคามจากภัยนอกประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตัดถนนผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 6 สาย ผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 8 สาย และตัดผ่านป่าสงวนแห่งชาติอีก 48 สายในครั้งนั้นมูลนิธิได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “เราควรตัดถนน 48 สาย ผ่านป่าอนุรักษ์ ?” และจัดทำข้อสรุปเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อธิบายถึงเหตุและผลที่กระทบผืนป่า จนในที่สุดให้รัฐบาลระงับการตัดถนนความมั่นคงแห่งชาติ 2 เส้นทาง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ส่วนเส้นทางอื่นๆ จะนำกลับไปพิจารณากันใหม่ เช่น ถนนเส้นที่จะตัดผ่านอุทยานแห่งชาติคลองลานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่จนถึงวันนี้ยังมีความพยายามนำเสนอโครงการอยู่ร่ำไปซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า “งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ยังต้องทำอยู่ตลอด” เพราะถึงครั้งนี้จะสามารถคัดค้านได้ แต่ก็ยังมีครั้งต่อๆ ไปเกิดขึ้นมาอย่างมิเว้นพัก
สิ่งสำคัญของการทำงานคัดค้านแต่ละครั้ง มูลนิธิจะให้ความสำคัญกับการหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเราต้องมีข้อมูลพื้นฐานก่อน ซึ่งไม่เคยปรากฏเลยว่ามูลนิธิทำงานบนเสียงลือเล่าอ้าง เราจะระวังในเรื่องนี้มาก ไม่ใช่มีข่าวนินทามาแล้วไปทำ ต้องทำการบ้าน ต้องไปดูพื้นที่จริง ไปศึกษาเรื่องราวว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
เมื่อมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงนำประเด็นคัดค้านมาเข้าที่ประชุมกรรมการมูลนิธิเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ สังเคราะห์ หาแนวทางดำเนินการเพื่อหยุดภัยคุกคามเหล่านั้นให้สัมฤทธิ์ผล เช่น ทำหนังสือส่งถึงผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้มีหน้าที่อนุมัติอธิบายผลกระทบที่จะเกิด แจกแจงข้อมูลผลเสีย (ที่มักไม่ปรากฏในรายงาน) รวมถึงการไปร่วมในเวทีเสวนาที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น และใช้โอกาสนั้นชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการมีสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงในการถ่ายทอดเรื่องราวออกไปในวงที่กว้างมากขึ้น
โดยส่วนมากงานเฝ้าระวังภัยคุกคามที่จะเกิดต่อผืนป่าสัตว์ป่ามูลนิธิจะรับทราบข้อมูลเบื้องต้นจากเครือข่ายองค์กรหรือบุคคลที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งรู้จักกันจากงานสัมมนาสิ่งแวดล้อมประจำปี และได้ติดต่อสื่อสารกันอยู่เสมอ รวมตัวกันเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ เมื่อมีเหตุการณ์ใดก็จะเข้าช่วยเหลือกัน ใครถนัดเรื่องไหนงานใดก็ลงมือทำในสิ่งเหล่านั้น
งาน Watchdog ในหลายครั้งได้รับข่าวดีเป็นรางวัล แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้รับข่าวร้าย บางโครงการนั้นผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งระงับไว้ก่อน แต่ไม่ได้ถอดออกไปจากแผนงาน หมายความว่า เป็นแค่การระงับไม่ใช่ยกเลิก ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตโครงการเหล่านั้นจะหวนกลับมาให้ได้ออกแรงกันในอีก ก็ยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์กันเป็นระยะๆ ดังเช่น โครงการเขื่อนแม่วงก์ หรือถนนคลองลาน-อุ้มผางที่จะตัดผ่านป่าอนุรักษ์ที่ยังอุดมสมบูรณ์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าสัตว์ป่านั้นเป็นโครงการที่มีคนได้ประโยชน์และเห็นเพียงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงด้านเดียว ไม่ได้มองว่าในระยะยาวจะต้องเสียอีกมากมายเท่าไหร่ เช่น เมื่อป่าถูกตัดแบ่งออกจากกัน สัตว์ป่าก็ไม่สามารถติดต่อกันได้ ป่าก็ค่อยๆ ถูกเจาะ พื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพจนไม่สามารถให้ประโยชน์ในอนาคต ตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ระยะสั้นที่เห็นและจับต้องได้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นดังเรื่องพื้นฐานที่ต้องเผชิญอยู่เสมอตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิเป็นต้นมา
เมื่อเข้าขัดขวางผลประโยชน์แน่นอนว่าย่อมมีแรงเสียดทานเกิดตามมา งานเฝ้าระวังเช่นนี้จึงเป็นงานที่ได้รับคำด่ามากกว่าคำชม เมื่อโดนด่าก็ย่อมมีผลต่อคนทำงานเป็นธรรมดา แต่เราก็ต้องเข้าใจที่มาของเหตุที่เขาด่า เพราะเขาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นถูกต้องไหม ถ้าสิ่งที่เราทำมันถูกคำด่านั้นก็ไม่มีผลใดใดกับเรา เป็นเรื่องของใจ
คำด่าที่มีมาบ่อย เช่น “เป็นพวกขวางการพัฒนา” ซึ่งขอยอมรับว่าเป็นพวกขวางการพัฒนาจริงๆ แต่ไม่ได้ขวางเพื่อตัวเอง เป็นการขวางเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ เพราะเรื่องที่กระโดดเข้าไปขวางเป็นการพัฒนาที่ได้แต่ผลเฉพาะหน้า ไม่ได้ประโยชน์ในระยะยาว การพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่เกิดผลเสียไม่ว่าในระยะสั้นหรือระยะยาว หากว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่สร้างผลกระทบแล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องคัดค้าน
ตลอดระยะเวลาการทำงาน Watch Dog มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานใดไปบ้าง ขอใช้พื้นที่สรุปผลงานเด่นไว้ตรงนี้ ได้แก่
พ.ศ. 2534 ร่วมรณรงค์คัดค้านถนน 48 สาย เพื่อความมั่นคง พ.ศ. 2538 คัดค้านการสร้างถนนสาย 3011 รอบป่ากันห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2540 ร่วมคัดค้านท่อก๊าซไทยพม่าการบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด, คัดค้านนโยบายของกรมป่าไม้ในการร่างระเบียบอนุญาตให้เอกชนเช่าพื้นที่อุทยาน พ.ศ. 2541 คัดค้านการสร้างบ้านพัก VIP กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, รณรงค์หยุดเหมืองแร่ทุ่งใหญ่นเรศวร, ร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด พ.ศ. 2544 ร่วมคัดค้าน พรบ.แร่ และเหมืองแร่โปแตซ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตก, คัดค้านการจัดแรลลี่ปล่อยเป็ดก่า ในพื้นที่เขาบันได เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2545 คัดค้านโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาธรรมชาติห้วยขาแข้ง ณ สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ, ร่วมรณรงค์คัดค้าน ร่าง พรบ.แร่, ร่วมคัดค้านการปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยคลิตี้ พ.ศ. 2547 คัดค้านการตัดถนน คลองลาน – อุ้มผาง พ.ศ. 2548 คัดค้านการตัดถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2549 คัดค้านการขุดอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านพื้นที่อนุรักษ์, คัดค้านการเปลี่ยนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางเป็นอุทยานแห่งชาติ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง, คัดค้านเหมืองแร่ และการขนส่งแร่ผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2550 คัดค้านกฎหมายใช้เช่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2551 คัดค้านการให้เช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล (อันดามัน) พ.ศ. 2552 คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ และยังคงคัดค้านโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน
หากดูตามรายละเอียดที่กล่าวมา จะเห็นว่าบางโครงการได้เงียบไปแล้ว แต่บางโครงการยังได้ยินข่าวสารอยู่ เช่นโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นมหากาพย์คู่กันมาอย่างยาวนาน หรือโครงการถนนสายคลองลานอุ้มผางก็เช่นกันแม้จะเหมือนเป็นงานที่ทำไม่สำเร็จแต่ก็มองได้อีกมุมหนึ่งว่าอย่างน้อยก็ชะลอภัยคุกคามมาได้ตั้ง 20 ปี ช่วยรักษาป่าและสัตว์ป่าได้ตั้งมากมาย ส่วนเรื่องในอนาคตนั้นก็ยังคงต้องสู้กันต่อไป
อีกเรื่องที่น่ายินดีในวันนี้ คือ มีสาธารณะชนเห็นความสำคัญของผืนป่าและสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับช่วงที่คุณสืบเสียสละชีวิต แม้ชื่อนี้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่คนที่เข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้มีมากเท่าวันนี้ ทั้งยังมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างโซเชี่ยลมีเดียไว้ช่วยกระจายข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ทำได้ง่ายมากขึ้น
การมีคนเข้าใจมากขึ้น ก็ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น เมื่อนำเสนอข้อเท็จจริงออกไปสาธารณะชนก็ตอบรับมากขึ้น ให้สนับสนุนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยมาได้แสดงผลของการทำลายป่า มีตัวอย่างของจริงให้เห็นในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติได้เอื้อประโยชน์แก่เราอย่างมากมายแค่ไหน
ปัจจุบันหน้าที่ “หมาเฝ้าป่า” นั้นยังเป็นงานที่มูลนิธิดำเนินงานมาอย่างเข้มแข็ง ในแผนยุทธศาสตร์ปัจจุบัน พ.ศ.2558 – 2562 ก็ได้ยกเรื่องนี้เป็นงานลำดับที่หนึ่งของแผนงาน เพื่อรักษาผืนป่าสัตว์ป่าให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
หมาเฝ้าป่าบทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
 

'เมนูหูฉลาม' แลกชีวิตนับล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF
องค์กรไวล์ดเอดเผย คนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคหูฉลาม ส่งสัญญาณน่าเป็นห่วงชีวิตฉลามโลก
เมื่อวันื้ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ได้มีการแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
รายงาน “ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย” รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงบทบาท ของประเทศไทยในเวทีการค้าหูฉลามของโลก พร้อมกับผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยที่จัดทำโดยองค์กรไวล์ดเอด และบริษัทวิจัย แรพพิด เอเชีย (Rapid Asia)  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำความเข้าใจปัจจัยของการบริโภคหูฉลามของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคหูฉลามอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญของการค้าหูฉลาม โดยคนไทย 57% ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทั่วประเทศเคยบริโภค หรือยังคงบริโภคหูฉลามตามโอกาสต่างๆ ขณะที่ 29% ได้บริโภคหูฉลามในช่วง 12 เดือนที่่ผ่านมา และที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทย 61% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต โดยให้เหตุผลว่า เพราะความอยาก รู้อยากลอง และเคยได้ยินมาว่าหูฉลามมีรสชาติดี ทั้งที่จริงแล้ว หูฉลามไม่มีรสชาติใดๆ แต่มาจากน้ำซุปที่ผ่านการปรุงรส
ผู้บริโภคบอกว่า ได้รับประทานหูฉลามบ่อยครั้งที่สุดที่งานแต่งงาน (72%) ทานกับครอบครัวที่ร้านอาหาร (61%) และในงานเลี้ยงธุรกิจ (47%) ซึ่งการสำรวจตลาดโดยองค์กรไวล์ดเอดพบว่า มีร้านอาหารอย่างน้อย 100 ร้านในกรุงเทพมหานครที่มีเมนูหูฉลาม แสดงให้เห็นว่าเมนูดังกล่าวพบได้ทั่วไป และผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้อย่างง่ายดาย
แต่ละปี มีฉลามกว่า 100 ล้านตัวถูกฆ่าอย่างโหดร้าย ในจำนวนนี้ครีบของฉลามมากถึง 73 ล้านตัวถูกนำมาทำเป็น “ซุปหูฉลาม” หรือประกอบเป็นเมนูอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดได้ว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยเกิดจากการที่ผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงการกระทำอันโหดร้ายเบื้องหลังเมนูหูฉลามนั้น ที่เหล่าฉลามต่างถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมด ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ท้องทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต
“จากผลการสำรวจเป็นที่แน่ชัดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความตระหนักให้คนไทยรับรู้ถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามที่มีต่อประชากรฉลามทั่วโลก และจำเป็นต้องลดความต้องการบริโภคหูฉลาม เพราะหยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า” มร.จอห์น เบเกอร์ กรรมการผู้จัดการ องค์กรไวล์ดเอด กล่าว
ตามข้อมูลของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ระหว่าง พ.ศ.2555-2559 ประเทศไทยส่งออกครีบ ปลาฉลามและหูฉลามแปรรูปมากกว่า 22,467ตัน และนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันมากกว่า 451.57 ตัน ปี พ.ศ.2558 เพียงปีเดียว ไทยส่งออกมากกว่า 5,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปที่ฮ่องกงนำเข้าในปีเดียวกัน ทั้งนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าแหล่งที่มาของครีบฉลามที่ไทยนำมาแปรรูป และส่งออกไปนั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เนื่องจากประชากรฉลามในน่านน้ำไทยมีจำนวนไม่มากพอ เมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกที่ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารได้รับรายงาน ด้วยข้อมูลข้างต้นทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกหูฉลามแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกแทนฮ่องกง
ราคาซุปหูฉลามในประเทศไทย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการบริโภค โดยเริ่มต้นที่ชามละ 300 บาท ในร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงชามละ 4,000 บาท ในภัตตาคารหรู
ไวล์ดเอดยังได้ทำการสำรวจความตระหนักของคนไทยเกี่ยวกับภัยคุกคามประชากรฉลาม และพบว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งประเทศ  ยังไม่ได้รับทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคและการค้าหูฉลามต่อประชากรฉลามโลก โดยพวกเขาไม่ทราบว่าส่วนใหญ่ฉลามจะถูกฆ่าเพียงเพื่อเอาครีบของมันมาประกอบอาหารเท่านั้น และจำนวนประชากรฉลามหลายสายพันธุ์ลดลงมากถึง 98% ในขณะที่คนไทย 85% ไม่ทราบจำนวนฉลามที่ถูกฆ่าในแต่ละปี
นอกจากนี้ในงานแถลงการณ์ไวลด์เอดได้เปิดตัวอินโฟกราฟิกเคลื่อนไหวเรื่อง “หูฉลามคนละชาม แลกกี่ล้านชีวิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ Infographic Thailand อีกด้วย
โดยมร.จอห์น เบเกอร์ ได้กล่าวเสริมว่า “ในปี 2560 นี้ องค์กร ไวลด์เอด ตั้งปณิธานที่จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความร่วมมือ กับร้านอาหารและโรงแรมเพื่อขอให้ยกเลิกเมนูหูฉลาม รวมถึงสรรหาทูตตัวแทนจากเหล่าศิลปิน นักแสดง และผู้มีชื่อเสียงเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสื่อและการรับรู้ของประชาชนให้ทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราเชื่อว่ายิ่งคนไทยได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคหูฉลามมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะไม่อยากเกี่ยวข้องกับการค้าการบริโภคหูฉลามมากเท่านั้น ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน เราจะสามารถยับยั้งความต้องการหู ฉลามในประเทศไทยได้ในที่สุด”
ที่มา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid)
ซุปหูฉลาม18 กรกฎาคม องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ออกแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
 

[VIDEO] พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%

อีเมล พิมพ์ PDF

พันธบัตรป่าไม้จะเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะมีพื้นที่ป่าเท่ากับ 40% ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าพอจะมีทางเป็นไปได้ จะต้องเป็นไปในทิศทางใด แล้ววันนี้เรามีป่าอยู่เท่าไหร่ ต้องเพิ่มอีกเท่าไหร่ และจะทำอย่างไรที่เราจะสามารถมีป่าได้ตามเป้าหมาย แต่ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ประโยชน์ในรูปแบบป่าเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนและไม่สูญเสียต้นทุน แล้วที่พูดกันว่า พันธบัตรป่าไม้ คือ ทางออกของเรื่องนี้ แท้จริงแล้วคำๆ นี้มีความหมายว่าอย่างไร

 

[VIDEO] 7 ปี CSR ในป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF

CSRมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยมีผืนป่าตะวันตกเป็นพื้นที่เป้าหมายหลัก อันประกอบไปด้วยพื้นที่อนุรักษ์ 17 พื้นที่ ครอบคลุมเนื้อที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานีสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี