กรมอุทยานฯ ยื่นจดหมายถึง คชก. คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
กรมอุทยานฯ ยื่นจดหมายถึง คชก. คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยื่นจดหมายด่วนส่งถึง คชก. แหล่งน้ำเพื่อให้ข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ รับไว้พิจารณาก่อนการประชุมการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุข้อความสำคัญไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
โดยทางกรมอุทยานฯ ได้มีความเห็นว่า พื้นที่โครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งเป็นป่าที่กำลังฟื้นฟูเข้าสู่สภาวะป่าสมบูรณ์และเป็นป่าที่มีระบบนิเวศเฉพาะที่หาได้ยากในประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญอย่างเสือโคร่งที่ปัจจุบันอยู่ในสถานะเสี่ยงใกล้สูญพันธ์ อีกทั้งการสร้างเขื่อนอาจจะมีผลกระทบต่อการดำเนินการจำทำแผนเสนอพื้นที่อุทยานฯ แม่วงก์ให้เป็นมรดกโลกของกรมอุทยานฯ อีกด้วย
ทั้งนี้ เนื้อหาในจดหมายของกรมอุทยานฯ ยังได้มีข้อมูลเสริมจากคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่แต่งตั้งคณะทำงานรวม 3 ชุด ได้แก่คณะทำงานด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า คณะทำงานด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยคณะทำงานได้มีความเห็นโดยสรุปได้ดังนี้
ด้านทรัพยากรที่ส่งผลกระทบต่อพืชและจำนวนสัตว์ป่า การปลูกป่าทดแทนสำหรับพื้นที่ที่สูญเสียไปอาจจะไม่เหมาะสม อีกทั้งในด้านบริหารจัดการน้ำที่น่าจะมีทางเลือกอื่นที่จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำในพื้นที่ชลประทานให้มีศักยภาพเท่าตัวโครงการได้ และทางด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ที่การคิดผลประโยชน์ของโครงการไม่ถูกต้อง โดยไม่คิดต้นทุน และคิดต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งขาดการประเมินมูลค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย
...
บันทึกข้อความ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักอุทยานแห่งชาติ
ที่ ทส ๐๙๑๐.๒๐๔/ ๒๓๒๖๙ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
เรื่อง ขอส่งข้อมูลและความเห็นต่อโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
เรียน เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ตามที่ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๗ ในวันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ มีมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดส่งเอกสารข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้ฝ่ายเลขาธิการรวบรวม เพื่อนำเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เพื่อประกอบการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาแล้ว มีความเห็นต่อโครงการเขื่อนแม่วงก์ดังนี้
๑. เนื่องด้วยพื้นที่สร้างเขื่อนทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จำนวน ๑๒,๒๐๐ ไร่  สภาพป่าเป็นป่าที่กำลังฟื้นตัวเข้าสู่สภาวะป่าสมบูรณ์ นับตั้งแต่มีการป้องหันพื้นที่เตรียมการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ รวมทั้งผืนป่าดังกล่าวเป็นป่าในพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นระบบนิเวศเฉพาะ หาได้ยากในประเทศ
๒. พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญ เช่น เสือโคร่ง ซึ่งถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศป่าไม้ และปัจจุบันอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ ในพื้นที่ที่จะก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์มีการค้นพบเขียดงูดอยสุเทพ (Ichthyophis youngroum talor) ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งที่ ๒ ในประเทศไทย รวมทั้งพบค้างคาวจมูกหลอดเล็กท้องขาว (Murlno walstoni) ซึ่งเป็น new species
๓. กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ กต ๑๐๐๓/๑๗๗๓ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ แจ้งว่าศูนย์มรดกโลก (World Heritage Center) ได้รับแจ้งจาก International Union For Conservation of Nature (IUCN) ได้แสดงความเป็นกังวลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่มรดกโลก คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง เนื่องจากระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าวมีความสมบูรณ์ เป็นถื่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก และการสร้างเขื่อแม่งวงก์จะนำไปสู่ผลกระทบต่อประชากรเสือและการลักลอบล่าสัตว์ป่า ศูนย์มรดกโลกเสนอให้ฝ่ายไทยระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จนกว่าผลการประเมิน EIA จะครบถ้วนและได้มีการประเมินผลกระทบจากการดำเนินโครงดังกล่าวต่อคุณลักษณะที่โดดเด่น (Outstanding Universal Value) ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง
๔. การกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน คือ ผืนป่าจะมีศักยภาพในการเก็บน้ำมากกว่าเก็บน้ำบนดิน ซึ่งคือการสร้างเขื่อน
๕. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นมรดกโลก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ผืนป่าขนาดใหญ่ คือ ผืนป่าตะวันตกอย่างต่อเนื่อง
๖. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งที่ ๔๒๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อแม่วงก์ และคำสั่งที่ ๔๙๓/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานรวม ๓ ชุด ได้แก่ คณะทำงานด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า คณะทำงานด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะทำงานมีความเห็นต่อความถูกต้องสมบูรณ์ของรายงาน สรุปดังนี้
๑) ด้านทรัพยากร ได้แก่ ประเด็นสภาพปัจจุบันและผลกระทบต่อสังคมพืชและการทดแทน ประเด็นความถูกต้องของการจำแนกชนิดและจำนวนสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง และประเด็นความเหมาะสมพื้นที่ปลูกป่าทดแทนพื้นที่ที่สูญเสียไปในการก่อสร้างโครงการ
๒) ด้านการบริหารการจัดการน้ำ ได้แก่ ประเด็นด้านการกำหนดแนวทางเลือก ประเด็นการกำหนดสถานการณ์ของการพัฒนาลุ่มน้ำด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ประเด็นการปล่อยน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ประเด็นปัญหาน้ำท่วม และศักยภาพของโครงการต่อการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ประเด็นพื้นที่ชลประทาน และการจัดสรรน้ำ
๓) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ ประเด็นการคิดผลประโยชน์ของโครงการไม่ถูกต้อง ไม่คิดต้นทุน และคิดต้นทุนต่ำเกินกว่าความเป็นจริง รวามทั้งขาดการประเมินมูลค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ความคุ้มค่าในกรณีมีและไม่มีเขื่อน การเป็นแนวกั้นกันชนของผืนป่าตะวันตกซึ่งมีความสำคัญเป็นมรดกโลก รวมทั้งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำแผนเพื่อเสนอเป็นมรดกโลก จึงมีความเห็นไม่ควรสร้างเขื่อแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
พร้อมนี้ ขอส่งข้อมูลการสำรวจทรัพยากรป่าไม้และข้อมูลสำรวจทรัพยากรสัตว์ป่า มาเพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้ประกอบการพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมที่จะใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ดำเนินการสร้างเขื่อ ในการปรุะชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ได้ส่งข้อมูลในรูปแบบแผ่นบันทึกข้อมูล มาพร้อมนี้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
นายนิพนธ์ โชติบาล
อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยื่นจดหมายด่วนส่งถึง คชก. แหล่งน้ำเพื่อให้ข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ รับไว้พิจารณาก่อนการประชุมการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุข้อความสำคัญไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
 

60 นักวิชาการ แถลงการณ์ "คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์"

อีเมล พิมพ์ PDF
ตามที่รัฐบาลได้เร่งรัดผลักดันให้มีการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขตจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าตะวันตกอีกครั้งหลังจากที่รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาหลายครั้งและได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนมาโดยตลอดระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปีโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการมีกำหนดการประชุมพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA)ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ศกนี้ นั้น
เหล่านักวิชาการซึ่งมีรายชื่อท้ายแถลงการณ์นี้ เห็นว่าโครงการเขื่อนแม่วงศ์ไม่สมควรได้รับการดำเนินการต่อไปและรัฐบาล กรมชลประทาน รวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยควรยุติการผลักดันโครงการเขื่อนแม่วงก์โดยทันทีและตลอดไปด้วยเหตุผลเบื้องต้นโดยสรุปต่อไปนี้
๑. โครงการเขื่อนแม่วงก์จะก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของผืนป่าตะวันตกโดยรวมซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อห่วงโซ่ความสัมพันธ์ในหมู่สัตว์และพืชในผืนป่าตะวันตกทั้งหมด และย่อมกระทบในทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ในชุมชนและสังคมวงกว้างในที่สุด การดำรงอยู่ต่อไปของผืนป่าและสัตว์ป่าในปัจจุบันหมายถึง การดำรงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพที่จะประกันความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนของธรรมชาติที่มีคุณค่าทั้งเพื่อธรรมชาติทั้งระบบและเพื่อมนุษย์ เราเห็นว่า การพิจารณาคุณค่าในแง่มุมเหล่านี้ ไม่อาจพิจารณาอย่างผิวเผินแค่การเปรียบเทียบหรือประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับช้าง เสือ นกยูงฯลฯ หรือพืชพันธุ์ใดๆ เป็นรายชนิดหรือรายตัว แต่ต้องมองให้เห็นคุณค่าอันสูงส่งอย่างประเมินค่าไม่ได้ของระบบและวัฏจักรของชีวิตทั้งหมดที่จะเกื้อกูล สัมพันธ์และพัฒนาหนุนเนื่องต่อไปตามธรรมชาติ
สังคมอเมริกันเคยเรียนรู้ว่า หากย้อนเวลาได้จะไม่ตัดสินใจสร้างเขื่อนชลประทานในโครงการ Hetch Hetchy ในเขตอุทยานแห่งชาติ Yosemite National Park(แล้วเสร็จ ค.ศ. 1938) ซึ่งทำให้ที่สุดต้องทำลายเขื่อนนี้ลงแล้วปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัวเองขึ้นมาใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาหลายร้อยปี ประสบการณ์ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นกับอีกหลายโครงการทั้งในสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ จนการสร้างเขื่อนกลายเป็น “ทางเลือกที่สังคมพัฒนาแล้วเขาไม่เลือก” กันแล้วในปัจจุบัน
๒. โครงการนี้จะมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการและพื้นที่ต่อเนื่องที่จะมีการเวนคืนที่ดินและทำลายทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากเพื่อการสร้างคลองชลประทานและถนนเป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นที่ประจักษ์จากการสำรวจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดนครสรรค์เองก็ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการนี้
๓. โครงการนี้ต้องใช้งบประมาณสูงมากถึง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท (ตามมติของคณะรัฐมนตรีชุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕) แต่จะไม่มีประสิทธิผลเพียงพอในการป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเพราะจะสามารถรับน้ำได้เพียงประมาณร้อยละ ๒ ของปริมาณน้ำที่เข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๕๔ นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์ที่ต่ำมากในแง่ชลประทานที่เกษตรกรจะได้รับประโยชน์ (โดยที่ยังไม่ได้คำนวณ “มูลค่า” ความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะความเสียหายที่จะกระทบต่อ “คุณค่า” ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันไม่อาจประเมินได้ดังกล่าวมาในข้อ ๑ )
๔. โครงการนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาแล้วหลายครั้งแม้แต่ในช่วงระยะเวลาภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพราะมีปัญหาในหลายมิติ การเร่งรัดพิจารณาปัญหานี้ทั้งที่ยังมีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่โครงการฯ และสาธารณชน รวมทั้ง การวางแผนและดำเนินการตามแผนแม่บทเพื่อการป้องกันน้ำท่วมในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับโครงการเขื่อนแม่วงก์เองก็ยังมีปัญหาการไม่ได้รับการยอมรับและเกิดการคัดค้านอย่างหนักหน่วงและกว้างขวางของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่อาจได้รับผลกระทบ การพยายามเร่งรัดพิจารณาโครงการโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลและชุมชนที่จะตัดสินใจที่กำหนดวิถีชีวิตและเลือกเผชิญ ไม่เผชิญหรือเผชิญอย่างไรกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิการเข้าถึงข้อมูล สิทธิการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯย่อมหมายถึง การใช้อำนาจรัฐจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมในการจัดสรรประโยชน์และภาระ-ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐ หลักธรรมาภิบาลและหลักความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐได้ด้วย
พวกเราหวังว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับฟังคำคัดค้าน ความเห็นและคำเรียกร้องขอพวกเรา เช่นเดียวกับการรับฟังเสียงของชุมชนในพื้นที่ที่กล่าวถึงทั้งหมดและสาธารณชน เพื่อมิให้เกิดความเสียหายที่ประเมินมิได้จากการดำเนินการโครงการนี้ของรัฐ
ด้วยจิตคารวะ
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
รศ.ดร. สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ดร.ชวินทร์  ลีนะบรรจง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
อ.ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ตระกูล มีชัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ธีระชน พลโยธา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาจารย์ ดร.ปานพิมพ์ เชื้อพลากิจ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาจารย์ ดร.อัจศรา ประเสริฐสิน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาจารย์ ดร.ประกฤติยา ทักษิโณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อาจารย์ ดร.เสกสรรค์  ทองคำบรรจง  มหาวิทยาลัยบูรพา
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คงสม  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ อิงอร ไชยเยศ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.ดร.ดุสิต เวชกิจ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ ปริชาติ ดิษฐกิจ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.ดร สัจจา บรรจงศิริ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.วราภรณ์ อุปลาคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.ดร.สมัครสมร ภักดีเทวา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ วิลาวัลย์ ศิลปศร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ ศิริลักษณ์ นามวงศ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ ดร.จรรยา สิงห์คำ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผศ.ดร.ปัณฉัตร หมอยาดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์วริณาฐ  พิทักษ์วงศ์วาน  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผศ.ดร.สุภาภรณ์ศรีดี  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
อาจารย์ ดร. อนุสรณ์ ศรีแก้ว มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ บุญส่ง ชเลธร  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.ดร.ลักษณา แสงแก้ว มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.บุปผา บุญสมสุข มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.ดร.ดวงทิพย์ เจริญรุกข์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.อนิก ทวิชาชาติ  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.เธียรชัย อิศรเดช  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.ฉลองรัฐ เฌอมาลย์มารค  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.สิริทิพย์ ขันสุวรรณ  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.พิมณัฐชยา สัจจาศิลป์   มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์วีรวัฒน์ อำพันสุข  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ปฏินันท์ สันติเมธนีดล มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ วรวุฒิ  อ่อนน่วม  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ธิราภรณ์ กลิ่นสุคนธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ พิทักษ์ ชูมงคล  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ฐิติ พิทยสรณะ  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์คมสัน โพธิ์คง  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ นิดาวรรณ เพราะสุนทร มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.ชุลีรัตน์ เจริญพร   มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ สุริยะใส กตะศิลา มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ศาสตรา โตอ่อน มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ บูชิตา แสงแก้ว มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต
อาจารย์พัทธ์ธีรา นาคอุไร มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์อนินทร์ พุฒิโชต มหาวิทยาลัยทักษิณ
อาจารย์กนกวรรณ สุทธิพร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
อาจารย์ ณัฐพล อมรทัต  มหาวิทยาลัยสยาม
อาจารย์ สมคะเน  วรวิวัฒน์   มหาวิทยาลัยสยาม
อาจารย์ มนต์ศักดิ์  เกษศิรินทร์เทพ มหาวิทยาลัยสยาม
อาจารย์ศักดิ์ณรงค์ มงคล   นักวิชาการอิสระ
นางสาวณัฏฐ์ชวัล  โภคาพานิชวงษ์    นักวิชาการอิสระ
อาจารย์ ชุมพล ศรีรวงทรัพย์ นักวิชาการอิสระ
นายสุวพจน์ อุปลาคม นักวิชาการอิสระ
นางอัญชลี นาควิเชตร์  นักวิชาการอิสระ
นางกมลรัตน์ ประกอบการ นักวิชาการอิสระ
นางสาวอัญชลิตา สุวรรณชฎ นักวิชาการอิสระ
อาจารย์ชรัตน์ สินธุสะอาด   นักวิชาการอิสระ
นายจุมพล หมอยาดี นักวิชาการอิสระ
นายอุรุพงษ์   สินธุสะอาด  นักวิชาการอิสระ
นางสาวเนตรดาว ณ พัทลุง  นักวิชาการอิสระ
เขื่อนแม่วงก์ตามที่รัฐบาลได้เร่งรัดผลักดันให้มีการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขตจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าตะวันตกอีกครั้งหลังจากที่รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาหลายครั้งและได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนมาโดยตลอดระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปีโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการมีกำหนดการประชุมพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA)ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ศกนี้ นั้น
 

วสท. ออกแถลงการณ์ คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เวลา 12.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย รศ.ดร.สุวัฒนา จิตรลดากร, ผศ. ทีฆาวุฒิ โปตาภิรมย์ และ ผศ. ดร. สิตางค์ พิลัยหล้า เดินทางมาให้กำลังใจ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการให้กำลังใจคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านแหล่งน้ำ พร้อมทั้งได้มีการอ่านแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนม่วงก์ โดยมีรายละเอียดการดังนี้
แถลงการณ์คณะอนุกรรมการวิศวกรรมสถานแหล่งน้ำ วสท.
เรื่อง คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์
ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับความพยายามผลักดันให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงาน (คชก) พิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ ผ่านความเห็นชอบรายงานฯ เพื่อให้เริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้น คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ และแหล่งน้ำจากหลากหลายสถาบัน ขอคัดค้านความพยายามดังกล่าว เนื่องจากรายงานการศึกษาฯ ฉบับนี้มีความบกพร่องอย่างกระจ่างชัด กล่าวคือ
๑. แม้ว่าได้มีการศึกษารายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในรายงานฯ ฉบับนี้มีเวลานานแต่การปรับแก้ฯ ในส่วนต่างๆ ที่มีความสำคัญยังไม่รอบด้าน ไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนการวิเคราะห์ทางเลือกของโครงการเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดนั้น ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ โดยมีการนำเสนอเฉพาะความจำเป็นที่ต้องมีเขื่อนเป็นหลัก แต่ขาดการพิจารณาและศึกษาถึงทางเลือกการบริหารจัดการในเชิงบูรณาการซึ่งใช้มาตรการหลายอย่างประกอบกัน เช่น การพัฒนาสระน้ำร่วมกับฝาย หรือการสร้างเขื่อนความจุขนาดปานกลางที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าอุทยานน้อยกว่า เป็นต้น อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของการแก้ปัญหาและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติแบบบูรณาการ
๒. การระบุปัญหาการขาดแคลนน้ำยังขาดความชัดเจน ทั้งนี้ จากการสำรวจภาคสนามพบว่า การขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เกิดขึ้นเฉพาะเพียงบางบริเวณเท่านั้น ซึ่งควรมีการประเมินและหาทางออกว่า หากจะแก้ปัญหาเร่งด่วนในบริเวณนั้นๆ ควรจะดำเนินการอย่างไร มีทางเลือกอื่นซึ่งไม่ได้พิจารณา (ตามกล่าวแล้วในข้อที่ ๑.) และควรวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างไม่ลำเอียงอย่างไรบ้าง
๓. ตามที่มีการกล่าวอ้างถึงประโยชน์ของการสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น จากการวิเคราะห์จากนักวิชาการจากหลายสถาบัน เป็นที่ยอมรับแล้วว่า การสร้างเขื่อน ไม่มีนัยสำคัญต่อการป้องกันน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง สำหรับในส่วนของปัญหาน้ำท่วมในเขตอำเภอลาดยาวนั้นมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าเป็นปัญหาเฉพาะถิ่น ที่เกิดจากการขาดการบริหารจัดการระบบระบายน้ำที่ถูกต้องในพื้นที่บริเวณนั้น สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์
๔. จากการตรวจสอบของผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการเฉพาะด้าน (๓ ด้าน) คือ ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่งตั้งโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม  ๒๕๕๖ ได้ให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่า การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ อาจก่อให้เกิดผลกระทบในหลายๆด้านในระดับสูง ที่ไม่สามารถกำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ จึงสมควรให้ยกเลิกโครงการ
อย่างไรก็ตาม ความเห็นนี้รวมถึงข้อสังเกตของความไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน และไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการในประเด็นการศึกษาด้านอื่นๆ ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในขั้นตอนการให้ความเห็นชอบต่อรายงานการศึกษาฯ ฉบับที่กำลังมีความพยามจะผลักดันอยู่นี้
คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงขอคัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์ฉบับนี้ และเรียกร้องให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงาน (คชก.) ที่กำลังจะพิจารณา ได้รับฟังข้อคิดเห็นต่างๆให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีขอขัดแย้งเป็นวงกว้างอยู่ในสังคม ซึ่งแสดงถึงความไม่เหมาะสมโดยเบื้องต้นของโครงการฯ นี้
อนึ่ง คชก. ควรตระหนักถึงการใช้อำนาจหน้าที่ ในการพิจารณารายงาน EHIA ของท่าน ว่ามีความเหมาะสม หรือถูกต้องตามหลักวิชาการในการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดของท่านอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งของสังคมเป็นวงกว้างและส่งผลกระทบในระดับที่ท่านไม่อาจรับผิดชอบได้
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
คัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เวลา 12.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย รศ.ดร.สุวัฒนา จิตรลดากร, ผศ. ทีฆาวุฒิ โปตาภิรมย์ และ ผศ. ดร. สิตางค์ พิลัยหล้า เดินทางมาให้กำลังใจ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการให้กำลังใจคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านแหล่งน้ำ พร้อมทั้งได้มีการอ่านแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนม่วงก์ โดยมีรายละเอียดการดังนี้
 

เมื่อสองมหาอำนาจ จับมือสู้โลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและจีน ได้เปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำการพูดคุยกันอย่างเป็นความลับต่อสาธารณชน ในประเด็นการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจีนได้สัญญาว่าจะจำกัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก และสหรัฐอเมริกาที่ให้สัญญาว่าจะลดปริมาณภายในปี พ.ศ. 2568
ผู้นำทั้งสองประเทศ คือบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และสี จิ้นผิง ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์ ณ Great Hall of the People กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้นานาประเทศสามารถได้ข้อสรุปในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2563 ในการประชุมองค์การสหประชาชาติที่กรุงปารีสปีหน้า
เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนคือผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในโลก ซึ่งได้ให้ข้อตกลงว่าจีนจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 20 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 26 ถึง 28 ภายในปี พ.ศ. 2568 อ้างอิงจากระดับการปลดปล่อยในปี พ.ศ. 2548 ส่วนสหภาพยุโรปนั้น ได้มีพันธสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2573
“ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ เรามีความรับผิดชอบที่มากกว่าผู้อื่นในการนำการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมภูมิใจมากที่เราสามารถประกาศข้อตกลงที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ ผมขอชื่นชมท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และรัฐบาลจีน ในความพยายามที่จะชะลอการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนจะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซในอนาคต” ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าว
บารัค โอบามา ยอมรับว่าภารกิจลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯนั้นจำเป็นต้องใช้ความพยายามอีกมาก แต่ก็เป็นไปได้ “นี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอเมริกาและประเทศจีน ในการช่วยกันหาทางออกในวิกฤตการณ์สำคัญของทั้งโลก” โดยเขาคาดว่าจะสามารถชักจูงให้ทั้งประเทศใหญ่เล็ก ทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และร่วมสร้างข้อตกลงร่วมกันในการประชุมที่ปารีสในปีหน้า
เป้าหมายของจีนที่จะเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดเป็นร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2573 นับว่าน่าสนใจ เรื่องจากประเทศจีนจะจำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือแหล่งพลังงานที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อื่นๆ อีกราว 800 – 1,000 กิกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีนปัจจุบัน และเกือบเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ
เป้าหมายใหม่ของสหรัฐฯ จะเป็นการเพิ่มอัตราการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสองเท่าตัว โดยได้รับแรงคัดค้านจากสภาที่มีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมาก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของสหรัฐฯนั้น เป้าหมายใหม่ถือว่าเป็นไปได้
“ข้อตกลงในการลดมลภาวะคาร์บอนนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เรายินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับทั้งสองรัฐบาลในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเชื่อว่าทั้งสองประเทศสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเป้าหมายที่คาดไว้”Frances Beinecke ประธานสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources Defence Council) สหรัฐอเมริกาแสดงความเห็น
“นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทั้งสองประเทศจะผลักดันประเด็นดังกล่าว แต่เป้าหมายที่วางไว้ก็นับว่าไม่ท้าทายมากนัก และยังเหลือที่ว่างให้ทั้งสองประเทศเจรจาเพื่อผลักดันให้เพิ่มการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่านี้”Tao Wang ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจาก Tsinghua-CarbegieCenter for Global Policy กล่าว
“ที่บอกว่าตัวเลขนั้นไม่สูงมาก เพราะประเทศจีนได้ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้พลังงานทดแทนอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปี พ.ศ. 2563 และจากเป้าหมายใหม่ที่ต้องใช้เวลา 10 ปี กำลังการผลิตโดยพลังงานสะอาดกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5 ในขณะที่การเติบโตของพลังงานทดแทนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนดังกล่าวนับว่ายังต่ำเกินไป” เขากล่าวเพิ่มเติม
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2556 ทุกประเทศที่เข้าร่วมการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุง Warsaw ได้มีการตกลงว่าจะสร้างแผนการรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังจากปี พ.ศ. 2563 โดยจะมาพูดคุยกันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้ได้ข้อสรุปและข้อตกลงร่วมกันของทั้งโลก
“การร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน สองประเทศที่รับผิดชอบต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 1 ใน 3 ของทั้งโลก การได้มาซึ่งข้อตกลงที่ผ่านการถกเถียงและพูดคุยกันอย่างยาวนาน นับว่าเป็นบทบาทสำคัญที่ทั้งสองประเทศต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินการดังกล่าวนับว่าเป็นส่วนเดียวของความพยายามในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระยะยาว และมุ่งไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต และนับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้า ที่การประชุมในกรุงปารีส”
ถอดความจาก “China and US strike deal on carbon cuts in push for global climate pact”โดยTania Branigan, Lenore Taylor เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2014/nov/12/china-and-us-make-carbon-pledge?CMP=EMCNEWEML6619I2
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บารัด โอบามาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและจีน ได้เปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำการพูดคุยกันอย่างเป็นความลับต่อสาธารณชน ในประเด็นการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจีนได้สัญญาว่าจะจำกัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก และสหรัฐอเมริกาที่ให้สัญญาว่าจะลดปริมาณภายในปี พ.ศ. 2568

ผู้นำทั้งสองประเทศ คือบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และสี จิ้นผิง ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์ ณ Great Hall of the People กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้นานาประเทศสามารถได้ข้อสรุปในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2563 ในการประชุมองค์การสหประชาชาติที่กรุงปารีสปีหน้า
 

แถลงการณ์ นนรธ. 'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์'

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ ฉบับที่ 1/2557
'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์'
เรื่อง คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
ถึงประชาชนชาวไทยทั้งหลายท่านคงจะทราบแล้วว่าขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมจะมีการจัดประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านแหล่งน้ำ (คชก.) ในวันพุธที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เพื่อทำการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ (EHIA) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
เป็นที่ทราบกันดีว่าการสร้างเขื่อนแม่วงก์ แม้จะลดน้ำท่วมในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาวได้ร้อยละ 30 ลดน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางได้ร้อยละ 1 และลดภัยแล้งในพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งได้ร้อยละ 25 แต่จะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้   ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ที่มีคุณภาพในการหล่อเลี้ยงพื้นที่กสิกรรมและเกษตรกรรม  ที่สามารถสามารถดูดซับคาร์บอนได้ 10,400 ตันคาร์บอน เป็นพื้นที่ ไม่น้อยกว่า  13,000 ไร่ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการสูญเสีย “ระบบนิเวศ” ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากเป็นบริเวณรอยต่อของการกระจายทางชีวภาพภูมิศาสตร์ (Unique Biogeography) ของการกระจายพืชพรรณและสัตว์ป่า จากภาคเหนือและภาคใต้รวมกัน ส่งผลต่อประชากรสัตว์ป่า ต้องสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งรวมไปถึงสายพันธุ์ที่ สำคัญ เช่น เสือโคร่ง ช้าง  และนกยูง รวมทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และทรัพยากรธรรมชาติครั้งใหญ่ในระยะเวลา ที่ก่อสร้างกว่าสิบปีด้วย ซึ่งเขื่อนแม่วงก์นี้นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขการจัดการทรัพยากรน้ำ และไม่สามารถป้องกันอุทกภัย ในพื้นที่ก่อสร้างแล้ว ยังจะทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติต้องถูกปิดกั้นการเข้าถึง  และประชาชนในพื้นที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินนับหมื่นไร่
ท่ามกลางคำทักท้วง และข้อสงสัยของประชาชนในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และผู้ที่สนใจในด้านสิ่งแวดล้อม  ที่ได้แสดงออกถึงความห่วงใยในเรื่องนี้ โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม เวทีเสวนา หรือการแสดงออกของประชาชนในหลากหลายมิติและรูปแบบ เช่น กิจกรรมการเดินเท้าของอ.ศศิน เฉลิมลาภ  ที่ได้รับการ สนับสนุนอย่างมากจากพี่น้องประชาชน เป็นเสมือนการส่งต่อความรู้สึกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักในการพิจารณาเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังรวมถึงหลากหลายคำถาม  และข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงาน EHIA ฉบับนี้ยังคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร  โดยเฉพาะ ประเด็นเรื่องประสิทธิภาพของ EHIA และ EIA ต่อการประกอบการพิจารณาโครงการเขื่อนแม่วงก์ ความถูกต้องแม่นยำและความทันสมัยของข้อมูล  ความเป็นอิสระของผู้จัดทำ  องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ที่ไม่ได้เปิดให้ผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากหลายที่มา เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และยังขาดผู้ชำนาญการในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ (EHIA) ดังกล่าวจึงเป็นเสมือนใบเบิกทางให้มี การก่อผลกระทบเชิงลบต่อพื้นที่ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า รวมทั้งประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล  ดังนั้นแนวร่วมนิสิต นักศึกษารักษาสิ่งแวดล้อม จึงขอแสดงจุดยืนในการคัดค้านและเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระงับ การพิจารณารายงานฉบับนี้  ที่ยังมีจุดบกพร่องและไม่สมบูรณ์ในหลายประการ เพื่อพิทักษ์ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเรา มิให้ถูกทำลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  และขอให้มีการปฏิรูปการทำรายงาน EHIA ให้เป็นไปตามแนวทางที่ อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิ-สืบนาคะเสถียร ได้เสนอไว้ ดังต่อไปนี้
1. เพิ่มเติมเครื่องมือในการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั่นคือ SEA หรือการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ โดยเครื่องมือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะการทำลายป่าต้นน้ำแห่งหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนปลายน้ำ การพิจารณาเพียงแค่ EHIA อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ
2. เจ้าของโครงการต้องไม่เป็นผู้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการทำรายงาน EIA และ EHIA โดยตรง ควรมีกองทุนหรือ ระบบกองกลาง โดยให้หน่วยงานกลางทำหน้าที่จัดหาผู้ทำรายงาน เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ หน่วยงานส่วนกลางจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประชาชน
3. EIA และ EHIA ต้องมีอายุจำกัด เพราะป่าไม้สามารถมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ กล่าวคืออาจเกิดการอพยพเข้ามาของสัตว์ต่างๆเข้ามาหากินในป่าแห่งนั้นมากขึ้นหรือ อาจจะมีการสำรวจพบพันธุ์หายาก ซึ่งอาจจะตกสำรวจจากเดิมในการสำรวจครั้งก่อนๆ EIA และ EHIA จึงจำเป็นจะต้อง มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ
4.  คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.)  ควรมีตัวแทนมาจากภาคประชาชน  ตัวแทนจากองค์กรภายนอก ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ  (คชก.) จะต้องเปิดที่นั่ง ให้ประชาชนที่มี ส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามาร่วมรับฟังการพิจารณาและมีสิทธิที่จะเสนอเหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้าน ในการพิจารณา EIA และ EHIA
5. รายงาน EIA และ EHIA ไม่ควรจะเสนอและแก้จนกว่าจะผ่าน หากพิจารณาแล้วว่าทรัพยากรต่างๆ ที่เสียไปนั้นไม่คุ้มค่ากับ การลงทุน โครงการเหล่านั้นควรจะยุติโครงการลง
รวมทั้ง การสนับสนุนทางเลือกการจัดการน้ำตามรูปแบบที่อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้แถลงการณ์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา  คือ  “ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ” กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อน ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ บนฐานการเชื่อมโยงโมเดลการจัดการน้ำระดับบุคคล ชุมชน และตำบล อันมีที่มาจากการวิเคราะห์ โครงการเขื่อนแม่วงก์  โดยวิธีการมองภาพรวมของทุกพื้นที่ เอาความต้องการน้ำของพื้นที่ที่มีปัญหามาเป็นตัวตั้ง ขยายไปให้ พื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ขาดน้ำ  และมีศักยภาพที่จะพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กได้มารอพ่วงไปด้วย ณ ที่นี้จะแยกพิจารณาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมวิเคราะห์ศักยภาพทางเลือกการจัดการน้ำออกเป็น 4 พื้นที่
1. พื้นที่แม่วงก์ตอนบน : ยุทธศาสตร์คือการจัดการน้ำหลาก  พื้นที่ปลูกพืชไร่ในพื้นที่แม่วงก์ตอนบน โดยในระยะแรกจำเป็นต้อง ซ่อมแซมฝาย และประตูระบายน้ำที่ชำรุดในลุ่มน้ำย่อยคลองไทร และคลองหินดาด เพิ่มเติม โครงการชลประทานที่เป็นฝายและประตูระบายน้ำขนาดเล็กที่จำเป็น มีการขุดลอกตะกอนสม่ำเสมอ ปลูกหญ้าแฝก ริมน้ำเพื่อกันตะกอน โดยในระยะยาวควรมีการส่งเสริมการเปลี่ยนพืชไร่ เป็นเกษตรผสมผสาน สร้างประตูน้ำ เพื่อชะลอและลดปริมาณน้ำหลากที่เขาชนกัน ตลอดจนขุดลอกลำน้ำแม่วงก์จากแก่งเกาะใหญ่ ถึงเขาชนกันให้สามารถกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง สะสมน้ำจากลำน้ำในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่มีมาตลอดปี ทยอยปล่อยไปด้านแม่วงก์ตอนกลาง
2. พื้นที่แม่วงก์ตอนกลาง : ควรพัฒนาอ่างห้วยหินลับ (คลองแห้ง) ให้กักเก็บน้ำเพิ่มเติม และเติมน้ำเข้าสู่แม่วงก์ตลอดปี เพิ่มเติมฝาย เก็บกัก และยกระดับน้ำในลำห้วยแม่วงก์ ที่บ้านวังชุมพร และพื้นที่อื่นๆที่มีศักยภาพ ตามหลักวิศวกรรม รวมถึงการ ปรับปรุงระบบฝายเดิมที่บ้านท่าตาอยู่  ฝายไส้งู และวังซ่าน รวมถึงประตูน้ำคลองขุนลาดให้มี ประสิทธิภาพ สมบูรณ์  ขุดลอกลำห้วยแม่วงก์ และลำห้วยที่แยกจากแม่วงก์ทุกเส้นเพื่อเก็บน้ำไว้ในลำน้ำ พื้นที่นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาระบบการสูบน้ำใต้ดินด้วยไฟฟ้ามาเสริมในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก บริเวณบ้านวังชุมพรเพิ่มเติม ทั้งหมดจะสามารถชะลอน้ำในช่วงน้ำหลาก และกักเก็บน้ำ เพื่อทยอยแบ่งให้พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง และพื้นที่ลาดยาวต่อไป
3. พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง : คือ พื้นที่ที่รับน้ำมาเติมลำน้ำจากลำห้วยตะกวดที่มีต้นน้ำที่บ้านธารมะยม และห้วยน้ำหอม  ที่มีต้นน้ำจากบ้านเขา แม่กระทู้ ทางฝั่งตะวันตก และมีพื้นที่รับน้ำจากฝั่งเขาหลวง    มีศักยภาพ ในการจัดการต้นน้ำ ด้วยฝายชะลอน้ำ บนพื้นที่ภูเขา และพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ขอบเขามากมาย เพื่อกักเก็บ และเติมน้ำ ให้ที่ราบ ในช่วงฤดูแล้ง  นอกจากนี้ที่ราบกว้างใหญ่ของลุ่มน้ำแม่วงก์ตอนล่าง ( วังม้า ) นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาบ่อน้ำตื้น และการขุดบ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นา นอกจากนี้ในลำน้ำแม่วงก์ยังมีการสร้างฝายกักเก็บน้ำสามแห่ง ที่มี ประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว
4. พื้นที่รับประโยชน์จากโครงการเขื่อนแม่วงก์อำเภอลาดยาว และอำเภอเมือง  มีศักยภาพแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่ของลาดยาว คือ บึงหล่ม หนองอีเหนี่ยง คลองหินลับ-คลองยิ้มแย้ม รวมถึงอ่างเก็บน้ำ หลวงพ่อจ้อย ซึ่งยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาศักยภาพให้มากเท่าที่ควร หากสามารถศึกษาข้อมูล และฟื้นฟูให้เป็นแหล่งน้ำที่กระจายน้ำ  ไปกักเก็บในบ่อน้ำในที่ส่วนบุคลให้ทั่วถึงน่าจะสามารถแก้ไขปัญหา ภัยแล้งไปได้มาก โดยจะต้องกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงน้ำหลากของคลองม่วง และลุ่มน้ำ แม่วงก์ ที่ไหลแผ่ข้าม ลุ่มน้ำ   มาเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำให้ได้   โดยอาจพิจารณาดึงน้ำบางส่วนจากแม่น้ำปิงเข้ามาใช้ด้วย แต่จะต้องสร้าง ระบบกระจายน้ำขนาดเล็กและบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วทั้งพื้นที่ลาดยาวที่ขาดแคลนน้ำ จากแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้ง 4 แหล่ง
อนึ่ง ข้อเสนอข้างต้นเกิดจากการรวบรวมข้อมูล และมีการศึกษาวิเคราะห์ที่ชัดเจนทางวิชาการอยู่ก่อนแล้ว เราจึง ขอเรียกร้องให้  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)   คณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดย ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โปรดรับคำแถลงการณ์นี้ไว้พิจารณา
เราแนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ มิได้มีเจตนาที่จะคัดค้านหรือขัดขวางการกระทำใดที่จะก่อให้เกิดความเจริญ และความมั่นคงของชาติ  แต่เราของวิงวอนให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นธรรม มีเหตุผล และตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย  เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียใจในภายภาคหน้าจากการกระทำที่เร่งร้อน จนหลงลืมและละเลย ผลกระทบในเชิงลบต่อธรรมชาติที่จะตามมา  และการตัดสินใจเรื่องธรรมชาตินี้นั้น เป็นหนทางที่ ไม่อาจย้อนกลับมา หากก้าว ผิดพลาด และไม่อาจทำให้เป็นเหมือนเดิมได้อีก
เราขอ หากท่านได้ยินเสียงของสรรพสัตว์และธรรมชาติ คงเป็นเสียงของการวิงวอนว่าหากแม้ชีวิตของเขา บ้านของเขา และแหล่งอาหารของเขาจะต้องถูกทำลายลง ด้วยเหตุผลบางประการ ขอให้เราประชาชนทั้งหลายและผู้มีส่วนตัดสินใจ จงพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้านและรอบรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ นี่จึงเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่เหล่านิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้ใส่ใจในธรรมชาติ จะได้แสดงพลังของความห่วงใย ทั้งต่อชาวบ้าน สัตว์ป่า และป่าไม้ที่กำลังจะได้รับความเดือดร้อนจากรายงานดังกล่าว เพื่อรักษา เจตนารมณ์ของเราในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไปเพื่อประเทศ เพื่อธรรมชาติ เพื่อสัตว์ป่าและประชาชน...
แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ
16 พฤศจิกายน พ.ศ.2557
แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ (นนรธ.)
ประกอบด้วย
1. ชมรมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
3. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. ชมรมรักษ์ป่า รักษ์ธรรมชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ (ชมรม ๓ รักษ์) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
5. กลุ่มยุวชนธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน (LYTP)
6. กลุ่มเสรีนนทรี ม.เกษตรศาสตร์
7. ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
8. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์
9. กลุ่มนิสิตจุฬาฯคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
10. กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา
11. กลุ่มนิสิตคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ มหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน
12. ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยบูรพา
13. กลุ่มหยดน้ำ ม.รังสิต
- ชมรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ชมรมสังคมธรรมาธิปไตย
- ชมรมทักษิณสัมพันธ์
- ชมรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
นนรธแถลงการณ์แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ ฉบับที่ 1/2557 'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์' เรื่อง คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
 

ขอเสนอให้เร่งดำเนินการปฏิรูปการพิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF

ปฏิรูป