มหัศจรรย์ป่าชุมชน...รอบผืนป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF
ป่าชุมชน
 

'300' เสียงสะท้อนเล็กๆ ที่ดังไปไกลไม่พอ

อีเมล พิมพ์ PDF
ในช่วงวันหยุดยาวเนื่อง นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มายังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ และอากาศหนาวเย็นบนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งมีความสูงกว่า 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นการทดสอบทั้งกำลังกาย และกำลังใจไปในเวลาเดียวกัน
ตามตำนานเล่าว่าภูกระดึงถูกค้นพบโดยนายพรานผู้หนึ่งที่ขึ้นตามรอยกระทิงขึ้นไปบนเขา เมื่อขึ้นถึงยอดเขาจึงได้พบกับสภาพธรรมชาติอันตระการตา คือที่ราบซึ่งเป็นทุ่งหญ้าป่าสนอันกว้างใหญ่ไพศาล ในสมัยก่อนนั้นภูกระดึงเป็นที่รู้จักกันในเฉพาะคนในท้องถิ่น โดยคำว่าภูกระดึงมาจากตำนานที่ว่าในทุกวันโกนหรือวันพระชาวบ้านที่บ้านศรีฐานจะได้ยินเสียงระฆังที่ดังแววมาจากยอดภู ซึ่ง "กระดึง" มาจากคำว่า "กระดิ่ง" ในภาษาพื้นบ้านจังหวัดเลยที่แปลว่าระฆังใหญ่ และ "ภู" ก็มาจากคำว่า "ภูเขา" จนเป็นที่มาของชื่อภูกระดึง จวบจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวงใหญ่สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรธานีในสมัยนั้น ทรงทำรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย ว่าพบภูเขาลูกหนึ่ง มีลักษณะพิเศษสวยงามมาก มียอดแบนราบ แปลกกว่าเขาลูกอื่นๆ ภูกระดึงจึงเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากยิ่งขึ้น ต่อมาในปี 2486 รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้ป่าภูกระดึงเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จากภูกระดึงก็ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในวันที่ 7 ตุลาคม 2502  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติอันมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษไว้สำหรับเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา ค้นคว้าวิจัยและเพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ต่อจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (สารคดี, 2542)
บนเส้นทางกว่า 9 กิโลเมตรกับสัมภาระอีกหลายสิบกิโลกรัมอาจจะกลายเป็นสิ่งบั่นทอนกำลังใจ แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่แลกแรงกายแบกข้าวของเหล่านั้นกับค่าตอบแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับเพียง 15 บาท ต่อกิโลกรัม ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น 30 บาทต่อกิโลกรัมเช่นในปัจจุบันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นสู่ยอดหลังแปได้แบบไม่ลำบากนัก
'ทวี' ลูกหาบวัย 51 ปี ทำหน้าที่ลูกหาบเป็นอาชีพรองจากการทำไร่ทำนามากว่า 20 ปี ชายวัยกลางคนเล่าว่า เมื่อเริ่มฤดูกาลทำนาภูกระดึงจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น เขาก็พักหน้าที่การหาบของขึ้นภูกระดึงมาเริ่มทำนา ประจวบเหมาะกับเมื่อฤดูกาลทำนาสิ้นสุดลงภูกระดึงก็เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นเขาจึงกลับมาทำงานลูกหาบอีกครั้ง
"เหนื่อยครับ ผมแบกมา 20 กว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเราบางเนอะถ้าเราแก่ตัวไปมากกว่านี้ ทั้งหลัง ทั้งขา ทั้งไหล่ แบกทีก็ 50-70 กิโลฯ ก็กลัวอยู่เหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ มันต้องทำเพื่อส่งลูกเรียน อาชีพหลักของผมคือทำนา พออุทยานปิดไม่ให้ขึ้น พวกผมก็ไปทำนา พอเปิดให้คนขึ้นก็หมดหน้าทำนาพอดี ก็มารับจ้างแบกของส่งลูกเรียน"
ดูเหมือนรายได้หลักจากการทำนาจะไม่เพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว และส่งเสียลูกทั้ง 3 คน เรียนหนังสือ ทำให้ทวีไม่มีทางเลือกมากนัก ซึ่งทวีเล่าถึงชีวิตการเป็นลูกหาบของเขาในแต่ละวันให้ฟังว่า
"ลูกหาบที่นี่มี 300 คนพอดีครับ ลูกหาบทุกคนจะได้รับการลงทะเบียนพร้อมหมายเลขประจำตัว ที่ทางอุทยานจะออกให้ในตอนที่มาสมัครลูกหาบตอนแรก และในแต่ละวันก็จะเรียกคิวไว้ สมมุตวันนี้เรียกหมายเลข 1-10 ผมหมายเลข 11 ก็ไม่ต้องมา รอมาวันพรุ่งนี้ถึงจะเป็นคิวเบอร์ 11 -20 ไม่ได้มาหาบทุกวันครับ แต่ครั้งหนึ่งก็ได้เฉลี่ย 1500 - 2000 บาท บางวันแบกขึ้นอย่างเดียวแล้วก็เดินลงตัวเปล่า หรือบางวันแบกขึ้นและรอหาบลงมาข้างล่างด้วย หรือบางคนขึ้นตัวเปล่า รอหาบลงมาและนั่งพักถ้าสัมภาระเหลือเยอะก็ช่วยๆกันแบ่งๆกัน และหาบขึ้นไปอีกรอบก็มีครับ แบบนี้เหนื่อยแต่ก็จะได้เยอะหน่อย เฉลี่ยใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมงครึ่งประมาณนี้ครับ เดินไปด้วย พักไปด้วย"
แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากนักแต่ดูเหมือนว่าหากไม่มีรายได้ส่วนนี้จะทำให้ทวีหรือลูกหาบคนอื่นๆ ดำเนินชีวิตได้ลำบากขึ้นไม่น้อย ขณะเดียวกัน มีลูกหาบบางคนมีรายได้จากการหาบของขึ้งภูกระดึงเพียงอย่างเดียว ขณะที่ใช้เวลาว่างจากการไม่ถูกเรียกคิวในการรับจ้างทั่วไป
คำถามที่ตามมาคือ หากมีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของลูกหาบเหล่านี้ จริงอยู่ว่าบางคนใช้อาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม แต่ในทางตรงกันข้าม การเป็นลูกหาบคือความหวังหลักเพียงอย่างเดียวในการหารายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว
"สำหรับผมนะ ผมยังไงก็ได้" ทวีบอก "แต่ถ้าเลือกได้ ผมขอเลือกธรรมชาติดีกว่า มาภูกระดึงก็ต้องมาเดินสิ ทุกวันนี้สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนในไทยรถมันก็เข้าถึงได้หมดแล้ว จะเหลืออีกกี่ที่กันที่ยังต้องอาศัยการเดินอยู่ มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของภูกระดึงนะผมว่า ถ้าเกิดมีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นมาจริงๆ พวกผมก็ไม่รู้อนาคตตัวเองเหมือนกัน"
"บางคนเขาก็อยากได้กระเช้านะ อย่างชาวบ้านเนี่ย เขาแย่งกันเลยนะ ว่าให้เอาจุดขึ้นกระเช้าลอยฟ้ามาลงในหมู่บ้านของเขา เพราะพวกเขาเชื่อว่า กระเช้าเข้าที่ไหน ความเจริญก็จะเข้าที่นั่น คนอยากทำก็พวกนายทุนนี่แหละ ชาวบ้านเขาก็คิดว่า ถ้ามีกระเช้า เขาก็จะขายที่ได้แพง ได้ราคาเป็นล้าน อะไรแบบนั้น แต่เขาไม่ได้คิดนะว่ามีคนซื้อที่เราไปจะเอาไปทำอะไร ในการประชุมในหมู่บ้านเรื่องกระเช้า เขาก็ไม่ได้พูดถึงข้อเสีย หรือพูดไปก็ไม่มีใครฟังก็ไม่รู้ ผมอยากให้คนที่เกี่ยวข้องมาพูดถึงสิ่งที่มันกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่รู้ชาวบ้านเขาจะฟังกันไหม"
"ถ้าถามผม... รวมถึงลูกหาบคนอื่นๆ ผมเลือกธรรมชาติมากกว่า และผมเชื่อว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งในอำเภอภูกระดึงก็คิดเหมือนผม ถ้าเขารู้ถึงผลกระทบที่มันจะตามมาภายหลังเกิดโครงการขึ้นแต่ยังไมมีใครมาพูดให้เขาฟัง และลูกหาบแค่ 300 คน เสียงเล็กๆอย่างพวกผมจะไปสู้อะไรกับคนที่เขาอยากได้กระเช้าลอยฟ้าได้ละครับ"
ภูกระดึงในช่วงวันหยุดยาวเนื่อง นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มายังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ และอากาศหนาวเย็นบนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งมีความสูงกว่า 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นการทดสอบทั้งกำลังกาย และกำลังใจไปในเวลาเดียวกัน
 

ชาวบ้านปากมูนบุกศาลากลางอุบล ติดตามความคืบหน้า อีกครั้ง

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้านปากมูน จำนวน 23  คนได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการประสานงานของผู้ว่าอุบลฯกับ มล.ปนัดดา ดิศกุล (รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ชาวบ้านปากมูลได้มายื่นหนังสือถึง รมต.ปนัดดา ผ่านผู้ว่าอุบลฯ ในเรื่องการขอเปิดเจรจาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และจากครั้งนั้น เวลาได้ล่วงเลยผ่านมา กว่าเดือนเศษแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวบ้านจึงต้องเดินทางมาพบผู้ว่าฯ ในครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ระบุว่า ที่บริเวณหน้าห้องทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด (นายเสริม ไชยณรงค์) มีเจ้าหน้าที่ของจังหวัดอุบลมาแจ้งชาวบ้านว่าผู้ว่าไม่อยู่ติดราชการข้างนอกโดยขอให้บอกชาวบ้านไปยื่นเรื่องไว้ที่ศูนย์ดำรงธรรม แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ได้แค่มายื่นหนังสือ แต่เป็นการมาตามหนังสือจากที่ได้มายื่นไว้ในครั้งที่แล้ว และขอพบผู้มีอำนาจสูงสุดในจังหวัดอุบลฯ ขณะนั้นชาวบ้านนั่งรออยู่บริเวณระเบียงเยื้องกับห้องผู้ว่าฯ
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที เจ้าหน้าที่คนเดิมได้มาแจ้งชาวบ้านว่าให้ไปรอในห้องประชุมจะมีรองผู้ว่าฯ มารับหนังสือและเจรจากับชาวบ้าน ชาวบ้านหลงเชื่อจึงพากันเข้าไปรอในห้องประชุม ขณะที่ชาวบ้านกำลังทยอยเข้าห้องประชุม ซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานผู้ว่าฯ ช่วงเดียวกันนั้นนายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯ ก็ได้เดินออกจากห้องทำงานมุ่งหน้าตรงไปที่ลิฟท์ ซึ่งชาวบ้านบางคนจำหน้าผู้ว่าฯ ได้จึงร้องบอกเพื่อนว่า ผู้ว่าอยู่ศาลากลางกำลังจะหนี ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็กรูกันไปดักผู้ว่าที่หน้าลิฟท์ ในส่วนผู้ว่าฯ และผู้ติดตามก็มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย
จากนั้นชาวบ้านได้ขอร้องให้ผู้ว่าได้เข้าไปในห้องพูดคุยกับพวกเขาก่อนที่จะเดินทางไปข้างนอกส่วนผู้ว่าฯ ยืนกรานว่าติดภารกิจข้างนอกไม่สามารถมาพูดคุยด้วยได้ การพูดคุยกินเวลา 3 นาที จากนั้นผู้ติดตามก็กันชาวบ้านออกและผู้ว่าก็ลงลิฟท์จากชาวบ้านไป
ชาวบ้านที่ดักพบผู้ว่าจึงเข้าไปสมทบกับคนที่อยู่ในห้อง และทั้งหมดก็มานั่งรอที่พื้นหน้าห้องผู้ว่าฯ
ขณะที่ชาวบ้านนั่งรอหน้าห้องผู้ว่า ได้สักพักก็มีตำรวจชั้นสัญญาบัตร พูดคุยกับชาวบ้านให้ออกจากหน้าห้องผู้ว่าฯ แต่ชาวบ้านไม่ยอม และได้บอกกับนายตำรวจว่า ให้ประสานกับผู้ที่มีอำนาจในจังหวัดอุบลฯ มาพูดคุยกับพวกเขา ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่คนเดิมก็ได้มาบอกชาวบ้านว่ารองผู้ว่าราชการ นายคันฉัตร จะเป็นตัวแทนผู้ว่ามาพูดคุยเป็นตัวแทนชาวบ้าน และขอให้ชาวบ้านเข้าไปรอในห้องประชุม แต่ชาวบ้านไม่ยอมลุกออกจากหน้าห้องผู้ว่า โดยตอบกลับกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า เราจะรอจนกว่ารองผู้ว่าจะมา ถ้ารองผู้ว่าฯ มาเราก็พร้อมจะลุกไปร่วมประชุมด้วย กระทั่งเวลา 11.50 น.นายคันฉัตร ตันเสถียร รองผู้ว่าฯ อุบลฯ ก็ได้เดินทางมาพบชาวบ้านและเชิญชาวบ้านเข้าห้องประชุม ชาวบ้านจึงเดินตามเข้าไปเพื่อเจรจา
ตัวแทนชาวบ้านได้สอบถามความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลว่าขณะนี้เวลาผ่านมาเดือนเศษแล้วทางรัฐบาลได้ตอบกลับมาว่าอย่างไรบ้าง ด้านนายนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่าทางจังหวัดได้ทำตามสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องแล้ว แต่ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้ตอบกลับมาแต่อย่างใด
ชาวบ้านได้สอบถามว่านอกจากส่งหนังสือแล้วได้มีการติดตามประสานงานอะไรบ้างหรือไม่ ทำไมไม่มีการส่งข่าวให้เราทราบบ้างเลย หรือว่าทางจังหวัดไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา ไม่ใส่ในในการติดตามปัญหาให้พวกเราเลย ด้านนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่า รัฐบาลมีอำนาจมากกว่าจังหวัด จังหวัดไม่กล้าเร่งติดตามเพราะจังหวัดเป็นผู้น้อย แต่ยืนยันว่าทางจังหวัดมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง แต่ไม่มีอำนาจจึงทำได้แค่บุรุษไปรษณีย์  ชาวบ้านปากมูนจึงถามกลับไปว่า แสดงว่าทางจังหวัดต้องการให้ชาวบ้านลงไปติดตามปัญหาด้วยตัวเองใช่หรือไม่ นายคันฉัตร ตันเสถียร บอกว่า ไม่เป็นไรที่ผ่านมาก็ให้มันแล้วไป ต่อไปจังหวัดจะประสานงานให้เป็นระยะๆ และมีผลอย่างไรจะแจ้งให้ทราบเป็นช่วงๆ ไม่ต้องลงไปที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านถามกลับไปว่า แล้วทางจังหวัดจะมีคำตอบได้เมื่อไหร่ ด้านนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่า จะแจ้งผลความคืบหน้าภายใน 15 วัน ว่ามีผลเป็นอย่างไรบ้างการเจรจาตกลงกันว่า ทางจังหวัดจะประสานงานให้ภายใน 15 วัน
จากนั้นชาวบ้านปากมูน ได้แจ้งต่อรองผู้ว่าฯ วันนี้ที่พวกตนมามีความต้องการสองเรื่อง  เรื่องแรกคือการติดตามปัญหา ส่วนเรื่องที่สองคือพวกเราทราบว่าขณะนี้รัฐบาล สปป.ลาว กำลังจะมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งเขื่อนดังกล่าวจะมีผลต่อชนิดพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงเป็นอย่างมากซึ่งประชาชน ชาวไทยหลายจังหวัดในน้ำโขง รวมทั้งน้ำสาขาของน้ำโขง ที่มีอาชีพจับปลา จะมีผลกระทบเป็นจำนวนมาก พวกเราจึงอยากให้รัฐบาลไทย คัดค้านรบ.ลาว โดยพวกเราจะได้ยืนหนังสือถึงนายกฯ ผ่านทางจังหวัด
ด้านนายคันฉัตร ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งมีผลกระทบวงกว้างต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมาก จังหวัดอุบลฯ ยินดีที่จะประสานงานแจ้งความต้องการของพี่น้องไปยังนายกฯ เพื่อให้รับรู้ความต้องการของประชาชน และตนขอขอบคุณพี่น้องปากมูน ที่สนในปัญหาพี่น้องประชาชนคนไทย จังหวัดจะส่งหนังสือทั้งสองฉบับไปยังรัฐบาลในวันนี้เลย
การเจรจาสิ้นสุดลงเมื่อเวลา 12.30 น.ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือทั้งสองฉบับ ต่อ นายคันฉัตร ตันเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นก็เดินทางกลับภูมิลำเนา นายคันฉัตร ตันเสถียร
ที่มา ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านปากมูน
ปากมูนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้านปากมูน จำนวน 23  คนได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการประสานงานของผู้ว่าอุบลฯกับ มล.ปนัดดา ดิศกุล (รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ชาวบ้านปากมูลได้มายื่นหนังสือถึง รมต.ปนัดดา ผ่านผู้ว่าอุบลฯ ในเรื่องการขอเปิดเจรจาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และจากครั้งนั้น เวลาได้ล่วงเลยผ่านมา กว่าเดือนเศษแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวบ้านจึงต้องเดินทางมาพบผู้ว่าฯ ในครั้งนี้
 

โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่คำตอบ

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Press Briefing ในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาดและวิกฤตโลกร้อน – เส้นทางสู่ความมั่นคงของพลังงานไทย” ที่สตูดิโอมาดี เอกมัยซอย 4 กรุงเทพมหานคร
การบริหาจัดการพลังงานที่ดี หยุดโรงงานถ่านหิน
นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ จากโครงการจับตาพลังงาน ได้บรรยายถึงประเด็นนี้ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่มีการกล่าวอ้างว่าประเทศไทยมีการใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติมากเกินไป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ และโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยพยุงราคาค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งเมื่อลองคำนวนค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือนเทียบกับการมีหรือไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้านั้นผลลัพท์ที่ได้ไม่แตกต่างกันมากนัก
อีกทั้งหากไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังคงมีพลังงานในรูปแบบอื่น ที่เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ  เพราะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าที่มากพอ แต่ปัญหาคือยังขาดการบริหารการจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ดีเท่านั้น อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อคนในพื้นที่ยกตัวอย่างโรงงานถ่านหินแม่เมาะ รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อาจจะส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ทซึ่งสวนทางกับเป้าหมายที่ประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซ 7 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2020 อีกด้วย โรงงานถ่านหินจึงอาจไม่ใช่คำตอบของ “ความมั่นคงของพลังงาน” แต่อาจจะเป็นวาระซ่อนเร้นในรูปแบบ “ธุรกิจพลังงาน”
พลังงานถ่านหินสะอาด
นางสาวฝ้ายคำ หาญณรงค์ ผู้ประสานงานคณะโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้บรรยายถึงในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาด” คือถ่านหินที่มีมลพิษน้อย ใช้เทคโนโลยีเผาไหม้และกำจัดมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ที่สำคัญจะต้องปล่อยคาร์บอนฯ ให้น้อยลง โดยเน้นไปที่การดักจับคาร์บอนฯ ที่โรงไฟฟ้า เพื่อไม่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ หรือที่เรียกว่า Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินสะอาดในประเทศไทยที่ได้กล่าวอ้าง จึงอาจจะไม่สามารถทำได้จริง
อีกทั้งการลดภาวะโลกร้อนตามพื้นฐานที่ง่ายที่สุด คือการลดการเผาไหม้เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และหันไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างอื่น ซึ่งเป็นวิธีตรงกันข้ามกับการสร้างโรงงานถ่านหิน จึงน่าคิดต่อไปว่าทุกวันนี้เราผลิตพลังงานเพื่ออนาคตของใคร
โลกร้อนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Press Briefing ในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาดและวิกฤตโลกร้อน – เส้นทางสู่ความมั่นคงของพลังงานไทย” ที่สตูดิโอมาดี เอกมัยซอย 4 กรุงเทพมหานคร
 

ลดโลกร้อน ช่วยอังกฤษประหยัด 85 พันล้านปอนด์

อีเมล พิมพ์ PDF
ลดโลกร้อน ช่วยอังกฤษประหยัด 85 พันล้านปอนด์
จากการศึกษาพบว่า ประเทศอังกฤษจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ 85 พันล้านปอนด์ หรือราว 400,000 ล้านบาทต่อปีหากสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานทดแทน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ตัวเลขการประหยัดงบประมาณดังกล่าวมาจากคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางด้านสุขภาพของมนุษย์ การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า ลดมลภาวะทางเสียง ผลประโยชน์จากสัตว์ป่า คุณภาพน้ำที่ดีขึ้น ขยะที่น้อยลง การจราจรติดขัดและปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดลง ตามที่ระบุไว้ในรายงานโดยที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม Ricardo AEA ซึ่งตีพิมพ์คู่กับงบประมาณด้านคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศอังกฤษ โดยคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีให้คงไว้ซึ่งแผนการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกครึ่งหนึ่งภายในกลางคริสตทศวรรษที่ 2020
การศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐบาล โดยเปรียบเทียบทางเลือกระหว่างให้ประชาชนเดินทางโดยเท้าหรือจักรยาน กับการเดินทางโดยรถยนต์ หรือการเปลี่ยนการใช้รถยนต์ทั่วไปมาเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า หรือรถยนต์ประเภทไฮบริด
มูลค่าผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพจากการเดินทางด้วยเท้าและจักรยานที่เพิ่มขึ้น ประมาณการณ์ว่าสูงถึง 2.3 พันล้านปอนด์ หรือราว 100,000 ล้านบาทต่อปีและผลประโยชน์ที่เกิดจากการจราจรที่ติดขัดน้อยลงราว 8.4 พันล้านปอนด์ต่อปี และเสียงรบกวนที่ลดลงราว 1 พันล้านปอนด์ต่อปีนอกจากนี้ การควบคุมความเร็วบนท้องถนน นอกจากจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยในการลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอีกด้ย
ตัวเลขผลประโยชน์ที่ค่อนข้างสูงจากการลดการจราจรที่ติดขัด แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในการดำเนินนโยบายควรใส่ใจในทางเลือกการเดินทางที่ดีขึ้น และควรเพิ่มระดับการลงทุนในการขนส่งทางเลือก โดยสามารถเพิ่มผลประโยชน์ให้สูงที่สุดได้โดยการมุ่งเน้นนโยบายเพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เช่น การก่อสร้างเส้นทางจักรยานที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาการจราจร นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน
นอกจากนี้ มาตรการเช่นลดความเร็วของเรือและเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางโดยอากาศยาน นอกจากจะช่วยลดมลภาวะทางเสียงแล้ว ยังช่วยลดอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก ซึ่งช่วยในการลดปัญหามลภาวะทางอากาศในบริเวณท่าเรือและท่าอากาศยาน เช่นท่าอากาศยานฮีทโธรว์ (Heathrow) ที่สายการบินส่วนใหญ่มักจะละเมิดข้อกำหนดเรื่องปริมาณไนโตรเจน
สัดส่วนผลประโยชน์จากการจัดการระบบขนส่งทางเรือนั้นค่อนข้างสูง เนื่องจากน้ำมันที่ใช้เดินทางทางน้ำมีส่วนผสมของซัลเฟอร์ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก
ผลประโยชน์อีกด้านหนึ่งมาจากการลดปริมาณความร้อนที่ใช้ในบ้าน รวมถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าในชนบทโดยการใช้มูลสัตว์หรือชีวมวล และ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากน้ำมัน จะช่วยในการเพิ่มคุณภาพน้ำและอากาศมหาศาล
นอกจากผลประโยชน์ทางการเงิน การลดการใช้พลังงานฟอสซิลยังเพิ่มการสนับสนุนจากสาธารณชนในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เนื่องจากผลประโยชน์จากการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมักจะปรากฎในรูปแบบของคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นในระดับท้องถิ่น ขณะที่ผลประโยชน์จากการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจปรากฎในระยะยาว และในพื้นที่ที่ห่างไกล ทำให้ยากต่อการแสดงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เนื่องจากอาจยังไม่ครอบคลุมต้นทุนบางประการจากการเปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานทดแทน เช่นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์จากการใช้กังหันลมหรือแผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเทคโนโลยีในการจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือความเสี่ยงด้านพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งผลกระทบด้านพลังงานจากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ถอดความจาก Carbon targets can help UK 'save £85bn a year'เข้าถึงได้ที่
http://www.theguardian.com/environment/2013/dec/11/uk-carbon-targets-benefits
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ลดโลกร้อนจากการศึกษาพบว่า ประเทศอังกฤษจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ 85 พันล้านปอนด์ หรือราว 400,000 ล้านบาทต่อปีหากสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานทดแทน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
 

UN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง - เรียกร้องที่ดิน

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์โดยโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
กรณีประเทศไทย/นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
9 ธันวาคม 2557
UN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง จ.นครศรีธรรมราช-ยิงแกนนำเรียกร้องที่ดิน จ.กระบี่ พบนักต่อสู้ไทยเสียชีวิต/หายกว่า 35 คน
นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนสองคนที่ทำงานประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในภาคใต้ของประเทศได้ถูกสังหารในระยะเวลาห่างกันเพียงสี่วัน
ทั้งสองคนมีบทบาทในการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่โดยบริษัทเอกชนในพื้นที่ว่าได้ดำเนินงานอย่างถูกกฎหมายหรือไม่
นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินในประเทศไทยและโดยเฉพาะในภาคใต้ตกเป็นเหยื่อจากการถูกข่มขู่ ก่อกวน และความรุนแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและความจำเป็นที่ทางการจะต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการสร้างความปลอดภัยและความคุ้มครองให้กับพวกเขา
ในกรณีล่าสุด ในวันที่ 30 พฤศจิกายน นายพิธาน ทองพนังถูกยิงเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนจำนวนเก้านัดในจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายพิธานมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านโครงการเหมืองในอำเภอนพพิตำ เขายังเป็นโจทก์หลักในคดีที่ศาลปกครองได้สั่งให้บริษัทที่เกี่ยวข้องยุติการดำเนินกิจการเหมืองชั่วคราว
นายพิธานถูกยิงขณะที่เขากำลังเดินทางไปพบชาวบ้านเพื่อรวบรวมเงินสนับสนุนเพื่อใช้สำหรับการขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย
สี่วันหลังจากนั้น ในวันที่ 3 ธันวาคม นายสมสุข เกาะกลางได้ถูกยิงเสียชีวิตในสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดกระบี่ระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปพบกับชาวบ้านในชุมชน
นายสมสุขเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ในการตรวจสอบว่าสวนปาล์มน้ำมันได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มการสอบสวนคดีทั้งสองคดีนี้แล้ว
ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 35 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินและสิทธิชุมชนได้เป็นเหยื่อในการถูกสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมและการถูกบังคับให้สูญหาย
ในคดีส่วนใหญ่ บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ในสถานการณ์ที่ความยุติธรรมและความรับผิดชอบขาดหายไป
ผู้กระทำผิดมีความกล้ามากขึ้นในขณะที่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนต้องทำงานในสภาวะแห่งความกลัวและความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย
ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติขอเรียกร้องในเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบคดีการสังหารและการบังคับสูญหายที่เกี่ยวข้องกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างละเอียด ฉับพลัน และเป็นอิสระ
เรายังเรียกร้องให้ทางการไทยมีมาตรการในการคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
ชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่พึ่งพาอาศัยนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่มีความกล้าหาญในการเป็นปากเสียงและคุ้มครองสิทธิของชุมชน
เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับประกันความปลอดภัยให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและชุมชนที่พวกเขาทำงานอยู่เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแสดงความคิดเห็นและรวมตัวกันอย่างเป็นอิสระโดยปราศจากความกลัวในการถูกประหัตประหาร
สหประชาชาติUN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง จ.นครศรีธรรมราช-ยิงแกนนำเรียกร้องที่ดิน จ.กระบี่ พบนักต่อสู้ไทยเสียชีวิต/หายกว่า 35 คน

แถลงการณ์โดยโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
กรณีประเทศไทย/นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
9 ธันวาคม 2557
 

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ 4 อัตรา

อีเมล พิมพ์ PDF
เจ้าหน้าที่โครงการการตลาดและส่งเสริมการขาย ตำแหน่ง 2 อัตรา
ความรับผิดชอบหลัก :รับผิดชอบงานด้านการบริการการตลาดและส่งเสริมการขายของมูลนิธิเพื่อเพิ่มยอดในการระดมทุน และมีความสามารถในการประชาสัมพันธ์สินค้าทำงานเป็นทีมเพื่อบรรลุเป้าหมายของมูลนิธิและสามารถออกทำการตลาดในรูปแบบของ Event Marketing Activity ต่างๆได้
เงินเดือน ขึ้นกับคุณสมบัติและประสบการณ์และตามโครงสร้างเงินเดือนองค์กร
คุณสมบัติ
- เพศ ชาย / หญิง อายุระหว่าง 20 – 28 ปี(ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่)
- การศึกษา ( ปวช. ปวส. และนักศึกษาที่ต้องการทำงานระหว่างเรียน )
- มีความสามารถในการริเริ่มติดต่อประสานงานกับลูกค้าระดับต่างๆ
- มีทักษะในการนำเสนองานเพื่อให้เกิดการขาย
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานกับคนที่มีพื้นฐานและความคิดที่แตกต่างหลากหลายได้
- มีประสบการณ์ด้านการวางแผนและการจัดการงานระดมสมาชิก
- มีประสบการณ์ด้านการดูแลงานลูกค้าสัมพันธ์และการตลาดจะพิจารณาเป็นพิเศษ
- สามารถขับรถได้ มีใบขับขี่ (จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- สามารถทำงานนอกเวลาได้
- สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วัน หรือทำงานวันหยุดได้
- สามารถเริ่มงานได้ทันที
เจ้าหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์
ความรับผิดชอบหลัก :มีความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบต่างๆ เช่น ออกแบบเสื้อ บรรจุภัณฑ์สมุนไพร และอื่นๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักซึ่งเป็นการเผยแพร่งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และงานอื่นๆตามความเหมาะสมและได้รับมอบหมาย
คุณสมบัติ
- เพศ ชาย / หญิง อายุระหว่าง 20 – 28 ปี(ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่)
- การศึกษา ปวส.หรือปริญญาตรี(สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์พิจารณาเป็นพิเศษ)
- มีความถนัดในการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์
- มีความคิดสร้างสรรค์
- สามารถวางแผนการตลาดเพื่อเน้นการประชาสัมพันธ์องค์กร
-รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การตลาด
- ติดต่อประสานงานกับองค์กรภายนอก และฝ่ายต่างๆในองค์กรได้
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานกับคนที่มีพื้นฐานและความคิดที่แตกต่างหลากหลายได้
- สามารถขับรถได้ มีใบขับขี่
- สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้หรือทำงานวันหยุดได้
- สามารถเริ่มงานได้ทันที
เจ้าหน้าที่โครงการระดมทุน 1 อัตรา
ความรับผิดชอบหลัก :รวบรวมข้อมูล และจัดทำแผนงานระดมทุน, จัดทำเอกสารและสรุปการประชุมงานระดมทุน, ติดต่อประสานงานภายในองค์กรและนอกองค์กร, ออกบูธประชาสัมพันธ์, จัดกิจกรรมหรือจัดงาน EVENT ประชาสัมพันธ์ระหว่างมูลนิธิฯ กับองค์กรเอกชนต่างๆ และอื่นๆตามความเหมาะสมและได้รับมอบหมาย
เงินเดือน ขั้นต่ำ 10,000 บาท
คุณสมบัติ
- เพศ ชาย / หญิง อายุระหว่าง 20 – 28 ปี(ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่)
- การศึกษา ปวส. หรือปริญญาตรี(สาขาการตลาดรับพิจารณาเป็นพิเศษ)
- สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsorf Office ได้ดี
- สามารถเขียนโครงการ และรับผิดชอบโครงการได้เป็นอย่างดี
- สามารถวางแผนการตลาดได้
- รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การตลาด
- ติดต่อประสานงานกับองค์กรภายนอก และฝ่ายต่างๆในองค์กรได้เป็นอย่างดี
- มีประสบการณ์ด้านการจัดกิจกรรม หรืองาน Event
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานกับคนที่มีพื้นฐานและความคิดที่แตกต่างหลากหลายได้- สามารถขับรถได้ มีใบขับขี่ (จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้หรือทำงานวันหยุดได้
- สามารถเริ่มงานได้ทันที
เจ้าหน้าที่โครงการสื่อสารงานอนุรักษ์ 1 อัตรา
ความรับผิดชอบหลัก :รับผิดชอบติดต่อการประสานงานภายในองค์กร และนอกองค์กร การจัดเก็บข้อมูล รับโทรศัพท์รับ-ส่งหนังสือเข้าออก สามารถสร้างกระบวนการจิตอาสาได้ และอื่นๆตามความเหมาะสมตามที่ได้รับมอบหมาย
เงินเดือน ขั้นต่ำ 10,000 บาท
คุณสมบัติ
- เพศ ชาย / หญิง อายุระหว่าง 20 – 28 ปี(ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่)
- การศึกษา ปวส. หรือปริญญาตรี- มีความสามารถในการริเริ่มติดต่อประสานงานกับภายในองค์กร และนอกองค์กร
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานกับคนที่มีพื้นฐานและความคิดที่แตกต่างหลากหลายได้- มีทักษะประสบการณ์ด้านการวางแผนและการทำกิจกรรม(จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- มีทักษะการบริหารจัดการงบประมาณ
- สามารถขับรถได้ มีใบขับขี่ (จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- สามารถทำงานนอกเวลาได้
- สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วัน หรือทำงานวันหยุดได้
- สามารถเริ่มงานได้ทันที
เจ้าหน้าที่วิชาการ 1 อัตรา
ความรับผิดชอบหลัก :รับผิดชอบติดต่อการประสานงานภายในองค์กร และนอกองค์กร จัดทำเอกสารวิชาการ และงานตามที่ได้รับมอบหมาย
คุณสมบัติ
- เพศ ชาย / หญิง อายุระหว่าง 20 – 28 ปี
- จบปริญญาตรี – ปริญญาโท(คณะวนศาสตร์ ,ชีววิทยา ,สิ่งแวดล้อม จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- มีความสามารถในการติดต่อประสานงานกับภายในองค์กร และนอกองค์กร
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานกับคนที่มีพื้นฐานและความคิดที่แตกต่างหลากหลายได้
-มีทักษะการสื่อสารที่ดี เคารพและให้เกียรติผู้อื่น
- มีทักษะประสบการณ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
-ให้ความสำคัญและมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพและคุณภาพด้านความเป็นมนุษย์
-สามารถขับรถได้ มีใบขับขี่(จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- สามารถทำงานนอกเวลาได้
- สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วัน หรือทำงานวันหยุดได้
- สามารถเริ่มงานได้ทันที
เอกสารประกอบการสมัครงาน
- เอกสารแนะนำตนเอง
- รูปถ่าย 1 นิ้ว
- สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาวุฒิการศึกษา
- สำเนาใบผ่านการอบรม หรือ การผ่านงาน
ส่งเอกสารการสมัครมาที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน