เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 มีการจัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม โดยในงานมีผู้ร่วมสัมมนาจากหลายฝ่ายทั้งภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรมและฝ่ายตุลาการ เพื่อร่วมกันระดมความคิดในการพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมของไทยให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำมาใช้ได้กับทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ในประเทศไทยเอง สถิติคดีความเกี่ยวกับป่าไม้และที่ดิน พ.ศ.2548 และ พ.ศ.2550 มีคดีขึ้นสู่ศาลในข้อหาราษฎรบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในสองปีนี้มีตัวเลขรวมกันมากถึง 2,125 คดี และข้อหาบุกรุกที่อุทยานแห่งชาติอีก 194 คดี ด้วยตัวเลขสถิติดังกล่าวนี้เอง ภาคประชาสังคมจึงอยากให้ศาลมองเรื่องราวของป่าไม้ที่ดินว่ามีรากเหง้าของปัญหามาอย่างยาวนาน วันนี้เมื่อประชาชนร้องทุกข์กับองค์กรอิสระอื่นๆ องค์กรอิสระเองสามารถที่ปกป้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นเพื่อลดคดีความไปสู่ศาลได้หรือไม่ ทำอย่างไรที่จะทำให้รายงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีการรื้อค้นประวัติความเป็นมาและประวัติศาสตร์ของพื้นที่เข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม มีหลายเรื่องที่กฎหมาย การพิจารณาคดี เกิดความไม่ยุติธรรม จะทำอย่างไรให้รายงานที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำการสืบค้นข้อมูลความเป็นมาเข้าสู่กระบวนการที่รัฐรับฟัง เข้าสู่กระบวนการที่สภาฟังและกระบวนการสุดท้ายคือศาล มีกฎหมายที่มีส่วนร่วมกันและมีความชัดเจน ภาคประชาสังคมจึงเสนอในเวทีนี้ว่า ในกรณีที่มีคดีความเกิดขึ้นจึงอยากให้ศาลค้นรากเหง้า สืบประวัติความเป็นมาเพื่อเป็นข้อเท็จจริงประกอบในการพิจารณาคดี
ภาคอุตสาหกรรมเองกลับมองว่า ในการที่จะใช้ทรัพยากร ใช้สิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ เมื่อคนมีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดปัญหาที่จะดูแลเรื่องความเข้าใจ คนต้องมีความเข้าใจเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมไม่มีพรหมแดนทุกคนทำอะไรที่ไหนสร้างแดนปิดกั้นไม่ได้และย่อมส่งผลถึงกันหมด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนจะต้องดูแลเรื่องระบบนิเวศ ดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติมากเกินไป ต้องฉลาดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีหรือเทคนิคต่างๆให้เป็นไปในทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ้าเข้าใจในกระบวนการผลิต เข้าใจในกระบวนการทำงานของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนว่ามีวิธีที่จะควบคุม ดูแล จัดการให้อยู่ในสิ่งที่เราต้องการได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา อาจจะเกิดการปล่อยปละละเลย หรือว่าการลงทุนต่างๆซึ่งอาจกำหนดมาตรฐานไว้ไม่สูง ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีหรือกระบวนการต่างๆ ไม่สอดคล้อง อาจจะเกิดจากผู้ประกอบการเองและตัวบทกฎหมายที่ไม่เคร่งครัด ภาคอุตสาหกรรมบอกว่าในตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 ภาคอุตสาหกรรมเองไม่ค่อยทราบเรื่องเท่าไหร่ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจและความไม่ไว้วางใจกัน แต่สิ่งที่ดีคือทำให้มีการตื่นตัวขึ้นมาในเรื่องของการเข้ามาดูแลสิ่งแวดล้อม ภาคอุตสาหกรรมอธิบายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันและคิดว่าเป็นธรรมคือ ก่อนที่จะเป็นคดีต้องสร้างความพอใจกัน สร้างความไว้วางใจกัน การใช้งบประมาณอย่างเดียวเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของโลก ยุโรปเคยผ่านจุดที่มีปัญหามา แต่ไม่ได้มีการต้องหยุด ต้องเลิก หรือไม่เอา เพราะว่าเขาจะใช้กระบวนการให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น ประชาชน มาร่วมกันแก้ไขปัญหา ทั้งในการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค กฎระเบียบต่างๆซึ่งทุกคนก็ยอมรับโดยใช้หลักของเหตุผล หลักของความไว้วางใจกันและมุ่งอยู่กับการแก้ปัญหา ในส่วนของไทยเองภาคอุตสาหกรรมกลับมองว่าเกิดจากกฎระเบียบของรัฐที่จะดำเนินการ ความล่าช้าของกระบวนการกฎหมาย ความไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการอยากทำหลายเรื่องแต่บางเรื่องได้รับการคัดค้านจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ทางภาครัฐเองถ้าจะดำเนินการอย่างที่กล่าวก็ต้องมีจรรยาบรรณ มีจริยธรรมในการปฏิบัติงาน มีความโปร่งใสและสามารถชี้แจงได้แต่ว่ากระบวนการต่างๆเหล่านี้ถูกบั่นทอนไปด้วยความไม่กล้า ความกลัว และในส่วนของกฎหมายอาจตีความได้แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคนปฏิบัติจึงไม่กล้า สิ่งสำคัญคือกระบวนการที่เกิดขึ้น คือความเข้าใจที่ไม่ตรงกันและได้แผ่ขยายออกไปจนเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม
ในเวทีสัมมนาภาคอุตสาหกรรมสรุปว่า
1.การออกกฎระเบียบต่างๆอยากให้มีความชัดเจน มีความเป็นธรรม รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ ได้รับผลกระทบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยอยากให้มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อจะได้ช่วยกันดูว่าการออกกฎระเบียบนั้นจะก่อเกิดปัญหาหรือไม่ ทำให้ออกมาแล้วปฏิบัติได้จริง
2. อยากให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต้องไม่เลือกปฏิบัติทำให้มีมาตรฐานเกิดขึ้น
3. หน่วยงานด้านปฏิบัติทางปกครองต้องดำเนินตามขั้นตอนทางปกครองอย่างเป็นธรรม
4. สร้างจิตสำนึกในเรื่องของจริยธรรม ธรรมาภิบาล
5. การดำเนินการร่วมกับภาครัฐและเอกชนแม้กระทั่งขององค์กรยุติธรรม ต้องเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ต้องมีความเข้าใจกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างการดำเนินการ
ในส่วนของภาคประชาชนก็มีความคิดว่าอยากให้ตัวกลไกกระบวนการของสิทธิชุมชนมีจริง เปิดโลกทัศน์การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างหลากหลายให้เพิ่มขึ้น โดยมองว่านโยบายทุกวันนี้กลายเป็นว่าผู้ที่ถือครองมากกว่าเป็นผู้กำหนดนโยบาย ดังนั้นโอกาสที่จะแสวงหาความเป็นธรรมจึงไม่มี การที่เอาคำว่าสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมารวมกันและมีการประเมินอย่างเป็นระบบ จะทำให้เกิดการกำหนดเงื่อนไขการคุ้มครองดูแลที่ดีต่อพี่น้องประชาชน นำไปสู่ความเชื่อมันอย่างเป็นระบบต่อการลงทุน
ภาคประชาชนยังแสดงความคิดเห็นอีกว่า การฟ้องร้องให้ระงับโครงการไม่ใช่ให้ระงับเพื่อห้ามทำ แต่ฟ้องเพื่อให้ยุติชั่วคราวแล้วนำไปสู่กลไกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ให้สมบูรณ์ เดินตามนั้นไปอย่างเท่าเทียมกันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อยากให้ศาลชี้อย่างมีทางออกให้มีกลไกในการจัดการที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องตอบว่าฝ่ายไหนทำผิดหรือถูก เพียงแต่อยากให้ศาลชี้ทางออกโดยมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา เยียวยาและมีกลไกการดำเนินการที่ถูกต้องมากกว่า
ในขณะที่ฝ่ายตุลาการเองมีความคิดเห็นว่า ความยากของทางฝ่ายตุลาการคือการที่เป็นหน่วยงานท้ายสุด หลายเรื่องที่มีปัญหาเกิดจากต้นทาง ซึ่งฝ่ายตุลาการเองก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มาก ทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนร่วมกันช่วยแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ มุมมองจากต่างประเทศอย่างเยอรมัน มองว่าประเทศไทยไม่มีนิติรัฐในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายความว่าตัวบทกฎหมายไม่มีความชัดเจนเลย ประโยคบางประโยคในกฎหมายไม่สามารถที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าหมายถึงอะไร นายทุนก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นเขาจะเดินต่อไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อ ศาลเองให้ความสนใจในแนวทางปฏิบัติและแนวทางวินิจฉัยคดีอย่างต่อเนื่อง ศาลยุติธรรมกำลังพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง
ผู้ร่วมสัมมนาท่านหนึ่งได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “อยากจะให้ทุกคนมองว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตและเราทุกคนต้องอยู่บนโลกใบนี้ เรามีทุกอย่างที่เชื่อมโยงกันหมด ถ้าเราจะรักษาคุณภาพชีวิตในวันนี้ ความอยู่รอดของคนไทย อยากให้มองว่าประเทศไทยเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงเรา ป่า สัตว์ป่า แม่น้ำ ภูเขา ก็คืออวัยวะของประเทศไทย ถ้าเราจะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม มีสิ่งแวดล้อมที่ดีทั้งในวันนี้และต่อไปในอนาคต เราต้องมองว่าประเทศไทยเป็นสิ่งมีชีวิตมีแขนมีขา เราทุกคนมีอวัยวะร่วมกันและใช้ร่วมกัน คนไทยทุกคนต้องร่วมกันดูแลประเทศไทยของเรา”
ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่รุดหน้า อาจทำให้มนุษย์ละเลยต่อสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติเริ่มแปรปรวนและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ การสัมมนาในครั้งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการร่วมกันก้าวเดินต่อไปข้างหน้าจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
มาตรา 67 สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 มีการจัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม โดยในงานมีผู้ร่วมสัมมนาจากหลายฝ่ายทั้งภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรมและฝ่ายตุลาการ เพื่อร่วมกันระดมความคิดในการพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมของไทยให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำมาใช้ได้กับทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงอ่านเพิ่มเติม... คอมเมนต์





