"ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร" บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน

อีเมล พิมพ์ PDF
ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร “บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน”
ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมักมีคนจำพวกหนึ่งที่ใฝ่ฝันในความยิ่งใหญ่อลังการ ความสุขสบายของตัวเอง กอบโกยทรัพยากรมาเป็นทุนเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาจากการเบียดเบียนคนในพื้นถิ่น ซึ่งพวกเขาไม่ได้เต็มใจ
ยกตัวอย่างสมัยอดีตที่อาณาจักรโรมันมีระบบน้ำประปาที่ทันสมัยใช้ มีอ่างอาบน้ำสาธารณะ มีสถาปัตยกรรมที่สูงล้ำ การที่โรมันทำอย่างนี้ได้เพราะนำกำลังไปบุกรุกดินแดนอื่นนำทรัพย์สมบัติ และเอาประชาชนของดินแดนนั้นมาเป็นทาส ตกระกำลำบากลงไปขุนหิน ขุดน้ำมาให้คนอื่นใช้ สิ่งที่เรียกว่าความเจริญนั้นเกิดขึ้นกับคนเพียงแค่บางกลุ่ม แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นเพียงในสมัยโบราณ
ปัจจุบัน ความเป็นทาสไม่ได้หมดไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากใช้กำลังมาเป็นเงิน โดยสิ่งนี้จะมาในรูปแบบของสินบน และหนี้สิน จุดหมายเพียงอย่างเดียวคือการยึดครองทรัพยากร สมบัติชาติ สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ของประชากรในชาตินั้น ๆ เมื่อยึดแล้วจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตประชากรประเทศนั้นได้ ประชากรจะไม่มีเสรีภาพ จะอยู่ภายใต้การควบคุมของคนบางกลุ่ม ซึ่งในระบบเหล่านี้สิ่งที่ผู้เอาเปรียบกลัวที่สุดคือ การพึ่งพาตัวเองได้ของประชากร
จากคำบอกเล่าของ Joseph E. Stiglitz อดีตผู้บริหาร WORLD BANK ที่ได้เปิดเผยว่า การที่ประเทศใดจะกู้เงินจำเป็นต้องทำข้อตกลงในการได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน มีเขื่อนไขคือต้องเซ็นสัญญา ซึ่งสัญญาได้ระบุไว้ว่า 1.จะต้องยินยอมหารสมบัติของชาติ อาทิเช่น น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ 2.เปิดให้เงินไหลเข้าออกได้โดยเสรีซึ่งโดยทั่วไปมักจะไหลออก 3.มีสิทธิในการขึ้นราคาอาหาร ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ โดยอ้างว่าเป็นราคาตลาดโลก 4.เปิดการค้าเสรีโดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหนี้
Joseph E. Stiglitz ยังเปิดเผยอีกว่า WORLD BANK และ IMF สามารถสั่งกีดกันทางการเงินได้ถ้าหากไม่ร่วมมือ ในเมื่อผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ เจอข้อตกลงแบบนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาระบุว่าในทางตรงกันข้าม นักการเมืองและผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ ยินดีที่จะยกบริษัทจำพวก น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ ให้โดยไม่ลังเล หากคิดถึงค่าคอมมิชชั่นจากกการลดราคาหลายพัน ๆ ล้านจากการแปรรูปที่พวกเขาจะได้รับ ซึ่งนักการเมืองจะสามารถอ้างต่อประชาชนได้ว่าถูก WORLD BANK และ IMF บังคับ
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย สิทธิเสรีภาพทุกอย่างของประชาชน ต้องถูกโอนย้ายไปเป็นสมบัติของต่างชาติ ทุนต่างชาติ ทุนไทยที่เป็นต่างชาติมาตลอด หากย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ปี 2540 ประเทศไทยประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง เกิดจากเงินไหลเข้ามาแต่ไปกระจุกตัวอยู่ข้างบน ไม่ได้ไหลลงมาทำประโยชน์ข้างล่าง รอจนกระทั่งให้ฟองสบู่แตก เพราะ György Schwartz มาทุบค่าเงินบาท ซึ่ง György Schwartz คือคนที่ถูกสร้างขึ้นโดย IMF กับ WORLD BANK และ Wall Street จนทำให้ประเทศไทยต้องนำ IMF เข้ามาเพื่อเซ็นสัญญาจำนวน 11 ฉบับ จนนำไปสู่การแปรรูปขายสมบัติชาติในราคาต่ำกว่าราคาจริงถึง 5 เท่า ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลเดียว แต่มีหลาย ๆ รัฐบาลที่ทำอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นประเพณีในประเทศเทศไทยไปแล้ว
บริษัทที่ได้รับผลกระทบในตอนนั้นคือ ปตท. ถูกขายภายในเวลา 77 วินาที ประชาชนรอซื้อหุ้นตั้งแต่ตี 4 ไม่สามารถมีใครซื้อได้ เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าหุ้นเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด ปัจจุบันบริษัทนี้เป็น 1 ในร้อยบริษัท ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้กำไรปีละกว่าแสนแสนล้านบาท ถามว่ากำไรเหล่านี้ได้มาจากไหน คำตอบคือได้มาจากกระเป๋าของประชาชน ถามว่าราคาน้ำมันปัจจุบันนี้สร้างประโยชน์ให้กับคนในชาติหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือราคาจากน้ำมันโลก เมื่อเปรียบเทียบดูแล้วพบว่าราคาไม่ตรงกัน ซึ่งทำให้ได้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น
อีกบริษัทที่ได้มีการแปรรูปตาม IMF คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อาจจะไม่ได้ถูกแปรรูปทั้งหมด แต่ถูกหั่นเป็นส่วนย่อยแยกออกไป โดยมีสัญญาข้อตกลงที่ถูกเอาเปรียบเพราะรัฐจะต้องเสียเงินให้กลุ่มทุนโดยเปล่าประโยชน์เรื่อยไป รวมแล้ว 60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยทั้งหมดไม่ว่าเอกชนหรือรัฐ จะใช้สัญญาในลักษณะนี้ รวมทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่
จังหวัดกระบี่มีนโยบายการท่องเที่ยวที่เน้นรักษาธรรมชาติสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จมาโดยตลอด คนกระบี่มีแผนจะสร้างพลังงานหมุนเวียนสะอาดใช้เอง จากการสำรวจพบว่ากระบี่มีศักยภาพการผลิตถึง 1,700 เมกะวัตต์ เท่ากับ 10 เท่าของการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยรวมสามารถทำได้อย่างแน่นอน จะส่งผลดีต่อชาวกระบี่เอง
ทว่ากับไม่ส่งผลดีต่อกลุ่มทุนที่เปรียบเสมือนเสือนอนกินไฟฟ้า คนพวกนี้จะเสียประโยชน์ทางธุรกิจเพราะกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่มองว่าชาวบ้านคือลูกค้าที่จะต้องซื้อไฟฟ้าใช้ และยอมรับไม่ได้หากจะมาผลิตไฟฟ้าแข่ง
จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ยังคงจะกลับมาเที่ยวหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ 90% ไม่กลับมา จากผลสำรวจ 2 ครั้ง สิ่งเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ความเจริญของคนเพียงบางกลุ่มบนความเสียสละของคนที่ไม่เต็มใจ สูญเสียทั้งสุขภาพ สูญเสียสิ่งแวดล้อม เกิดสารพิษกับอาหาร
เรื่องน่าแปลกคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่าไฟฟ้าไม่พอใช้จึงจำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มและต้องเป็นถ่านหินเท่านั้น ปัจจุบันกระบี่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าไบโอแก๊ซ 9 โรง, โรงไฟฟ้าโซล่าเซลล์ 1 โรง, โรงไฟฟ้าพลังงานลม 1 โรง และโรงไฟฟ้าขยะ 1 โรง รวมแล้วผลิตได้ 109 เมกะวัตต์ แต่ทำไมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่รับซื้อ ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าโซล่าจากประชาชน ภาครัฐระบุว่าจะรับซื้อในข้อตกลงคือจะกดราคาให้ต่ำสุดโดยรับซื้อเพียง 1 บาท เพื่อไม่ให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการผลิตไฟฟ้าขาย ต้องกดราคาเพราะกลัวจะมาขายไฟให้
การสร้างวาทกรรมเท็จโดยกลุ่มทุนพลังงานให้เกิดความหวาดกลัวมีมายาวนาน เช่นเวลาจะเปิดสัมปทานพลังงาน จะมีข่าวออกมาอย่างก๊าซจะหมด หรือไปซื้อจากแหล่งอื่นนั้นแพง ควรจะสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างวาทกรรมของ ต้น มะขามป้อม ในหนังสือประชาธิปไตย พ.ศ. 2517 ระบุเอาไว้ว่า “การกักทุนความขาดแคลนนั้น เบื้องหลังของมันคือบริษัทผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน ในประเทศไทยจึงพยายามอย่างเหลือเกิดที่จะสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่ามีการขาดแคลนน้ำมัน เพื่อที่จะให้รัฐบาลยอมให้ขึ้นราคาขายเป็นการชดเชยที่ขาดทุนกำไรโดยอ้างว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันขึ้นราคาน้ำมันสูงหลายเท่าตัวและลดปริมาณการดูดลงมาก ซึ่งถ้าไม่แก้วิกฤตการณ์ด้วยการขึ้นราคาแล้ว ผลของการขาดแคลนน้ำมันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอัมพาตไปหมด”
มล.รุ่งคุณ กิติยากร กล่าวสรุปว่า ควรปรับเปลี่ยนระบบทุกอย่างใหม่ ให้มองว่าสายไฟ หรือไฟฟ้า ทุกอย่างเป็นของประชาชน ไม่ใช่ให้กลุ่มทุนมาผูกขาดเพื่อเอื้ออำนวยกับตัวเอง อีกทั้งมองความมั่นคงของพลังงานด้วยการเปิดเสรีผลิตไฟฟ้าหลากหลายแหล่ง ที่กระจายตัว มั่นคง เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ควรทบทวนสัญญาปารีสเนื่องจากไม่เป็นธรรม มีผลประโยชน์ทับซ้อน คนกระบี่ไม่ได้ต่อต้านอำนาจ แต่ต่อต้านการใช้อำนาจแบบผิดๆ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาทรัพยากรของชาติไปเป็นของตัวเอง ไม่ควรใช้กลลวง กลยุทธ์แบ่งแยกปกครองยกมาให้ประชาชนทะเลาะกันเอง หากไม่สนใจว่าเป็นมรดกของลูกหลาน จะไม่เหลืออะไรเลย ผู้รับกรรมจะเป็นลูกหลานของเราเอง ถ้าหากยังเล่นการเมือง
เรียบเรียง ปาฐกถา เรื่อง " ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร " บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน - มล.รุ่งคุณ กิติยากร เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จากงานงานประเทศไทยในสัญญาปารีส (ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ปทุมวัน โดย อาคม พรรณนิกร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมักมีคนจำพวกหนึ่งที่ใฝ่ฝันในความยิ่งใหญ่อลังการ ความสุขสบายของตัวเอง กอบโกยทรัพยากรมาเป็นทุนเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาจากการเบียดเบียนคนในพื้นถิ่น ซึ่งพวกเขาไม่ได้เต็มใจ
.
 

ทางหลวงหมายเลข 3199 และผลกระทบที่มีต่อสัตว์ป่าในสลักพระ

อีเมล พิมพ์ PDF

สลักพระจากผลการศึกษาผลกระทบของทางหลวงหมายเลข 3199 ต่อสัตว์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ โดยคุณศศิ สุขเสวต พบว่ามีสัตว์ป่าเสียชีวิตในบริเวณทางหลวงหมายเลข 3199 เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นตัว สัตว์เลื้อยคลานมีสถิติตายบนถนนสูงสุด

 

คิดยกกำลัง 2 : ประเมินสถานการณ์น้ำปี 2017

อีเมล พิมพ์ PDF
ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปี พ.ศ. 2560 เรื่องที่ต้องเตรียมรับมือเป็นอันดับแรก คือ เรื่องน้ำท่วม ซึ่งดูได้จากแนวโน้มจากปีที่ผ่านๆ มา ไล่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 - 2550 ที่ปริมาณระดับน้ำค่อนข้างเยอะ ต่อมา พ.ศ. 2551 - 2552 ปริมาณน้ำอยู่ในระดับปกติ พ.ศ. 2553 เริ่มมีน้ำเยอะ และเกิดน้ำท่วมใหญ่ใน พ.ศ. 2554
ต่อมา พ.ศ. 2555 น้ำยังมีปริมาณเยอะ และค่อยๆ ลดลงมาใน พ.ศ. 2556 พอ พ.ศ. 2557 - 2558 เราเจอวิกฤตแล้ง และในปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2559 กลับมามีน้ำเยอะอีกครั้ง
พอย้อนดูสถิติจะเห็นว่ามันเป็นลักษณะของธรรมชาติที่ขึ้นลงอย่างนี้ ฉะนั้น พ.ศ. 2560 นี้ จะเป็นปีน้ำจะมีปริมาณมาก แต่คงไม่เกิดน้ำท่วมรุนแรงเหมือน พ.ศ. 2554 เพราะในปีดังกล่าวเป็นคาบของน้ำท่วมใหญ่รอบ 100 ปี โอกาสที่จะเกิดได้ คือ 1 ใน 100
อย่างไรก็ตาม มองเพียงวัฎจักรธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่อาจตัดสินได้ จำเป็นต้องมองปัจจัยอื่นประกอบให้รอบด้าน เช่น หากน้ำในเขื่อนมีปริมาณแล้วบริหารน้ำไม่ดี บวกกับแนวโน้มทางธรรมชาติที่ว่าฝนจะมาเยอะ และเราไม่ได้ทำการพร่องน้ำให้พอ เมื่อฝนมาจริงๆ เขื่อนก็จะไม่มีประโยชน์เพราะไม่มีที่ให้เก็บน้ำ แต่ขณะเดียวกันหากพร่องน้ำมากเกินไป ก็อาจต้องเผชิญกับวิกฤตแล้ง ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอีกต่อไป
สำหรับสถานการณ์ป่าไม้ในปีที่ผ่านมา ค่อนข้างเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะแทบไม่ถูกทำลายเลย ซึ่งเกิดจากการมีมาตรการต่างๆ ออกมาจัดการ แต่รัฐบาลต้องวางระบบให้ดี โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยป้องกันรักษาป่าให้แก่กรมป่าไม้
เรื่องสำคัญ คือ ทำอย่างไรไม่ให้เกิดภูเขาหัวโล้นเพิ่ม เรื่องนี้ควรให้ความสำคัญมากกว่าไปปลูกป่าบนเขาหัวโล้น
หากรัฐบาลนี้ต้องการจะปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพแก่หน่วยป้องกันรักษาพื้นที่ป่าสงวนให้แก่กรมป่าไม้เป็นอันดับแรก
ประเด็นสิ่งแวดล้อมเรื่องสุดท้าย การใช้มาตรา 44 ยุติโครงการเหมืองแร่ทองคำ ต่อประเด็นนี้ควรมีการตั้งเป็นยุธศาสตร์แร่แห่งชาติ มองความคุ้มค้าว่าคุ้มหรือไม่ หากไม่คุ้มก็ไม่ต้องทำ
หากจะให้มีการทำเหมือง ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นอย่างเรื่องของหินก่อสร้าง หรือแร่ที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งความคุ้มค่าในที่นี้หมายความว่ามีความคุ้มค่าพอที่จะเอามาดูแลสิ่งแวดล้อมและประชาชนด้วย
ถ้าต้องซื้อที่ของประชาชนก็ต้องซื้อทั้งระบบ ไม่ใช่ไปค่อยๆ ไล่ซื้อด้วยการเอามลพิษไปไว้หน้าบ้านเขาก่อนแล้วค่อยซื้อ ถ้าธุรกิจที่ทำมีความคุ้มค่าจริงๆ ประชาชนที่ต้องย้ายออกไปก็ต้องได้รับความคุ้มค่าด้วย
น้ำท่วมปัญหาสิ่งแวดล้อมในปี พ.ศ. 2560 เรื่องที่ต้องเตรียมรับมือเป็นอันดับแรก คือ เรื่องน้ำท่วม ซึ่งดูได้จากแนวโน้มจากปีที่ผ่านๆ มา ไล่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 - 2550 ที่ปริมาณระดับน้ำค่อนข้างเยอะ ต่อมา พ.ศ. 2551 - 2552 ปริมาณน้ำอยู่ในระดับปกติ พ.ศ. 2553 เริ่มมีน้ำเยอะ และเกิดน้ำท่วมใหญ่ใน พ.ศ. 2554
 

ฤาจะมาถึงวันอวสาน 'แม่น้ำโขง'

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่น้ำโขงของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2560 จากมติ ครม. ในกรณีอนุมัติการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือเชิงพาณิชย์ ไม่เป็นที่น่าประทับใจนัก ราวกับแจกใบสั่งโทษประหารชีวิต “แม่น้ำโขง” รวมถึงทุกชีวิตที่ต้องพึ่งพิงสายน้ำแห่งนี้

 

ธรรมชาติมาหานคร : ศิลปะ...จิตวิญญาณที่เคลื่อนไหว

อีเมล พิมพ์ PDF

วสันต์ สิทธิเขตต์วันนี้ผมมาอยู่ที่สตูดิโอของคุณวสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปิน นักวาดภาพ กวี และอาจรวมไปถึงคนร้องเพลงเพื่อประท้วงต่อต้านการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม หรือการพัฒนาที่ทำลายธรรมชาติมากเกินไป ทำให้พี่น้องคนยากคนจนเดือดร้อน

 

นวัตกรรมพันธบัตรป่าไม้ในประเทศอังกฤษ

อีเมล พิมพ์ PDF
เป็นเวลาหลายปี ที่โครงการนวัตกรรมหลายโครงการต่างพยายามที่จะดึงดูดการลงทุน และเป็นเวลาหลายปี ที่นักลงทุนภาคเอกชนต่างผลักดันให้ภาครัฐหาทางลงทุนในการปกป้องผืนป่า
“พันธบัตรป่าไม้” นวัตกรรมการลงทุนที่เพิ่งเปิดจำหน่ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จะช่วยปิดช่องว่างโดยเปิดโอกาสการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนลดการตัดไม้ทำลายป่า
พันธบัตรป่าไม้จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในตราสารทางการเงินที่สามารถเลือกรับได้ทั้งผลตอบแทนปกติ และอีกผลตอบแทนทางเลือกคือ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง (Verified Carbon Credits - VCUs) จากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา (Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation in Developing Countries– REDD) โครงการ REDD จะมอบผลตอบแทนให้กับผู้ถือครองที่ดินที่ช่วยปกป้องผืนป่า และช่วยดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
พันธบัตรป่าไม้นี้พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือของบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation - IFC)ภายใต้เครือธนาคารโลก และ BHP Billiton บริษัทผู้นำด้านทรัพยากร ภายใต้การสนับสนันเชิงเทคนิคจากบริษัทที่ปรึกษา Baker & McKenzie และองค์กรไม่แสวงหากำไร Conservation International (CI)
ที่ผ่านมา REDD ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากการขาดตลาดคาร์บอนที่มีสภาพคล่อง และต้องพึ่งพิงความสมัครใจจากภาคธุรกิจ และยังไม่มีความต้องการซื้อที่แน่นอนจากภาคเอกชน
“หากพิจารณาถึงขนาดของปัญหา ถ้าเราต้องการลดการตัดไม้ทำลายป่าลงครึ่งหนึ่งภายในทศวรรษหน้า ก็จำเป็นต้องใช้เงินประมาณ 100 ถึง 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมากกว่าภาครัฐและภาคการกุศลอย่างมีนัยสำคัญ” Agustin Silvaniรองประธานด้าน conservation finance ของ CI กล่าว “กลไก REDD เดิมนั้นไม่ดึงดูดนักลงทุนสถาบันมากนัก เนื่องจากจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านคาร์บอน หรือมีความสนใจเกี่ยวกับป่าไม้”
พันธบัตรป่าไม้จำช่วยสร้างช่องทางให้ภาคเอกชนช่วยปกป้องป่า Agustin Silvani กล่าวเสริม “มันมีความแตกต่างระหว่างการริเริ่มโครงการหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถเลียนแบบได้ กับสินทรัพย์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามสร้าง และได้ผลลัพธ์คือพันธบัตรป่าไม้”
พันธบัตรป่าไม้ทำงานอย่างไร
พันบัตรป่าไม้ที่ขายในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอังกฤษจะช่วยสนับสนุนโครงการ REDDบริเวณระเบียงป่า Kasigau ทางตะวันออกของประเทศเคนยา โดยนักลงทุนสามารถเลือกว่าจะรับผลตอบแทนเป็นเงินสด คาร์บอนเครดิต หรือส่วนผสมของทั้งสองอย่าง กลไกดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนด้านราคาจาก BHP Billiton
นักลงทุนในพันธบัตรป่าไม้สามารถเลือกรับเป็นคาร์บอนเครดิตเพื่อใช้หักกลับ (offset) กับรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร หรือนำไปขายในตลาดคาร์บอน หรือเลือกที่จะรับผลตอบแทนเป็นตัวเงินแบบตราสารทางการเงินทั่วไปก็ได้ ทางเลือกดังกล่าวจะดึงดูดนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ในขณะที่ยังคงช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าที่ได้รับการรับรองในรูปของเครดิตจากโครงการ REDD ซึ่งดำเนินการหลากหลายกิจกรรมตั้งแต่การปกป้องผืนป่า อาทิ การลาดตระเวน หรือการคำนวณคาร์บอนสะสม การพัฒนาชุมชนที่สนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่า อาทิ การปลูกป่าเพิ่มเติม การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผลิตถ่านไม้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งโรงงานทำเสื้อผ้าออร์แกนิก
พันธบัตรดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำความสำคัญของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะทุกๆ ปี โลกสูญเสียพื้นที่ป่าราว 34 ล้านไร่ของป่าในเขตร้อน หรือขนาดประมาณประเทศคอสตาริกา นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่ายังคิดเป็นการปล่อยแก๊สเรือนกระจกราวร้อยละ 11 จากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด การปกป้องพื้นที่ป่าจึงมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส
สรุปโครงสร้างพันธบัตรป่าไม้
- บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) จะเป็นผู้ออกพันธบัตรป่าไม้ และนำเงินลงทุนที่ได้ไปใช้สนับสนุนกลไกการรักษาป่าอย่างยั่งยืนของภาคเอกชน
- นักลงทุนสามารถเลือกผลตอบแทนเป็นตัวเงิน คาร์บอนเครดิต หรือส่วนผสมของทั้งสองอย่าง
- เมื่อถึงเวลาจ่ายผลตอบแทน IFC จะทำการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ REDDโดยจะส่งมอบคาร์บอนเครดิตให้กับนักลงทุน หรือเงินสดในมูลค่าที่เท่ากัน โดยนักลงทุนสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปจำหน่ายได้ในตลาดรอง
- นักลงทุนไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากโครงการ REDD แต่จะเผชิญความเสี่ยงของ IFC ซึ่งเป็นองค์กรที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระบุสถานะความน่าเชื่อถือสูงสุด (ระดับ AAA โดย S&P และ Aaaโดย Moody’s)
- พันธบัตรนี้ได้รับการสนับสนุนกลไกจำหน่ายคาร์บอนจาก BHP Billiton เพื่อให้มั่นใจได้ว่า REDD จะสามารถจำหน่ายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง (VCUs) ได้ถึงจำนวนขั้นต่ำต่อปี เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
ถอดความและเรียบเรียงจาก
New bond aims to unlock private investment to protect forests
Forests Bond (FACTSHEET)
Forest Bond (Presentation)
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พันธบัตรป่าไม้เป็นเวลาหลายปี ที่โครงการนวัตกรรมหลายโครงการต่างพยายามที่จะดึงดูดการลงทุน และเป็นเวลาหลายปี ที่นักลงทุนภาคเอกชนต่างผลักดันให้ภาครัฐหาทางลงทุนในการปกป้องผืนป่า