แจ้งเรื่องที่ตั้งสำนักงานใหม่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่สำนักงาน 1 อัตรา

อีเมล พิมพ์ PDF
มูลนิสืบนาคะเสถียรเปิดรับสมัครงาน
ตำแน่งเจ้าหน้าที่สำนักงาน
คุณสมบัติ
1. วุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่า ปวช.
2. อายุไม่เกิน 30 ปี
3. สามารถใช้ Microsoft Office ได้คล่อง
4. มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา มีความอดทน
ซื่อสัตย์ และมีมนุษยสัมพันธ์ดี
5. สามารถทำงานนอกเวลางานได้
6. มีประสบการณ์ทำงานจะพิจารณาเป็นการพิเศษ
รายละเอียดงาน
1. ดูแลความเรียบร้อยของสักนักงาน
2. ดูแลควบคุมวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องใช้สำนักงาน
3. ดูแลงานด้านเอกสาร เช่น การจัดระบบเอกสารเข้าออก
การจัดทำรายงานการประชุม
4.ติดต่อประสานงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร
5. งานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
อัตราค่าจ้าง 10,000 บาท/ต่อเดือน
ส่งประวัติการสมัครงานได้ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  0-2580-4381-2
มูลนิธิสืบ สมัครงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเปิดรับสมัครงาน ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สำนักงาน จำนวน 1 อัตรา
 

13 กุมภาพันธ์ วันรักนกเงือก

อีเมล พิมพ์ PDF

วันรักนกเงือก

ทุกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันรักนกเงือก"
นกเงือก เป็นนกขนาดใหญ่ ส่วนมากมักจะมีขนสีดำสลับขาว ทั่วโลกมี 55 ชนิด มีการแพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปอัฟริกา และเอเชีย นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะขังตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่เลี้ยงลูก
ปัจจุบันนกเงือกในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 สายพันธุ์ จากทั้งหมด 50 กว่าสายพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วโลก ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก โดยเฉพาะผืนป่าตะวันตก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ซึ่งรวมแล้วมีนกเงือกประมาณ 3,000 ตัว
นกเงือก เป็นนกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนกที่มีความรักเดียวใจเดียว และซื่อสัตย์กับคู่ของมันไปจนตาย เนื่องจากนกเงือกจะจับคู่แบบผัวเดียว – เมียเดียว นกตัวผู้จะเป็นผู้บินไปหานกตัวเมียที่ถูกใจ และเข้าไปเกี๊ยวพาราสีด้วยการนำอาหารหลากหลายชนิดมาให้กับตัวเมีย จนเมื่อนกตัวเมียยอมรับอาหารจึงเป็นการแสดงได้ว่าตัวเมียนั้นได้ยอมตกลงปลงใจเรียบร้อย
แต่ความรักไม่ได้สร้างกันง่ายๆ นกเงือกทั้งคู่จะต้องเลือกสถานที่ทำรังที่เหมาะสม ซึ่งตัวผู้จะทำหน้าที่หาโพรงที่สัตว์ต่างๆ ได้ทำทิ้งไว้ หรือที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติตามต้นไม้สูง เมื่อตัวเมียพอใจกับรังตัวผู้นำเสนอตัวเมียจึงยอมให้ผสมพันธุ์ แล้วนกทั้งคู่ก็จะช่วยกันหาเศษใบไม้ใบหญ้ามาสร้างรังเพื่อรอต้อนรับลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก แล้วหลังจากนั้นก็จะหาเศษดินมาปิดปากรังเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์นักล่าต่างๆ รวมทั้งสร้างความอบอุ่นให้กับแม่ลูก
แม่นกเงือกจะคอยกกไข่และให้ความอบอุ่นกับลูกที่ฟักมาอยู่ภายในรังโดยไม่ได้ออกไปไหน ตัวผู้จึงมีหน้าที่ในการออกหาอาการเพื่อนำมาเลี้ยงชีวิตทั้งลูกน้อยและคู่รัก จนกว่าลูกนกจะโตพอบินได้จึงกะเทาะปากโพรงที่สร้างด้วยเศษดินนั้นออกมา ความรักของนกเงือกจึงเปรียบเสมือนรักแท้ในป่าทึบ เพราะหากวันใดวันหนึ่งที่นกตัวผู้เกิดไม่ออกหาอาหาร หรือตายไป คู่รักของมันที่รออยู่ที่โพรงก็จะยังคงรออยู่อย่างนั้น ไม่มีวันออกไปไหน รอจนหมดเรี่ยวแรงและตายลงไป พร้อมกับลูกนกเคราะห์ร้ายที่ไม่มีโอกาสได้ออกมาพบกับโลกภายนอก
นอกจากความรัก และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของนกเงือกแล้ว นกเงือกยังเป็นสัตว์สำคัญที่เป็นตัวแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่มันอาศัยอยู่ เพราะมันจำเป็นจะต้องสร้างรังในโพรงต้นไม้สูง แข็งแรง ในป่าทึบ และด้วยความหลากหลายของการกินอาหาร นกเงือกจึงเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงดุลยภาพต่างๆ ในสังคมป่าเขตร้อนให้คงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง นกเงือกอาจมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปี แต่ละตัวสามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 ต้น/สัปดาห์ หากไม้เหล่านี้สามารถเจริญเป็นไม้ใหญ่ได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ หนึ่งชีวิตของนกเงือกจะสามารถปลูกไม้สำคัญของป่าได้ถึง 500,000 ต้น
ดังนั้นความรักของนกเงือก จึงไม่ใช่เพียงเพื่อขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนให้กับสายพันธุ์ของมันเองเท่านั้น มันกลับเผื่อแผ่ความรักของมันให้กับป่า ให้กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวของมัน ซึ่งมนุษย์เราก็ได้รับประโยชน์จากความรักนั้นในทางอ้อมจากความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ทุกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันรักนกเงือก" นกเงือก เป็นนกขนาดใหญ่ ส่วนมากมักจะมีขนสีดำสลับขาว ทั่วโลกมี 55 ชนิด มีการแพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปอัฟริกา และเอเชีย นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะขังตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่เลี้ยงลูก
 

ป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองสามารถช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

อีเมล พิมพ์ PDF
นับเป็นการทดสอบครั้งแรกๆ ที่กลุ่มนักวิจัยใช้มุมกล้องแบบ camera trap จำนวนมากเพื่อตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าและพบว่าสัตว์พันธุ์ต่างๆ อยู่รอดกันเป็นอย่างดี
ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองอาจดำเนินไปดีกว่าที่คนเราเคยคิด ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Access ชื่อว่า PLOS Biology เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 งานศึกษาภายใต้ชื่อ “การประเมินแนวโน้มด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามมาตรฐานในเขตป่าร้อนชื้นที่ได้รับการปกป้องหลายแห่ง: จุดจบที่ไม่ได้อยู่ในสายตา” ("Standardized Assessment of Biodiversity Trends in Tropical Forest Protected Areas: The End is Not in Sight") นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยกลุ่มนักวิจัยในกลุ่ม TEAM หรือเครือข่ายการเฝ้าดูและประเมินนิเวศวิทยาเขตร้อนชื้น (the Tropical Ecology Assessment and Monitoring Network, TEAM) ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2002 โดยหน่วยงาน Conservation International (CI) จน TEAM ได้เติบโตในแนวพันธมิตรในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งเป็นการรวมตัวของ CI, the Wildlife Conservation Society และ the Smithsonian Tropical Research Institute
กลุ่มนักวิจัย TEAM เฝ้าดูสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกที่อาศัยอยู่บนพื้นดินจำนวน 244 สายพันธุ์ในบริเวณเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทวีปอัฟริกา และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพมากกว่า 2.5 ล้านภาพจากมุมกล้องกว่า 1,000 ตัว และพบว่าร้อยละ 17 ของประชากรสัตว์ที่เฝ้าดูนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 22 มีจำนวนเท่าเดิม และร้อยละ 22 มีจำนวนลดลง ทั้งนี้ ระบบดัชนีเชิงวิเคราะห์ภาพของสัตว์ป่า (the Wildlife Picture Index Analytics System) ได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัท Hewlett Packard
ผลของการศึกษาครั้งนี้ยืนยันถึงประสิทธิผลของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง ในภาพรวมพบว่าจำนวนและการกระจายตัวของพันธุ์สัตว์ต่างๆ ในบริเวณเหล่านี้ระหว่างช่วงเวลาของการศึกษา สามารถระบุอย่างชัดเจนว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้ลดลงในภาพรวมแต่ประการใด แม้จะมีรายงานอื่นๆ ของการลดลงของพันธุ์สัตว์อย่างสำคัญในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองก็ตาม
Jorge Ahumada ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ TEAM Network และหนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าวว่า “ในขณะที่ความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญในสังคม ผลการศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองนั้นมีบทบาทสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ” “การศึกษาของพวกเราสะท้อนมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับประสิทธิผลของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง เป็นครั้งแรกที่ทีมงานไม่ได้อ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย หากแต่เป็นข้อมูลระดับปฐมภูมิที่เก็บรวบรวมด้วยวิธีการอันเป็นมาตรฐานจากพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองหลากหลายแห่งทั่วโลก ด้วยข้อมูลเช่นนี้ทำให้เราสามารถสร้างแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งรัฐบาลในประเทศต่างๆ หรือองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้”
กลุ่มนักวิจัยให้คำเตือนว่าการสูญเสียพันธุ์สัตว์ป่าอาจจะยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้การศึกษา พวกเขาสังเกตเห็นการลดลงของประชากรสัตว์จำนวนมากและประชากรสัตว์อีกหลายประเภทที่ไม่สามารถถ่ายภาพติดเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินได้ การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพูดแทนบริเวณป่าเขตร้อนชื้นที่ไม่ได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด ซึ่งอาจมีอัตราที่สูงกว่าของการลดลงของพันธุ์สัตว์ สืบเนื่องจากความแตกต่างของการจัดการและการได้รับการคุกคามโดยแรงกดดันของมนุษย์
พื้นที่ป่าในเขตร้อนชื้นและพื้นที่ป่าอื่นๆ อำนวยนิเวศวิทยาที่สำคัญให้แก่มนุษย์ ซึ่งรวมถึงการให้แหล่งอาหารและน้ำสะอาด การให้อ็อกซิเจนจากกระบวนการเผาผลาญ และการดูดซึมคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ สัตว์พันธุ์ต่างๆ ในป่ายังอำนวยนิเวศวิทยาที่สำคัญ เช่น การกระจายตัวของเมล็ดพันธุ์ การผสมเกษรดอกไม้ และการควบคุมพันธุ์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเกื้อหนุนเครือข่ายอาหารอย่างประณีตอีกด้วย การสูญเสียพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในป่าสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อการอำนวยระบบนิเวศวิทยาที่สำคัญซึ่งมนุษย์จำนวนกว่า 1.6 พันล้านคนทั่วโลกต่างพึ่งพิงอยู่
Lydia Beaudrot ศาสตราจารย์ที่ University of Michigan หนึ่งในกลุ่มนักวิจัยกล่าวว่า “การสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์ต่างๆ ปรากฏอยู่มากในเขตร้อนชื้น ที่ซึ่งหลากหลายพันธุ์พืชและสัตว์ดำรงอยู่ และที่ซึ่งมีการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง” “พื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง เช่น สวนสาธารณะแห่งชาติ เป็นหลักสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ หากแต่จะสามารถธำรงไว้ซึ่งประชากรสัตว์และสามารถป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์ได้หรือไม่นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ สิ่งนี้เป็นจริงในเขตร้อนชื้นที่มักไม่ได้รับการศึกษาวิจัย และที่ซึ่งขาดข้อมูลที่มีคุณภาพระดับสูง”
ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ถูกนำมาใช้เพื่อแจ้งแก่คณะบริหารของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองที่ TEAM เฝ้าดูอยู่ ในป่าสงวน Bwindi ของอูกันดานั้นกลุ่มนักวิจัย TEAM ระบุว่ามีการลดลงของพื้นที่ซึ่งมีแมว African golden cat อาศัยอยู่ แมวเหล่านี้เป็นสัตว์ ที่มีความเสี่ยงตามที่ the International Union for Conservation of Nature ระบุไว้ ผู้จัดการของสวนสาธารณะต่างๆ สังเกตเห็นว่าสถานที่ตั้งเหล่านี้มักมีนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและนักเดินทางที่นิยมเปลี่ยนเส้นทางการเดินเท้าจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มาตรการของการจัดการมีผลบังคับใช้ พบว่ามีการเห็นแมว African golden cat จำนวนมากขึ้น
การเฝ้าดูประชากรสัตว์และความหลากหลายของพันธุ์ต่างๆ จากการใช้วิธีการที่ได้มาตรฐานของ TEAM เป็นการให้มุมมองครั้งแรกๆ เกี่ยวกับสุขภาพของป่า และการที่พันธุ์พืชและสัตว์เหล่านี้จะอยู่ต่อไปอย่างไรด้วย  The Wildlife Monitoring Solution ซึ่ง TEAM  พัฒนาขึ้นสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วทุกมุมโลกศึกษาพันธุ์พืชและสัตว์ที่หากยากในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลขนาด 100 ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่าได้ TEAM หวังในการขยายแนวทางอันเป็นมาตรฐานนี้กับบริเวณทางภูมิศาสตร์อื่นๆ เพื่อเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อวัดขนาดของการเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินและผลลัพธ์ทางสุขภาพของระบบนิเวศวิทยา
เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2002 โดย Conservation International (CI) TEAM (the Tropical Ecology Assessment and Monitoring หรือ TEAM Network ได้เติบโตในแนวพันธมิตรในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของ  CI, the Smithsonian Tropical Research Institute และ the Wildlife Conservation Society ทั้งนี้ TEAM ได้เก็บข้อมูลและเผยแพร่ภาพจำนวนกว่า 2.5 ล้านภาพจากมุมกล้องแบบ camera trap ใน เขตป่าร้อนชื้นทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Hewlett Packard Enterprise หรือ บริษัท Hewlett Packard เดิมขณะนี้ TEAM Network กำลังดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลกชิ้นนี้ในลักษณะใกล้กับเวลาจริงและให้มุมมองจากฐานข้อมูลเพื่อการปรับปรุงการจัดการแหล่งทรัพยากรตามธรรมชาติ
แหล่งข่าว PLOS
Source: http://www.sciencedaily.com/releases/2016/01/160119151514.htm, accessed on 25 01 2016.
ป่าเขตร้อนชื้นนับเป็นการทดสอบครั้งแรกๆ ที่กลุ่มนักวิจัยใช้มุมกล้องแบบ camera trap จำนวนมากเพื่อตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าและพบว่าสัตว์พันธุ์ต่างๆ อยู่รอดกันเป็นอย่างดี ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองอาจดำเนินไปดีกว่าที่คนเราเคยคิด ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Access ชื่อว่า PLOS Biology เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 งานศึกษาภายใต้ชื่อ “การประเมินแนวโน้มด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามมาตรฐานในเขตป่าร้อนชื้นที่ได้รับการปกป้องหลายแห่ง: จุดจบที่ไม่ได้อยู่ในสายตา”
 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ต้านเหมืองแร่โปแตช ชี้รัฐเข้าข้างนายทุน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่  7 กุมภาพันธ์  เวลาประมาณ  11.00 น. ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เดินทางจากพื้นที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ไปที่อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เพื่อกราบสักการะขอพรเพื่อไม่ให้มีเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี  และรณรงค์บอกข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโครงการเหมืองแร่โปแตชให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองและผู้ที่สัญจรไปมาได้ทราบและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
บรรยากาศการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กว่า 200 คน ได้เดินทางเข้าไปในตัวอำเภอเมืองอุดรธานี  เริ่มตั้งขบวนและออกเดินบนถนนทหารห่างจากอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร  โดยมีขบวนชาวบ้านที่แต่งกายชุดขาวถือพานดอกไม้  เดินนำขบวนนางรำและขบวนชาวบ้านที่ชูป้ายรณรงค์ ซึ่งมีข้อความ เช่น “หยุด! ใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมผลักดันเหมืองแร่โปแตช” และ “พวกเราไม่เอาเหมืองแร่โปแตช” เป็นต้น  และปิดท้ายด้วยขบวนกลองยาวที่สร้างความบันเทิงคึกครื้นให้แก่ขบวนชาวบ้าน นอกจากนี้แล้วขณะขบวนกำลังเคลื่อนไปก็มีกลุ่มเยาวชนช่วยกันแจกใบปลิวตลอดสองข้างทางเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นหรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนสัญจรไปมาได้ทราบถึงเรื่องราวของการจัดกิจกรรมของกลุ่มชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย
เมื่อถึงอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม  ชาวบ้านที่แต่งชุดขาวก็ได้ทำพิธีขอพรกราบสักการะ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุดรธานี โดยขอไม่ให้มีการเกิดเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี  และมีการรำถวายพวงมาลัยต่อหน้าอนุสาวรีย์
โดยนางมณี  บุญรอด  กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า ที่เราออกมาวันนี้ก็เพื่อมากราบสักการะ และขอพรจากกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองทั้งหลาย ให้ช่วยปัดเป่า ขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป โดยเฉพาะเหมืองแร่โปแตชที่จะสร้างผลกระทบให้กับชุมชนคนอุดรฯ
"ชาวบ้านในพื้นที่ได้คัดค้านอย่างหนัก แต่ปรากฏว่าหน่วยงานรัฐกับบริษัทก็ร่วมกันผลักดันโครงการอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ยิ่งเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมเร่งรีบผลักดันโครงการ" นางมณีกล่าว
นางมณี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสภาอบต.ห้วยสามพาด เสียงส่วนใหญ่มีมติไม่เห็นชอบกับโครงการเหมืองแร่โปแตช จึงส่งผลให้การขอประทานบัตร สะดุดลง ซึ่งก็เป็นการตอกย้ำอีกทางหนึ่งว่าคนในชุมชน ไม่ต้องการเหมืองแร่โปแตช และรัฐบาลจะต้องฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่ดื้อดึงเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนแต่กดหัวชาวบ้านไม่ให้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวคัดค้าน
หลังเสร็จสิ้นจากพิธีกรรม  นางพิกุลทอง  โทธุโย  ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ก็ได้อ่านคำประกาศต่อหน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แล้วจึงแยกย้ายเดินทางกลับ
"พวกเราในนาม กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ยืนหยัดต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตชมาอย่างยาวนาน จึงขอประกาศท้าทาย ต่อการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม และพฤติกรรมเยี่ยงโจรที่สมคบคิดกันมาปล้นบ้านเรา และเราจะลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนท้องถิ่นตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เพราะประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง... เผด็จการอำนาจนิยมจงพินาศ"  เนื้อหาบางส่วนในคำประกาศที่นางพิกุลทองอ่าน
กลุ่มอนุรักอุดรฯ เหมืองแร่โปแตชเมื่อวันที่  7 กุมภาพันธ์  เวลาประมาณ  11.00 น. ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เดินทางจากพื้นที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ไปที่อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เพื่อกราบสักการะขอพรเพื่อไม่ให้มีเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี  และรณรงค์บอกข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโครงการเหมืองแร่โปแตชให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองและผู้ที่สัญจรไปมาได้ทราบและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่