ปรับปรุงซ่อมบำรุงหน่วยพิทักษ์ป่าองค์ทั่ง และปราการทางน้ำองค์ทั่ง

อีเมล พิมพ์ PDF

องค์ทั่ง

 

10 ปี จอมป่า รักษาป่าใหญ่ให้คนไทยทั้งชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
หัวหน้าสืบ นาคะเสถียร  อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากไปเมื่อ 1 ก.ย. 2533 เป็นเวลา 24 ปีมาแล้วงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายก่อนจากลา คืองานวิชาการที่หลากหลาย เพื่อเสนอผืนป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ในครั้งนั้นคุณสืบได้ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า ถ้าจะรักษาระบบนิเวศ ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ไว้ให้ได้  จะต้องรักษาผืนป่าที่ต่อเนื่องกับป่าทั้ง 2 ทั้งด้านบน และด้านล่างไว้ด้วย มีหลักฐานเป็นแผนที่ ที่หมายขอบเขตโดยคุณสืบ นาคะเสถียร “ชื่อ แผนที่ป่าตะวันตก" โดยคุณสืบ นาคะเสถียร แผนที่นี้ในปัจจุบันใส่กรอบแขวนอยู่ที่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กรุงเทพมหานคร
งานรักษาผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของโครงการจอมป่า พ.ศ.2547-2557 เริ่มในปี 2540 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บันทึกไว้ว่า
ในปี 2540 กรมป่าไม้ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) เริ่มดำเนินโครงการร่วมรักษาผืนป่าตะวันตก โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จัดตั้งกองทุนป่าตะวันตกขึ้นเพื่อหางบประมาณนำไปใช้ช่วงเตรียมความพร้อม ส่วนกรมป่าไม้ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่  53 คน จากภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมวางแผนดำเนินโครงการจัดการผืนป่าตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จัดอบรม เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานพิทักษ์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก และการสนับสนุนให้เกิดคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาคประชาชนในจังหวัดรอบผืนป่าตะวันตก ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับภาครัฐอย่างแท้จริง รวมถึงการระดมทุนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
จวบจนปี พ.ศ.2542 รัฐบาลประเทศเดนมาร์ก (โดยกองทุน DANCED) ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ โดยร่วมกับรัฐบาลไทยโดยกรมป่าไม้จัดให้มีโครงการจัดการผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ (The Western  Forest Complex Ecosystem Management –เรียกโดยทั่วไปว่าโครงการ WEFCOM) มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2542 ถึง เมษายน 2546 โดยมีหลักการพื้นฐานของการดำเนินการ  4 ประการคือ 1)ให้ถือว่า ผืนป่าตะวันตกโดยธรรมชาติเป็นผืนป่าเดียวกันทั้งหมด 2)ให้วางแผนการอนุรักษ์เป็นกรอบปฏิบัติเดียวกันทั้งป่า 3)ต้องรักษาและคงไว้ซึ่งคุณค่าของผืนป่าตะวันตกอย่างยั่งยืน 4)เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ภายใต้หลักการที่ว่า “ป่าเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติ” โดยจะเห็นได้ว่า โครงการดังกล่าวมีพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางนิเวศวิทยาและความร่วมมือจากภาคประชาชน
ผลการดำเนินงานในโครงการ WEFCOM ได้เกิดการริเริ่มการจัดการในภาพรวมของทั้งผืนป่า โดยเกิดกิจกรรมฝึกอบรม เกิดการสำรวจและประเมินสถานภาพทางนิเวศวิทยาผืนป่าตะวันตกทั่วทั้งพื้นที่  นำมาใช้เป็นข้อมูลในการแบ่งเขตการจัดการพื้นที่เชิงนิเวศ (ECOSYSTEM ZONNING) เป็นผืนที่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS),เกิดการส่งเสริมเครือข่ายชุมชน ในนามคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกระดับจังหวัด (กอต.) ขึ้นครบทั้ง 6 จังหวัด เมื่อโครงการ WEFCOMใกล้จบโครงการได้มีการหารือถึงแนวทางการพัฒนาโครงการให้องค์กรพัฒนาเอกชน คือ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรร่วมจัดทำโครงการประสานงานกับชุมชน และภาคประชาชนในการพัฒนาความร่วมมือ และขจัดความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ระหว่างภาครัฐและชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายที่ทำกิจกรรมต่างๆลงลึกถึงระดับพื้นที่หมู่บ้านที่อยู่กลางป่าให้ได้มากที่สุด
เม.ย.2547 - เม.ย.2551 และต่อเนื่อง ในวาระ Phaseoutเม.ย.2551 – เม.ย.2552 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับการสนับสนุนจากโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนา แห่งประเทศเดนมาร์ก (Danish International Development Assistance – DANIDA) ในโปรแกรม “การจัดการพื้นที่อย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก”(Joint Management of Protected Areas Western Forest Complex JOMPA WEFCOM)
โดยมุ่งที่จะรักษาและเพิ่มพูนทรัพยากรในพื้นที่ผืนป่าตะวันตกด้วยวิธีใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ตามแนวทางหลัก 2 ประการได้แก่ การจัดการเชิงระบบนิเวศ และจัดการอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งต้องดำเนินการไปด้วยกันอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
หลักการทั้งหมด สิ่งที่เป็นหัวใจของโครงการจอมป่าคือ การมุ่งรักษาเพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศดั้งเดิมของผืนป่าตะวันตก ได้รับการดูแลอย่างยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบและร่วมรับผลได้ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง  ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียในท้องถิ่น และสาธารณะชนทั่วไป
โครงการจอมป่าระยะที่ 2 พ.ศ.2553-2557
หลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือจากประเทศเดนมาร์กสิ้นสุดลงเมื่อ ก.ย.2552 แต่งานรักษาผืนป่าตะวันตก ด้านต่างๆ ตามแนวทางโครงการจอมป่า กำลังก้าวหน้าด้วยดี ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงได้จัดบันทึกช่วยจำ กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินโครงการจอมป่าระยะที่ 2 พ.ศ.2553-2557 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
คำถามที่ว่า การทำงาน 10 ปี ของโครงการจอมป่า 2547-2557 มีความสำเร็จใดบ้าง และขอสรุปได้โดยย่อดังนี้
1.เกิดสันติสุขในผืนป่าตะวันตก
2.เกิดความร่วมมือจากชุมชน ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม
3.เกิดการดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง
4.มีที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) ซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการ ประชาสังคม จังหวัด และชุมชน
นิเวศยังอยู่ ตัวเสือโคร่งและเหยื่อของเสือโคร่งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการคุ้มครอง ทั้งการป้องกัน และปราบปรามอย่างเพียงพอ
นับจาก  พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป อีก 10 ปี หรือ 20 ปี หรือนานกว่านั้น เราทั้งหลายอยากเห็นป่าตะวันตกเป็นเช่นไร?  แน่นอนว่าเราทั้งหลายคงมีใจตรงกันว่า หวังจะเห็นผืนป่าตะวันตก ยังคงคุณค่าระบบนิเวศดั้งเดิม บ้านของสรรพชีวิต ไม่ว่า เสือ ช้าง กระทิง สมเสร็จ ควายป่า นกเงือก นกยูง ฯลฯ ยังคงอยู่คู่กับประเทศไทย น้ำที่ผืนป่าใหญ่ผืนนี้ผลิตเลี้ยงสรรพชีวิตในผืนป่า และส่งความสมบูรณ์ ยังลุ่มน้ำแม่กลอง แบ่งน้ำมาผลิตน้ำประปาให้คนกรุงเทพ ส่งน้ำและอาหารลงสู่สัตว์ทะเลในอ่าวไทย วงจรเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ เสมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
คนทำงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ด้วยขนาดหัวใจใกล้ๆกัน จะยังคงพากเพียรอดทน และใช้สติปัญญาเพื่อสืบสาน ปณิธาน ของคุณสืบ นาคะเสถียร ต่อไป และต่อไป
บทความ โดย รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
อ่านเรื่องราวโครงการจอมป่า ฉบับเต็มได้ใน สาส์นสืบ ฉบับ 10 ปี จอมป่า
จอมป่าหัวหน้าสืบ นาคะเสถียร  อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากไปเมื่อ 1 ก.ย. 2533 เป็นเวลา 24 ปีมาแล้วงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายก่อนจากลา คืองานวิชาการที่หลากหลาย เพื่อเสนอผืนป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ในครั้งนั้นคุณสืบได้ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า ถ้าจะรักษาระบบนิเวศ ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ไว้ให้ได้  จะต้องรักษาผืนป่าที่ต่อเนื่องกับป่าทั้ง 2 ทั้งด้านบน และด้านล่างไว้ด้วย มีหลักฐานเป็นแผนที่ ที่หมายขอบเขตโดยคุณสืบ นาคะเสถียร “ชื่อ แผนที่ป่าตะวันตก" โดยคุณสืบ นาคะเสถียร แผนที่นี้ในปัจจุบันใส่กรอบแขวนอยู่ที่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กรุงเทพมหานคร

งานรักษาผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของโครงการจอมป่า พ.ศ.2547-2557 เริ่มในปี 2540 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บันทึกไว้ว่า
 

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ ‘ขีดจำกัดของการเติบโต’

อีเมล พิมพ์ PDF
ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือที่ครั้งหนึ่งโดนหยามว่าไม่ต่างอะไรจากนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ขีดจำกัดของการเติบโต” หรือ Limit to Growth ที่มีอายุกว่า 40 ปี จะสามารถทำนายได้ค่อนข้างแม่นยำว่าโลกของเรากำลังเดินเข้าไปชนกับขีดจำกัดโดยไม่ได้ฟังคำเตือน โดยมีกลุ่มนักวิจัยชาวออสเตรเลียที่ยืนยันว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็น ‘ก้าวแรก’ ของการล่มสลาย
หนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 ได้พยากรณ์ว่าอารายธรรมของมนุษยชาติจะมีแนวโน้มล่มสลายลงในศตวรรษนี้ หนังสือดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนวนิยายเพ้อฝันนับตั้งแต่วันที่มันได้รับการตีพิมพ์ และเมื่อปี พ.ศ. 2545 Bjorn Lomborg ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ก็กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าควรถูกทิ้งลงในถังขยะทางประวัติศาสตร์
แต่ศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พิสูจน์ว่า การคาดการณ์ในหนังสือนั้นค่อนข้างแม่นยำจากข้อมูลตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และถ้าเรายังคงเดินไปตามเส้นทางนี้ต่อไป อีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่ช่วงเริ่มแรกของการที่โลกจะล่มสลาย
“ขีดจำกัดของการเติบโต” เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มนักคิด นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาที่ชื่อว่า Club of Rome ร่วมกันสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในโลกชื่อว่า World3
การทำงานเป็นไปอย่างเข้มข้น ทีมนักวิจัยรวบรวมข้อมูลทั้งด้านอุตสาหกรรม ประชากร อาหาร มลภาวะ และการใช้ทรัพยากร จนถึงปี พ.ศ. 2513 และสร้างเป็นแบบจำลองเพื่อใช้ในการพยากรณ์ในแต่ละสถานการณ์จนถึงปี พ.ศ.2643 โดยแบ่งตามระดับที่ว่ามนุษยชาติจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างเข้มข้นและจริงจังแค่ไหน
ถ้าการแก้ไขปัญหาไม่เกิดขึ้น แบบจำลองดังกล่าวคาดว่าโลกจะเข้าสู่การผลิตเต็มกำลัง ก่อนทั้งโลกจะพังทลายลง ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประชากร ภายในปี พ.ศ. 2613 โดยสถานการณ์นี้เรียกว่า “business-as-usual” หรือดำเนินธุรกิจแบบปกติ
ใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ “โลกมีขีดจำกัด” และการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดของประชากร การผลิตสินค้า และอื่นๆ จะนำไปสู่การพังทลายของโลก
แล้วแนวคิดของพวกเขาถูกต้องหรือไม่ ? เราตัดสินใจเลือกตรวจสอบย้อนหลังในสถานการณ์ต่างๆภายหลัง 40 ปีนับจากหนังสือตีพิมพ์ นำทีมโดย Dr.Graham Turner ที่รวบรวมข้อมูลจากสหประชาชาติ ในส่วนของเศรษฐกิจ สังคม อาหาร เกษตรกรรม และสรุปสถิติประจำปีของ UN รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลกับองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA)และข้อมูลตามแหล่งต่างๆ โดยนำข้อมูลมาวาดเป็นกราฟเช่นเดียวกับที่ปรากฎใน “ขีดจำกัดของการเติบโต”
ผลลัพธ์ที่ว่าคือ โลกกำลังดำเนินไปตามเส้นทางที่ใกล้เคียงกับที่ปรากฎใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” สถานการณ์ “business-as-usual” โดยข้อมูลนั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์อื่นๆ
กราฟข้างล่างนี้แสดงเปรียบเทียบระหว่าง เส้นที่พยากรณ์ใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” ซึ่งแสดงเป็นเส้นประ และเส้นที่ทีมนักวิจัย MIT ต่อด้วยงานวิจัยล่าสุดของ Dr.Graham Turner ที่แสดงเป็นเส้นทึบ แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของโลกจากการพยากรณ์และความเป็นจริงนั้นใกล้เคียงกันมาก
ตามที่กลุ่ม Club of Rome ได้คาดการณ์ไว้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในสถานการณ์นี้ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความต้องการใช้สินค้า และนำไปสู่การผลิตในอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ และตามมาด้วยมลภาวะ กราฟแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว มลภาวะกำลังเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการบริโภคอาหารต่อหัวเพิ่มขึ้น พร้อมกับจำนวนประชากร
หากเรายังคงเดินไปตามเส้นทางของ “ขีดจำกัดของการเติบโต” สุดท้ายเรากำลังจะเจอกับอะไรในอนาคต
ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือ ความพยายามในการเพิ่มผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมจะทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดทรัพยากรเหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งราคาแพง และเงินทุนจำนวนมหาศาลก็จะทุ่มลงไปกับการสกัดทรัพยากรออกจากแหล่งธรรมชาติ นั่นหมายความว่าผลิตผลต่อหัวกำลังจะลดลง โดยเริ่มจากปี พ.ศ. 2558
การเพิ่มขึ้นของมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และส่งผลให้ปริมาณอาหารต่อหัวลดลง ตามมาด้วยปัญหาด้านสุขภาพและการศึกษา และอัตราการตายที่เพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2563 และจำลดลงราวทศวรรษละห้าแสนล้านคน ภายหลัง พ.ศ.2573 มาตรฐานความเป็นอยู่จะแย่ลงและย้อนกลับไปเหมือนยุคต้นคริสตศตวรรษที่ 19
สิ่งสำคัญที่ทำให้โลกล่มสลายคือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ในหนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต” ยังระบุถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะทำให้โลกร้อนขึ้น
จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น พบว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าโลกกำลังเข้าสู่สภาวะล่มสลาย แม้ว่าการเติบโตจะสูงจนติดเพดานในบางพื้นที่  แต่คาดว่าผลกระทบตามที่ “ขีดจำกัดของการเติบโต” คาดการณ์จะเริ่มในระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2573
แต่การถดถอยทั่วโลกอาจเริ่มต้นขึ้นแล้วก็ได้ จากวิกฤตทางการเงินเมื่อปี พ.ศ. 2550 – 2551 ซึ่งการชะลอทางเศรษฐกิจอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายที่บอกว่าทรัพยากรกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด การใช้สินค้าฟุ่มเฟือยกำลังทำให้หนี้สินอยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืน นำไปสู่ราคาสินค้าและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจเกิดหนี้เสีย
ปัญหาเรื่องจุดผลิตน้ำมันสูงสุด (Peak Oil)ก็นับว่าอันตราย นักวิจัยอิสระหลายคนก็ได้สรุปว่าการผลิตน้ำมันแบบธรรมดานั้นได้เข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว แม้แต่องค์กรที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมอย่าง International Energy Agency (IEA) ยังออกมาเตือนเรื่องจุดผลิตน้ำมันสูงสุด
และจุดผลิตน้ำมันสูงสุด นี้เองที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โลกเข้าสู่ภาวะล่มสลาย แม้หลายคนอาจเห็นว่าแหล่งพลังงานฟอสซิลใหม่อย่างหินน้ำมัน ทรายน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากถ่านหิน จะมาช่วยชีวิต แต่ปัญหาคือแหล่งผลิตน้ำมันเหล่านี้ยังสามารถสกัดได้รวดเร็วขนาดไหน และนานเท่าไร ในต้นทุนระดับใด และถ้าแหล่งพลังงานเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล นั่นหมายความว่าการล่มสลายจะเริ่มต้นขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ยืนยันว่าการล่มสลายของเศรษฐกิจโลก ทรัพยากรธรรมชาติ และประชากรเป็นที่แน่นอน และเราก็ไม่ได้ยืนยันว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เขียนไว้ใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” เพราะในอนาคตอาจเกิดสงคราม หรืออาจมีผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกขึ้นมาแก้ปัญหา ทั้งสองสถานการณ์จะทำให้เส้นพยากรณ์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
สิ่งที่ค้นพบในงานวิจัยดังกล่าวคือสัญญาณเตือน เพราะมันบ่งบอกว่าการแสวงหาการเติบโตอย่างไรขีดจำกัดจนถึงปี พ.ศ.2643 โดยไม่มีผลกระทบทางลบนั้นเป็นไปไม่ได้ และผลกระทบดังกล่าวก็อาจจะแสดงผลออกมาอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคิด
คงเป็นเรื่องยากที่จะพยายามชัดจูงนักการเมืองในระดับโลก หรือนักธุรกิจแนวหน้าให้หันมาสนใจทางเลือกทางอื่น ดังนั้นพวกเรา ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คงจะถึงเวลาที่จะคิดว่าเราจะปกป้องตัวเองอย่างไรในขณะที่เรากำลังมุ่งไปสู่อนาคตที่ไม่แน่นอน เช่นเดียวกับที่ “ขีดจำกัดของการเติบโต” สรุปไว้เมื่อปี พ.ศ. 2515
“หากทิศทางการเติบโตในปัจจุบันของประชากรโลก อุตสาหกรรม มลภาวะ การผลิตอาหาร และการใช้ทรัพยากรยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราคงจะเข้าสู่ขีดจำกัดของการเติบโตภายใน 100 ปีข้างหน้า และผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้คือการลดลงของประชากรและการผลิตภาคอุตสาหกรรมและรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้”
อย่างไรก็ดี มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้เล็กน้อย ที่พวกเขาจะคาดการณ์ผิด
ถอดความจาก“Limits to Growth was right. New research shows we're nearing collapse”
โดย Graham Turner และ Cathy Alexander เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/commentisfree/2014/sep/02/limits-to-growth-was-right-new-research-shows-were-nearing-collapse?CMP=twt_gu
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
limit to growthไม่น่าเชื่อว่าหนังสือที่ครั้งหนึ่งโดนหยามว่าไม่ต่างอะไรจากนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ขีดจำกัดของการเติบโต” หรือ Limit to Growth ที่มีอายุกว่า 40 ปี จะสามารถทำนายได้ค่อนข้างแม่นยำว่าโลกของเรากำลังเดินเข้าไปชนกับขีดจำกัดโดยไม่ได้ฟังคำเตือน โดยมีกลุ่มนักวิจัยชาวออสเตรเลียที่ยืนยันว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็น ‘ก้าวแรก’ ของการล่มสลาย

หนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 ได้พยากรณ์ว่าอารายธรรมของมนุษยชาติจะมีแนวโน้มล่มสลายลงในศตวรรษนี้ หนังสือดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนวนิยายเพ้อฝันนับตั้งแต่วันที่มันได้รับการตีพิมพ์ และเมื่อปี พ.ศ. 2545 Bjorn Lomborg ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ก็กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าควรถูกทิ้งลงในถังขยะทางประวัติศาสตร์
 

16 กันยายน วันโอโซนโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
วันที่ 16 กันยายนนี้ ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง โดยถือว่าวันนี้เป็นวันโอโซนโลก (World Ozone Day) ซึ่งเป็นวันที่ให้เราตระหนักถึงชั้นบรรยากาศต่างๆ ของโลก ที่คอยปกป้องเราจากรังสีต่างๆ จากดวงอาทิตย์ไม่ให้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ด้วยเหตุนี้จึงได้กำหนดให้มีวันโอโซนโลก เพื่อเป็นการพิทักษ์และ ดูแลชั้นบรรยากาศโอโซนโลกให้คงอยู่ต่อไป
ความเป็นมาของวันโอโซนโลก (Ozone World Day)
เนื่องจากในยุคสมัยที่ผ่านมา โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ใช้สารเคมีซีเอฟซี หรือคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC : Chlorofluorocarbon) เป็นจำนวนมาก พบมากในโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น และอุตสาหกรรมผลิตโฟม ทำให้สารเคมี ซีเอฟซีระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และไปทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน จนก๊าซโอโซนถูกทำลาย และลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งสารเคมีซีเอฟซีเป็นสารที่สลายตัวเองได้ยาก จึงทำให้ตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศเป็นเวลานาน ร่วมกับก๊าซโอโซนถูกทำลายลงไปมาก จึงทำให้รังสียูวีอุลตราไวโอเลตเข้าสู่พื้นโลกมาขึ้น ซึ่งส่งผลให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งสัตว์และ มนุษย์เกิดเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีการกำหนดให้วันที่ 16 กันยายนของทุกปี เป็นวันโอโซโลก นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา
นานาประเทศได้ร่วมกันจัดทำอนุสัญญาการป้องกันชั้นบรรยากาศโอโซน ขึ้นในปี พ.ศ. 2528 เรียกว่า “อนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารว่าด้วยการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน” และจัดให้ลงนามใน “พิธีสารมอนทรีออล” ขึ้นในวันที่ 16 กันยายน ปี พ.ศ. 2530
สำหรับประเทศไทยได้ร่วมลงนามในพิธีสารนี้ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2531 และให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 มีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2532
วัตถุประสงค์ของการกำหนดวันโอโซนโลก
1. เพื่อกระตุ้นให้ประเทศปฏิบัติต่ออนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
2. เพื่อช่วยกันลดใช้สารซี เอฟ ซี และสารฮาลอน ซึ่งเป็นตัวทำลายบรรยากาศโอโซนในชั้นบรรยากาศ
 

ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เรื่อง ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์
เรียน คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีแนวนโยบายในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงาน โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
ถึงแม้จะได้มีการระงับโครงการ 3.5 แสนล้าน ไปแล้ว แต่ยังมีความพยายามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอยู่เสมอและหนึ่งในแผนการดังกล่าวยังคงเสนอให้มีการการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คือ โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ.2557) ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่เพียงแค่ ร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศเท่านั้นและยังคงมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างยากจะแก้ไขให้กลับคืนมาดั่งเดิมได้ และทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์อันดีที่ได้ตั้งใจไว้ ถ้าปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คำว่าป่าอนุรักษ์คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ใครจะบุกรุกเข้ามาทำลายหรือแม้แต่หน่วยงานของภาครัฐเองก็สามารถที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงทัดทานจากใครอีกเลย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอให้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก พิจารณาข้อเสนออันเป็นประโยชน์เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ป่า เพื่อเป็นการรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่เก็บไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคตดังต่อไปนี้ คือ
1. การจัดสรรน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยการสนับสนุนให้มีแหล่งกักเก็บน้ำใกล้บ้านภายในชุมชนของตนเองพัฒนาฝาย และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ในชนบททุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยเน้นการจัดสรรอย่างเป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเนื่องจากหลายๆ โครงการของภาครัฐที่ผ่านๆ มา ที่ได้ดำเนินการให้กับท้องถิ่นนั้น เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วได้ถูกทิ้งร้าง หรือปล่อยให้ทรุดโทรม ชำรุดหรือถูกขโมยชิ้นส่วนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความตั้งใจของผู้ก่อสร้าง เนื่องจาก เป็นโครงการที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือบางโครงการแม้มีการใช้งาน แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น ควรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินโครงการอย่างครอบคลุมทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของรัฐอย่างแท้จริง
2. การบริหารจัดการน้ำท่วม ในหลายๆ พื้นที่ ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากการที่ลำน้ำสาธารณะตื้นเขินไม่ได้รับการขุดลอก มีการก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำสาธารณะทำให้น้ำไม่สามารถระบายไปได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ลำน้ำมีลักษณะแคบและเป็นคอขวด ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ และยังส่งผลให้เกิดการเอ่อล้นในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงควรเร่งดำเนินการในขั้นตอน ดังนี้
2.1 สิ่งก่อสร้างในลำน้ำกีดขวางทางน้ำ กรณีที่สิ่งก่อสร้างนั้น เช่น ฝาย ประตูระบายน้ำ หรือสะพานคอนกรีต ไม่ได้ใช้งาน หรือใช้งานไม่ได้ ควรมีการรื้อถอนออกเพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องกีดขวางทางน้ำเสียเอง
2.2  สำรวจเพื่อตรวจสอบแนวเขตทางน้ำตรวจสอบสิทธิการครอบครองของผู้รุกล้ำและแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย จัดทำรายชื่อผู้รุกล้ำเส้นทางน้ำและกำหนดมาตรการการรื้อ ถอนหรือบังคับใช้มาตรการที่มีอยู่แล้วโดยไม่เลือกปฏิบัติรวมทั้งการจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินรวม และจัดทำผังน้ำเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจสภาพตามธรรมชาติของลำน้ำและไม่บุกรุกเพิ่มโดยพิจารณาจากลักษณะการใช้พื้นที่จริงในปัจจุบันเป็นองค์ประกอบด้วย รวมทั้งต้องสอดคล้องกับฤดูการผลิต วิถีชุมชน และสภาวะอากาศภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งกระบวนการจัดทำจำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนด้วย
2.3 ฟื้นฟูและป้องกันทรัพยากรป่าไม้ป่าไม้เป็นตัวยึดหน้าดินและดูดซับน้ำ แต่ป่าต้นน้ำยังคงถูกบุกรุกอย่างต่อเนื่อง การที่ป่าต้นน้ำหายไปจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเนื่องจากไม่มีผืนป่าไว้คอยดูดซับน้ำ ดังนั้นการปลูกป่าจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลควรดำเนินการอย่างจริงจังในการควบคุมการบุกรุกป่า การลักลอบตัดไม้ และการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า เพื่อให้ไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติม รวมทั้งฟื้นฟูป่าที่เริ่มเสื่อมสภาพจากการถูกบุกรุก
3. การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก สามารถทำได้ด้วยการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ และจัดระบบการเพาะปลูกควรมีการจัดระบบการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศปรับปรุงเพื่อการใช้งานแก้มลิงตามธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพื้นที่แก้มลิงควรสามารถใช้งานเพื่อรองรับน้ำได้ในเวลาที่น้ำท่วมสูงสุดไหลผ่าน (ราวเดือนสิงหาคม- พฤศจิกายน) ซึ่งการบริหารจัดการต้องสอดคล้องกันระหว่างระบบการปลูกพืช และการใช้ระบบแก้มลิง รวมถึงการปรับปรุงห้วย หนอง บึง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำหรือเป็นแก้มลิงในช่วงหน้าน้ำหลากลงทุ่งนั่นเอง
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอความกรุณาจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้โปรดพิจารณาโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใหม่อย่างรอบคอบ รอบด้าน และนำผลการศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, เขื่อนแม่วงก์เรื่อง ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์
เรียน คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีแนวนโยบายในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงาน โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย