ปรับปรุงซ่อมบำรุงหน่วยพิทักษ์ป่าองค์ทั่ง และปราการทางน้ำองค์ทั่ง

อีเมล พิมพ์ PDF

องค์ทั่ง

 

ปรากฎการณ์ Algae Bloom กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF

Algae Bloomปรากฎการณ์ Algae Bloom หรือการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่ายในแหล่งน้ำ เช่นในทะเลสาบอีรี (Erie Lake) ส่งผลให้คนกว่าครึ่งล้าน ห้ามใช้น้ำประปาเพื่อดื่ม ทำอาหาร หรืออุปโภค ในเมืองโทเลโด (Toledo) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา และนี่ก็เป็นสัญญาณว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่พบบ่อยครั้งและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า ปรากฎการณ์ Algae Bloom ที่มีพิษจะส่งผลให้น้ำประปาเป็นอันตราย รวมทั้งคร่าชีวิตสัตว์ป่าจากการดื่มกิน เช่นเมื่อปีที่ผ่านมา เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นที่ฟลอริด้าและทำลายชีวิตของมานาตี สัตว์ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพะยูน Algae Bloom นอกจากจะทำร้ายสัตว์ใหญ่อย่างมานาตี ยังทำให้ปลาตายอีกจำนวนมาก

 

คำสารภาพของศศิน เฉลิมลาภ หนึ่งปีเดินเท้าผ่านไป แต่งานอนุรักษ์ยังคงเดินไม่มีพัก

อีเมล พิมพ์ PDF

ศศิน เฉลิมลาภเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ชายคนหนึ่งที่เดินเท้าจากป่าแม่วงก์เป็นที่สนใจจากสังคมผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ย่างก้าวจากป่าเพื่อประกาศให้คนไทยตระหนักรู้ว่าการสร้างเขื่อนในป่าแม่วงก์เป็นทางเลือกที่ไม่คุ้ม และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของผืนแผ่นดินของคนไทยทุกคน การเดินเพื่อรักษาป่า เกิดขึ้นเพื่อให้คนไทยได้ตอบรับความคิดและเดินตามทั้งนัยความหมายจริงและแฝง การเดินเท้าโดยมีโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ในมือ สร้างกระแสได้ประสบผลสำเร็จ ปลุกกระแสอนุรักษ์ให้ฟื้นตื่นอีกครั้ง

วันนั้นศศิน เฉลิมลาภ เดินเท้าเข้าสู่หอศิลป์กรุงเทพมหานครตามด้วยขบวนเดินยาวเยียด มีผู้ร่วมความคิด และสื่อมวลชนรอรับอยู่อย่างคับคั่ง หนึ่งปีผ่านไป เบื้องลึกเบื้องหลังของการเดินเท้าอันเต็มไปด้วยรายละเอียด  ในวันนี้  ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสียร ยังยืนยันอุดมคติมั่นคงเช่นเดิม

 

การอยู่รอดของหมีขาว ในยุคน้ำแข็งละลาย

อีเมล พิมพ์ PDF
"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน
Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
การคำนวณของเธอสรุปว่า เจ้านักล่าแห่งขั้วโลกอาจสามารถอยู่รอดได้เป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยอาศัยอาหารบนผืนดินเป็นหลัก เรียกว่าต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อให้เข้ากับยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นักวิทยาศาสตร์คนอื่นยังร่วมแสดงความเห็นว่า การที่น้ำแข็งในทะเลลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและจำนวนแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารหลักลดลงอย่างรวดเร็วในอาร์กติก อาจทำให้เจ้าหมีขั้วโลกสูญพันธุ์ในปี พ.ศ. 2563
จำนวนประชากรของหมีขาวที่อาศัยในบริเวณอ่าวฮัดสันมีน้อยกว่าหนึ่งพันตัว ในขณะที่ประชากรหมีขาวทั่วโลกมีอยู่ราว 25,000 ชีวิต แต่หมีที่อ่าวฮัดสันมีความสำคัญคือเป็นพื้นที่เดียวที่เจ้าหมีขั้วโลกปรากฎตัวให้เห็นไม่ยากนัก
พวกมันจะอาศัยบนผืนน้ำแข็งจนกระทั่งเริ่มละลายแล้วจึงอพยพมายังผืนแผ่นดิน และในระหว่างที่พวกมันอยู่บนผืนดินนั้น นักท่องเที่ยวจะเดินทางมายัง เมืองเชอร์ชิล (Churchill) เมนิโตบา (Manitoba) เพื่อไปชมเจ้าหมีขั้วโลกตามธรรมชาติ
แต่เดิมนั้น เราเข้าใจว่าหมีขั้วโลกจะไม่กินอาหารในขณะที่อาศัยบนผืนดิน และพวกมันมักจะหลับเพื่อรักษาพลังงานจนกระทั่งเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง และเดินทางกลับไปยังผืนน้ำแข็ง แต่เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นทำให้ผืนน้ำแข็งละลายเร็วกว่าแต่ก่อน ทำให้ในปัจจุบัน หมีขั้วโลกจะอพยพมาอยู่บนผืนดินก่อนสถิติที่พบในปี พ.ศ. 2523 ราว 3 สัปดาห์ และภายในปี พ.ศ. 2603 อ่าวฮัดสันจะไม่มีน้ำแข็งเป็นระยะเวลาถึง 6 เดือน
ในปี พ.ศ. 2553 นักนิเวศวิทยา Peter Molnar และทีมนักวิจัยได้ร่วมกันศึกษาความต้องการพลังงานของหมีขาว ซึ่งได้ผลสรุปว่าหากหมีขาวอยู่อาศัยโดยไม่ได้กินอาหารภายใน 6 เดือนจะทำให้ประชากรเพศผู้ตายละราว 28 ถึง 48 เปอร์เซ็นต์ และในอัตราการตายดังกล่าว หมีขาวย่อมสูญพันธุ์
แต่การวิเคราะห์ดังกล่าวได้มีข้อสมมติฐานว่าหมีขาวจะไม่กินอะไรเลยในระหว่างอยู่บนผืนดิน ซึ่ง Linda J. Gormezano อธิบายว่านี่ไม่เป็นความจริง
หากเจ้าหมีขาวตัวอ้วนท้วนเดินทางมายังชายฝั่งในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2603 Gormezano คาดว่าพวกมันจะสามารถรักษาพลังงานเอาไว้ได้โดยการกินไข่ห่าน รวมทั้งล่ากวางคาริบูที่ยังไม่โตเต็มที่ ส่วนหมีขั้วโลกตัวผู้ที่อ่อนแออาจจำเป็นต้องได้รับสารอาหารตามเมนูที่เขียนไว้ข้างต้นเพื่อให้สามารถเอาชีวิตรอดใน 6 เดือนที่ไม่ได้อยู่บนผืนน้ำแข็ง
แต่ก็ยังมีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบคือ มันคุ้มค่าหรือไม่กับพลังงานที่เสียไปเพื่อการล่าห่านหรือกวางคาริบูเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณแคลอรีที่ได้รับจากเหยื่อ ถ้าหากมันคุ้มค่า อนาคตของหมีขาวก็คงสดใสเพราะอ่าวฮัดสันปัจจุบันยังคงมีห่านและกวางคาริบูจำนวนมาก
“มันยังมีความเป็นไปได้ในการป้องกันหมีขาวจากสภาวะอดอยากตามที่ Peter Molnar คาดการณ์ไว้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพลังงานที่ใช้ในการล่าอาหารมันคุ้มค่าหรือไม่”Linda J. Gormezano กล่าว
ในขณะที่ Peter Molnar ยังคงตั้งคำถามกับงานวิจัยของ Gormezano โดยพิจารณาจากแนวโน้มของประชากรหมีขั้วโลก "เพราะในระหว่างปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ.2548 ประชากรหมีขาวนั้นลดลงอย่างมาก และเราก็รู้ดีว่าสภาพร่างกายของพวกมันแย่ลงเรื่อยๆ และอดอยากมากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ว่า พวกมันจะสามารถอยู่รอดด้วยอาหารบนผืนดินหรือไม่ แต่คำถามจริงๆ ก็คือ ทำไมพวกหมีขาวจึงไม่กินอาหารอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการลดจำนวนลงของประชากร”
ถอดความจาก As Sea Ice Shrinks, Can Polar Bears Survive on Land?โดยEmma Marris เข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140717-polar-bears-goose-eggs-global-warming-arctic-environment/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
หมีขาว"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน

Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
 

ปลายทางของขยะพลาสติกในทะเล

อีเมล พิมพ์ PDF
หลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
“ในการสำรวจของเราพบว่า ยังมีพลาสติกอีกจำนวนมากที่มีขนาดตั้งแต่ระดับไมครอนถึงมิลลิเมตร ไม่ได้ถูกรับรวมในการประเมินการปนเปื้อนของพลาสติกบนผิวน้ำ ที่สำคัญคือเราไม่รู้เลยว่าพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างไร พลาสติกอาจเข้าไปปนเปื้อนในสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร หรือแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยและจมลงไปในทะเลลึก”Andres Cozar Cabañas อาจารย์จาก University of Cadiz ประเทศสเปนกล่าว
ส่วนผลกระทบของเศษพลาสติกต่อระบบนิเวศในทะเลลึกที่นับว่ายังเป็นเรื่องลึกลับและมนุษย์เข้าใจน้อยมากก็ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ “น่าเสียดาย ที่เศษพลาสติกเหล่านี้คงทำให้ระบบนิเวศใต้ทะเลลึกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากก่อนที่เราจะได้รู้จักมันเสียอีก” Andres Cozar Cabañas กล่าวเสริม
คำตอบที่แน่นอนว่าพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นเดินทางไปที่ใด และจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร ก็ยังเป็นคำถามที่ Andres Cozar Cabañas กำลังค้นหาคำตอบ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คำถามดังกล่าวยังไม่ได้รับคำตอบก็เนื่องจากศาสตร์ของการศึกษาขยะในทะเลนั้นเพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน พลาสติกได้รับการคิดค้นครั้งแรกในราวกลางศตวรรษที่ 18 และถูกผลิตจำนวนมากนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางตรงกันข้าม เศษขยะในทะเลนั้นเพิ่งได้รับการศึกษาเมื่อเวลาไม่ถึงทศวรรษมานี้เอง
“นี่ถือเป็นเรื่องใหม่มากเพราะหลายคนคิดว่าทางออกของการแก้ปัญหาขยะคือการปล่อยให้มันย่อยสลายหายไปเอง หรือง่ายๆ ก็แค่หันหลังกลับไป แล้วปล่อยให้พวกขยะถูกพัดพาหายไปจากสายตา หายไปจากความคิด” Douglas Woodring ผู้ก่อตั้งกลุ่มนักอนุรักษ์ Ocean Recovery Alliance ประเทศฮ่องกงกล่าว
เกาะขยะทางตอนเหนือของแปซิฟิก เป็นพื้นที่แรกที่ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยนักผจญภัย Charles Moore ขณะที่เขาพายเรือกลับไปยังแคลิฟอร์เนียหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันพายเรือคายัค
การศึกษาด้านขยะในทะเลนั้นยังจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ตั้งแต่นักสมุทรศาสตร์ไปจนถึงวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการขยะ
“นับว่าเรายังอยู่ในขั้นตอนแรกมากๆ ในการเข้าใจขยะพลาสติกในทะเล ถ้าลองจินตนาการว่าในอนาคต จะมีขยะพลาสติกเพิ่มมากกว่านี้อีก 10 เท่าหรือ 100 เท่า เราก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร” Kara Lavender Law นักสมุทรศาสตร์จากสถาบันการศึกษาทางทะเล Massachusetts แสดงความเห็น “และถ้าเรายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ว่าขยะพลาสติกส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร เราก็ไม่สามารถบอกคนทั่วไปได้ว่าปัญหาที่เรากำลังจะเผชิญนั้นใหญ่แค่ไหน”
ทีมนักวิจัยของ Andres Cozar Cabañas นั้นเดิมทำการวิจัยระยะเวลา 9 เดือนในโครงการ Malaspina expedition of 2010 ของสถาบันวิจัยแห่งชาติสเปน เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาวะโลกร้อนต่อมหาสมุทรและความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลลึก ซึ่งทีมของ Cozarได้รับมอบหมายในเรื่องสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก แต่เมื่อเศษพลาสติกติดมากับการเก็บตัวอย่างแทบทุกครั้ง พวกเขาจึงเลือกเปลี่ยนมาศึกษาระดับการปนเปื้อนของมลภาวะพลาสติกแทน
ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทะเลจากสถานที่ต่างๆ กว่า 3,070 ตัวอย่าง “หนึ่งในตัวอย่างที่น่าตกใจที่สุดคือการที่มีเศษพลาสติกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในมหาสมุทรที่ห่างจากพื้นทวีปหลายพันกิโลเมตร”
Andres Cozar Cabañas ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่พลาสติกถูกย่อยสลายจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วหายไปนั้น อาจเนื่องจากที่เศษพลาสติกถูกกินโดยปลาตัวเล็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในระดับความลึก 600 ฟุตถึง 3,300 ฟุต หรือ 180 เมตร ถึง 1,000 เมตรใต้ผิวน้ำ ซึ่งปัจจุบันปลาในระดับความลึกดังกล่าวมีการศึกษาน้อยมาก เรารู้แต่ว่ามันมีจำนวนค่อนข้างเยอะ มักจะหลบนักล่าโดยแฝงตัวในความมืด และขึ้นมากินอาหารที่ผิวน้ำในตอนกลางคืน
ปลาในระดับความลึกนี้ที่เรารู้จักกันดีคือปลาแลนเทิร์น ที่เป็นตัวเชื่อมหลักในเขตร้อนชื้อระหว่างแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำที่มีกระดูกสันหลัง เนื่องจากปลาสแลนเทิร์นนั้นนับว่าเป็นอาหารหลักของปลาเพื่อการพาณิชย์ เช่นปลาทูน่า ปลาดาบ ซึ่งพลาสติกที่ปลาแลนเทิร์นกินเข้าไปย่อมหลุดเข้าในห่วงโซ่อาหาร
“มันมีสัญญานบอกว่าปลาที่กินแพลงก์ตอนเช่นพวกปลาขนาดเล็กน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบหลักจากมลภาวะจากพลาสติก ซึ่งหากสมมติฐานนี้เป็นจริง ผลกระทบจากขยะพลาสติกนั้นก็จะใหญ่กว่าแค่พื้นที่ในทะเล”Andres Cozar Cabañas กล่าว
ถอดความจาก “First of Its Kind Map Reveals Extent of Ocean Plastic” โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140715-ocean-plastic-debris-trash-pacific-garbage-patch/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พลาสติกหลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า