มูลนิธิสืบนาคะเสถียร รับสมัครเจ้าหน้าที่ 3 อัตรา

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

จี้กพร.เปิดชื่อชาวบ้านเหยื่อพิษเหมือง250คน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ทองคำ ได้ให้ข้อมูลกรณีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำในพื้นที่พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ว่า สถานการณ์ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงนายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรียกร้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
1.ขอให้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อประชาชนผู้ป่วยจำนวน 250 คน ที่อธิบดี กพร.มีคำสั่งให้บริษัท อัครารีซอร์สเซส (มหาชน) จำกัด นำไปรักษาเพื่อขอให้ทราบในการดำเนินการ
2.ขอให้ตรวจสอบและมีการเปิดเผยตัวเลขข้อมูลและสถิติการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบันในเขตพิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร สู่สาธารณะตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพื่อเปรียบเทียบว่าเกิดความผิดปกติหรือไม่ในการมีเหมืองแร่ทองคำ
3.ขอให้ดูแลเรื่องค่าแรงงานคนงานภายในเหมืองแร่ทองคำ ขณะบริษัทปิดทำการถึงแม้จะเป็นเรื่องภายในของบริษัทฯแต่ว่าคนงานจำนวนมาก คือ คนในชุมชนรอบเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและแตกแยกในชุมชน เนื่องจากคนงานเกรงว่าพวกเขาจะตกงานและบางคนเข้าใจผิด ว่ากลุ่มชาวบ้านที่เรียกร้องทำให้พวกเขาต้องตกงาน เพื่อลดปัญหาการแตกแยกที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้
4.ขอให้ผู้ประกอบการยอมรับในผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทีร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิตที่ผ่านมา เพื่อหาทางแก้ไขช่วยเหลือประชาชนร่วมกัน และแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
"มีกลุ่มคนงานของบริษัทเข้ารับการตรวจสารพิษ และพนักงานหลายคนไม่ได้รับรายงานผลตรวจเลือดของตน และไม่กล้าแสดงตนเพราะกลัวจะตกงาน เราจึงขอเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลโดยด่วน เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลสำคัญและจะได้ทราบว่าชาวบ้านรายใดตรวจแล้วหรือยังไม่ตรวจ เพื่อความสะดวกในการทำงานร่วมกับหน่วยงานกลางต่างๆ" ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบฯ กล่าว
สื่อกัญญา ระบุด้วยว่า จากที่เป็นข่าวอยู่นั้นว่าบริษัทได้รายงานไปยังอุตสาหกรรมว่า ได้ส่งผู้ป่วยไปตรวจรักษาแล้วนั้น พวกเราชาวบ้าน 3 จังหวัด ยังไม่เคยทราบเรื่องมาก่อนว่าผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับสารพิษในเลือดจำนวน 250 คน ตามคำสั่งอธิบดี กพร.ซึ่งเป็นผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2556 ว่าเป็นใครบ้าง และเหตุใดบริษัทและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจึงปล่อยปละละเลยปกปิดข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับชาวบ้าน
น.ส.สื่อกัญญา ระบุอีกว่า ขอให้ผู้ประกอบการยอมรับในผลตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้ช่วยเหลือเร่งด่วนต่อชาวบ้านอย่างเสมอภาคกัน ไม่เลือกปฎิบัติเฉพาะกลุ่มคน เนื่องจากชาวบ้านที่ป่วยหนักส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในเหมือง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเกรงว่าหากยอมรับผลจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจของบริษัทในเครือ จึงอาจพยายามปกป้องโดยการใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการเข้าในพื้นที่พูดไม่ให้ประชาชนตกใจ หรือตื่นตระหนก กับผลตรวจเลือดที่ผ่านมา
"ชาวบ้านสับสนและไม่เร่งตรวจหาสารพิษและส่งผลให้ไม่ระวัง ตัวและรับสารพิษเพิ่ม กรณีของนางบุญยืน อุกอาจ  ชาวบ้านหมู่ 3บ้านเขาดิน ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าตนเองมีชีวิตปกติ ไม่เจ็บป่วย ซึ่งพบว่าเมื่อทีมของนิติวิทยาศาสตร์และม.รังสิตลงพื้นที่ตรวจเลือด นางบุญยืน ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือดพิสูจน์แต่อย่างใด และสามีของเธอก็เป็นคนงานเหมืองในปัจจุบัน ซึ่งการที่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือ ล่าช้าในการรับการตรวจ ก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตนเอง ที่เกิดจากสารพิษซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมมากขึ้น" น.ส.สื่อกัญญา ระบุ
ภาพประกอบ การทำเหมืองทองคำที่ระเบิดภูเขาทั้งลูก จาก manager.co.th
เหมืองแร่เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ทองคำ ได้ให้ข้อมูลกรณีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำในพื้นที่พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ว่า สถานการณ์ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงนายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรียกร้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
 

กระเช้าไฟฟ้าหายนะที่กำลังมาเยือน.. ภูกระดึง

อีเมล พิมพ์ PDF
จากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน.. โปรเจคท์” คุณเต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนชมรม OK Nature ได้หยิบยกประเด็นกระเช้าภูกระดึงพาหนะหรือหายนะ ขึ้นมานำเสนอเพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองที่ว่าหากโครงการกระเช้าไฟฟ้าเกิดขึ้น ผลพวงที่จะตามมาสู่ภูกระดึงในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร
คุณเต็งพ้งได้พูดถึงประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปศึกษาดูกระเช้าเพื่อการท่องเที่ยวในหลายประเทศ และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรายงานโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงว่า จากการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีประเทศใดในโลกสามารถนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปได้ชั่วโมงละ 4,000 คน อย่างที่งานวิจัยได้รายงานมา และภูกระดึงควรเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยากไม่ใช่ว่าใครจะขึ้นไปก็ได้ ซึ่งจากรายงานดังกล่าวก็ไม่ได้ลงรายละเอียดอย่างครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และประชาชนในพื้นที่
อีกทั้งประเด็นเรื่องกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงที่ยกขึ้นมาว่าเป็นเรื่องของประชาชนในพื้นที่ เมื่อได้ศึกษาดูจากการสร้างกระเช้าในต่างประเทศ ไม่มีสถานที่ใดเมื่อสร้างแล้วประชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์แท้จริง แต่จะกลายเป็นผลประโยชน์เชิงธุรกิจในรูปแบบการทำสัมปทาน เป็นเศรษฐกิจเฉพาะเจ้าของสัมปทานเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ส่วนร้านค้า ลูกหาบ จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นลูกจ้างในระบบธุรกิจสัมปทาน จึงเกิดคำถามขึ้นว่ากระเช้าไฟฟ้านี้จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติเป็นที่สงวนไว้สำหรับ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.ใช้สำหรับในงานวิจัย 2.ใช้สำหรับการอนุรักษ์ 3.ในเรื่องนันทนาการ แต่ถึงแม้ในข้อสุดท้ายจะเป็นเรื่องนันทนาการ ก็ควรจะเป็นในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งแตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย ที่นักท่องเที่ยวไม่มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติ ทำให้เกิดความเสื่อมโสมของธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนรายงานยังไม่มีคำอธิบายถึงเรื่องการฟื้นฟู ว่าหากปล่อยให้นักท่องเที่ยวเยอะจนเกินที่ธรรมชาติรองรับได้จะมีการฟื้นฟูอย่างไร
ส่วนในประเด็นที่อ้างถึงความเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ที่ควรมีสิทธิขึ้นไปเที่ยวบนภูกระดึงได้เหมือนกันนั้น คุณเต็งพ้งได้ให้ความคิดว่า พื้นที่บางพื้นที่ไม่ได้เหมาะสำหรับคนบางคน และประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่เหมาะสมและสวยงามที่สามารถไปสัมผัสได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง อีกทั้งเมื่อมีนักท่องเที่ยวเยอะผลที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นของร้านสะดวกซื้อ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งทำให้ธรรมชาติไม่มีเวลาได้พักฟื้นอีกด้วย
ดังนั้นหากกระเช้าภูไฟฟ้ากระดึงถูกสร้างขึ้น นั่นจึงหมายถึงหายนะที่กำลังมาเยือนภูกระดึง และอาจเป็นข้ออ้าง “ภูกระดึงโมเดล” สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นภูหรือดอยอื่นๆ อีกหลายแห่งในประเทศ ในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าเหมือนกัน เพราะถ้าภูกระดึงสามารถสร้างได้ที่อื่นก็คงจะไม่ยาก ในการที่จะสร้างกระเช้าฟ้าต่อคิวจากภูกระดึง
ภูกระดึงจากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน.. โปรเจคท์” คุณเต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนชมรม OK Nature ได้หยิบยกประเด็นกระเช้าภูกระดึงพาหนะหรือหายนะ ขึ้นมานำเสนอเพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองที่ว่าหากโครงการกระเช้าไฟฟ้าเกิดขึ้น ผลพวงที่จะตามมาสู่ภูกระดึงในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร
 

โลกร้อน กับความอยู่รอดของปะการัง

อีเมล พิมพ์ PDF
เช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว
ปรากฎการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าอุณหภูมิของน้ำจะขึ้นหรือลง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ผลกระทบของมันต่อระบบนิเวศปะการังนั้นใหญ่และอาจทำให้ปะการังตายได้ เพราะตัวปะการังหรือโพลิป (Polyps)จะปลดปล่อยแหล่งอาหารหรือสาหร่ายที่เป็นสีสันของปะการัง เมื่อไม่มีแหล่งอาหาร ปะการังก็จะกลายเป็นสีขาวและตายในที่สุด
การดำน้ำในยามเช้าของ Chris Langdon ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เขาทำอย่างต่อเนื่องในการเข้าใจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุณหภูมิน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าความเป็นกรดในทะเล ที่เขาสนใจแนวปะการังก็เนื่องจากบทบาทของปะการังในการเป็นแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ทั่วโลก
แนวปะการัง ถือว่าเป็นป่าฝนของท้องทะเล กินพื้นที่ราว 0.1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นมหาสมุทร แต่กลับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลากว่า 1 ใน 4 ของโลก ซึ่งมนุษย์ทั่วโลกต่างต้องพึ่งพิงแหล่งอาหารและทรัพยากรธรรมชาติจากทะเล Chris Langdon จึงต้องการเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนั้นจะสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้หรือไม่
“เวลาที่คุณพูดกับคนอื่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งแรกเขาจะปฏิเสธ แต่เมื่อคุณสามารถชังจูงเขาได้ คนส่วนใหญ่ก็จะยอมแพ้ต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว โดยไม่คิดที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งที่ธรรมชาติของมนุษย์คือการแก้ปัญหา แม้ว่ามันจะดูไม่มีความหวัง และสำหรับผม คำถามที่ว่าคืออนาคตของปะการังจะเป็นเช่นไร”Chris Langdon กล่าว
แนวปะการังนั้นประกอบด้วยกลุ่มก้อนนับล้านล้านของตัวปะการังขนาดจิ๋ว เป็นสัตว์ที่สามารถให้สิ่งมีชีวิตคล้ายสาหร่ายเรียกว่า zooxanthellaeได้อยู่อาศัยในเนื้อเยื่ออย่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปะการังจะให้ที่พักพิงที่ปลอดภัยในขณะที่ zooxanthellae จะผลิตสารอาหารสำคัญแก่ปะการัง
ปะการังจะเติบโตในน่านน้ำเขตร้อน โดยมีแนวปะการังใหญ่ที่สุดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Great Barrier Reef ซึ่งกินพื้นที่ยาวกว่า 1,200 ไมลส์ โดยส่งผลทางบวกต่อชุมชนโดยรอบผ่านตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวตลอดชายฝั่งที่สูงถึง 6.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อไป แต่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับปะการังนั้นค่อนข้างแย่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปนเปื้อนจากการเกษตร การประมงเกินขนาด การพัฒนาชายฝั่ง รวมทั้งการที่มีนักท่องเที่ยวมากเกินไปซึ่งส่งผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการังและความสามารถในการอยู่รอด
และด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกว่า 3 ศตวรรษ จากตัวเลขสถิติซึ่งจัดเก็บโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency) เนื่องจากการสะสมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ พื้นที่กว่าร้อยละ 70 ของโลกที่ปกคลุมด้วยมหาสมุทรนั้นก็จำต้องรับก๊าซดังกล่าวไม่ต่างจากฟองน้ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิรยากับน้ำทำให้มีความเป็นกรดสูงขึ้น ซึ่งคุกคามสิ่งมีชีวิตในทะเลเช่นปะการังหรือหอยนางรม ในการสร้างเปลือกหรือกระดูก
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA)ได้ระบุปะการังอีก 20 สปีชีส์ให้อยู่ในสภาวะถูกคุกคาม ภายใต้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยมีปะการังฝั่งอินโด-แปซิฟิก 15 สปีชีส์ และปะการังแคริบเบียน 5 สปีชีส์ โดยปะการังสำคัญที่มีจำนวนมากและเป็นแนวหลักในการสร้างแนวปะการังของทะเลแคริบเบียน เช่นปะการังเขากวาง ก็ได้อยู่ในบัญชีถูกคุกคามตั้งแต่ปี พ.ศ.2549
ความพยายามในการฟื้นฟูปะการังก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และหลายโครงการก็ประสบความสำเร็จ เช่นโครงการฟื้นฟูแนวปะการังโดยรอบสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ที่ฟื้นฟูขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประกาศห้ามการจับปลานกแก้ว ปลาที่ทำหน้าที่สำคัญในแนวปะการังโดยจะกินสาหร่ายที่อาจเติบโตเกินพอดีและทำให้ปะการังขาดอากาศ
แต่ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลบกลืนความพยายามที่จะลดความเสียหาย อัตราการเปลี่ยนแปลงทั้งอุณหภูมิและความเป็นกรดในทะเลนั้น ปัจจุบันถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาเนื่องจากปะการังนั้นใช้เวลาราว 15 ปีในการเติบโตก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และขยายพันธุ์เพียงปีละ 1 ครั้ง
จากการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดย NOAA ปะการังกว่าครึ่งหนึ่งในทะเลแคริบเบียนได้ฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และหากอุณหภูมิยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้เหตุการณ์ดังกล่าวก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ปะการังนั้นมีชีวิตอยู่มากว่า 200 ล้านปี โดยสามารถมีชีวิตรอดได้แม้ในช่วงเวลาที่มีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่การสูญพันธุ์ในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าเทียบกับปัจจุบันที่มีความเร็วมากกว่านับร้อยเท่า”Chris Langdon กล่าว
ภายในสิ้นศตวรรษนี้ คาดว่าความเป็นกรดในทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าโดยมีการเพิ่มขึ้นในรูปแบบอัตราเร่ง
“เราคาดว่าในที่สุดแล้ว อัตราการปรับตัวของปะการังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มช้าลง และอาจนำไปสู่การสูญสิ้นสปีชีส์ดังกล่าว”Chris Langdon กล่าว
ถอดความบางส่วนจาก As Oceans Heat Up, a Race to Save World's Coral Reefs โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2015/01/151015/coral-reef-death-climate-change-science-animals/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ปะการังเช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว
 

จับตาการผลักดันกฎหมาย GMO ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
นักวิชาการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เกษตรอินทรีย์ และภาคประชาสังคมจับตาการผลักดันกฎหมายจีเอ็มโอผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ หลังคณะทำงานจีเอ็มโอเห็นชอบให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2550 ควบคุมการทดลองอย่างเข้มงวด
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีวิถี ได้แถลงในการประชุมเพื่อวิเคราะห์ “ร่างพรบ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ....” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ว่า หลังจาก "คณะทำงานศึกษาแนวทางการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมและผลิตภัณฑ์มาใช้ใน ประเทศไทย" ได้ประชุมครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 โดยที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การทดลองเรื่องจีเอ็มโอนั้นให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ที่มีเงื่อนไขควบคุมการทดลองจีเอ็มโอในภาคสนามที่เข้มงวด เช่น ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทดลองในสถานที่ของราชการเท่านั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ องค์กรสาธารณะประโยชน์ และนักวิชาการ และคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้อนุมัติให้มีการทดลองเป็นรายกรณีนั้น ทำให้การผลักดันของบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติและกลุ่มผู้สนับสนุนจีเอ็มโอต้องสะดุดลงชั่วคราว กลุ่มดังกล่าวจึงต้องเร่งให้มีการผลักดันพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อใช้เป็นกฎหมายให้มีการบังคับใช้โดยเร็วแทน
“ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกยกร่างขึ้นโดยกลุ่มผู้สนับสนุนเรื่องจีเอ็มโอ การผลักดันกฎหมายนี้ให้ผ่านสนช.ไปโดยเร็วจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ แต่จะไม่ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิเกษตรกร และกลุ่มธุรกิจอาหารท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนทางพันธุกรรรม” นายวิฑูรย์ กล่าว
ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล คณะนิติศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า ยังมีประเด็นที่ควรปรับปรุง เพราะมีหลายข้อที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสากลในพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพและพิธีสารเสริมนาโงย่า-กัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการรับผิดและชดใช้ความเสียหาย เช่น กรณีผลกระทบจากกรณีจีเอ็มโอนั้นในพิธีสารครอบคลุมถึงการคุ้มครองผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจ และอนุญาตให้ใช้ดุลพินิจตามสมควรได้แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ในร่างกฎหมายระบุว่าต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ควรปรับปรุงร่างกฎหมายในมาตรา 17 โดยควรบัญญัติในลักษณะ ห้ามมิให้มีการผลิตหรือนำเข้าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิด เว้นแต่จะได้ประกาศยกเว้นไว้ แทนที่จะเปิดกว้างและควบคุมเฉพาะพืชจีเอ็มโอที่ประกาศเป็นคราวๆ และการกำหนดให้มีการชดเชยความเสียหายเฉพาะกรณีที่มีการปลดปล่อยจีเอ็มโอ นอกบัญชีการปลดปล่อยสิ่งแวดล้อมเท่านั้นเป็นรูปแบบกฎหมายที่อาจขัดกับวัตถุประสงค์ของพิธีสารและไม่ได้คุ้มครองผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากพืชจีเอ็มโอซึ่งได้รับการอนุญาตให้มีการปลดปล่อยต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว
รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน แถลงว่า จากการรับฟังความคิดเห็นตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ คณะกรรมการอิสระคุ้มครองผู้บริโภคพบว่า การผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปโดยเร็วจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ แต่จะเกิดผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมข้าวโพดหวาน เกษตรกรและกลุ่มธุรกิจด้านเกษตรอินทรีย์ และธุรกิจอาหารอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค “คณะกรรมการฯจะทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้เอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และได้ปรับปรุงเนื้อหาให้คุ้มครองสิทธิของเกษตรกร ผู้บริโภค และกลุ่มธุรกิจต่างๆที่จะได้รับผลกระทบ”
GMOนักวิชาการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เกษตรอินทรีย์ และภาคประชาสังคมจับตาการผลักดันกฎหมายจีเอ็มโอผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ หลังคณะทำงานจีเอ็มโอเห็นชอบให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2550 ควบคุมการทดลองอย่างเข้มงวด
 

วสท.แถลงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเรื่องโครงการน้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. ได้อกแถลงการณ์แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะ ถึงรัฐบาลและคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีเนื้อหาดังนี้
แถลงการณ์ในนาม คณะอนุกรรมการวิศกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมน์
ตามที่นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 85/2557 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 และได้มอบหมายให้นักวิชาการจากอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำร่วมเป็นคณะอนุกรรมการฯ ในคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยให้ความเห็นในฐานะนักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญในงานวิศวกรรมแหล่งน้ำอย่างเป็นกลางและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง บัดนี้กระแสข่าวเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และกรอบวงเงินดำเนินการโครงการต่างๆ เป็นงบประมาณมหาศาล ซึ่งได้สร้างความสับสนต่อสาธารณชนในวงกว้าง คณะอนุกรรมการวิศกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงขอแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะมายังรัฐบาล และคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ ดังนี้
1. ร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่คณะทำงานได้จัดทำออกมาเมื่อเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 มีเนื้อหาสาระหลายส่วนไม่สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานที่ได้กำหนดร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดทำเนื้อหาหลายส่วนแสดงให้เห็นถึงการขาดตวามเข้าใจในกระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ เนื่องจากคณะทำงานส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินโครงการต่างๆ คณะทำงานจึงมีเป้าประสงค์ที่จัดเจนในการกำหนดแผนการใช้งบประมาณแบบเดิมๆ ผ่านการทำโครงการ แต่ขาดการพิจารณษความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหา อีกทั้งยังละเลย ไม่นำความเห็นของภาคประชาชนจากเวทีรับฟังทั้ง 9 เวทีทั่วประเทศ มาระมวลร่วมในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ฯ อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. ได้ส่งหนังสือติดตตามเร่งรัดการแก้ไขร่างยุทธศาสตร์ฯ มายังประธานกรรมการการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2558 แต่พบว่าคณะทำงานฯ ยังแสดงท่าทีเพิกเฉยต่อความเห็นทางวิชาการดังกล่าว คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงมีความมั่นใจว่า ร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่กำลังจะแล้วเสร็จนี้ ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศตามเป้าประสงค์อย่างแท้จริง
2. จากสาระสำคัญในข้อ 1 เมื่อแผนยุทธศาสตร์ฯ น้ำยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงยังไม่สามารถจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศได้ ดังนั้น การกำหนดโครงการต่างๆ ลงไปในแผนระยะยาว จึงเป็นการดำเนินการที่ข้ามขั้นตอนผิดหลักวิชาการ ไม่ต่างไปจากแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศที่มีกรอบวงเงินประมาณ 350,000 ล้านบาทของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการกำหนดการใช้งบประมาณของประเทศในการดำเนินโครงการที่ไม่อาจเล็งเห็นผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศแบบบูรณาการ รวมทั้ง การละเลยความเห็นของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ อาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ยากจะแก้ไขมากขึ้นตามมาอีกด้วย
ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดได้กำหนดงบประมาณการดำเนินการในระยะยาวไว้แล้ว โดยที่แผนยุทธศาสตร์น้ำฯ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หน่วยงานดังกล่าวต้องออกมาแจกแจงให้รายละเอียดเป็นรายโครงการแก่สาธารณะด้วย
3. นอกจากนี้ ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระหว่างการดำเนินการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเมื่อขั้นตอนการปฏิรูปเสร็จสิ้นราวปลายปี พ.ศ.2558 อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เป็นต้นว่า การผลักดันกฎหมายแม่บทการบริหารจัดการน้ำ การแยกองค์กรผู้กำหนดนโยบายฯ ออกจากหน่วยงานปฏิบัติอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งกำหนดพันธะกิจหน่วยงานปฏิบัติให้สอดคล้องกับโครงการสร้างการบริหารจัดการน้ำรูปแบบใหม่ เน้นนโยบายการจัดการน้ำที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมและเสนอแนวทางขึ้นมายังส่วนกลาง รวมทั้งอาจมีการปรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำฉบับ คสช. ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ให้มีความถูกต้องเหมาะสม เป็นที่ยอมรับของภาคประชาชนทั้งในระดับลุ่มน้ำและในระดับประเทศ ดังนั้น หน่วยราชการและรัฐบาลจึงไม่ควรอนุมัติงบประมาณ หรือโครงการใดๆ ที่เป็นการสร้างภาระผูกพันในระยะยาว แต่ควรรอให้ขั้นตอยการปฏิรูปเสร็จสมบูรณ์ก่อน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. ได้ให้ความเห็นต่อคณะทำงานฯ เพื่อปรับปรุงร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด แต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าของการปรับแก้ตามความเห็นของนักวิชาการ ในทางกลับกัน กลับมีกระแสข่าวยืนยันจากรัฐบาลว่าแผนยุทธศาสตร์น้ำใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการ การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และยังไม่ได้รับฟังความเห็นจากคณะที่ปรึกษาฯ รวมทั้ง ยังไม่ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญ คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานผู้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ ดำเนินการตามกรอบการดำเนินงานที่ได้กำหนดร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น และให้ความสำคัญกับขั้นตอนการรับฟังความเห็นของประชาชนเพื่อให้การกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และมาตรการ สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศได้อย่างสมบูรณ์
อนึ่ง คณะทำงานฯ และรัฐบาล ควรคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศมากกว่าการเร่งดำเนินโครงการที่ไม่ตอบสนองต่อปัญหา อันเป็นการใช้งบประมาณของประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพและยังอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคประชาชนในลุ่มน้ำต่างๆ ด้วย
หากข้อเสนอแนะของนักวิชาการถูกเพิกเฉย ละเลย ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาและความเสียหายของประเทศชาติตามกล่าวข้างต้น คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงขอยืนยันในจุดยืนของการทำงานตามหลักวิชาการ ดังที่ได้แสดงความชัดเจนมาตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมา และขอสงวนความเห็นที่ไม่เห็นชอบต่อแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฉบับที่อ้างถึงกันอยู่ในขณะนี้
วสทเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. ได้อกแถลงการณ์แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะ ถึงรัฐบาลและคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีเนื้อหาดังนี้
 

ทำไมจึงไม่เอากระเช้าขึ้นภูกระดึง โดย กลุ่มโอเคเนเจอร์

อีเมล พิมพ์ PDF

ภูกระดึง1. บนหลังแปภูกระดึง ไม่เหมือนบนยอดเขาหวงซาน ไม่เหมือนธารน้ำแข็งไห่โหลวโกว ที่จีน ไม่เหมือนโอวคูคานิที่ญี่ปุ่น ไม่เหมือนเกาะลังกาวีที่มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งไม่เหมือนที่เขาคอหงส์ที่สงขลา ที่ที่กล่าวมานั้น นักท่องเที่ยวมีพื้นที่ให้เดินอย่างจำกัดมาก มีเส้นทางแน่นอน ชัดเจน บางที่มีรั้วกั้นไม่สามารถออกนอกทางเดินได้ แต่ที่ภูกระดึงบนหลังแปนั้นพื้นที่กว้างใหญ่มาก นับสิบๆตารางกิโลเมตร แม้จะมีทางเดินที่ทำเป็นทางไว้ แต่คนก็ออกนอกพื้นที่ ออกนอกเส้นทางได้ตลอดเวลา คนยิ่งมากก็ยิ่งไร้การควบคุม ธรรมชาติย่อมเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน