ก้าวสู่อ้อมกอดป่าแม่วงก์

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2013 เวลา 16:40 น. webmaster seub
พิมพ์
ก้าวสู่อ้อมกอดป่าแม่วงก์
ราว 3 ชั่วโมงที่รถคันน้อยแล่นจากใจกลางมหานคร ย้อนไปตามเส้นทางสายเอเชียก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกขอคำปรึกษาจากที่นั่งด้านหน้า สายน้ำขุ่นคลั่กไหลเชี่ยวผ่านกลางถนนบริเวณต.หนองเบน หนองนมวัว และหนองกระดูกเนื้อ มีเพียงรถกระบะที่วิ่งสวนกันไปมาจนทำให้พลขับผู้เป็นเจ้าของรถลังเลใจ
“เอาไงดีวะ” เขาหันหลังกลับมาถามเพื่อนร่วมทาง ก่อนจะแวะจอดรถเพื่อพูดคุยเรื่องระดับน้ำกับคนในพื้นที่ แล้วจึงตัดสินใจขับรถคันน้อยลุยฝ่าน้ำลึกระดับประมาณ 30 เซนติเมตรก่อนจะเลี่ยงเข้าสู่ถนนดินแดงสายแคบที่ไม่โดนน้ำท่วม เราแล่นฝ่าผืนนาสุดลูกหูลูกตาที่กำลังออกรวงอร่าม ยืนหยัดอย่างปลอดภัยหลังพนังกั้นน้ำที่สูงกว่าถนนเพื่อรอวันเก็บเกี่ยวผลผลิต
แม้ว่าตลอดเส้นทางจะเห็นชาวบ้านหลายหลังคาเรือนกำลังเดือดร้อนเพราะอุทกภัย แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าปัญหาอยู่ที่ไม่มีเขื่อนหรืออยู่ที่คน
หลังจากรอดพ้นน้ำท่วมโดยสวัสดิภาพ เราก็เดินทางมาถึงเวทีคนต้องการเขื่อนที่จัดขึ้นบริเวณหน้าอำเภอลาดยาวเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 โดยมีนักการเมืองท้องถิ่นจากจ.นครสวรรค์ จ.กำแพงเพชร และ จ.อุทัยธานี ผลัดเปลี่ยนกันมาขึ้นเวทีเพื่อสนับสนุนให้มีการก่อสร้างเขื่อน ท่ามกลางมวลชนราวสองพันชีวิต ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่คือการโจมตีกลุ่ม NGOs ที่ออกมาคัดค้านให้ข้อมูลโครงการเขื่อนแม่วงก์ และให้ข้อมูลสถานการณ์ด้านน้ำท่วม
“พวกรักสัตว์ป่า รักผืนป่า มันไปบอกกับคนกรุงเทพฯว่าคนลาดยาวไม่รักสัตว์ป่า ไม่รักผืนป่า คิดจะทำลายป่า ทำลายสัตว์ ผืนป่าตะวันตกจะฉิบหายเพราะคนลาดยาว”
“ตอนนี้รายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว และศึกษาวิธีลดผลกระทบครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมแล้ว พร้อมจะสร้างแล้ว”
“ปีนี้ลาดยาวท่วม 2 ครั้ง แต่ที่แม่เล่ย์ ที่วังซ่าน ปีนี้ท่วม 5 ครั้ง ถ้าพวกมันมาเดินใหม่ก็คงจะไม่ถึงกรุงเทพฯ เพราะคงจะถูกน้ำท่วมมิดหัวมิดคออยู่ที่หนองเบน”
หลังจากฟังอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง ผมจึงเลี่ยงออกมาหลบพักในบ้านของหนึ่งในแกนนำคนลาดยาวไม่เอาเขื่อน เบื้องหลังประตูเหล็กที่ถูกปิดไว้อย่างมิดชิด ผมก็ได้นั่งลงพูดคุยเพื่อสอบถามถึงสถานการณ์
“คนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในตลาดลาดยาว เป็นคนที่มาจากรอบนอก ซึ่งก่อนวันชุมนุมมีการขอความร่วมมือ ติดป้ายประชาสัมพันธ์ และพูดผ่านหอกระจายเสียงเพื่อขอให้คนที่ต้องการเขื่อนแม่วงก์ออกมาแสดงพลัง” เขากล่าว ก่อนเล่าถึงการกระจายเสียงกดดันให้ผู้ที่คัดค้านเขื่อนออกจากพื้นที่
“คนพื้นที่ที่ไม่เห็นด้วยกับเขื่อนก็เยอะ แต่เขาพูดไม่ได้เพราะกลัวเรื่องอิทธิพล” ชายเบื้องหน้ากล่าวกับผมอย่างเจ็บใจ เพราะแผนการแจกเอกสารค้านเขื่อนในที่ชุมนุมครั้งนี้ถูกหยุดไว้ด้วยคำเตือนของคนในครอบครัว
เลยจากตัวอำเภอลาดยาวไม่ไกล เราก็แทบไม่เห็นร่องรอยของการถูกน้ำท่วม มันทำให้เราสงสัยว่าในตำบลแม่เล่ย์และตำบลวังซ่าน ซึ่งมีคำกล่าวอ้างว่าน้ำท่วมถึง 5 ครั้งนั้นเป็นความจริงหรือไม่
“แถวนี้ไม่เคยท่วม ที่ท่วมครั้งล่าสุดคือเมื่อ 20 – 30 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นมาก็ไม่ท่วม” ชาวบ้านในร้านขายของชำ ร้านอาหารตามสั่ง และร้านขายน้ำแข็งในตำบลแม่เล่ย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน หลังจากที่สอบถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอลาดยาวเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา
“ถ้าที่นี่ท่วม ที่ลาดยาวคงจะมิดคอ เพราะที่นั่นระบบระบายน้ำไม่ดี คลองเล็กนิดเดียว แถมยังมีที่นาเยอะ เขาก็กั้นน้ำไม่ให้เข้า” นี่คือคำบอกกล่าวจากแม่ค้าร้านอาหารตามสั่งที่เติบโตที่นี่ตั้งแต่อายุ 16 ปี
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ เคยลงพื้นที่ไปสำรวจการไหลของน้ำเมื่อเกิดน้ำท่วมในตัวอำเภอลาดยาวพบว่า น้ำที่ท่วมนั้นมาจากคลองแบ่ง คลองม่วง คลองไทร คลองตลิ่งสูง ที่ไหลมารวมกับลำน้ำแม่วงก์บริเวณเขาชนกัน ลำน้ำที่ไหลเข้าลาดยาวน้ำมีกว่า 10 ลำน้ำซึ่งการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะกั้นได้ลำน้ำเดียว
สิ่งที่พิสูจน์ได้คือบริเวณลำน้ำแม่วงก์ไหลผ่านก่อนถึงลาดยาวนั้นแทบไม่ได้รับอุทกภัยแม้ในวันที่ลาดยาวถูกน้ำท่วม
โครงการเขื่อนแม่วงก์เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยกรมชลประทานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่สองแห่งคือบริเวณเขาสบกกซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และพื้นที่เขาชนกันซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนซึ่งในที่สุดการประเมินผลความคุ้มค่าก็ผลักดันเขื่อนแม่วงก์เข้าไปสร้างในผืนป่าอนุรักษ์ทั้งๆที่หากมีการก่อสร้างในพื้นที่เขาชนกัน จะสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า และแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ได้ดีกว่า
รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่จะต้องจัดทำขึ้นตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ.2552 ไม่เคยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ
กระทั่งเดือนกันยายน พ.ศ.2556มีกระแสข่าวว่าทางสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)จะพยายามผ่านรายงานดังกล่าวมูลนิธิสืบนาคะเสถียรนำโดย ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิ จึงได้เข้ายื่นหนังสือต่อเลขาธิการสผ. คือคุณสันติ บุญประคับ ก่อนจะทำการเดินคัดค้านรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์จากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ถึงกรุงเทพฯ
แม้จะมีโอกาสได้ร่วมเดินคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ แต่คณะเดินทางทั้ง 5 ชีวิตกลับไม่เคยได้ก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ การก้าวเข้าสู่อ้อมกอดของผืนป่าครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เราจะพิสูจน์ความอุดมสมบูรณ์ที่กล่าวอ้างด้วยสองตาของตนเอง
ลมหายใจ ในอ้อมกอดแม่วงก์
เช้าตรู่วันต่อมา ทั้งห้าชีวิตเร่งสาวเท้าท่ามกลางเส้นทางมืดมิดด้วยความหวังว่าจะทันแสงเช้าที่มออีหืด ทางทรายสลับโคลนที่ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำทำให้การเดินช้าลง บางแห่งยังคงมีน้ำรินไหลจากฝนโปรยไพรยามดึกคืนวาน เส้นทางยาวไกลแต่กลับไม่มีทางขึ้นเนินจนมีคนเริ่มเอะใจ กระทั่งแสงอาทิตย์สาดแสงยามเจ็ดโมงเช้า เราก็มาถึงปลายทางที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำเย็น ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าเรามาผิดทาง !
แต่ระยะทาง 5 กิโลเมตรที่ฟันฝ่ากลับไม่สูญเปล่า เพราะระหว่างทางเราได้เก็บภาพต้นไม้ใหญ่และร่องรอยของสัตว์ป่า ที่แม้อาจไม่ชุกชุมเท่าผืนป่าห้วยขาแข้ง แต่ที่นี่ย่อมไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรม หรือไม่มีสัตว์ป่า ตามคำที่นักการเมืองท้องถิ่นกล่าวอ้าง
“ถ้าสังเกตดีๆในป่าแห่งนี้จะมีคันนา เพราะเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนก็พูดได้เต็มปากว่าที่นี่เป็นป่าเสื่อมโทรม เพราะมีชาวบ้านเข้ามาใช้เป็นที่ทำกิน แต่หลังจากมีการย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยย้ายไปบริเวณ ต.แม่เล่ย์ ซึ่งอยู่นอกเขตอุทยานฯ ผืนป่ามันก็ฟื้นตัว” พี่ดร เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์อธิบาย
มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 ได้ให้คำนิยามว่า ป่าเสื่อมโทรมคือสภาพป่าซึ่งไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ มีต้นไม้ขนาดรอบวง > 50-100 ซม. ที่ระดับความสูงเพียงอกน้อยกว่า 50 ต้น หรือมีต้นไม้ขนาดรอบวง > 100 ซม. ที่ระดับความสูงเพียงอกน้อยกว่า 13 ต้น ต่อพื้นที่ 6 ไร่ 1 งาน (1 เฮกแตร์)
จากการสำรวจของดร.ปรีชา ธรรมานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการป่าไม้และลุ่มน้ำ ได้ระบุว่ามีไม้ใหญ่ที่เส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 10 เซนติเมตร หรือเส้นรอบวงราว 80 เซนติเมตร ทั้งสิ้น 742,904 ต้น ในพื้นที่ที่จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำหากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งในจำนวนนี้มีไม้สักทั้งสิ้น 121,059 ต้น
ป่าผืนนี้จึงไม่มีทางที่จะเป็นป่าเสื่อมโทรมตามคำกล่าวอ้าง
ในแง่ของสัตว์ป่า ทางกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทยได้ทำการเผยแพร่ภาพที่ถ่ายจากกล้องดักถ่ายในบริเวณผืนป่าแม่วงก์ เช่นเสือโคร่ง เสือดาว กระทิง สมเสร็จ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง เพราะมีศักยภาพในการเป็นบ้านหลังใหม่ของสัตว์ป่าที่มีปริมาณมากขึ้นในผืนป่ามรดกโลก ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง
เราเดินทางไปกลับกินเวลาราว 3 ชั่วโมง ก่อนจะมาทิ้งตัวลงริมถนนหน้าป้ายที่เขียนว่า ‘เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำเย็น’ ส่วนทางขึ้นมออีหืดที่ถูกต้องนั้น อยู่ห่างจากจุดนี้ไปราว 200 เมตร
ผมยิ้มปลอบใจให้กับคณะเดินทางที่นั่งหมดแรงอยู่หน้าทางเข้า แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่มออีหืด แต่สิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราลุกขึ้นมาทำงานต่อคือภาพผืนป่าใหญ่ ที่ยืนยันความเชื่อว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง
อาลัยแม่เรวา อำลาป่าแม่วงก์
ผมนั่งแช่เท้าทอดอารมณ์อยู่ริมห้วยแม่เรวาในยามบ่าย สายน้ำไหลเย็น บ้างไหลอย่างเอื่อยเฉื่อย บ้างซัดกระแทกแก่งหินอึกทึก พื้นที่แห่งนี้ถูกเรียกว่าแก่งลานนกยูง เพราะในอดีตมักจะมีนกยูงรำแพนหางอยู่ที่ลานทรายริมแก่ง แม้ตอนนี้อาจไม่มีนกยูงมาเกี้ยวพาราสีเช่นเดียวกับในอดีต แต่ป่าผืนนี้กำลังฟื้นตัวและรอต้อนรับฝูงนกยูงกลับคืนสู่ผืนป่าอีกครั้ง
หากมีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แก่งลานนกยูงนี้คงจะหลงเหลือเพียงความทรงจำ
เมื่อครั้งน้ำท่วมลาดยาวในวันที่ 23 – 24 กันยายน 2556 หนังสือพิมพ์บางฉบับกล่าวโทษว่าน้ำที่ท่วมลาดยาวนั้นมาจากผืนป่าแม่วงก์ ถึงขนาดประกาศว่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ปิดอย่างไม่มีกำหนด ที่น่าแปลกใจคือในวันเดียวกันนั้นเองที่มีกลุ่มนักอนุรักษ์เดินทางเข้าไปในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พร้อมรายงานสถานการณ์ว่าในลำน้ำแม่วงก์ แม้จะมีน้ำมากกว่าปกติแต่ก็ไม่ได้ล้นตลิ่งหรือมีลักษณะขุ่นเหมือนน้ำป่าไหลหลาก เมื่อไปตรวจสอบสถิติน้ำฝนก็พบว่ามีปริมาณน้ำฝนราว 50 – 60 มิลลิเมตร ซึ่งไม่ได้มากจนถึงขนาดทำให้น้ำท่วมได้
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดของ ศศิน เฉลิมลาภ แกนนำต่อต้านเขื่อนแม่วงก์ที่ว่า ถึงมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็คงจะซ้ำรอยเขื่อนทับเสลา ในหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำ เพราะพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตเงาฝน
ยิ่งเมื่อได้ไปเห็นภาพผืนป่าและลำน้ำแม่วงก์บนมออีหืด (คราวนี้ไปไม่ผิดทาง) ก็ยิ่งยืนยันได้ว่าลำน้ำแม่วงก์เป็นเพียงแพะที่ถูกกล่าวโทษว่าทำให้น้ำท่วม และผืนป่าแม่วงก์เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่ช่วยซับน้ำและชะลอน้ำที่จะไหลบ่าลงท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชน
คงจะน่าเสียดายไม่น้อย หากผืนป่าแห่งนี้ถูกทำให้กลายสภาพเป็นเขื่อน ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งของพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตรได้ โดยที่ไม่รู้ว่า พวกเขาเองก็จะถูกเวนคืนที่ดินจำนวนกว่าหมื่นไร่เพื่อทำคลองคอนกรีต
เป็นปกติที่หากมีโครงการพัฒนารุกเข้าไปในผืนป่า ผู้ไม่เห็นด้วยย่อมมีจำนวนเพียงหยิบมือ เพราะจะมีแต่พวกนักอนุรักษ์ที่ออกมาโวยวายแทนต้นไม้และสัตว์ป่า ส่วนในมุมของประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ย่อมมองว่าเป็นโครงการฟรี เพราะเงินก่อสร้างมาจากภาษีของประชาชน และถึงจะสร้างแล้วแก้ปัญหาได้หรือไม่พวกเขาก็ไม่สูญเสียอะไร ประเด็นดังกล่าวจึงต้องถกเถียงด้วยข้อมูล มากกว่าสรุปว่าต้องสร้างเพราะประชาชนต้องการ
แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากมวลชนคนชั้นกลางในมหานคร แต่ท่าทีของผู้มีอำนาจบางรายยังดึงดันที่จะสร้างต่อ
เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง เราจึงได้แต่ยืนทอดอาลัยให้ลำห้วยแม่เรวา ก่อนจะบอกลากับผืนป่าแม่วงก์ เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พักกายในอ้อมกอดของแม่วงก์
แม่วงก์ราว 3 ชั่วโมงที่รถคันน้อยแล่นจากใจกลางมหานคร ย้อนไปตามเส้นทางสายเอเชียก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกขอคำปรึกษาจากที่นั่งด้านหน้า สายน้ำขุ่นคลั่กไหลเชี่ยวผ่านกลางถนนบริเวณต.หนองเบน หนองนมวัว และหนองกระดูกเนื้อ มีเพียงรถกระบะที่วิ่งสวนกันไปมาจนทำให้พลขับผู้เป็นเจ้าของรถลังเลใจ

“เอาไงดีวะ” เขาหันหลังกลับมาถามเพื่อนร่วมทาง ก่อนจะแวะจอดรถเพื่อพูดคุยเรื่องระดับน้ำกับคนในพื้นที่ แล้วจึงตัดสินใจขับรถคันน้อยลุยฝ่าน้ำลึกระดับประมาณ 30 เซนติเมตรก่อนจะเลี่ยงเข้าสู่ถนนดินแดงสายแคบที่ไม่โดนน้ำท่วม เราแล่นฝ่าผืนนาสุดลูกหูลูกตาที่กำลังออกรวงอร่าม ยืนหยัดอย่างปลอดภัยหลังพนังกั้นน้ำที่สูงกว่าถนนเพื่อรอวันเก็บเกี่ยวผลผลิต

แม้ว่าตลอดเส้นทางจะเห็นชาวบ้านหลายหลังคาเรือนกำลังเดือดร้อนเพราะอุทกภัย แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าปัญหาอยู่ที่ไม่มีเขื่อนหรืออยู่ที่คน

หลังจากรอดพ้นน้ำท่วมโดยสวัสดิภาพ เราก็เดินทางมาถึงเวทีคนต้องการเขื่อนที่จัดขึ้นบริเวณหน้าอำเภอลาดยาวเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 โดยมีนักการเมืองท้องถิ่นจากจ.นครสวรรค์ จ.กำแพงเพชร และ จ.อุทัยธานี ผลัดเปลี่ยนกันมาขึ้นเวทีเพื่อสนับสนุนให้มีการก่อสร้างเขื่อน ท่ามกลางมวลชนราวสองพันชีวิต ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่คือการโจมตีกลุ่ม NGOs ที่ออกมาคัดค้านให้ข้อมูลโครงการเขื่อนแม่วงก์ และให้ข้อมูลสถานการณ์ด้านน้ำท่วม

“พวกรักสัตว์ป่า รักผืนป่า มันไปบอกกับคนกรุงเทพฯว่าคนลาดยาวไม่รักสัตว์ป่า ไม่รักผืนป่า คิดจะทำลายป่า ทำลายสัตว์ ผืนป่าตะวันตกจะฉิบหายเพราะคนลาดยาว”
“ตอนนี้รายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว และศึกษาวิธีลดผลกระทบครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมแล้ว พร้อมจะสร้างแล้ว”
“ปีนี้ลาดยาวท่วม 2 ครั้ง แต่ที่แม่เล่ย์ ที่วังซ่าน ปีนี้ท่วม 5 ครั้ง ถ้าพวกมันมาเดินใหม่ก็คงจะไม่ถึงกรุงเทพฯ เพราะคงจะถูกน้ำท่วมมิดหัวมิดคออยู่ที่หนองเบน”

หลังจากฟังอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง ผมจึงเลี่ยงออกมาหลบพักในบ้านของหนึ่งในแกนนำคนลาดยาวไม่เอาเขื่อน เบื้องหลังประตูเหล็กที่ถูกปิดไว้อย่างมิดชิด ผมก็ได้นั่งลงพูดคุยเพื่อสอบถามถึงสถานการณ์

“คนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในตลาดลาดยาว เป็นคนที่มาจากรอบนอก ซึ่งก่อนวันชุมนุมมีการขอความร่วมมือ ติดป้ายประชาสัมพันธ์ และพูดผ่านหอกระจายเสียงเพื่อขอให้คนที่ต้องการเขื่อนแม่วงก์ออกมาแสดงพลัง” เขากล่าว ก่อนเล่าถึงการกระจายเสียงกดดันให้ผู้ที่คัดค้านเขื่อนออกจากพื้นที่

“คนพื้นที่ที่ไม่เห็นด้วยกับเขื่อนก็เยอะ แต่เขาพูดไม่ได้เพราะกลัวเรื่องอิทธิพล” ชายเบื้องหน้ากล่าวกับผมอย่างเจ็บใจ เพราะแผนการแจกเอกสารค้านเขื่อนในที่ชุมนุมครั้งนี้ถูกหยุดไว้ด้วยคำเตือนของคนในครอบครัว

เลยจากตัวอำเภอลาดยาวไม่ไกล เราก็แทบไม่เห็นร่องรอยของการถูกน้ำท่วม มันทำให้เราสงสัยว่าในตำบลแม่เล่ย์และตำบลวังซ่าน ซึ่งมีคำกล่าวอ้างว่าน้ำท่วมถึง 5 ครั้งนั้นเป็นความจริงหรือไม่

“แถวนี้ไม่เคยท่วม ที่ท่วมครั้งล่าสุดคือเมื่อ 20 – 30 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นมาก็ไม่ท่วม” ชาวบ้านในร้านขายของชำ ร้านอาหารตามสั่ง และร้านขายน้ำแข็งในตำบลแม่เล่ย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน หลังจากที่สอบถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอลาดยาวเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา

“ถ้าที่นี่ท่วม ที่ลาดยาวคงจะมิดคอ เพราะที่นั่นระบบระบายน้ำไม่ดี คลองเล็กนิดเดียว แถมยังมีที่นาเยอะ เขาก็กั้นน้ำไม่ให้เข้า” นี่คือคำบอกกล่าวจากแม่ค้าร้านอาหารตามสั่งที่เติบโตที่นี่ตั้งแต่อายุ 16 ปี

ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ เคยลงพื้นที่ไปสำรวจการไหลของน้ำเมื่อเกิดน้ำท่วมในตัวอำเภอลาดยาวพบว่า น้ำที่ท่วมนั้นมาจากคลองแบ่ง คลองม่วง คลองไทร คลองตลิ่งสูง ที่ไหลมารวมกับลำน้ำแม่วงก์บริเวณเขาชนกัน ลำน้ำที่ไหลเข้าลาดยาวน้ำมีกว่า 10 ลำน้ำซึ่งการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะกั้นได้ลำน้ำเดียว

สิ่งที่พิสูจน์ได้คือบริเวณลำน้ำแม่วงก์ไหลผ่านก่อนถึงลาดยาวนั้นแทบไม่ได้รับอุทกภัยแม้ในวันที่ลาดยาวถูกน้ำท่วม

โครงการเขื่อนแม่วงก์เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยกรมชลประทานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่สองแห่งคือบริเวณเขาสบกกซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และพื้นที่เขาชนกันซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนซึ่งในที่สุดการประเมินผลความคุ้มค่าก็ผลักดันเขื่อนแม่วงก์เข้าไปสร้างในผืนป่าอนุรักษ์ทั้งๆที่หากมีการก่อสร้างในพื้นที่เขาชนกัน จะสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า และแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ได้ดีกว่า

รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่จะต้องจัดทำขึ้นตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ.2552 ไม่เคยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ

กระทั่งเดือนกันยายน พ.ศ.2556มีกระแสข่าวว่าทางสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)จะพยายามผ่านรายงานดังกล่าวมูลนิธิสืบนาคะเสถียรนำโดย ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิ จึงได้เข้ายื่นหนังสือต่อเลขาธิการสผ. คือคุณสันติ บุญประคับ ก่อนจะทำการเดินคัดค้านรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์จากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ถึงกรุงเทพฯ

แม้จะมีโอกาสได้ร่วมเดินคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ แต่คณะเดินทางทั้ง 5 ชีวิตกลับไม่เคยได้ก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ การก้าวเข้าสู่อ้อมกอดของผืนป่าครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เราจะพิสูจน์ความอุดมสมบูรณ์ที่กล่าวอ้างด้วยสองตาของตนเอง

ลมหายใจ ในอ้อมกอดแม่วงก์
เช้าตรู่วันต่อมา ทั้งห้าชีวิตเร่งสาวเท้าท่ามกลางเส้นทางมืดมิดด้วยความหวังว่าจะทันแสงเช้าที่มออีหืด ทางทรายสลับโคลนที่ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำทำให้การเดินช้าลง บางแห่งยังคงมีน้ำรินไหลจากฝนโปรยไพรยามดึกคืนวาน เส้นทางยาวไกลแต่กลับไม่มีทางขึ้นเนินจนมีคนเริ่มเอะใจ กระทั่งแสงอาทิตย์สาดแสงยามเจ็ดโมงเช้า เราก็มาถึงปลายทางที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำเย็น ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าเรามาผิดทาง !

แต่ระยะทาง 5 กิโลเมตรที่ฟันฝ่ากลับไม่สูญเปล่า เพราะระหว่างทางเราได้เก็บภาพต้นไม้ใหญ่และร่องรอยของสัตว์ป่า ที่แม้อาจไม่ชุกชุมเท่าผืนป่าห้วยขาแข้ง แต่ที่นี่ย่อมไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรม หรือไม่มีสัตว์ป่า ตามคำที่นักการเมืองท้องถิ่นกล่าวอ้าง

“ถ้าสังเกตดีๆในป่าแห่งนี้จะมีคันนา เพราะเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนก็พูดได้เต็มปากว่าที่นี่เป็นป่าเสื่อมโทรม เพราะมีชาวบ้านเข้ามาใช้เป็นที่ทำกิน แต่หลังจากมีการย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยย้ายไปบริเวณ ต.แม่เล่ย์ ซึ่งอยู่นอกเขตอุทยานฯ ผืนป่ามันก็ฟื้นตัว” พี่ดร เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์อธิบาย

มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 ได้ให้คำนิยามว่า ป่าเสื่อมโทรมคือสภาพป่าซึ่งไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ มีต้นไม้ขนาดรอบวง > 50-100 ซม. ที่ระดับความสูงเพียงอกน้อยกว่า 50 ต้น หรือมีต้นไม้ขนาดรอบวง > 100 ซม. ที่ระดับความสูงเพียงอกน้อยกว่า 13 ต้น ต่อพื้นที่ 6 ไร่ 1 งาน (1 เฮกแตร์)

จากการสำรวจของดร.ปรีชา ธรรมานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการป่าไม้และลุ่มน้ำ ได้ระบุว่ามีไม้ใหญ่ที่เส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 10 เซนติเมตร หรือเส้นรอบวงราว 80 เซนติเมตร ทั้งสิ้น 742,904 ต้น ในพื้นที่ที่จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำหากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งในจำนวนนี้มีไม้สักทั้งสิ้น 121,059 ต้น

ป่าผืนนี้จึงไม่มีทางที่จะเป็นป่าเสื่อมโทรมตามคำกล่าวอ้าง

ในแง่ของสัตว์ป่า ทางกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทยได้ทำการเผยแพร่ภาพที่ถ่ายจากกล้องดักถ่ายในบริเวณผืนป่าแม่วงก์ เช่นเสือโคร่ง เสือดาว กระทิง สมเสร็จ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง เพราะมีศักยภาพในการเป็นบ้านหลังใหม่ของสัตว์ป่าที่มีปริมาณมากขึ้นในผืนป่ามรดกโลก ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง

เราเดินทางไปกลับกินเวลาราว 3 ชั่วโมง ก่อนจะมาทิ้งตัวลงริมถนนหน้าป้ายที่เขียนว่า ‘เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำเย็น’ ส่วนทางขึ้นมออีหืดที่ถูกต้องนั้น อยู่ห่างจากจุดนี้ไปราว 200 เมตร

ผมยิ้มปลอบใจให้กับคณะเดินทางที่นั่งหมดแรงอยู่หน้าทางเข้า แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่มออีหืด แต่สิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราลุกขึ้นมาทำงานต่อคือภาพผืนป่าใหญ่ ที่ยืนยันความเชื่อว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง

อาลัยแม่เรวา อำลาป่าแม่วงก์
ผมนั่งแช่เท้าทอดอารมณ์อยู่ริมห้วยแม่เรวาในยามบ่าย สายน้ำไหลเย็น บ้างไหลอย่างเอื่อยเฉื่อย บ้างซัดกระแทกแก่งหินอึกทึก พื้นที่แห่งนี้ถูกเรียกว่าแก่งลานนกยูง เพราะในอดีตมักจะมีนกยูงรำแพนหางอยู่ที่ลานทรายริมแก่ง แม้ตอนนี้อาจไม่มีนกยูงมาเกี้ยวพาราสีเช่นเดียวกับในอดีต แต่ป่าผืนนี้กำลังฟื้นตัวและรอต้อนรับฝูงนกยูงกลับคืนสู่ผืนป่าอีกครั้ง

หากมีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แก่งลานนกยูงนี้คงจะหลงเหลือเพียงความทรงจำ

เมื่อครั้งน้ำท่วมลาดยาวในวันที่ 23 – 24 กันยายน 2556 หนังสือพิมพ์บางฉบับกล่าวโทษว่าน้ำที่ท่วมลาดยาวนั้นมาจากผืนป่าแม่วงก์ ถึงขนาดประกาศว่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ปิดอย่างไม่มีกำหนด ที่น่าแปลกใจคือในวันเดียวกันนั้นเองที่มีกลุ่มนักอนุรักษ์เดินทางเข้าไปในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พร้อมรายงานสถานการณ์ว่าในลำน้ำแม่วงก์ แม้จะมีน้ำมากกว่าปกติแต่ก็ไม่ได้ล้นตลิ่งหรือมีลักษณะขุ่นเหมือนน้ำป่าไหลหลาก เมื่อไปตรวจสอบสถิติน้ำฝนก็พบว่ามีปริมาณน้ำฝนราว 50 – 60 มิลลิเมตร ซึ่งไม่ได้มากจนถึงขนาดทำให้น้ำท่วมได้

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดของ ศศิน เฉลิมลาภ แกนนำต่อต้านเขื่อนแม่วงก์ที่ว่า ถึงมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็คงจะซ้ำรอยเขื่อนทับเสลา ในหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำ เพราะพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตเงาฝน

ยิ่งเมื่อได้ไปเห็นภาพผืนป่าและลำน้ำแม่วงก์บนมออีหืด (คราวนี้ไปไม่ผิดทาง) ก็ยิ่งยืนยันได้ว่าลำน้ำแม่วงก์เป็นเพียงแพะที่ถูกกล่าวโทษว่าทำให้น้ำท่วม และผืนป่าแม่วงก์เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่ช่วยซับน้ำและชะลอน้ำที่จะไหลบ่าลงท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชน

คงจะน่าเสียดายไม่น้อย หากผืนป่าแห่งนี้ถูกทำให้กลายสภาพเป็นเขื่อน ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งของพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตรได้ โดยที่ไม่รู้ว่า พวกเขาเองก็จะถูกเวนคืนที่ดินจำนวนกว่าหมื่นไร่เพื่อทำคลองคอนกรีต

เป็นปกติที่หากมีโครงการพัฒนารุกเข้าไปในผืนป่า ผู้ไม่เห็นด้วยย่อมมีจำนวนเพียงหยิบมือ เพราะจะมีแต่พวกนักอนุรักษ์ที่ออกมาโวยวายแทนต้นไม้และสัตว์ป่า ส่วนในมุมของประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ย่อมมองว่าเป็นโครงการฟรี เพราะเงินก่อสร้างมาจากภาษีของประชาชน และถึงจะสร้างแล้วแก้ปัญหาได้หรือไม่พวกเขาก็ไม่สูญเสียอะไร ประเด็นดังกล่าวจึงต้องถกเถียงด้วยข้อมูล มากกว่าสรุปว่าต้องสร้างเพราะประชาชนต้องการ

แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากมวลชนคนชั้นกลางในมหานคร แต่ท่าทีของผู้มีอำนาจบางรายยังดึงดันที่จะสร้างต่อ

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง เราจึงได้แต่ยืนทอดอาลัยให้ลำห้วยแม่เรวา ก่อนจะบอกลากับผืนป่าแม่วงก์ เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พักกายในอ้อมกอดของแม่วงก์