• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร กับเหตุการณ์หยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF
“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้”
ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการขนาดยักษ์แห่งนี้ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านการสร้างเขื่อนถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวายมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และกำลังตกเป็นรองทั้งข้อมูลและการเผยแพร่
สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานาน จึงได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน โดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นกรณีศึกษา
วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ เพื่อนสนิทของสืบและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในเวลานั้น เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนให้ สืบ นาคะเสถียร ไปช่วยทำงานด้านข้อมูลในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน เขากล่าวว่า
“สืบก็รู้ว่าผมค้านเขื่อน ช่วงนั้นสืบเขาเป็นนักวิจัย ไม่ค่อยมีมิติทางด้านงานเคลื่อนไหว สืบก็เล่าให้ฟังว่างานอพยพสัตว์ป่าไม่ประสบความสำเร็จ สัตว์รอดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้เขื่อนน้ำโจนก็มีโครงการอพยพสัตว์ป่าเหมือนกัน เราจึงคิดว่าน่าจะเอากรณีที่เชี่ยวหลานมาเป็นบทเรียนว่า สัตว์ตายมากเพียงใด สืบก็เห็นด้วย เราจึงจัดนิทรรศการทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อให้คนเมืองกาญจน์ได้รู้จักป่าทุ่งใหญ่ฯ ว่าคืออะไร สืบก็มาเสนอข้อมูลว่า ถ้ามีการสร้างเขื่อนแล้ว การอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่จะมีปัญหาอะไรบ้าง จำได้ว่าคนเมืองกาญจน์ประทับใจการพูดของสืบมาก และรู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่สืบพูดว่า เขาพูดในนามของสัตว์ป่าที่กำลังจะตาย”
บุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี แกนนำของกลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ ยอมรับว่าสืบเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พ่อค้าอย่างเขากลายมาเป็นนักอนุรักษ์จนถึงทุกวันนี้
“คืนหนึ่งในงานนิทรรศการ คุณสืบ ฉายสไลด์เกี่ยวกับการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน แกเป็นคนบรรยายทำให้เรารู้สึกว่าสัตว์ป่าในภาพมีชีวิต มันร้องขอชีวิต มันครวญคราง เจ็บปวดรวดร้าว มันออกมาพร้อมกับน้ำเสียงของคุณสืบ จากเหตุการณ์นั้น ทำให้มองเห็นวิญญาณการต่อสู้และปกป้องสัตว์ป่าจากคำพูดของคุณสืบที่เราไม่เคยพบจากใครมาก่อน”
สืบเดินป่าเข้าทุ่งใหญ่ฯ เป็นเวลาห้าวันห้าคืนเพื่อเสาะหาข้อมูล และเมื่อได้สำรวจทางอากาศ เขาพบฝูงกระทิงอยู่รวมกันถึง 50 ตัว เป็นกระทิงฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นในเมืองไทย เป็นหลักฐานแสดงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ได้เป็นอย่างดี บางครั้งเขาได้มีโอกาสพานักข่าวลงพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน เล่าบทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานให้นักข่าวฟังว่า ในอนาคตบริเวณนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบ เนินสูงตรงนี้จะกลายสภาพเป็นเกาะจากการถูกน้ำท่วม สัตว์จะตายจากการสร้างเขื่อนได้อย่างไร
สืบใช้ความเป็นนักวิชาการของเขาอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบยึดถือหลักความจริงในทางวิชาการอย่างเคร่งครัด เขาทนไม่ได้ที่จะมีใครพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิชาการ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาของเขาเอง
อธิบดีกรมป่าไม้ในเวลานั้นได้ออกมาพูดสนับสนุนการสร้างเขื่อนในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ว่าปัญหาด้านสัตว์ป่าไม่น่าเป็นห่วง สามารถแก้ไขได้ โดยยกตัวอย่างเรื่องนกยูงที่ต้องอาศัยหาดทรายดำรงชีพว่า แม้ว่าน้ำจะท่วมหาดทราย แต่เราสามารถสร้างหาดเทียมขึ้นมาทดแทนได้
สืบ ข้าราชการกรมป่าไม้ชั้นผู้น้อย ซึ่งอยู่ในที่ประชุมเวลานั้น ได้กล่าวแย้งอย่างไม่เกรงใจว่า “ความคิดนี้เป็นความคิดของคนที่ไม่รู้เรื่องการจัดการด้านสัตว์ป่าเลย”
สืบร่วมมือกับนักวิชาการคนอื่นๆ เร่งผลิตข้อมูลไม่ต่ำกว่า 10 ชิ้น ว่าด้วยผลกระทบต่อสัตว์ป่าหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน รวมถึงปัญหาการทำไม้ภายหลังการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่เขื่อนน้ำโจนเช่นกัน
อาทิตย์สุดท้ายก่อนการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ สืบทำงานอย่างหนักจนสามารถจัดทำบทรายงานเรื่อง “การประเมินผลงานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน” ได้สำเร็จ รายงานชิ้นนี้ส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณาเพราะเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบของสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อน
ในวันตัดสิน สืบเข้าชี้แจงต่อกรรมการด้วยตนเอง หลายฝ่ายสิ้นความสงสัยว่า สัตว์จำนวนมากต้องล้มตายลงหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน
“เราชนะแล้ว” สืบพูดสั้นๆ ภายหลักออกมาจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม
ภายหลังเมื่อรัฐบาลมีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจน กลุ่มนักอนุรักษ์ได้วิเคราะห์ว่า น่าจะมีมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสนอโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนในอนาคตอีก และในเวลานั้นประเทศไทยได้เป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก จึงเห็นว่าสืบน่าจะมีส่วนสำคัญในการเขียนรายงานทางวิชาการเพื่อนำเสนอต่อกรรมการให้พิจารณาว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเหมาะสมที่จะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ
ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับ รำลึก 10 ปี สืบ นาคะเสถียร เขียนโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
สืบ นาคะเสถียร เขื่อนน้ำโจน“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
การที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
แต่คณะบุคคลที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กลางป่า ประจำหน่วยพิทักษ์ป่า ต้องเดินตระเวนข้ามห้วย ข้ามภู กินนอนอยู่ท่ามกลางเห็บและทาก ต้องเผชิญหน้ากับพราน คนรุกป่า ฯลฯ บางครั้งถึงกับยิงต่อสู้กัน กำลังพลเหล่านี้เรียกขานกันว่า ‘ผู้พิทักษ์ป่า’ หรือที่เรียกเป็นทางการในยุคนั้นว่า ‘ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน’
ในพ.ศ. 2533 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่ 1,019,379 ไร่ มีหน่วยพิทักษ์ป่ากระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ทั้งหมด 9 หน่วย แต่ละหน่วยมีกำลังพลอยู่ประมาณ 8-10 คน ลูกจ้างชั่วคราวรายวันรายได้เดือนละประมาณสี่พันกว่าบาท ไม่มีสวัสดิการใดๆ ช่วยเหลือหากได้รับบาดเจ็บขณะออกไปปฏิบัติหน้าที่ และในทุกๆ เดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เงินเดือนจะยังไม่ออก ต้องรอไปถึงปลายเดือนธันวาคมจึงจะตกเบิก หัวหน้าเขตฯ จึงต้องไปหยิบยืมผู้อื่นมาบรรเทาความเดือดร้อนของลูกน้องไปก่อน
น้องชายของคุณสืบ กอบกิจ นาคะเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ต่อนิตยสารสารคดีเอาไว้ว่า “พี่สืบไปขอยืมเงินแม่เดือนละสองหมื่นบาท แล้วไม่บอกเหตุผลว่าเอาไปทำอะไร ทางบ้านจึงเข้าใจว่าพี่สืบใช้เงินเปลือง เอาไปเลี้ยงผู้หญิงหรือเปล่า ทีหลังถึงรู้ว่าเอาไปให้ลูกจ้างรายวันในป่ายืมก่อน เพราะเงินเดือนของพวกเขาตกเบิกช้ามาก พวกนี้ไม่มีอะไรจะกิน พี่สืบก็ต้องเอาเงินจากทางบ้านออกไปก่อน”
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้น จึงเป็นที่มาวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ที่ระบุไว้ในตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ความว่า “ส่งเสริมสนับสนุน สวัสดิการและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร”
ระยะแรกตั้งมูลนิธิฯ พ.ศ. 2533 – 2534 มีการจัดซื้อวัสดุและครุภัณฑ์ให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นต้นว่า ชุดสนาม เปล เป้ จำนวน 215 ชุด กล้องส่องทางไกล กล้องถ่ายรูป เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องปั้มน้ำรวมถึงค่าซ่อมถนน อาคารบ้านพักเรือยนต์พร้อมเครื่องยนต์ ช่วยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ซื้อแทงค์น้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านพัก และซื้อเรือพร้อมเครื่องยนต์สองลำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
นอกจากเรื่องวัสดุ ครุภัณฑ์ การซ่อมแซมบ้านพัก ฯลฯ เหล่านี้แล้วมูลนิธิยังจัดหาเงินให้หัวหน้าเขตยืมไปจ่ายให้ลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ได้รับเงินเดือนในสามเดือนท้ายของปีไปก่อนเป็นบางส่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และเงินยืมนี้จะต้องส่งคืนมูลนิธิเมื่อตกเบิกแล้ว
งานช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นงานหลักที่มูลนิธิทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2560 โดยระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธา สนับสนุนและช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ อีกหลายงาน เช่น จัดให้มีแม่ข่ายวิทยุบนยอดเขาที่ตั้งหน่วยพิทักษ์ป่ายู่ยี่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วทั้งผืนป่าตะวันตก และหน่วยพิทักษ์ป่าต่างสามารถติดต่อกันได้ หากมีเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือเรื่องใดที่คนเดินเฝ้าป่าต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถรับรู้ผ่านการสื่อสารของแม่ข่ายวิทยุนี้ได้ เป็นต้น
ปากคำของ “หม่อม” จิตประพันธ์ กฤตาคม ลูกน้องคนสนิทของคุณสืบ ยืนยันว่าคุณสืบเป็นห่วงผู้พิทักษ์ป่ามาก จะคอยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ถ้าเป็นไปได้ในทุกครั้งจะเป็นคนขับรถไปส่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังจุดตั้งต้นออกเดินลาดตระเวน ก่อนเข้าป่าจะอวยพรให้ลูกน้องปลอดภัย กำชับไม่ให้ประมาท รู้ได้จากอากัปกิริยาว่าคุณสืบกล่าวอย่างจริงใจ
ในตอนนั้นอันตรายมีทั้งการล่าสัตว์และตัดไม้ แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หนำซ้ำยังไม่มีสวัสดิการ เครื่องแบบก็ไม่มี ต่างคนมีอะไรก็ใส่อย่างนั้น ไม่มีเอกลักษณ์ของหน่วยงาน คุณสืบเคยปรารภว่า ป่าธรรมชาติดีๆ ที่รักษาไว้โดยต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เมื่อหารขนาดพื้นที่แล้วได้งบประมาณไร่ละไม่ถึงหนึ่งบาท ขณะที่ป่าถูกทำลายไปแล้ว ได้งบปลูกป่าไร่ละสองพันกว่าบาท
ต่อมามีคณะเพื่อนของคุณสืบช่วยกันจัดงานคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ ได้เงินมาจัดหาเครื่องแบบลาดตระเวนสีดำ พร้อมอุปกรณ์เดินป่าให้ผู้พิทักษ์ป่า แต่หม่อมเธอไม่ได้ไปร่วมงาน จึงไม่ทราบรายละเอียด
เรื่องนี้มาต่อกับที่ฟังจากคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เธอเล่าว่าในยุคนั้นจะมีปีละครั้งที่สหายปฏิวัติที่เคยเข้าป่าจะมาพบกันและชวนกันไปรำลึกความหลังในป่า เมื่อตอน พ.ศ. 2532 นั้นได้ไปที่ห้วยขาแข้ง คืนนั้นกำลังเตรียมเข้านอนกันแล้ว หัวหน้าสืบก็ให้คนมาปลุกไปฟังบรรยายเรื่องผืนป่าและสัตว์ป่าประกอบสไลด์ที่คุณสืบถ่ายทำเอง คุณจิระนันท์เล่าว่าเป็นการบรรยายที่ชวนประทับใจมากๆ จนนำไปสู่การจัดคอนเสิร์ต “เสียงเรียกจากพงไพร” ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ได้เงินมาสองแสนกว่าบาทเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
...แต่คุณสืบไม่ยอมรับ และกล่าวกลับมาว่า ถ้าบริจาคเช่นนี้จะต้องนำส่งกรมป่าไม้และเบิกออกมา และยังมีอีกหลายกิจกรรมที่อยากทำแต่เป็นกิจกรรมที่ทางการไม่อาจอนุมัติได้ ทางสหายจึงต้องไปซื้อหาเป็นสิ่งของมาบริจาคแทน และนั่นก็ต่อภาพจากที่หม่อมบอกว่า ผู้พิทักษ์ป่ามีเครื่องแบบสีดำที่เพื่อนหัวหน้าสืบจัดหามาให้
แนวคิดของคุณสืบ เรื่องการมีกองทุนเพื่อเป็นสวัสดิการ เป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้พิทักษ์ป่าที่เริ่มเป็นรูปธรรมจากเรื่องราวข้างต้น ก็เป็นอีกที่มาหนึ่งของการตั้งกองทุนผู้พิทักษ์ป่า เมื่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
กองทุนผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นกองทุนที่ดูแลเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทั่วประเทศไทย ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากการดูแลรักษาป่า สัตว์ป่า ไม่ว่าจะถูกยิง ถูกทำร้าย หรือประสบอันตรายจากสัตว์ป่า
ความต้องการที่จะมีกองทุนช่วยดูแลเจ้าหน้าที่ที่ประสบอันตรายจากการพิทักษ์ป่า สัตว์ป่า เพื่อเป็นสวัสดิการและขวัญกำลังใจแก่คนทำงานของคุณสืบ เป็นที่เข้าใจ รับรู้ และเห็นด้วย ดังนั้น เพื่อสืบสานเจตนาของคุณสืบ งานชิ้นแรกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็ได้แก่การตั้ง “กองทุนผู้พิทักษ์ป่า”
กองทุนนี้จะส่งลูกๆ ของผู้พิทักษ์ป่าที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาป่าและสัตว์ป่า ให้ได้รับการศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ดูแลเมื่อบาดเจ็บต้องรักษาตัว ช่วยงานศพ รวมถึงการออกไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่บาดเจ็บและเยี่ยมเยียนครอบครัว ภายหลังได้ไปปรับกิจกรรมเป็นการไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่ประจำตามหน่วยพิทักษ์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง สลับสับเปลี่ยนไปเยี่ยมปีละหนึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ตลอด 27 ปี ของอายุกองทุน มูลนิธิส่งลูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเรียนไปแล้ว 56 คน ช่วยเหลือผู้สละชีวิตพิทักษ์ไปแล้ว 99 คน บาดเจ็บ 72 คน กรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตมีตั้งแต่ไปห้ามคนใกล้ชิดไม่ให้บุกรุกป่า ยิงต่อสู้กับพราน ขับจักรยานยนต์ไปชนกับช้างป่า เดินลาดตระเวนแล้วตกหน้าผา
ทุนของกองทุนผู้พิทักษ์ป่ามาจากหลากหลายบุคคล ร่วมสมทบเข้ามาให้กองทุนนี้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนของการสนับสนุนกองทุนพิทักษ์ป่าไว้ ณ ที่นี้
อย่างไรก็ตาม นอกจากการช่วยเหลือตามที่กล่าวมาแล้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยังมีเป้าหมายสำคัญอีก 2 ประการ คือ ผลักดันให้ส่วนราชการเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ให้มากขึ้น และผลักดันให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ หรือฝ่ายตำรวจ เร่งจัดการกับผู้กระทำความผิด และผู้อยู่เบื้องหลังโดยเร็ว ในท้ายที่สุดมูลนิธิฯ วางเป้าไว้ว่ากองทุนนี้จะหมดความจำเป็นไปในที่สุด ซึ่งก็คือ วันที่ไม่มีการลักลอบทำร้ายผู้รักษาป่าอีกต่อไป
พิทักษ์ป่าการที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 10 ภารกิจหมาเฝ้าป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 8
หมาเฝ้าป่า
บทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
หน้าที่ของ “หมาเฝ้าป่า” นั้น คืองานที่ต้องนำเสนอเนื้อหาแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอเพื่อใช้ตัดสินใจอนุมัติ ระงับ ยับยั้ง โครงการที่อาจก่อผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรวางขอบเขตงานเอาไว้ว่าจะรักษาผืนป่าธรรมชาติทั่วประเทศ เฝ้าระวังโครงการ นโยบาย หรือการออกกฎหมายที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าในระยะยาว ในที่นี้ผู้เขียนขอบันทึกไว้ว่างานแรกที่เริ่มคัดค้าน คือ เรื่องการตัดถนนผ่านป่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางเพื่อความมั่นคง 48 สาย” ในปีพ.ศ. 2534 รัฐบาลในขณะนั้นให้เหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาล่อแหลมต่อการต่อสู้เอาชนะคอมมูนิสต์และการคุกคามจากภัยนอกประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตัดถนนผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 6 สาย ผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 8 สาย และตัดผ่านป่าสงวนแห่งชาติอีก 48 สายในครั้งนั้นมูลนิธิได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “เราควรตัดถนน 48 สาย ผ่านป่าอนุรักษ์ ?” และจัดทำข้อสรุปเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อธิบายถึงเหตุและผลที่กระทบผืนป่า จนในที่สุดให้รัฐบาลระงับการตัดถนนความมั่นคงแห่งชาติ 2 เส้นทาง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ส่วนเส้นทางอื่นๆ จะนำกลับไปพิจารณากันใหม่ เช่น ถนนเส้นที่จะตัดผ่านอุทยานแห่งชาติคลองลานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่จนถึงวันนี้ยังมีความพยายามนำเสนอโครงการอยู่ร่ำไปซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า “งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ยังต้องทำอยู่ตลอด” เพราะถึงครั้งนี้จะสามารถคัดค้านได้ แต่ก็ยังมีครั้งต่อๆ ไปเกิดขึ้นมาอย่างมิเว้นพัก
สิ่งสำคัญของการทำงานคัดค้านแต่ละครั้ง มูลนิธิจะให้ความสำคัญกับการหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเราต้องมีข้อมูลพื้นฐานก่อน ซึ่งไม่เคยปรากฏเลยว่ามูลนิธิทำงานบนเสียงลือเล่าอ้าง เราจะระวังในเรื่องนี้มาก ไม่ใช่มีข่าวนินทามาแล้วไปทำ ต้องทำการบ้าน ต้องไปดูพื้นที่จริง ไปศึกษาเรื่องราวว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
เมื่อมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงนำประเด็นคัดค้านมาเข้าที่ประชุมกรรมการมูลนิธิเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ สังเคราะห์ หาแนวทางดำเนินการเพื่อหยุดภัยคุกคามเหล่านั้นให้สัมฤทธิ์ผล เช่น ทำหนังสือส่งถึงผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้มีหน้าที่อนุมัติอธิบายผลกระทบที่จะเกิด แจกแจงข้อมูลผลเสีย (ที่มักไม่ปรากฏในรายงาน) รวมถึงการไปร่วมในเวทีเสวนาที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น และใช้โอกาสนั้นชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการมีสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงในการถ่ายทอดเรื่องราวออกไปในวงที่กว้างมากขึ้น
โดยส่วนมากงานเฝ้าระวังภัยคุกคามที่จะเกิดต่อผืนป่าสัตว์ป่ามูลนิธิจะรับทราบข้อมูลเบื้องต้นจากเครือข่ายองค์กรหรือบุคคลที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งรู้จักกันจากงานสัมมนาสิ่งแวดล้อมประจำปี และได้ติดต่อสื่อสารกันอยู่เสมอ รวมตัวกันเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ เมื่อมีเหตุการณ์ใดก็จะเข้าช่วยเหลือกัน ใครถนัดเรื่องไหนงานใดก็ลงมือทำในสิ่งเหล่านั้น
งาน Watchdog ในหลายครั้งได้รับข่าวดีเป็นรางวัล แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้รับข่าวร้าย บางโครงการนั้นผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งระงับไว้ก่อน แต่ไม่ได้ถอดออกไปจากแผนงาน หมายความว่า เป็นแค่การระงับไม่ใช่ยกเลิก ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตโครงการเหล่านั้นจะหวนกลับมาให้ได้ออกแรงกันในอีก ก็ยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์กันเป็นระยะๆ ดังเช่น โครงการเขื่อนแม่วงก์ หรือถนนคลองลาน-อุ้มผางที่จะตัดผ่านป่าอนุรักษ์ที่ยังอุดมสมบูรณ์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าสัตว์ป่านั้นเป็นโครงการที่มีคนได้ประโยชน์และเห็นเพียงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงด้านเดียว ไม่ได้มองว่าในระยะยาวจะต้องเสียอีกมากมายเท่าไหร่ เช่น เมื่อป่าถูกตัดแบ่งออกจากกัน สัตว์ป่าก็ไม่สามารถติดต่อกันได้ ป่าก็ค่อยๆ ถูกเจาะ พื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพจนไม่สามารถให้ประโยชน์ในอนาคต ตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ระยะสั้นที่เห็นและจับต้องได้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นดังเรื่องพื้นฐานที่ต้องเผชิญอยู่เสมอตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิเป็นต้นมา
เมื่อเข้าขัดขวางผลประโยชน์แน่นอนว่าย่อมมีแรงเสียดทานเกิดตามมา งานเฝ้าระวังเช่นนี้จึงเป็นงานที่ได้รับคำด่ามากกว่าคำชม เมื่อโดนด่าก็ย่อมมีผลต่อคนทำงานเป็นธรรมดา แต่เราก็ต้องเข้าใจที่มาของเหตุที่เขาด่า เพราะเขาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นถูกต้องไหม ถ้าสิ่งที่เราทำมันถูกคำด่านั้นก็ไม่มีผลใดใดกับเรา เป็นเรื่องของใจ
คำด่าที่มีมาบ่อย เช่น “เป็นพวกขวางการพัฒนา” ซึ่งขอยอมรับว่าเป็นพวกขวางการพัฒนาจริงๆ แต่ไม่ได้ขวางเพื่อตัวเอง เป็นการขวางเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ เพราะเรื่องที่กระโดดเข้าไปขวางเป็นการพัฒนาที่ได้แต่ผลเฉพาะหน้า ไม่ได้ประโยชน์ในระยะยาว การพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่เกิดผลเสียไม่ว่าในระยะสั้นหรือระยะยาว หากว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่สร้างผลกระทบแล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องคัดค้าน
ตลอดระยะเวลาการทำงาน Watch Dog มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานใดไปบ้าง ขอใช้พื้นที่สรุปผลงานเด่นไว้ตรงนี้ ได้แก่
พ.ศ. 2534 ร่วมรณรงค์คัดค้านถนน 48 สาย เพื่อความมั่นคง พ.ศ. 2538 คัดค้านการสร้างถนนสาย 3011 รอบป่ากันห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2540 ร่วมคัดค้านท่อก๊าซไทยพม่าการบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด, คัดค้านนโยบายของกรมป่าไม้ในการร่างระเบียบอนุญาตให้เอกชนเช่าพื้นที่อุทยาน พ.ศ. 2541 คัดค้านการสร้างบ้านพัก VIP กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, รณรงค์หยุดเหมืองแร่ทุ่งใหญ่นเรศวร, ร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด พ.ศ. 2544 ร่วมคัดค้าน พรบ.แร่ และเหมืองแร่โปแตซ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตก, คัดค้านการจัดแรลลี่ปล่อยเป็ดก่า ในพื้นที่เขาบันได เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2545 คัดค้านโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาธรรมชาติห้วยขาแข้ง ณ สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ, ร่วมรณรงค์คัดค้าน ร่าง พรบ.แร่, ร่วมคัดค้านการปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยคลิตี้ พ.ศ. 2547 คัดค้านการตัดถนน คลองลาน – อุ้มผาง พ.ศ. 2548 คัดค้านการตัดถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2549 คัดค้านการขุดอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านพื้นที่อนุรักษ์, คัดค้านการเปลี่ยนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางเป็นอุทยานแห่งชาติ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง, คัดค้านเหมืองแร่ และการขนส่งแร่ผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2550 คัดค้านกฎหมายใช้เช่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2551 คัดค้านการให้เช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล (อันดามัน) พ.ศ. 2552 คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ และยังคงคัดค้านโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน
หากดูตามรายละเอียดที่กล่าวมา จะเห็นว่าบางโครงการได้เงียบไปแล้ว แต่บางโครงการยังได้ยินข่าวสารอยู่ เช่นโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นมหากาพย์คู่กันมาอย่างยาวนาน หรือโครงการถนนสายคลองลานอุ้มผางก็เช่นกันแม้จะเหมือนเป็นงานที่ทำไม่สำเร็จแต่ก็มองได้อีกมุมหนึ่งว่าอย่างน้อยก็ชะลอภัยคุกคามมาได้ตั้ง 20 ปี ช่วยรักษาป่าและสัตว์ป่าได้ตั้งมากมาย ส่วนเรื่องในอนาคตนั้นก็ยังคงต้องสู้กันต่อไป
อีกเรื่องที่น่ายินดีในวันนี้ คือ มีสาธารณะชนเห็นความสำคัญของผืนป่าและสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับช่วงที่คุณสืบเสียสละชีวิต แม้ชื่อนี้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่คนที่เข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้มีมากเท่าวันนี้ ทั้งยังมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างโซเชี่ยลมีเดียไว้ช่วยกระจายข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ทำได้ง่ายมากขึ้น
การมีคนเข้าใจมากขึ้น ก็ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น เมื่อนำเสนอข้อเท็จจริงออกไปสาธารณะชนก็ตอบรับมากขึ้น ให้สนับสนุนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยมาได้แสดงผลของการทำลายป่า มีตัวอย่างของจริงให้เห็นในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติได้เอื้อประโยชน์แก่เราอย่างมากมายแค่ไหน
ปัจจุบันหน้าที่ “หมาเฝ้าป่า” นั้นยังเป็นงานที่มูลนิธิดำเนินงานมาอย่างเข้มแข็ง ในแผนยุทธศาสตร์ปัจจุบัน พ.ศ.2558 – 2562 ก็ได้ยกเรื่องนี้เป็นงานลำดับที่หนึ่งของแผนงาน เพื่อรักษาผืนป่าสัตว์ป่าให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
หมาเฝ้าป่าบทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
 

'เมนูหูฉลาม' แลกชีวิตนับล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF
องค์กรไวล์ดเอดเผย คนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคหูฉลาม ส่งสัญญาณน่าเป็นห่วงชีวิตฉลามโลก
เมื่อวันื้ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ได้มีการแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
รายงาน “ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย” รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงบทบาท ของประเทศไทยในเวทีการค้าหูฉลามของโลก พร้อมกับผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยที่จัดทำโดยองค์กรไวล์ดเอด และบริษัทวิจัย แรพพิด เอเชีย (Rapid Asia)  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำความเข้าใจปัจจัยของการบริโภคหูฉลามของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคหูฉลามอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญของการค้าหูฉลาม โดยคนไทย 57% ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทั่วประเทศเคยบริโภค หรือยังคงบริโภคหูฉลามตามโอกาสต่างๆ ขณะที่ 29% ได้บริโภคหูฉลามในช่วง 12 เดือนที่่ผ่านมา และที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทย 61% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต โดยให้เหตุผลว่า เพราะความอยาก รู้อยากลอง และเคยได้ยินมาว่าหูฉลามมีรสชาติดี ทั้งที่จริงแล้ว หูฉลามไม่มีรสชาติใดๆ แต่มาจากน้ำซุปที่ผ่านการปรุงรส
ผู้บริโภคบอกว่า ได้รับประทานหูฉลามบ่อยครั้งที่สุดที่งานแต่งงาน (72%) ทานกับครอบครัวที่ร้านอาหาร (61%) และในงานเลี้ยงธุรกิจ (47%) ซึ่งการสำรวจตลาดโดยองค์กรไวล์ดเอดพบว่า มีร้านอาหารอย่างน้อย 100 ร้านในกรุงเทพมหานครที่มีเมนูหูฉลาม แสดงให้เห็นว่าเมนูดังกล่าวพบได้ทั่วไป และผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้อย่างง่ายดาย
แต่ละปี มีฉลามกว่า 100 ล้านตัวถูกฆ่าอย่างโหดร้าย ในจำนวนนี้ครีบของฉลามมากถึง 73 ล้านตัวถูกนำมาทำเป็น “ซุปหูฉลาม” หรือประกอบเป็นเมนูอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดได้ว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยเกิดจากการที่ผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงการกระทำอันโหดร้ายเบื้องหลังเมนูหูฉลามนั้น ที่เหล่าฉลามต่างถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมด ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ท้องทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต
“จากผลการสำรวจเป็นที่แน่ชัดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความตระหนักให้คนไทยรับรู้ถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามที่มีต่อประชากรฉลามทั่วโลก และจำเป็นต้องลดความต้องการบริโภคหูฉลาม เพราะหยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า” มร.จอห์น เบเกอร์ กรรมการผู้จัดการ องค์กรไวล์ดเอด กล่าว
ตามข้อมูลของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ระหว่าง พ.ศ.2555-2559 ประเทศไทยส่งออกครีบ ปลาฉลามและหูฉลามแปรรูปมากกว่า 22,467ตัน และนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันมากกว่า 451.57 ตัน ปี พ.ศ.2558 เพียงปีเดียว ไทยส่งออกมากกว่า 5,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปที่ฮ่องกงนำเข้าในปีเดียวกัน ทั้งนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าแหล่งที่มาของครีบฉลามที่ไทยนำมาแปรรูป และส่งออกไปนั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เนื่องจากประชากรฉลามในน่านน้ำไทยมีจำนวนไม่มากพอ เมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกที่ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารได้รับรายงาน ด้วยข้อมูลข้างต้นทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกหูฉลามแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกแทนฮ่องกง
ราคาซุปหูฉลามในประเทศไทย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการบริโภค โดยเริ่มต้นที่ชามละ 300 บาท ในร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงชามละ 4,000 บาท ในภัตตาคารหรู
ไวล์ดเอดยังได้ทำการสำรวจความตระหนักของคนไทยเกี่ยวกับภัยคุกคามประชากรฉลาม และพบว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งประเทศ  ยังไม่ได้รับทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคและการค้าหูฉลามต่อประชากรฉลามโลก โดยพวกเขาไม่ทราบว่าส่วนใหญ่ฉลามจะถูกฆ่าเพียงเพื่อเอาครีบของมันมาประกอบอาหารเท่านั้น และจำนวนประชากรฉลามหลายสายพันธุ์ลดลงมากถึง 98% ในขณะที่คนไทย 85% ไม่ทราบจำนวนฉลามที่ถูกฆ่าในแต่ละปี
นอกจากนี้ในงานแถลงการณ์ไวลด์เอดได้เปิดตัวอินโฟกราฟิกเคลื่อนไหวเรื่อง “หูฉลามคนละชาม แลกกี่ล้านชีวิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ Infographic Thailand อีกด้วย
โดยมร.จอห์น เบเกอร์ ได้กล่าวเสริมว่า “ในปี 2560 นี้ องค์กร ไวลด์เอด ตั้งปณิธานที่จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความร่วมมือ กับร้านอาหารและโรงแรมเพื่อขอให้ยกเลิกเมนูหูฉลาม รวมถึงสรรหาทูตตัวแทนจากเหล่าศิลปิน นักแสดง และผู้มีชื่อเสียงเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสื่อและการรับรู้ของประชาชนให้ทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราเชื่อว่ายิ่งคนไทยได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคหูฉลามมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะไม่อยากเกี่ยวข้องกับการค้าการบริโภคหูฉลามมากเท่านั้น ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน เราจะสามารถยับยั้งความต้องการหู ฉลามในประเทศไทยได้ในที่สุด”
ที่มา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid)
ซุปหูฉลาม18 กรกฎาคม องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ออกแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
 

รำลึก สุรพล สุดารา โดย รตยา จันทรเทียร

อีเมล พิมพ์ PDF

สุรพล สุดาราตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

 

เมื่อโรงไฟฟ้า ‘ถ่านหินสะอาด’ แนวหน้าต้องเจอทางตัน

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงไฟฟ้ามิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ซึ่งนับว่าเป็นโรงไฟฟ้าแนวหน้าด้านการพิสูจน์ว่าพลังงานถ่านหินสะอาดเกิดขึ้นได้จริง กำลังเผชิญอุปสรรคเมื่อดำเนินงานไม่ได้เป็นไปตามแผน เทคนิคการกักเก็บคาร์บอนซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นโอกาสของถ่านหินสะอาด ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าราคาแพงและยุ่งยากเกินกว่าจะทำได้ ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าดังกล่าวจึงหันมาใช้แก๊สธรรมชาติทดแทน

 

21 มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติแห่งใหม่ของโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 ในระหว่างวันที่ 2 – 12 กรกฎาคม 2560 ณ เมืองประวัติศาสตร์คาร์คูฟ สาธารณรัฐโปแลนด์ ได้พิจารณาอนุมัติมรดกโลกใหม่ 21 แห่ง และมีการพิจารณาให้กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และนครประวัติศาสตร์พะนครศรีอยุธยา ไม่ถูกจัดอยู่ในภาวะอันตราย
สำหรับการประกาศพื้นที่มรดกโลกใหม่ทั้ง 21 แห่งนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ได้พิจารณาอนุมัติมรดกโลกทางวัฒนธรรม 18 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการประกาศส่วนขยายเพิ่มเติมอาณาเขตพื้นมรดกโลกอีก 5 แห่ง
มรดกโลกทางธรรมชาติทั้ง 3 แห่ง ประกอบไปด้วย
พื้นที่ Dauria ประเทศมองโกเลีย และรัสเซีย เป็นพื้นที่แบบทุ่งหญ้าสเตปป์ (Steppe) ป่า ทะเลสาบ ตลอดจนพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลสภาพภูมิอากาศสองทิศทางจากทางตะวันออกของมองโกเลียและรัสเซีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่มีลักษณะเฉพาะ มีระยะเวลาแห้งและเปียกที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางระบบนิเวศที่มีความสำคัญระดับโลก เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์ป่าที่หายาก เช่น นกกระเรียนขาว และลูกนกอินทรีที่มีขนาดใหญ่รวมทั้งสัตว์ที่มีสถานภาพถูกคุกคาม ทั้งยังเป็นเส้นทางที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาวมองโกเลียอีกด้วย
อุทยานแห่งชาติ Los Alerces ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีสตอนเหนือของ Patagonia ประเทศอาร์เจนติน่า อุทยานแห่งชาติแห่งนี้มีการก่อตัวของธารน้ำแข็งที่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดภูมิทัศน์ในภูมิภาคที่สร้างความงดงาม ที่สำคัญ คือ มีระบบการจัดการและอนุรักษ์พืชไม้นานาพันธุ์ ให้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะต้นไซปรัส สายพันธุ์ปาตาโกเนีย (Patagonia) ซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้ที่อายุยืนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก
ที่ราบสูง Qinghai Hoh Xil ประเทศจีน เป็นที่ราบสูงที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก มีความสูงกว่า 4,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำกว่าศูนย์ตลอดทั้งปี สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของพื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ มากกว่าหนึ่งในสามของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นพืชอาหารเฉพาะถิ่นที่ราบสูง และยังเป็นเส้นทางการอพยพละมั่งในทิเบต สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่กำลังใกล้จะสูญพันธุ์
ส่วนมรดกโลกทางวัฒนธรรม 18 แห่ง ประกอบไปด้วย โบราณสถานและเหมืองหินอ่อน Aphrodisias (ตุรกี), เมือง Asmara (เอริเทรีย), วิหารแห่ง Sviyazhsk (รัสเซีย), ถ้ำและศิลปะโบราณ Swabian Jura (เยอรมนี), ย่านเมืองเก่า Hebron/Al-Khalil (ปาเลสไตน์), เมืองประวัติศาสตร์ Ahmadabad (อินเดีย), เมืองประวัติศาสตร์ Historic City of Yazd (อิหร่าน), Kujataa Greenland (เดนมาร์ก), เกาะ Kulangsu (จีน), เมืองMbanza Kongo (แองโกลา), เกาะศักดิ์สิทธิ์ Okinoshima (ญี่ปุ่น), พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ Taputapuatea (ฝรั่งเศส), เหมือง Tarnowskie Góry (โปแลนด์), โซนปราสาทโบราณ Sambor Prei Kuk (กัมพูชา), เขตทะเลสาบ The English Lake District (สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ), ท่าเรือโบราณ Valongo (บราซิล), กำแพง Venetian Works of Defence (โครเอเชีย อิตาลี และ มอนเตรเนโกร) และพื้นที่ที่ผสมผสานระหว่างทะเลทรายที่กว้างใหญ่ กับวัฒนธรรมชนเผ่า Khomani (แอฟริกาใต้)
สำหรับมรดกโลกที่ประกาศเพิ่มส่วนขยาย ประกอบไปด้วย อาคารและอนุสาวรีย์ Bauhaus and its Sites (เยอรมนี), อารามหลวง Gelati Monastery (จอร์เจีย), เกาะกลางและเมืองใหม่ Strasbourg (ฝรั่งเศส) ป่าโบราณ Primeval Beech Forests of the Carpathians and Other Regions of Europe อยู่ในพื้นที่ 12 ประเทศของทวีปยุโรป และกลุ่มป่า W-Arly-Pendjari (เบนิน บูร์กินาฟาโซ และ ไนเจอร์)
หากนับรวมมรดกโลกใหม่ที่ประกาศเพิ่มในปีนี้ จนถึงปัจจุบัน มีมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติรวมกันทั้งหมด 1073 แห่ง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 814 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 224 แห่ง ตลอดจนที่เป็นมรดกทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม 35 แห่ง อยู่ใน 167 ประเทศ
ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 41 นี้ ยังมีการประชุมย่อยต่างๆ อีกหลายวาระ เช่น ได้มีแถลงการณ์เรียกร้องให้ส่งเสริมการรักษาและการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติ ตลอดจนเสริมสร้างจิตสำนึกหวงแหนของภาคประชาชน มีผู้แทนเยาวชน 32 คนจาก 32 ประเทศเข้าร่วมการประชุมแสดงความห่วงใยต่อสภาพการทำลายมรดกโลกในปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกให้ความสำคัญ ร่วมกำลังรักษามรดกทางประวัติศาสตร์และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในส่วนประเทศไทยมีวาระเข้าร่วมการประชุมชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลก 2 เรื่อง มีข้อสรุปการประชุม ดังนี้ (1) มีมติให้แหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และนครประวัติศาสตร์พะนครศรีอยุธยา ไม่จัดให้แหล่งมรดกโลกทั้ง 2 แห่งอยู่ในภาวะอันตรายพร้อมชื่นชมการดำเนินการของไทย ในการจัดทำมาตรการด้านต่างๆ เพื่อปกป้อง คุ้มครอง และรักษาคุณค่าความโดดเด่น อันเป็นสากล (OUV) ของแหล่งมรดกโลก (2) เห็นชอบการนำเสนอพระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรจุไว้ในในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจังหวัดนครพนมจะต้องดำเนินการจัดทำเอกสารการนำเสนอพื้นที่ดังกล่าวเป็นเเหล่งมรดกโลกต่อไป
เมื่อนับรวมพระธาตุพนม และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมีมรดก สถานที่ที่ได้รับขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกในอนาคตทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ เส้นทางวัฒนธรรมพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง-ปราสาทเมืองต่ำ, กลุ่มป่าแก่งกระจาน, วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช, อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท, สถานที่ อนุสรณ์สถาน และพื้นที่ทางวัฒนธรรมในเชียงใหม่ เมืองหลวงแห่งล้านนา และพระธาตุพนม และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง
สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับมรดกโลกแห่งใหม่ ทั้ง 21 แห่ง ได้ที่ World Heritage Site New Inscriptions in 2017
เรียบเรียง ฝ่ายสื่อสารองคืกรมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มรดกโลกการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 ในระหว่างวันที่ 2 – 12 กรกฎาคม 2560 ณ เมืองประวัติศาสตร์คาร์คูฟ สาธารณรัฐโปแลนด์ ได้พิจารณาอนุมัติมรดกโลกใหม่ 21 แห่ง และมีการพิจารณาให้กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และนครประวัติศาสตร์พะนครศรีอยุธยา ไม่ถูกจัดอยู่ในภาวะอันตราย
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 9 ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่กับภารกิจสิ่งแวดล้อมศึกษา

อีเมล พิมพ์ PDF
ทำไมต้อง “ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” เพื่อร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ? สิ่งแวดล้อมคืออะไร ? สำคัญอย่างไร ?
กล่าวโดยย่อ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราวันนี้ นั่นคือสิ่งแวดล้อม อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรารับประทาน ฯลฯ สิ่งแวดล้อมยังโยงไกลไปจากนั้น ทำไมเขาหัวโล้นที่เมืองน่านจึงส่งผลให้น้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ แล้วทำไมเขาจึงหัวโล้น ? ใครเป็นคนกระทำ ? คำตอบของคำถามเหล่านี้โยงมาถึง “มนุษย์” ผู้ที่รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ ผู้ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ “การปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” จึงเป็นงานสำคัญประการหนึ่ง เพื่อเป็นพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อม
ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่เพื่อเกื้อกูลมนุษย์ และเพื่อทดแทนส่วนเก่าๆ ที่เริ่มสึกหรอไปตามกาลเวลา
สำหรับประเทศไทยในวันนี้ จะเห็นว่ามีองค์กร มูลนิธิ สมาคม ชมรม ฯลฯ มากมายที่พยายามสร้างแนวร่วมเพื่อช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ผลที่ประจักษ์อยู่กลับพบว่า นโยบาย โครงการ กฎกติกา ที่ได้นำความเสื่อมโทรมไปให้ธรรมชาติยังไม่ได้ลดน้อยลง
การเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจในคุณค่า และวิถีที่เราทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ในชนบท หรือในป่า จะรักษาสิ่งแวดล้อมได้ก็โดยผ่านการเรียนรู้ โดยพื้นฐานที่สุดก็มาจากโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย การมีหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ให้คุณครูหรืออาจารย์ที่สนใจใฝ่รู้ได้นำไปใช้ถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ สิ่งนี้เป็นแนวทางสากลที่ผู้ตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างยอมรับและนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
ยิ่งกว่านั้น การให้ความรู้ผ่านการจัดค่ายธรรมชาติศึกษา จัดงานเสวนา การบรรยาย หรือการเขียนบทความ สารคดี เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ การใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ เหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ให้ความสำคัญกับงานเผยแพร่เรื่องราวความรู้คำแนะนำเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณชนมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้ง เป็นวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในตราสารมูลนิธิว่าจะ “ส่งเสริมและสนับสนุน การก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็นและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม”
สำหรับการปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ หรือจะเรียกว่างานขยายแนวคิดการอนุรักษ์ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เคยดำเนินงานมานั้น สามารถอธิบายแยกรายละเอียดตามช่วงเวลาและกิจกรรมได้หลายงานตามที่จะเล่าต่อจากนี้
ในเริ่มแรกมูลนิธิได้เริ่มพัฒนาเนื้อหาและวิธีการสอนมิติการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ กิจกรรมแรกๆ คือ การอบรมครูและศึกษานิเทศก์ ในสังกัดกรมสามัญศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 100 คน ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน มฤคทายวันราชนิเวศน์ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี มูลนิธิได้เชิญผู้เชี่ยวชาญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายท่านมาเป็นวิทยากร อาทิ ดร.สุรพล สุดารา, ดร.ศรีศักร วิลลิโภดม, ดร.เกษมสันติ์ สุวรรณรัต และอีกหลายๆ ท่านมาร่วมให้ความรู้ในการอบรม โดยมูลนิธิได้ตั้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเอาไว้เพื่อให้ครูอาจารย์ที่เข้าร่วมอบรมนั้นสามารถพัฒนาเนื้อหา และดำเนินการสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่นักเรียนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดพลังการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของนักเรียนเอง ซึ่งได้ดำเนินงานลักษณะนี้อยู่หลายครั้งในช่วงแรกตั้งองค์กรก่อนจะพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่นการจัดกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนในพื้นที่ธรรมชาติ อันถือเป็นกิจกรรมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย
เมื่อทำกิจกรรมกับผู้สอนไปบ้างแล้ว มูลนิธิก็เริ่มทำกิจกรรมแก่ผู้เรียน หรือกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่อย่างนักเรียน โดยเริ่มต้นที่กิจกรรมสัมมนาเครือข่ายเยาวชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าสระบุรี กลุ่มเด็กรักษ์บ้านเพชรบุรี กลุ่มเยาวชนอาสาดับไฟป่าโรงเรียนจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เยาวชนพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอุทัยธานี และกลุ่มเยาวชนจากพื้นที่กรุงเทพฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ทำงานร่วมกันที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมกันนั้นได้สร้างกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับกลุ่มเยาวชนเพื่อให้พวกเขาได้นำไปต่อยอดและเผยแพร่ผ่านงานของกลุ่มกันต่อไป
นอกจากผู้เรียนและผู้สอน มูลนิธิได้ขยายความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการเรียนรู้พื้นที่อนุรักษ์ไปสู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพื้นที่อนุรักษ์ โดยเน้นหลักไปที่ผืนป่าตะวันตก 17 พื้นที่อนุรักษ์และขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่สนใจ จนกระทั่งงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาได้ขยายไปสู่รูปแบบการเรียนรู้ของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ และถูกพัฒนาต่อยอดจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิจึงได้ลดบทบาทการจัดกิจกรรมด้านนี้ลง แต่ยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาอยู่อย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมต่อมาที่มูลนิธิได้ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบันในด้านการปลูกเมล็ดพันธุ์หรือการขยายแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คือ การสื่อสารเรื่องราวผ่านสื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะงานสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับขนาดเล็ก โปสเตอร์ สติ๊กเกอร์ หนังสือความรู้ คู่มือสิ่งแวดล้อม งานบางชิ้นผลิตเพื่อให้ความรู้ บางชิ้นเพื่อในกิจกรรมรณรงค์ มีทั้งที่ผลิตเพื่อแจกจ่าย และผลิตเพื่อใช้ในงานการระดมทุนหารายได้ เมื่อมีโอกาสก็จะเผยแพร่ในการจัดงานรำลึกคุณสืบ งานสัมมนาต่าง หรือบางครั้งก็มีโรงเรียน หน่วยงานมาขอนำไปเผยแพร่ ทางมูลนิธิก็ดำเนินการส่งมอบให้ด้วยความยินดี นอกจากนี้งานบางส่วนก็ได้จัดส่งถึงสมาชิก (ผู้ให้การสนับสนุนมูลนิธิผ่านการบริจาคทุนทรัพย์)
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคนิคการสื่อสารได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบครั้งใหญ่ เกิดสื่อแบบใหม่ๆ ขึ้นมากมาย สำหรับการใช้สื่อในสมัยใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องถนัดของผู้เขียนที่เคยชินกับการใช้งานสื่อสิ่งพิมพ์มากว่าครึ่งค่อนชีวิต แต่สำหรับคนรุ่นใหม่หรือเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ รูปแบบการสื่อสารในปัจจุบันถือเป็นช่องทางหลักที่ทำให้เข้าถึงข่าวสารได้โดยง่าย โดยไม่ต้องจัดกิจกรรมเข้าค่ายหรืออบรมกันเหมือนเมื่อก่อน แต่สามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ถึงกันได้อย่างรวดเร็ว สื่อสมัยใหม่ที่ว่าเริ่มตั้งแต่การทำเว็บไซต์ของมูลนิธิ (seub.or.th) สำหรับนำเสนอเรื่องราวของคุณสืบ นาคะเสถียร และข่าวสารกิจกรรมการทำงานขององค์กร ตลอดจนข่าวสารสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่น่าสนใจ จนมาถึงในยุคการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย มูลนิธิก็ได้ปรับบุคลิคการทำงานอีกครั้ง มีการทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้มูลนิธิเป็นองค์กรสื่อสารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่างเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และยูทูป เป็นต้น ซึ่งการสื่อสารในสมัยใหม่ที่มีความรวดเร็วนี้ ก็ช่วยให้หลายๆ คนได้ติดตามการทำงานของมูลนิธิอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สามารถพูดคุยติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสารกันได้ง่าย และนำไปสู่การทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษาในรูปใหม่ๆ เช่น การสร้างเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตกขึ้น
สำหรับเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตก เป็นงานเชิงทดลองที่มูลนิธินำเครื่องมือสมัยใหม่มาใช่สื่อสารกับเยาวชน เพื่อให้กลุ่มเยาวชนรอบผืนป่าตะวันตกได้สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอเรื่องราวธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้สาธารณชนได้เห็นในวงกว้าง โดยได้มีการสร้างแฟนเพจชื่อเครือข่ายเฟสบุ๊คผืนป่าตะวันตกขึ้นมาเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้เยาวชนได้ส่งเรื่องราวธรรมชาติมาบอกเล่าให้กันและกันฟัง ก็นับเป็นอีกช่องทางที่ช่วยเติมเต็มการทำงานให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับยุคสมัย
ถึงอย่างไร เรื่องของการรวมกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่แบบออฟไลน์นั้น มูลนิธิก็ยังคงทำกันต่อเนื่อง อาจจะมีช่วงเข้มข้นและจืดจางมากน้อยไปตามภารกิจและยุทธศาสตร์แต่ละช่วงการทำงาน จนเมื่อ พ.ศ. 2559 ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการทำงานของกลุ่มนักศึกษาชมรมอนุรักษ์จากสถานบันการศึกษาต่างๆ ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมงานกับมูลนิธิฯ โดยเฉพาะในช่วงการเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่ทำให้ชมอนุรักษ์หลายสถาบันได้มาพบปะกันและรวมตัวกันอย่างหลวมๆ มูลนิธิก็ได้ใช้วาระรำลึก 25 ปีนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ขึ้นอีกครั้ง จนเกิดการรวมตัว จัดประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ สำหรับงานเครือข่ายชมรมอนุรักษ์นี้ มูลนิธิทำหน้าที่ในบทบาทของพี่เลี้ยง ตัวของนักศึกษาคือผู้กำหนดทิศทางและสร้างกระบวนการการดำเนินงานกันเอาเอง
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของใบไม้อ่อนที่กำลังผลิขึ้นมาในวันที่ใบไม้แก่กำลังร่วงหล่นไป
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
สิ่งแวดล้อมศึกษาทำไมต้อง “ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” เพื่อร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ? สิ่งแวดล้อมคืออะไร ? สำคัญอย่างไร ? กล่าวโดยย่อ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราวันนี้ นั่นคือสิ่งแวดล้อม อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรารับประทาน ฯลฯ สิ่งแวดล้อมยังโยงไกลไปจากนั้น ทำไมเขาหัวโล้นที่เมืองน่านจึงส่งผลให้น้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ แล้วทำไมเขาจึงหัวโล้น ? ใครเป็นคนกระทำ ? คำตอบของคำถามเหล่านี้โยงมาถึง “มนุษย์” ผู้ที่รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ ผู้ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ “การปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” จึงเป็นงานสำคัญประการหนึ่ง เพื่อเป็นพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อม
 

โมเดลการปลูกป่าระดับโลกคอสตาริกาสู่ไทยโมเดล

อีเมล พิมพ์ PDF
กลไกพันธบัตรป่าไม้โมเดลการปลูกป่าระดับโลกคอสตาริกาสู่ไทยโมเดล
.
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีอาณาเขตพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณโซนเขตร้อน มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้ แนวคิดการปลูกต้นไม้ขายหรือการปลูกป่าเศรษฐกิจจึงเป็นอีกอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ในคราวเดียวกัน
.
อย่างไรก็ตาม การจะปลูกป่าเศรษฐกิจได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงจูงใจสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลงทุน ผู้เข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนนโยบายของรัฐที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งที่บางประเทศได้ดำเนินการไปแล้วและมีตัวอย่างของความสำเร็จให้เห็นเป็นรูปธรรม
.
ในเนื้อหานี้ คุณสันติ โอภาสปกรณ์ กลุ่มบิ๊กทรี จะชวนไปทำความรู้จักโมเดลการฟื้นฟูป่าของประเทศเกาหลีใต้และคอสตาริกา ที่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่สีเขียวกลับคืนมาพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี หลังจากที่ทั้งสองประเทศต้องประสบกับภาวการณ์ลดลงของพื้นที่ป่าจนเกือบถึงขั้นวิกฤต ก่อนจะย้อนกลับมามองความเป็นไปได้ในประเทศไทย
.
เกาหลีเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกไม่ห่างจากไป ลักษณะพื้นที่ประเทศเป็นภูเขา จึงมีป่าตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก คิดเป็นพื้นที่ป่า 75% ของพื้นที่ประเทศ วิกฤตป่าไม้ของเกาหลีเกิดขึ้นเมื่อประเทศญี่ปุ่นเปิดฉากรุกรานและยึดครองเกาหลี (ช่วงปี พ.ศ. 2453-2482) ทำให้พื้นที่ป่าลดลงจากการที่ญี่ปุ่นเข้าตัดไม้ในเกาหลีออกไปใช้ประโยชน์ และผลกระทบจากระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง (ช่วงปี 2482-2488) ขณะเดียวกันการใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงในการทำฟืน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกาหลีใต้ทำให้เหลือพื้นที่ป่า 35%
.
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศเกาหลีสามารถกลับมาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ได้สำเร็จเกิดจากสองช่วงใหญ่ๆ คือ ในช่วงประเทศเริ่มมีการพัฒนาการใช้พลังงานอื่นๆ แทนการใช้ฟืน และหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังเกาหลีแยกประเทศเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ปาร์คจุงฮีก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีปกครองเกาหลีใต้ เขาได้สั่งให้ประชาชนร่วมกันปลูกป่า โดยมีตำรวจป่าทำหน้าที่คอยตรวจดูแลป่าไม่ให้มีการตัดต้นไม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจจากโมเดลตรงนี้ คือ ตลอดระยะเวลา 20-30 ปี เกาหลีสามารถปลูกต้นไม้ได้กว่า 10,000 ล้านต้น จนปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้มีพื้นที่ป่าประมาณ 65%
.
แต่โมเดลที่น่าสนใจกว่าคือ กรณีของคอสตาริกา ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในอเมริกากลาง ในอดีตเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าอยู่ถึง 75% ของพื้นที่ประเทศ แต่ช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนา ทำให้พื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียง 21% จากสาเหตุสำคัญสามประการ คือ การตัดไม้ไปขาย การปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการเลี้ยงปศุสัตว์
.
คนทั่วไปอาจคิดว่าความร่ำรวยต้องแลกด้วยการเสียพื้นที่ป่า แต่กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม สาธารณรัฐคอสตาริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นคือความเชื่อที่ผิด เมื่อรัฐบาลเล็งเห็นแล้วว่าประชาชนในประเทศไม่สามารถจะร่ำรวยได้โดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นเดียวกับเรื่องการตัดไม้ เพราะยิ่งตัดไม้มากเท่าไหร่ฐานะประชาชนก็ยิ่งจนลง รัฐบาลจึงชวนให้ประชาชนหันมาปลูกป่า ยกเลิกการตัดไม้และปลูกพืชเชิงเดี่ยว นั่นส่งผลให้คอสตาริกามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจาก 21% มาเป็น 53% ในระยะเวลา 20 ปี รายได้ของประชาชนก็คืนกลับมาจากการปลูกป่า รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ป่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
.
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าประเทศคอสตาริกากับไทยมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะสาเหตุการลดลงของพื้นที่ป่า อันมีที่มาจากการตัดไม้ และการสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนส่งผลให้ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น
.
ความเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือ "ปลูกแล้วไม่รวย ปลูกแล้วยิ่งจน" คือ สาเหตุว่าทำไมเราควรมองประเทศคอสตาริกาเป็นกรณีศึกษา ว่าการปลูกป่าจนพื้นที่ป่าพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจะสามารถประยุกต์กับเมืองไทยได้หรือไม่
.
ในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบอัตราส่วนพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เริ่มตั้งแต่เกาหลีใต้ พื้นที่ป่าที่เป็นของเอกชนคิดเป็น 70% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ด้านประเทศคอสตาริกาคิดเป็น 75% แต่ประเทศไทยกลับมีพื้นที่ป่าเอกชนเพียง 13% ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังคุยในเรื่องเดียวกันว่าเรากำลังใช้เอกชนในการปลูกป่า และรัฐบาลจะทำอย่างไรที่จะดึงเอกชนเข้ามาช่วยปลูกป่าให้มากขึ้น
.
กรณีความสำเร็จของประเทศคอสตาริกาเกิดขึ้นได้เพราะมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง และคาดหวังให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลต้นไม้อย่างเป็นอาชีพ ซึ่งงบประมาณที่นำมาใช้ในเรื่องนี้มาจากการบริหารจัดการภาษี 3 ด้าน คือ ภาษีน้ำมัน ภาษีไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และการสร้างแรงจูงใจการลดภาษีแก่เจ้าของพื้นที่นำมาปลูกป่า ตามลำดับ เพื่อนำมาเป็นทุนในการปลูกและดูแลรักษาป่า
.
นอกจากนั้น กองทุนที่ตั้งขึ้นมายังเชื่อมโยงกับกองทุนทั่วโลก เพราะในเวทีระดับโลกมีกองทุนเป็นจำนวนมากที่สนับสนุนการปลูกป่าที่ดี หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโมเดลการปลูกป่าที่ดี ก็จะสามารถสามารถดึงดูดแหล่งทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ เช่น เรดด์พลัสที่ได้สนับสนุนเวียดนามในการเพิ่มพื้นที่ป่า
.
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโมเดลของสาธารณรัฐคอสตาริกา คือ รัฐบาลประกาศเลิกสนับสนุนการเลี้ยงปศุสัตว์ เพราะจะนำไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเคยเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าของประเทศคอสตาริกาถูกบุกรุก
.
สำหรับกองทุนการปลูกป่าเศรษฐกิจในส่วนของประเทศไทยนั้น กลุ่มบิ๊กทรี สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ร่วมกันออกแบบแหล่งที่มาของกองทุนไว้ 3 ส่วน ได้แก่ (1) เงินของรัฐบาล (2) CSR บริษัทต่างๆ และ (3) พันธบัตร ซึ่งได้มาจากนักลงทุนและประชาชน งบประมาณที่ได้ทั้งหมดนี้จะนำไปสนับสนุนองค์กรที่มีบทบาทในการปลูกป่าเศรษฐกิจ เช่น สวนป่าเอกชน สหกรณ์สวนป่า และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นต้น เมื่อปลูกเสร็จก็นำไม้มาขาย และนำรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองทุน เพื่อให้กองทุนมีต้นทุนเป็นของตนเอง ไม่ต้องรอเงินจากรัฐบาลหรือ CSR อย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้จากการขายไม้ ภายในระยะเวลา 10-20 ปี เงินก็จะหมุนวนในระบบ หากสามารถนำโมเดลไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้ จะไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาป่าไม้ แต่เป็นการแก้ปัญหาสังคมได้ด้วย
โมเดลการปลูกป่าเศรษฐิจคอสตาริกาประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีอาณาเขตพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณโซนเขตร้อน มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้ แนวคิดการปลูกต้นไม้ขายหรือการปลูกป่าเศรษฐกิจจึงเป็นอีกอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ในคราวเดียวกัน
 

'พันธบัตรป่าไม้' แนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
พันธบัตรป่าไม้ แนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
.
การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีสาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งที่ผ่านมาการฟื้นฟูสภาพป่าบนพื้นที่สูงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้รับการสนับสนุนจากวงจรธุรกิจอาหารสัตว์ ส่วนการปลูกป่าโดยภาคประชาชนหรือหน่วยงานโดยไม่หวังผลกำไรก็ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและการทำงานที่ต่อเนื่อง
.
เหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องพัฒนากลไกให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันโดยให้ความสำคัญกับการทำงานและคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างอาชีพทางเลือกทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่ง ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตผลกระทบจากพื้นที่ป่าหายไปหรือเขาหัวโล้นในหลายๆ พื้นที่ คือ ปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรขาดน้ำ เมื่อถึงฤดูฝนน้ำก็จะหลาก ราษฎรประสบปัญหา รัฐบาลก็ต้องทำการชดเชย บางครั้งในหนึ่งจังหวัดเกิดทั้งภัยแล้งและอุทกภัยในเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้
.
ดร.อดิศร์ เสนอนวัตกรรม “กลไกพันธบัตรป่าไม้” บนเวทีงานเสวนา "พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%" เป็นอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งรวบรวมทั้งองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศ หลักเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนิติศาสตร์ ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้บังเกิดกลไกดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการที่จะนำพลังของภาคเอกชนเข้ามาฟื้นสภาพป่าด้วยกัน ดังนั้นการที่ภาคเอกชนจะสามารถเข้ามาร่วมได้ก็ต้องมีการแสวงหาผลกำไร
.
“จริงๆ แล้วผมอยากให้การปลูกป่าเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ค่อนข้างดี เพราะ (1) เราต้องตอบแทนผู้ลงทุน (2) เราอยากให้ประชาชนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูงได้มีอาชีพใหม่จากการทำงานสวนป่า โดยมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวของเขาได้ นี่คือการนำกำลังของเอกชนฝ่ายดีมาสู้รบกับเอกชนที่มาทำลายป่ามา 20-30 ปีที่ผ่านมา”
.
กระบวนการทำงานจะต้องทำงานระดมทุนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ทุนที่หนึ่งคือ เงินกองทุน โดยการออกพันธบัตรป่าไม้ที่ได้ออกแบบไว้มีลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาก หรือการที่กระทรวงการคลังระดมทุนเพื่อมาสร้างถนนมอเตอร์เวย์ จากนั้นจึงมีการเก็บค่าผ่านทาง และเมื่อได้เงินมาก็นำเงินรายได้ตรงนี้มาคืนให้แก่ผู้ลงทุน
.
พันธบัตรป่าไม้ก็ทำงานเหมือนกัน การออกพันธบัตรป่าไม้จำนวนหนึ่งผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง เมื่อระดมเงินได้จำนวนหนึ่งอาจ 10,000-100,000 ล้านบาท เงินนี้ก็จะถูกนำไปใช้ปลูกป่าเศรษฐกิจโดยผู้ประกอบการ ซึ่งก็จะเป็นภาคเอกชนที่จะเข้ามาปลูก พอระดมทุนได้แล้ว ทุนที่เป็นเงินก็เป็นส่วนหนึ่ง เราจ่ายดอกเบี้ยให้แก่พันธบัตรหรือผู้ที่มาลงทุน 5%
.
ทุนที่สอง คือ เราต้องการพื้นที่จากกรมป่าไม้ ซึ่งคุณจงคล้าย วงพงศธร รองอธิบดี กรมป่าไม้ ระบุว่ามีพื้นที่ประมาณ 20 ล้านไร่
.
และทุนที่สาม คือ ทุนแรงงาน โดยแนวคิดนี้ไม่คิดจะผลักดันเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ให้ไปทำกินพื้นที่อื่น แต่เป็นการเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำงานในสวนป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
.
พอมีการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งสัญญาเช่าของกรมป่าไม้เปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ป่าได้รอบละประมาณ 30 ปี มันก็จะมีระยะเวลานานพอให้ปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งไม้เศรษฐกิจเองนั้นมีหลายสูตร บางสูตรมีสัดส่วนไม้สักมากหน่อย บางสูตรเป็นไม้พลังงาน บางสูตรก็ไม้ที่จะแปรรูปไปทำกระดาษ เป็นต้น โดยจะต้องมีการผสมผสานกันระหว่างพืชเศรษฐกิจบางตัวที่สามารถให้ผลตอบแทนได้เร็ว เพื่อให้แรงงานสามารถมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว แต่พืชเศรษฐกิจบางชนิดอาจเป็นไม้ระยะยาวที่มีรอบตัด 8 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น
.
ป่าเศรษฐกิจให้ประโยชน์อะไรบ้าง
1. การปลูกไม้เศรษฐกิจ ช่วยประหยัดการนำเข้า และสามารถส่งออกได้
2. ไม้พลังงาน เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล
3. รักษาสมดุลของระบบนิเวศต้นน้ำ ชะลอการไหลของน้ำในฤดูฝน และเพิ่มปริมาณน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงลดการพังทลายของหน้าดิน
4. คนในพื้นที่หรือเกษตรกรมีงานทำ รวมถึงเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และพัฒนาคุณภาพชีวิต
5. เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
6. โอกาสที่จะพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวในอนาคต
.
เมื่อป่าเศรษฐกิจผืนนี้มันสร้างประโยชน์มากมาย ผลตอบแทนจึงชัดเจน ซึ่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้คำนวณผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ประมาณ 15-19% (ขึ้นอยู่กับต้นทุนแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน) หากบวกผลตอบแทนทางสังคมด้วยคิดเป็น 25% จากข้อมูลนี้แสดงให้ความคุ้มค่าในการลงทุน
.
ฉะนั้นเมื่อมีการขายหรือเก็บรายได้จากแหล่งเหล่านี้มา เงินเหล่านี้จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม ก็คือนำมาจ่ายคืนให้แก่ผู้ที่มาซื้อพันธบัตรป่าไม้ด้วยต้นทุนเพียง 5% เท่านั้น ถือเป็นการระดมทุนที่ไม่แพง นี่คือหลักการของพันธบัตรป่าไม้ที่แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศกับกลไกทางเศรษฐกิจมันสามารถเกื้อก
พันธบัตรป่าไม้การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีสาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งที่ผ่านมาการฟื้นฟูสภาพป่าบนพื้นที่สูงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้รับการสนับสนุนจากวงจรธุรกิจอาหารสัตว์ ส่วนการปลูกป่าโดยภาคประชาชนหรือหน่วยงานโดยไม่หวังผลกำไรก็ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและการทำงานที่ต่อเนื่อง
 

การหายไปของตะกอนแม่น้ำ สำคัญอย่างไร ?

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 โครงการรื้อเขื่อนเอลวาและไกลนส์เหนือลำน้ำเอลวา (Elwha River) ก็เริ่มเดินหน้าหลังจากวางแผนมาร่วม 20 ปี ซึ่งนับเป็นโครงการรื้อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 3 ปีก่อนที่สันเขื่อนจะถูกนำออกจนหมด และแม่น้ำสามารถกลับมาไหลได้ตามธรรมชาติอีกครั้ง
ตลอดอายุร่วมศตวรรษ เขื่อนทั้งสองแห่งได้กักเก็บตะกอนปริมาณกว่า 18 ล้านลูกบาศก์เมตร และหลังจากที่เขื่อนถูกพังทลายลง ตะกอนเหล่านั้นก็ได้ถูกกระจายไปยังปลายน้ำ ทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นอกจากนี้ ทั้งโคลนและกรวดได้ถูกพัดพาไปยังชายฝั่งและฟื้นคืนสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำที่เดิมเผชิญกับปัญหาขาดแคลนตะกอน
“เราพบเห็นการขยายตัวของพื้นที่ชายฝั่ง” โจนาธาน วอร์ริค (Jonathan Warrick) นักวิจัยด้านธรณีวิยา ประจำ U.S. Geological Survey ผู้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงหลังจากการรื้อเขื่อนกล่าว “พื้นที่ชายหาดก็เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 150 เมตร และยังรวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นหลังหาดแห่งนี้”
นักวิทยาศาสตร์ต่างกำลังชื่นชมผลการเปลี่ยนแปลงจากตะกอนดิน ซึ่งเดิมที ตะกอนดินเหล่านี้ถูกตีตราว่าเป็นปัญหาและทำร้ายสิ่งมีชีวิตทั้งในแม่น้ำ ลำธาร และพื้นที่ชุ่มน้ำ จากทั้งนักวิทยาศาสตร์และชุมชนโดยรอบ แต่ปัจจุบัน ปัญหาโลกร้อนซึ่งส่งผลให้น้ำแข็งละลายและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น กลุ่มนักวิจัยกล่าวว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนตะกอนจากแม่น้ำอย่างร้ายแรงและผลกระทบดังกล่าวจะเห็นเด่นชัดขึ้นโดยเฉพาะเมืองชายฝั่ง โดยตะกอนส่วนใหญ่นั้นถูกกักไว้ข้างหลังเขื่อน
“ประมาณ 10 หรือ 20 ปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุ่มน้ำต่างมองตะกอนในแง่ลบ” ริชาร์ด แอมโบรส (Richard Ambrose) นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว “ตะกอนที่มากเกินไปจะมาทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำตื่นเขิน แต่ปัจจุบัน เรารู้แล้วว่าตะกอนคือทรัพยากรสำคัญที่จะทำให้เราลดผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น”
ปัจจุบัน ตะกอนแม่น้ำตามธรรมชาตินับพันล้านลูกบาศก์เมตรถูกกักไว้หลังเขื่อนขนาดใหญ่กว่า 57,000 แห่งทั่วโลก ยังไม่รวบถึงเขื่อนขนาดเล็กอีกจำนวนนับไม่ถ้วน มวลสารเหล่านี้คือสิ่งที่ควรจะถูกพัดพาลงสู่ปลายน้ำและชายฝั่งทะเล และช่วยฟื้นฟูหนองบึงและพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงต่างหาทางออกเพื่อปล่อยตะกอนที่ถูกขังอยู่หลังเขื่อนเหล่านั้นคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ
“ตะกอนทำให้พื้นที่อยู่อาศัยชายฝั่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังช่วยปรับพื้นที่และลดผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น” โรบิน กรอสซิงเกอร์ (Robin Grossinger) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันปากแม่น้ำซานฟรานซิสโก (San Francisco Estuary Institute) ซึ่งกำลังร่วมงานกับภาคประชาสังคมเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณปากแม่น้ำซานฟรานซิสโกให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า “ตะกอนก็คล้ายกับอาหาร คือประกอบด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามิน ที่ทำให้ระบบนิเวศเติบโต และปัจจุบันเรากำลังขาดแคลนมันอย่างมาก”
นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงผลกระทบจากโครงการป้องกันอุทกภัยแม่น้ำมิสซิสซิปปี (MississippiRiver) แม่น้ำที่มีตะกอนจำนวนมากจนได้รับการขนานนามว่า “เครื่องสร้างผืนดิน” แต่โครงข่ายสิ่งปลูกสร้างป้องกันน้ำท่วมทำให้ตะกอนเหล่านั้นไม่ได้ถูกพัดพาไปตามธรรมชาติอีกต่อไป การกักตะกอนไว้ทำให้พื้นที่ชายฝั่งหายไปราว 5,200 ตารางกิโลเมตร โดยร้อยละ 20 เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เปรียบเทียบกับเมื่อราวศตวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ภาครัฐวางแผนจะสร้างทางผันตะกอนเพื่อเลียนแบบการไหลแบบดั้งเดิมของตะกอนตามธรรมชาติ
พื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งประกอบด้วน หนองบึง พื้นที่หญ้าทะเล ปากแม่น้ำ และป่าชายเลน นับว่าเป็นระบบนิเวศที่มีประโยชน์อย่างมาก โดยเป็นสถานอนุบาลของปลา นก และสัตว์ป่าอื่นๆ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency) แห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า หนึ่งในสามของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามและอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ในสหรัฐอมริกานั้นอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำเพียงอย่างเดียว โดยชนิดพันธุ์ประมาณครึ่งหนึ่งใช้บางช่วงของชีวิตในพื้นที่ชุ่มน้ำ
ดินในพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นดินที่มีการกักเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดโดยเปรียบเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ นอกจากนี้ การศึกษาระบุว่าการกักเก็บตะกอนหลังเขื่อนยังเป็นแหล่งปล่อยแก๊สมีเทน ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกที่อันตรายกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
นักวิจัยทั่วโลกต่างมองหาทางออกเพื่อขนย้ายตะกอนดินหลังเขื่อนให้กลับมาไหลตามธรรมชาติ การรื้อเขื่อนกลายเป็นเรื่องแพร่หลายมากขึ้น ทั้งในสหภาพยุโรป สเปน สหราชอาณาจักร และสวีเดน ทั้งเขื่อนขนาดเล็กหลายแห่งและเขื่อนขนาดใหญ่บางแห่งที่ถูกรื้อถอนลงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี มีอีกหลายทางเลือกในการฟื้นฟูการไหลของตะกอนตามธรรมชาตินอกจากการรื้อเขื่อน เช่น การขุดเอาตะกอนที่สะสมอยู่ออกมา การสร้างท่อเพื่อระบายตะกอนหลังเขื่อน หรือโครงสร้างพยุงตลิ่งที่สามารถถอดออกได้เพื่อให้ตะกอนไหลตามธรรมชาติ
“คำตอบเรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เราอาจมีแค่คำตอบที่เฉพาะเจาะจงของแม่น้ำแต่ละแห่ง โดยพิจารณาจากลักษณะแม่น้ำ ปริมาณของตะกอน และการไหลของแม่น้ำ รวมทั้งลักษณะของเขื่อน เนื่องจากเขื่อนเองก็มีหลายประเภท ทั้งใช้ป้องกันอุทกภัยหรือผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งสุดท้ายคำตอบของปัญหาอาจไม่ได้มีคำตอบเดียว” โจนาธาน วอร์ริค แสดงความเห็น
คำตอบหนึ่งคือเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับตะกอน โดยปรับจากมุมที่ว่าตะกอนคือของเสีย เป็นมองว่าตะกอนคือทรัพยากรที่มีประโยชน์ โดยริชาร์ด แอมโบรส ได้ทดลองฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำโดยกระจายตะกอนเป็นชั้นบางๆ โดยในอีก 4 ปีข้างหน้า ก็จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่าตะกอนส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนชนิดพันธุ์พืชและสัตว์อย่างไร
ถอดความบางส่วนและเรียบเรียงจากWhy the World’s Rivers Are Losing Sediment and Why It Matters โดย Jim Robbins เข้าถึงได้ที่ http://e360.yale.edu/features/why-the-worlds-rivers-are-losing-sediment-and-why-it-matters?utm_source=Mekong+Eye&utm_campaign=17b24b5087-EMAIL_CAMPAIGN_2017_135&utm_medium=email&utm_term=0_5d4083d243-17b24b5087-380869617
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ตะกอนแม่น้ำเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 โครงการรื้อเขื่อนเอลวาและไกลนส์เหนือลำน้ำเอลวา (Elwha River) ก็เริ่มเดินหน้าหลังจากวางแผนมาร่วม 20 ปี ซึ่งนับเป็นโครงการรื้อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 3 ปีก่อนที่สันเขื่อนจะถูกนำออกจนหมด และแม่น้ำสามารถกลับมาไหลได้ตามธรรมชาติอีกครั้ง
 

ความสำคัญของธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
ในอดีตเมื่อพูดถึงสิ่งแวดล้อม ทางภาคธุรกิจจะหมายถึง บรรยากาศในสถานที่ทำงาน ในโรงงาน ว่าเครื่องจักรที่มีความปลอดภัยแค่ไหน มีมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในการใช้เครื่องจักรหรือเปล่า อาหารการกินเป็นอย่างไร สิ่งนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโรงงานหรือภาคธุรกิจ แต่ต่อมาความหมายของคำว่าสิ่งแวดล้อมได้กลับไปสู่จุดเดิม นั่นคือสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ เป็นเรื่องป่า น้ำ ดิน
ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่จะดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงงานหรือภาคธุรกิจ คุณภาพของสินค้าก็ยังคงมีความสำคัญ แต่เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์โดยตรงของโรงงาน เพื่อประโยชน์ของพนักงาน แต่สิ่งที่เราจะต้องให้ความสนใจ คือ สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ระบบนิเวศของสัตว์ที่อยู่ในป่า ไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ ไม่มีป่าก็ไม่มีสัตว์ ไม่มีน้ำก็ไม่มีสัตว์ ไม่มีสัตว์ป่าป่าก็อาจจะเสื่อมโทรม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนผูกโยงกันหมด ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเอาอันนี้ไม่เอาอันนี้
สิ่งแรกที่ทุกคนต้องพยายามทำความเข้าใจ คือ ธรรมชาติใช้เวลาสร้างตัวเองมานับล้านปีจนเป็นโลกในปัจจุบัน โดยบทบาทของธรรมชาติด้วยกันเองมีการสร้างความสมดุล สร้างความพอดี สร้างการอยู่ร่วมกัน หลายคนอาจไม่เคยคิดว่าสัตว์ไม่มีการฆ่ากันเพื่อผลประโยชน์ สัตว์จะฆ่ากันเพราะต้องการมีชีวิตอยู่ สัตว์ฆ่าสัตว์เพราะต้องการอาหาร แต่คนฆ่าสัตว์นั้นส่วนหนึ่งเพราะต้องการอาหาร แต่ไม่ใช่ต้องการอาหารเพื่ออยู่ แต่เป็นความต้องการอาหารเพื่อความอร่อย หรือฆ่าสัตว์เพื่อความเพลิดเพลินใจในทางส่วนตัว ไปยิงเก้ง ไปล่าหมูป่า ไปยิงช้างเอางามาประดับไว้ในห้องรับแขกเพื่อให้เกิดความสวยงาม ถลกหนังกวาง หนังเสือ ในด้านหนึ่งเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ในส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของนิสัยที่สร้างกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนกระทั่งบัดนี้เรื่องการทารุณสัตว์ ก็ยังปรากฏอยู่ในอังกฤษ เป็นกีฬาของผู้ดีสมัยก่อน เรียกว่า Fox Hunting จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถเลิกล้มกันได้
แต่ถ้าเกิดมองในภาพรวม สังคมที่เจริญแล้ว สังคมที่มีความคิดมากขึ้นแล้ว เขารับไม่ได้ ก็ต้องการรักษาป่า เพราะว่ามันสวยงาม ร่มเย็น ในบ้านเราเองยังอยากมีต้นไม้ใหญ่ๆ มีพื้นที่สีเขียวมาก เรานั่งอยู่ในบ้านแล้วได้ยินเสียงนกร้อง มีกระรอกวิ่ง มีไส้เดือน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
สมัยก่อนคนเข้าป่าไปยิงสัตว์ป่า สมัยเด็กไปยิงนก โตขึ้นไปยิงสัตว์ใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่าเรากำลังทำลายสิ่งที่โลกสร้างมานับล้านปีไปทีละน้อย ต่อมาก็ยิ่งทำลายมากขึ้น คนไปทวีปแอฟริกาเพื่อยิงสัตว์ป่าในซาฟารี ตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นไปดูสัตว์ป่า สิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ อีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่ถูกต้องของรัฐบาล ประชาชนต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และภาคธุรกิจจะต้องมีส่วนร่วม
หลายสิ่งหลายอย่างในการปกครองและบริหารประเทศ เราไปหวังพึ่งรัฐบาลร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ รัฐบาลไม่ใช่ผู้วิเศษ รัฐบาลไม่ใช่ผู้รู้ที่สุด รัฐบาลอาจจะมีเงินมากไม่พอ จึงเป็นหน้าที่ของภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็น เอ็นจีโอ กับภาคธุรกิจซึ่งมีเงินและบุคลากรที่สามารถเข้ามาช่วยได้
ผมไม่เคยรู้จักคุณสืบ นาคะเสถียร แต่ได้อ่านประวัติได้ดูสิ่งที่คุณสืบทำมา หลายครั้งหลายคราวผมเกือบร้องไห้ เพราะเมืองไทยยังไม่ตื่นจากความฝัน จนกระทั่งคุณสืบต้องฆ่าตัวตาย เราเคยได้ยินว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนักธุรกิจที่มีผลประโยชน์ในป่าฆ่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เราต่างโศกเศร้า และรู้สึกว่ารัฐบาลไม่เอาไหน และรู้สึกว่าประชาชนก็ไม่เอาไหน ยิ่งภาคธุรกิจเมื่อ 30 ปีที่แล้วยิ่งไม่รู้เรื่องเหล่านี้ มันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้า เมื่อคนคนหนึ่งกำลังทำงานที่เป็นประโยชน์มาก ใช้ชีวิตเป็นประโยชน์ อายุยังไม่มากเกินไป ตัดสินใจสละชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โลกนี้ได้ยืนหยัดต่อไป ในขั้นแรกก็เพื่อให้คนในสังคมไทยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น มีความร่มเย็น ให้มีน้ำในป่า แม้วันนี้เราเปลี่ยนแปลงไปมาก ได้มีการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมาค่อนข้างจะมากแล้ว แต่ถามว่ามากเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ
ผมเคยมีโอกาสไปร่วมงาน Earth Summit (การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา) ที่ประเทศบราซิล เมื่อปี ค.ศ. 1991 จัดขึ้นโดยสหประชาชาติ มีอดีตรัฐมนตรีประเทศแคนาดาเป็นเลขาธิการ ในการศึกษาเพื่อเตรียมจัดการมีการหารือว่าการจะเพื่อดูแลโลกของเราแค่ทำโดยรัฐบาลคงไม่เพียงพอ จึงได้เชิญนักธุรกิจมาร่วมเป็นกรรมการด้วย และได้เชิญผมไปเป็นสมาชิก ผมไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก แต่ได้เรียนรู้มาก ทำให้หูตากว้างขวางขึ้น และยิ่งเห็นว่าภาคธุรกิจมีความสำคัญจริงๆ ในการประชุมคณะกรรมการจะมีนักธุรกิจที่สำคัญ มีบริษัทต่างๆ ที่มีชื่อเสียง แล้วผู้บริหารขององค์กรก็เป็นผู้มาประชุมเอง ผมได้นำแนวคิดมาทำที่ประเทศไทย ชักชวนเข้ามาร่วมมีสมาชิก 45 บริษัท แต่เมืองไทยยังไม่ได้ให้ความสนใจดีพอ ซีอีโอยังไม่มาประชุม จะมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้าน CSR มาประชุมแทน แต่ก็ถือว่างานด้านสิ่งแวดล้อมมีความตื่นตัวของคนไทยในวงการธุรกิจมีมากขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้มีผมเห็นงานโฆษณาชุดหนึ่งพูดถึงวิวัฒนาการของโลก ป่า น้ำ ภูเขา สิ่งต่างๆ เขาถ่ายทอดสาสน์นออกมาว่า มวลน้ำแข็งที่ทวีปแอนตาร์กติกาในขณะนี้ละลายไปมาก ป่าถูกตัดไปมาก อย่างป่าแอมะซอนในเวลานี้มีส่วนหนึ่งถูกทำลายเพื่อใช้ปลูกถั่วเหลือง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ คนท้องถิ่น กระทบต่อการทำมาหากินอย่างมหาศาล ในสาสน์ถ่ายทอดคำพูดออกมาว่า ถ้าเผื่อท่านไม่ดูแลฉัน ฉันจะดูแลท่านได้อย่างไร ถ้าหากคนไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมเหล่านี้แล้วสิ่งแวดล้อมเหล่านี้หายไป ผู้รับบาปคนสุดท้ายก็คือมนุษยชาติ ถ้าท่านไม่ดูแลฉัน ฉันจะดูแลท่านได้อย่างไร
ถ้าวงการธุรกิจไทยไม่ดูแลวงการสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ โดยเฉพาะป่า สัตว์ป่า ที่คุณสืบได้ตั้งต้นมา มีผู้สานต่อ ลำพังมืออาชีพที่คุ้นเคยกับปัญหาเหล่านี้ยังไม่อาจเพียงพอ ภาคธุรกิจต้องเข้ามาร่วม การเข้ามาร่วมหาใช่เพียงการเข้ามาแบบสนุกๆ แต่ต้องเข้ามามีบทบาทที่สำคัญเพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้
ดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา บอกว่า make america great again นี่เป็นคำพูดที่เห็นแก่ตัวอย่างเดียว แต่แอมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสบอกว่า make the planet great again
สรุปความจาก ปาฐกถา เรื่อง ความสำคัญของธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม อานันท์ ปันยารชุน เสวนา 7 ปี CSR ในผืนป่าตะวันตก วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2560
เรียบเรียงโดย เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร
CSRในอดีตเมื่อพูดถึงสิ่งแวดล้อม ทางภาคธุรกิจจะหมายถึง บรรยากาศในสถานที่ทำงาน ในโรงงาน ว่าเครื่องจักรที่มีความปลอดภัยแค่ไหน มีมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในการใช้เครื่องจักรหรือเปล่า อาหารการกินเป็นอย่างไร สิ่งนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโรงงานหรือภาคธุรกิจ แต่ต่อมาความหมายของคำว่าสิ่งแวดล้อมได้กลับไปสู่จุดเดิม นั่นคือสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ เป็นเรื่องป่า น้ำ ดิน
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 8 มรดกโลก มรดกสืบ นาคะเสถียร part 2

อีเมล พิมพ์ PDF
มรดกโลก

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เมื่อก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสานต่อเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของคุณสืบเอาไว้ ก็ได้เห็นความสำคัญในการดูแลรักษาผืนป่ามรดกโลกนี้ไว้เป็นลำดับต้นๆ ทั้งในภารกิจขององค์กร และกลยุทธ์หลัก ซึ่งระบุเอาไว้ว่า สนับสนุนและร่วมมือในการจัดการให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร มีฐานะเป็นป่าอนุรักษ์ของประเทศ และเป็นมรดกทางธรรมชาติของประชาชน, ดำเนินการให้มีการปรับปรุงสวัสดิการและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกรมป่าไม้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวร ตลอดจนพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ, ดำเนินกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร เกี่ยวกับคุณค่าความสำคัญของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ตลอดจนพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าต่อเยาวชน และบุคคลทั่วไป

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 8 มรดกโลก มรดกสืบ นาคะเสถียร part 1

อีเมล พิมพ์ PDF
มรดกสำคัญเรื่องหนึ่งที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้รับสานต่อเจตนารมณ์จากคุณสืบคือ การดูแลรักษาผืนป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานลำดับท้ายๆ ในช่วงชีวิตที่คุณสืบได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเขียนรายงานนำเสนอต่อยูเนสโกเพื่อให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งสองแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ร่วมกับคุณเบลินดา สจ๊วต ค๊อกซ์ ซึ่งจากกระแสการเสียชีวิตของคุณสืบก็ทำให้เรื่องราวทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง และมรดกโลก เป็นที่สนใจในวงกว้างมากขึ้น โดยมีสื่อมวลชนคอยเป็นผู้นำเสนอข่าวสารเป็นระยะ และนั่นก็ทำให้คำว่า ‘มรดกโลก’ เป็นคำที่รู้จักกันแพร่หลายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะกลุ่มคนทำงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป
สำหรับเรื่องการเสนอเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งสองแห่งให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ หากให้เท้าความถึงที่มาที่ไปแล้ว ก็คงต้องย้อนไปในช่วงที่รัฐบาลมีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2531) กันอีกครั้ง ซึ่งมีคุณสืบ นาคะเสถียร เป็นกำลังสำคัญในการคัดค้าน ร่วมกับนักวิชาการ นักศึกษา และภาคประชาชน ดังที่กล่าวไว้ในบทแรกเริ่ม โดยในเวลานั้นกลุ่มนักอนุรักษ์ที่ร่วมกันคัดค้านมีความเห็นตรงกันว่าควรมีมาตรการระยะยาวในการป้องกันไม่ให้มีการนำเสนอโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนขึ้นอีกในอนาคต ขณะเดียวกันในเวลานั้นประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกแล้วด้วย จึงมีข้อสรุปว่าจะเสนอต่อยูเนสโกให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และมอบหมายให้คุณสืบที่ทำงานด้านข้อมูลการคัดค้านอย่างแข็งขันมาตลอดน่าจะเป็นผู้รับหน้าที่เขียนรายงานทางวิชาการ
แม้จุดเริ่มต้นของที่มา จะเกิดจากความต้องการปกป้องผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจากเขื่อนน้ำโจน แต่คุณสืบกลับมีความเห็นว่า ควรจะรวมผืนป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีขนาดใหญ่รองจากทุ่งใหญ่และมีอาณาเขตเชื่อมต่อกันเข้าไปด้วย เพราะถือได้ว่าเป็นป่าผืนเดียวกัน และมีความอุดมสมบูรณ์ไม่น้อยไปกว่ากัน ทั้งยังมีภัยคุกคามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงมีจำเป็นต้องได้รับการยกระดับการดูแลให้สูงขึ้นเท่าๆ กัน
ความตอนหนึ่งในรายงาน คุณสืบและคุณเบลินดา ได้บรรยายถึงความสำคัญของผืนป่าทั้งสองแห่งที่มีอาณาเขตต่อเนื่องกันเอาไว้ว่า “ความต่อเนื่องของป่าธรรมชาติเป็นผืนใหญ่นั้น เป็นหลักประกันต่อการคงเผ่าพันธุ์ของพืชและสัตว์ที่ได้อาศัยเวลานับร้อยพันปีในการวิวัฒนาการจนสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ได้ และได้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการควบคุมสมดุลทางธรรมชาติ ควบคุมภัยพิบัติที่จะเกิดการทำลายธรรมชาติจนถึงขั้นวิกฤต หรือทำให้ภัยธรรมชาติลดความรุนแรงลง นอกจากนี้ แหล่งกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์ของ ดิน น้ำ และอากาศที่บริสุทธิ์นั้น มาจากป่าธรรมชาติดั้งเดิมทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าป่าอนุรักษ์ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องรักษาไว้ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตธาตุอาหารที่จะเกิดจากการเน่าเปื่อยผุสลายของต้นไม้และพืชป่าที่จะถูกน้ำพัดพาให้ไหลลงมาเป็นประโยชน์ต่อการกสิกรรมของพื้นที่ตอนล่าง อีกทั้งป่าธรรมชาติยังช่วยควบคุมมิให้เกิดการพังทลายของหน้าดินที่สะสมเอาความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ไว้”
ในตอนที่ประเทศไทยได้นำเสนอสถานที่สำคัญเป็นมรดกโลกนั้น บันทึกไว้ว่า เสนอมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติให้องค์การสหประชาชาติพิจารณาขึ้นบัญชีไว้เป็นมรดกโลก รวม 6 แห่ง คือ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของดินแดนอีสานโบราณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – กำแพงเพชร นครแห่งประวัติศาสตร์ราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรไทย นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ร่องรอยความเจริญสูงสุดของศิลปวัฒนธรรมไทย ก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 ให้แก่พม่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกแห่งเอเชียคู่ตะรุเตา อุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติทางทะเลของไทย ที่มีร่องรอยอดีตทางประวัติศาสตร์การเมืองในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แหล่งรวมปะการังที่มากที่สุดในโลกแห่งหนึ่งของชายฝั่งทะเลอันดามัน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
จวบจนหนึ่งปีให้หลังของการจากไปคุณสืบ การประชุมมรดกโลกที่ประเทศตูนีเซีย ระหว่างวันที่ 9 – 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ยูเนสโกก็มีมติออกมาว่าได้ ขึ้นบัญชีทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง ไว้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – กำแพงเพชร กับนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
โดยทางยูเนสโกได้แถลงว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง (มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย) ได้เป็นมรดกโลก โดยมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ถึง 3 ข้อ (มรดกโลกทางธรรมชาติมีหลักเกณฑ์ 4 ข้อ) ดังนี้ (ข้อ 8) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทางธรณีวิทยา หรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได (ข้อ 9) เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา (ข้อ 10) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก หรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย
แน่นอนว่าผลการประกาศในครั้งนี้ เพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงนักอนุรักษ์ต่างรู้สึกชื่นมื่นที่ผลงานและฝันสุดท้าของคุณสืบได้กลายเป็นความจริง แต่ถึงอย่างไร การได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วใช่ว่าจะปล่อยปะละเลยได้ กลับยิ่งจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างเข้มข้นให้มากเสียยิ่งกว่าเดิม
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มรดกโลกมรดกสำคัญเรื่องหนึ่งที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้รับสานต่อเจตนารมณ์จากคุณสืบคือ การดูแลรักษาผืนป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานลำดับท้ายๆ ในช่วงชีวิตที่คุณสืบได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเขียนรายงานนำเสนอต่อยูเนสโกเพื่อให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งสองแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ร่วมกับคุณเบลินดา สจ๊วต ค๊อกซ์ ซึ่งจากกระแสการเสียชีวิตของคุณสืบก็ทำให้เรื่องราวทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง และมรดกโลก เป็นที่สนใจในวงกว้างมากขึ้น โดยมีสื่อมวลชนคอยเป็นผู้นำเสนอข่าวสารเป็นระยะ และนั่นก็ทำให้คำว่า ‘มรดกโลก’ เป็นคำที่รู้จักกันแพร่หลายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะกลุ่มคนทำงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป
 

คลื่นความร้อน ภัยคุกคามใหม่ของมนุษยชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
งานศึกษาชิ้นล่าสุดระบุว่า ประชากรร้อยละ 30 ของโลกเผชิญความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนที่อันตรายถึงชีวิตประมาณ 20 วันหรือมากกว่าต่อปี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงแพร่กระจายไปไม่ต่างจากไฟป่า
หากเรายังไม่ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกอย่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ ประชากรราว 3 ใน 4 จะเผชิญความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนก่อน พ.ศ. 2643 และแม้เราจะลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริง ประชาชน 1 จาก 2 คนก็จะต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนอย่างน้อยเป็นเวลา 20 วันต่อปี งานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change
“คลื่นความร้อนที่อันตรายถึงชีวิตไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไร ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมถึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอันตรายนี้” Camilo Mora มหาวิทยาลัยฮาวาย หัวหน้าคณะวิจัยกล่าว “คลื่นความร้อนเมื่อ พ.ศ. 2550 ส่งผลให้ชาวยุโรปเสียชีวิต 70,000 คน ซึ่งมากกว่าประชาชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11 ถึง 11 เท่า”
อันตรายจากคลื่นความร้อนเป็นเรื่องธรรมดามากกว่าที่หลายคนรับรู้ และคลื่นความร้อนนี้เองที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนกว่า 60 พื้นที่ทั่วโลกต่อปี คลื่นความร้อนที่เป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญก็เช่น คลื่นความร้อนเมื่อ พ.ศ. 2553 ที่คร่าชีวิตชาวมอสโกราว 10,000 ราย รวมถึงคลื่นความร้อนที่ชิคาโก ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 700 รายเนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์คลื่นความร้อนก็ได้คร่าชีวิตประชาชนในประเทศอินเดียและปากีสถาน เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงถึง 53.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกาก็มีเหตุการณ์ผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนบ่อยครั้งขึ้นเช่นกัน
Camilo Mora และคณะวิจัยได้รวบรวมการศึกษากว่า 30,000 ชิ้นและกรณีศึกษากว่า 1,949 เหตุการณ์ทั้งระดับเมืองและระดับภูมิภาคที่คลื่นความร้อนทำให้เกิดผู้เสียชีวิต ทั้งในนิวยอร์ก วอชิงตัน ลอสแองเจลีส ชิคาโก โทรอนโท ลอนดอน ปักกิ่ง โตเกียว ซิดนีย์ และเซาเปาโล
ผู้เผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุดคือประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ร้อนชื้น เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เสียชีวิต อย่างไรก็ดี ความร้อนก็อาจเป็นอันตรายในพื้นที่อบอุ่น (อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส) หากรวมกับความชื้นที่สูง
Richard Keller จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล-เมดิสัน แสดงความเห็นว่า คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวอเมริกันคิดเป็น 10 เท่าของภัยพิบัติอย่างทอร์นาโดหรือเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วอื่นๆ
อุณหภูมิทั่วไปในร่างกายมนุษย์จะอยู่ที่ราว 37 ถึง 38 องศาเซลเซียส หากมากกว่านี้แสดงว่าเราเป็นไข้ หากอากาศภายนอกร้อน ร่างกายเราก็จะพยายามปรับสมดุลโดยให้เหงื่อออกเพื่อลดอุณหภูมิ หากอุณหภูมิภายในร่างกายเข้าใกล้ 40 องศาเซลเซียส กระบวนการของเซลล์แทบทั้งหมดก็จะเริ่มหยุดลง หากร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่านี้ ก็จะอยู่ในภาวะอันตรายขั้นร้ายแรงและจำเป็นต้องได้รับการศึกษาอย่างเร่งด่วน
หากดัชนีความร้อน ซึ่งรวบรวม 2 ปัจจัย คือ อุณหภูมิและความชื้นเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่างกายก็จะค่อยๆ ร้อนขึ้นตามอุณหภูมิโดยรอบ เว้นแต่ว่าเราจะพยายามลดความร้อนในตัวเอง
“ความไม่เท่าเทียมที่มากขึ้น จะทำให้เกิดการเสียชีวิตจากความร้อนสุดขั้ว” Richard Kellerกล่าว ในอดีต ความร้อนไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักในอินเดีย ปากีสถาน รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก แต่คลื่นความร้อนที่กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และรุนแรงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประชากรชาวอินเดียนับพันต้องเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances  พบว่าจำนวนคลื่นความร้อนของอินเดียที่คร่าชีวิตคนอย่างน้อย 100 คนเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าระหว่างปี พ.ศ. 2493 ถึง 2552 โดยSteven Davis ผู้ร่วมวิจัยมองว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวน่าจะมีสาเหตุมากจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ดี อุณหภูมิเฉลี่ยของอินเดียเพิ่มขึ้นราว 0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้นในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่ต่ำหากเทียบกับพื้นที่อื่นของโลก
การวัดอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกประเมินว่าโลกร้อนขึ้นราว 1 องศาเซลเซียส หากเปรียบเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่ความร้อนที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันทุกภูมิภาค ทวีปอาร์กติกอุณหภูมิสูงขึ้น 2.5 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 อุณหภูมิก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20 องศาเซลเซียส ในมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าทวีปอเมริกา
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น แม้อาจไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจะส่งผลถึงกลุ่มผู้ยากไร้หรือผู้เปราะบาง Steven Davis ย้ำและอธิบายเพิ่มเติมว่า “ในชิคาโก ประชาชนยังสามารถหลบร้อนได้ แต่มันไม่ง่ายสำหรับคนยากจนในประเทศอินเดีย”
ถอดความจากBy 2100, Deadly Heat May Threaten Majority of Humankind โดย Stephen Leahy
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
คบื่นความร้อนงานศึกษาชิ้นล่าสุดระบุว่า ประชากรร้อยละ 30 ของโลกเผชิญความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนที่อันตรายถึงชีวิตประมาณ 20 วันหรือมากกว่าต่อปี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงแพร่กระจายไปไม่ต่างจากไฟป่า
 

Jigsaw for Forest ระดมทุนทำจิ๊กซอว์ต่ออายุป่าไม้

อีเมล พิมพ์ PDF
ความทรงจำในวัยเยาว์ของใครหลายคน การท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ไม่ว่าจะมองไปทิศทางใดก็ตาม เราจะต้องเจอพื้นที่สีเขียวชอุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าของประเทศไทย ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดจากการเติบโตของประชากรและการลักลอบตัดไม้เถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศของผืนป่า สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตไปจนถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่านานาชนิด ดังนั้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงสภาวะการลดลงของพื้นที่ป่าของประเทศ และ เพื่ออนุรักษ์ให้พื้นที่สีเขียวอยู่คู่คนไทยไปอีกแสนนาน จึงกลายมาเป็น จิ๊กซอว์ชุด " Tropical Rainforest of Thailand "
งานชิ้นนี้ทำขึ้นในจำนวนจำกัดเพื่อมอบให้กับ influencer ให้ช่วยกระจายข่าวต่อในวันที่ 21 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันป่าไม้โลก หลังจากที่เผยแพร่จิ๊กซอว์ชุดนี้ตามโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จนมีผู้คนมากมายเรียกร้องให้ผลิตขายเพื่อระดมทุนให้กับมูลนิธิสืบฯ โดย เว็บไซต์ The Cloud แกนนำหลักในการสนับสนุนการระดมทุนของโครงการดีๆ มากมาย จึงชวนพันธมิตรทั้งหลายนำโครงการนี้เข้ามาระดมทุนกับ MEEFUND.com เพื่อหาเงินทุนให้มูลนิธิสืบฯ นำไปใช้ในการดูแลป่าไม้ที่เหลืออยู่ไม่ให้หายไปเหมือนดังในภาพ และยังชวนกันสร้างความตระหนักถึงปัญหานี้ ด้วยการซื้อจิ๊กซอว์ชุดนี้มอบให้กันในวันสืบนาคะเสถียร 1 กันยายน
การระดมทุนของโครงการนี้คล้ายการสั่งซื้อล่วงหน้า ผู้สนับสนุนโครงการต้องสั่งซื้อจิ๊กซอว์อย่างน้อย 1 ชุด ราคาชุดละ 990 บาท พร้อมระบุชื่อและที่อยู่ที่จะให้จัดส่ง (ทางไปรษณีย์) เปิดให้สั่งซื้อตั้งแต่วันนี้ถึง 19 สิงหาคม 2560 โดยจะจัดส่งจิ๊กซอว์ถึงมือผู้รับในวันที่ 1 กันยายน 2560 รายได้ได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดมอบให้มูลนิธิสืบนาคะเถียร
แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า “โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริง และจะหักเงินจากบัตรเครดิตผู้สนับสนุนก็ต่อเมื่อ มีผู้สั่งซื้อเกิน 600 ชุด ภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น”
ถ้าอยากรู้เรื่องเบื้องหลังการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้เพิ่มเติม อ่านได้ที่นี่ The Cloud Jigsaw for Forest
ร่วมสนับสนุนกิจกรรมได้ที่ Jigsaw Puzzle Tropical Rainforest of Thailand
ป่าไม้ความทรงจำในวัยเยาว์ของใครหลายคน การท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ไม่ว่าจะมองไปทิศทางใดก็ตาม เราจะต้องเจอพื้นที่สีเขียวชอุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าของประเทศไทย ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดจากการเติบโตของประชากรและการลักลอบตัดไม้เถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศของผืนป่า สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตไปจนถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่านานาชนิด ดังนั้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงสภาวะการลดลงของพื้นที่ป่าของประเทศ และ เพื่ออนุรักษ์ให้พื้นที่สีเขียวอยู่คู่คนไทยไปอีกแสนนาน จึงกลายมาเป็น จิ๊กซอว์ชุด "Tropical Rainforest of Thailand"

 

'มองป่า' กับหมอหม่อง

อีเมล พิมพ์ PDF
'มองป่า' กับหมอหม่อง
.
หลายคนอาจชื่อชอบการมองสัตว์ป่าหรือภาพสัตว์ป่าโดยอาจมองข้ามสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้นที่เกิดขึ้นและดำเนินไป นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชวน 'มองป่า' เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเป็นไป และสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้น ที่จะเป็นตัวเชื่อมระบบนิเวศป่าเขตร้อนที่สำคัญ
.
ป่าเขตร้อน (Tropical Forest) ป่าที่เกิดขึ้นบริเวณเส้นศูนย์สูตรระหว่างเส้น Tropical of Cancer (23 องศา 27 ลิบดาเหนือ) กับเส้น Tropic of Capricorn (23 องศา 27 ลิบดาใต้) คำว่าป่าเขตร้อนจึงไม่ได้หมายถึงลักษณะป่าแบบใดแบบหนึ่ง แต่ความจริงในพื้นที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรโดยรอบโลกหรืออาจเรียกได้ว่าบริเวณเข็มขัดของโลกนี้มีป่าหลายประเภท เช่น ป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ป่าชายเลน และป่าพรุ เป็นต้น
.
"ระบบนิเวศป่าเขตร้อนเมืองไทย"
เวลาที่เราเข้าไปในป่าเราจะรู้สึกเย็นสบาย ร่มรื่น ไม่มีแสงแดด คุณลองแหงนหน้ามองป่าในอีกมุมหนึ่งนั่นคือ เรือนยอดของป่า สิ่งมหัศจรรย์ที่เราเห็นพื้นที่บนท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยยอดไม้ ต้นไม้พากันจับจองพื้นที่ท้องฟ้าจนไม่มีที่ว่างเหลืออยู่
.
หมอหม่องกล่าวถึงต้นไม้ว่า "เมื่อทุกคนต้องการแสง แสงแดดจึงถือเป็นสิ่งที่มีราคาแพง"
.
แต่ยังดีที่ชั้นเรือนยอด ไม้ไม่ได้ซ้อนทับกันหมด ยังปรากฏช่องว่างแห่งแสงทำให้แสงสามารถสาดส่องลงมาได้ อาจเกิดจากความเป็นไปในธรรมชาติ กิ่งไม้หัก หรือฟ้าผ่า แล้วทำให้เกิดช่องว่างตามธรรมชาติ
.
"กรรมวิธีการยึดพื้นที่เรือนยอด"
การที่ต้นไม้จะขึ้นไปยึดเรือนยอดได้นั้นมีหลายกรรมวิธี หมอหม่องได้เปรียบการการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ประสบความสำเร็จให้เป็นดั่งตำแหน่งประธานบริษัท หรือซีอีโอ การที่ต้นไม้เติบโตโดยได้รับแสงไม่เพียงพอทำให้เติบใหญ่ได้ไม่เต็มทีสูงเพียงเข่าก็ได้เป็นเพียงเสมียนในบริษัทแห่งนั้นตลอดไป แต่หากวันหนึ่งที่ซีอีโอเกษียรหรีอล้มตายไปก็จะเกิดช่องว่างมหาศาลที่จะเป็นโอกาสให้เสมียนได้เติบโตเลื่อนขั้นเป็นซีอีโอได้ นี่คือกรรมวิธีที่ต้นไม้ต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง สังเคราะห์แสงทุกวัน และเจริญเติบโตขึ้นไปทดแทนตำแหน่งต้นไม้ที่ถูกปล่อยว่างอยู่นั่นเอง
.
แต่ก็ยังมีพืชหลายชนิดที่อาจขี้เกียจ ถนัดทางลัด หรือไม่อยากใช้พลังงานหมดไปเป็นร้อยปีกับการสร้างลำต้นให้แข็งแรง พืชกลุ่มนี้จึงปีนป่ายต้นไม้อื่นขึ้นไป ประจบสอพลอและไต่จนถึงเรือนยอดได้ แต่คุณสมบัติพิเศษพวกพืชไม้เลื่อยนั่นคือจะต้องมีความเหนียวและยืดหยุุ่นสูง มิเช่นนั้นจะเกิดการฉีกขาดยามเผชิญกับพายุหรือลมแรงได้
.
เช่น หวายที่เริ่มต้นชีวิตบนต้นไม้เลย จากการที่สปอร์ปลิวไปตกอยู่ที่ที่มีความเหมาะสมจึงได้แสงแดดเต็มที่ แต่การอยู่ด้านบนสูงๆ นั้นมีปัญหาอื่นๆ เช่นกัน ยกตัวอย่างรากของพืชไม่ได้อยู่บนดินจะนำน้ำและแร่ธาตุมาใช้ได้อย่างไร พืชจึงวิวัฒนาการตัวเองให้มีลักษณะรูปถ้วยหรือจาน เมื่อใบไม้หล่นลงไปมันก็จะทับถมพวกนี้ เช่นเฟิร์นที่มีดินอยู่ข้างในเมื่อฝนตกน้ำก็ขั้งอยู่เยอะมากจนบางทีกบก็เข้าไปไข่อยู่ข้างใน นี่เป็นลักษณะของพืชอิงอาศัย (Epiphyte)
.
หรือ ชนิดพันธุ์ที่ไม่แคร์แสง คือ ต้นกระโถนฤาษี หรือบัวผุด มันโผล่ขึ้นมาจากดินโดยที่ไม่มีใบเขียวหรือลำต้นเลย พวกนี้เป็นต้นไม้ที่เป็นปรสิตแย่งสารอาหารจากรากกระไดลิง นี่เป็นวิธีการดำรงชีวิตของพืชในป่า แต่ปัญหาของพืชแต่ละชนิดมีโจทย์ที่แตกต่างกันไป
.
อ่านเรื่องราวของป่าเขตร้อนเพิ่มเติมได้ที่ : goo.gl/M
มองป่า กับหมอหม่องหลายคนอาจชื่นชอบการมองสัตว์ป่าหรือภาพสัตว์ป่าโดยอาจมองข้ามสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้นที่เกิดขึ้นและดำเนินไป นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชวน 'มองป่า' เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเป็นไป และสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้น ที่จะเป็นตัวเชื่อมระบบนิเวศป่าเขตร้อนที่สำคัญ
 

วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีเมล พิมพ์ PDF

ป่าไม้ภูมิภาคเอเชียนับว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด โดยมีพื้นที่อย่างน้อย 6 แห่ง จาก 25 แห่งที่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity hotspot) หมายถึงพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (endangered species) อาศัยอยู่อย่างหน้าแน่น

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 7 ก้าวเล็กๆ ขององค์กร part 2

อีเมล พิมพ์ PDF
ดังที่ได้เขียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่าผู้เขียนเข้ามารับตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เพราะต้องการจะสืบสานเจตนารมณ์ของคุณสืบ หรือที่อาจจะคุ้นกันในคำง่ายๆ ว่า เป็นการ “ทำงานให้พี่สืบ” ซึ่งก็เช่นเดียวกับกรรมการ และเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาทำงานกับมูลนิธิฯ ในระยะเริ่มแรก ซึ่งแม้จะมีเพียงห้องสำนักงานเล็กๆ มีผู้จัดการสำนักงาน 1 คน กับเจ้าหน้าที่อีก 2 คน แต่ทุกคนต่างก็ทำงานอย่างมุ่งมั่นและเต็มความสามารถ
เดิมนั้นเมื่อไม่ได้มีเจ้าหน้าที่คนทำงานเป็นจำนวนมาก การทำงานจึงไม่ได้มีการแบ่งเป็นฝ่ายที่ชัดเจนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่จะทำงานกันตามวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการทุกๆ คนในองค์กรก็จะรู้เท่าๆ กัน ประสานงานช่วยกันทั้งหมดหรือไม่เมื่อใครรับงานด้านไหนไปก็ต้องทำงานชิ้นนั้นจนสำเร็จลุล่วงให้ครบทุกขั้นตอน เช่นว่า ในวัตถุประสงค์เรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความรู้ ความคิดเห็นและการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ที่รับงานนี้ก็จะเป็นคนทำงานทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ศึกษาข้อมูลทางวิชาการ นำข้อมูลไปย่อยให้เข้าใจ ไปจนถึงขั้นตอนการออกแบบสื่อ และเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน
อย่างในปีแรกของการทำงาน นอกจากเรื่องของการดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ตลอดจนงานช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตลอดจนสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกรวมเกือบ 20 กิจกรรมที่ดำเนินการในขวบปีแรกของการก่อตั้งองค์กร ซึ่งทุกงานก็สามารถดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ยกเว้นการก่อสร้างอนุสรณ์สถานฯ ที่ไม่อาจทำสำเร็จได้ภายในปีเดียวเพราะมีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งเรื่องความยากลำบากของการขนย้ายวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์เข้าไปที่ห้วยขาแข้งซึ่งถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ ตลอดจนเรื่องของฤดูกาลที่ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักไปบ้างในฤดูฝนที่น้ำในลำห้วยขึ้นสูงจนไม่สามารถข้ามไปได้
ขณะเดียวกันในเวลานั้น ทั้งสาธารณชนและสื่อมวลชนต่างก็จับตามองการทำงานของมูลนิธิกันเป็นพิเศษ ว่างานที่เข้ามาสานต่อเจตนารมณ์ของคุณสืบ นาคะเสถียร ได้คืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน หรืออย่างงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งก็เป็นอีกเรื่องที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสาธารณชนเป็นจำนวนมาก เพื่อต่างก็อยากเห็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณของสืบ นาคะเสถียร หากถามว่าสิ่งเหล่านี้ได้สร้างความกดดันให้คนทำงานหรือไม่ ? เมื่อถูกทักท้วงถามถึงความคืบหน้า หรือทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้เกิดขึ้นบ้างไหม ก็สามารถตอบได้อย่างเต็มปากว่าไม่รู้สึกกดดันหรือท้อถอยเลย
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหัวใจของคนทำงาน คือ ทำงานที่เป็นของเรา และทำให้สุดกำลัง ไม่หวังจะมีชื่อเสียง เพียงแต่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ทำให้เสร็จ และเกิดประโยชน์ต่อผืนป่าและสัตว์ป่าให้มากที่สุด
แม้บทนี้จะบอกว่าเป็นก้าวเล็กๆ แต่ก็ขอเสริมว่าเป็นก้าวที่หนักแน่นและมั่นคง และก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่จนถึงทุกวันนี้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดังที่ได้เขียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่าผู้เขียนเข้ามารับตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เพราะต้องการจะสืบสานเจตนารมณ์ของคุณสืบ หรือที่อาจจะคุ้นกันในคำง่ายๆ ว่า เป็นการ “ทำงานให้พี่สืบ” ซึ่งก็เช่นเดียวกับกรรมการ และเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาทำงานกับมูลนิธิฯ ในระยะเริ่มแรก ซึ่งแม้จะมีเพียงห้องสำนักงานเล็กๆ มีผู้จัดการสำนักงาน 1 คน กับเจ้าหน้าที่อีก 2 คน แต่ทุกคนต่างก็ทำงานอย่างมุ่งมั่นและเต็มความสามารถ
 

ไทยขาดมาตรการควบคุมก๊าซเรือนกระจก หวั่นผิดคำพูดที่ให้ไว้ในเวที COP21

อีเมล พิมพ์ PDF
ไทยขาดมาตรการควบคุมก๊าซเรือนกระจก หวั่นผิดคำพูดที่ให้ไว้ในเวที COP21
อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนของสภาพอากาศ โลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลาย น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น ซึ่งค่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาตรฐานในระดับความปลอดภัยถูกพิจารณาว่าไม่ควรเกิน 350 ppm แต่เมื่อปี 2556 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 400.3 ppm ต่อมาปี 2559 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 401 ppm และปีนี้ (2560) มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศสูงถึง 410 ppm
ความพยายามของแต่ละประเทศที่ผู้นำประเทศจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่จัดขึ้นในปี 2558 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส นำไปสู่เป้าหมายของการป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้สัตยาบันในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม COP21 ว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% ภายในปี 2030 โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พร้อมทั้งลดการพลังงานฟอสซิล และหันมาใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทดแทน
สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2558 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 350 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ทั้งนั้นมีที่มาจากการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล 254 ล้านตัน ที่เหลือมาจากการเกษตร 58 ล้านตัน, สิ่งที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม 24 ล้านตัน และขอเสีย 15 ล้านตัน
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยยอมรับในหลักการดังกล่าว แต่ที่น่าเป็นกังวลคือผ่านมาแล้วกว่าปีครึ่ง การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในขั้นมาตรการและการปฏิบัติจริงยังไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ปริมาณตามเป้าหมายเป็นไปได้ยาก และแสดงความเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีที่ได้ไปรับปากไว้ในเวทีระดับโลก
ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า หากต้องการลดปริมาณ CO2 โดยเฉพาะถ่านหินที่เป็นแหล่งปล่อย CO2 ต้องปฏิรูปพลังงานสิ่งแวดล้อม นั่นหมายถึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตกระแสไฟฟ้า เช่นการควบคุมโรงงานปูนซีเมนต์ และกรณีโรงไฟฟ้ากระบี่ หากเดินหน้าต่อก็ไม่ถือเป็นการสนับสนุนนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เราเห็นต่างประเทศตั้งเป้าและพยายามเปลี่ยนแปลงด้วยการลดการใช้พลังงานถ่านหินไปเรื่อยๆ และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ดิฉันเชื่อว่าหากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ แต่ดิฉันยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจน
เมื่อให้สัตยาบันไปแล้วมันต้องตามมาด้วยมาตรการและนโยบายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หากต้องการลดก๊าซเรือนกระจกก็ต้องมีหลักเกณฑ์จำกัดและลดการใช้ถ่านหินโดยตรง โดยเฉพาะลิกไนต์ แต่ว่าบ้านเรายังไม่มีนโยบายที่จะลด ทยอย หรือเลิกการใช้ถ่านหิน เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวหนึ่งที่บอกได้ชัดว่ายังไม่มีแนวทางหรือมาตรการในการควบคุมภาคอุตสาหกรรม ก็ยังเป็นห่วงท่านนายกอยู่ว่าท่านไปรับปากเขาไว้ แต่ว่ายังไม่ได้ดำเนินการในประเทศ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่มีการส่งเสริมโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่อีกเป็นพันเมกะวัตต์ ดิฉันว่ามันจะไม่ทำให้เราลดก๊าซเรือนกระจกได้
ในขณะเดียวกันนั้นขยะก็เป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซมีเทน ที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการหรือระบบจริงจังในการดักจับก๊าซมีเทนมาใช้ประโยชน์ ซึ่งมันสามารถทำได้และมีหลายพื้นที่ใช้ แต่ยังไม่เห็นนโยบายระดับชาติที่สั่งไปเลยว่ากองขยะทุกกองต้องพัฒนาการจัดการขยะให้ดี นอกจากจะเป็นการพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีแล้วยังสามารถจัดการก๊าซมีเทนที่มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เห็นมาตรการเป็นรูปธรรมชัดเจน
ทุกวันนี้ยิ่งเรากระตุ้นเศรษฐกิจ มันก็จะการลงทุน มีการบริโภค ซึ่งทุกการลงทุน การบริโภคเหล่านี้คือการเพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงแสดงความเป็นห่วงท่านนายกที่ได้ไปรับปากเขาไว้แล้ว แต่ยังไม่มีแผนปฏิบัติการในประเทศในหลายภาคส่วน
การที่โลกร้อนขึ้นมันกระทบกับมนุษย์ทุกคนอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน แต่คนจนจะมีความบอบบางต่อความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า เช่นในเชิงการเกษตร ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ที่ภาคเกษตรเป็นแหล่งผลิตอาหาร แหล่งชุมชนที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติสูงมากจะได้รับผลกระทบ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากเกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่คนในเมืองเองก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งการขาดแคลนอาหาร และภัยพิบัติจะรุนแรงมากขึ้น เราไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ จะเห็นได้ว่าผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมมันเยอะและก่อความเสียหายมาก ซึ่งภัยพิบัติไม่เลือกกระทำกับคนใดคนหนึ่งจึงเชื่อว่าเราทุกคนได้รับผลกระทบโดยถ้วนหน้า
แต่มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน แต่เราไม่สามารถทำได้กว้างนัก เราสามารถทำได้เฉพาะตัวเรา แต่รัฐบาลสามารถทำได้ทั้งประเทศเพียงแค่ท่านนกยกสั่ง
Source : ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเทศไทย www.bbc.com/thai/international-40137393
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โลกร้อนอย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนของสภาพอากาศ โลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลาย น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น ซึ่งค่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาตรฐานในระดับความปลอดภัยถูกพิจารณาว่าไม่ควรเกิน 350 ppm แต่เมื่อปี 2556 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 400.3 ppm ต่อมาปี 2559 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 401 ppm และปีนี้ (2560) มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศสูงถึง 410 ppm
 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 17

รับข่าวสาร