• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


รู้จักแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกที่แม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
แมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000 ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้แมงมุมที่จัดได้ว่าเป็นแมงมุมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือ แมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae, Mesothelae)
สายพันธุ์เก่าแก่เมื่อ 300 ล้านปีก่อน
แมงมุมฝาปิดโบราณ ถือได้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต (Living fossil) เนื่องจากยังคงมีลักษณะหลายประการที่เหมือนกับบรรพบุรุษที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายล้านปีก่อน เช่น การที่แผ่นปิดท้องยังไม่รวมเป็นแผ่นเดียว และการที่มีอวัยวะสร้างใย (Spinneret) อยู่กลางลำตัว ซึ่งลักษณะทั้ง 2 ประการนี้ไม่พบในแมงมุมกลุ่มอื่นๆ จากหลักฐานด้านบรรพชีวินวิทยาแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของแมงมุมฝาปิดโบราณอาจมีการถือกำเนิดตั้งแต่เมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน แมงมุมฝาปิดโบราณมีการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ด้านตะวันออกของประเทศจีนและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น โดยในปัจจุบันมีรายงานการค้นพบแล้ว 96 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับจำนวนแมงมุมทั้งหมด ที่สำคัญแมงมุมฝาปิดโบราณแต่ละชนิดมักเป็นสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่สามารถพบได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น
แมงมุมฝาปิดโบราณถือเป็นกลุ่มแมงมุมที่มีช่วงชีวิตยาว โดยแมงมุมเพศเมียอาจมีอายุได้ถึง 20 ปี แมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในรังเท่านั้น โดยการสร้างฝาปิด (Trapdoor) ขึ้นมาเพื่ออำพรางทางเข้าออกจากผู้ล่าและซุ่มดักจับเหยื่อ แมงมุมฝาปิดโบราณที่อาศัยอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างเส้นใยลักษณะพิเศษคล้ายรัศมีไว้ใช้รับแรงสั่นสะเทือน (Signal lines) เพื่อช่วยในการล่าเหยื่อด้วย
พิษไม่เป็นอันตรายต่อคน
แมงมุมฝาปิดโบราณเหมือนกับแมงมุมส่วนใหญ่ที่มีการพัฒนาต่อมพิษ (Venom gland) ที่บริเวณเขี้ยว แต่อย่างไรก็ตามพิษของแมงมุมฝาปิดโบราณมีไว้เพื่อจัดการแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่เป็นเหยื่อของพวกมัน ดังนั้น พิษของแมงมุมโบราณจึงไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 ถือได้ว่าเป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดที่ 97 ของโลก และเป็นชนิดที่ 33 ที่ถูกค้นพบในประเทศไทย โดยแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้สามารถพบได้เฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ระดับความสูงกว่า 100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์จะทำรังอยู่พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นหน้าผาดินที่มีความชันสูง โดยขุดดินลึกไปประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร และจะชักใยบุผนังโพรงดำรงชีวิต นอกจากนี้ที่ปากทางเข้าออกจะมีการสร้างฝาปิดเพื่ออำพรางทางเข้าออก และมีการสร้างเส้นใยรัศมีเพื่อรับแรงสั่นสะเทือนเมื่อมีเหยื่อมาสัมผัส ที่น่าสนใจคือแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์มีการสร้างรัง 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน คือ รังรูปแบบท่อตรง (Simple burrow) ที่มีเพียงทางเข้าออกเดียว และรังรูปแบบตัว T (T-shape burrow) ที่มีทางเข้าออก 2 ทาง โดยคาดว่าทางออกที่สร้างขึ้นมาทีหลังมีไว้สำหรับเป็นทางออกสำรองเพื่อหลบหนีจากผู้ล่า
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ภายในรัง ทำให้สามารถพบแมงมุมกลุ่มนี้ได้เฉพาะพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงเท่านั้น
การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นการย้ำเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ขนาดเล็ก ไม่เพียงแต่กลุ่มของแมงมุม แต่ยังรวมถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆ ที่มีบทบาทหน้าที่ต่างๆ กัน ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศให้ดำเนินไปอย่างสมดุล
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลก ดำเนินการวิจัยและสำรวจโดย ภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยนายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นิสิตระดับปริญญาโท (สัตววิทยา) และดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Journal of Arachnology การตั้งชื่อให้กับแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้ว่า “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์” หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 เพื่อเป็นเกียรติให้แก่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และสำคัญต่อสัตว์ป่า
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์แมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000 ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้แมงมุมที่จัดได้ว่าเป็นแมงมุมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือ แมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae, Mesothelae)
 

การทำลายป่าและความป่วยไข้ของเด็กในกัมพูชา

อีเมล พิมพ์ PDF
การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร The Lancet Planetary Health สรุปได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็กๆ คณะวิจัยพบว่าการสูญเสียป่าดิบในกัมพูชานั้น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคท้องร่วม ติดเชื้อในปอด และเป็นไข้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5  ปี
“นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่การตัดไม้ทำลายป่าจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของเด็กในกัมพูชา”Roman Carrasco หนึ่งในคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์ (National University of Singapore)ให้สัมภาษณ์
การศึกษาดังกล่าวช่วยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายผืนป่าขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ คณะวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจำนวนกว่า 35,000ครัวเรือนซึ่งจัดเก็บจากการรวบรวมข้อมูลทางประชากรศาสตร์และสุขภาพของกัมพูชา ระหว่างปี พ.ศ. 2548 และ 2557 ผลการศึกษาพบว่าการสูญเสียป่าทึบจะทำให้โอกาสเกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น การลดลงของพื้นที่ป่าร้อยละ 14 จะเพิ่มความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคท้องร่วงของเด็กถึงร้อยละ 14
ในทางกลับกัน หากพื้นที่รอบชุมชนเป็นป่าอนุรักษ์ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคท้องร่วง และการติดเชื้อในปอดอย่างเฉียบพลันในเด็ก
แม้ว่าการศึกษาดังกล่าวจะไม่ได้วิจัยโดยตรงว่าการเพิ่มขึ้นของการเป็นโรคท้องร่วงนั้นเชื่อมโยงกับการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างไร แต่การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าจะทำให้วัฏจักรน้ำเสียสมดุล ส่งผลให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปโดยเชื้อโรคซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงเพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณน้ำที่ลดลงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาสุขอนามัยในครัวเรือน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมส่งผลให้เกิดโรคท้องร่วงมากขึ้นในชุมชนปลายน้ำ
เป็นไปได้ว่าประเทศกัมพูชาก็อาจเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลของกัมพูชายังจำเป็นต้องใช้น้ำดื่มจากแหล่งน้ำที่ไม่ได้รับการป้องกัน เช่น บ่อน้ำสาธารณะ อีกทั้งยังไม่ได้มีวิธีทำความสะอาดน้ำก่อนดื่มที่เหมาะสม นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่าอาจสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการระบาดของยุง เช่น สภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้การแพร่กระจายของโรคที่มียุงเป็นพาหะมีแนวโน้มสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี คณะวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าการฟื้นฟูผืนป่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้หรือไม่
“การอนุรักษ์อาจมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าวิธีการนี้จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่ในแง่การลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับมาตรการทางสาธารณสุขโดยทั่วไป” Thomas Pienkowski นักวิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์กล่าว
“หัวใจสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การที่เราค้บพบความเชื่อมโยงระหว่างการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนชื้นและโอกาสเสียชีวิตในเด็กที่เพิ่มขึ้นจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคท้องร่วง ซึ่งข้อค้นพบนี้จะสร้างมิติใหม่ของผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าต่อชุมชน”Thomas Pienkowski สรุป
อ้างอิงงานวิจัย Thomas Pienkowski et al. Empirical evidence of the public health benefits of tropical forest conservation in Cambodia: a generalised linear mixed-effects model analysis, The Lancet Planetary Health (2017). DOI: 10.1016/S2542-5196(17)30081-5.
ถอดความและเรียบเรียงจาก Deforestation in Cambodia linked to ill health in children โดย Shreya Dasgupta
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
กัมพูชาการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร The Lancet Planetary Health สรุปได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็กๆ คณะวิจัยพบว่าการสูญเสียป่าดิบในกัมพูชานั้น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคท้องร่วม ติดเชื้อในปอด และเป็นไข้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5  ปี
 

ภัยคุกคามการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติเตือนว่า สภาวะโลกร้อนคาดว่าจะสร้างผลกระทบสำคัญต่อผลิตภาพในอนาคตของสินค้าเกษตรตั้งแต่ข้าวไปจนถึงปลา โดยเฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรโดยระบุว่ากลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกควรจะเป็นผู้นำในการรับมือรวมทั้งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
“เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ APEC กำลังได้รับผลกระทบจากความสูญเสียผลิตผลทางการเกษตรเนื่องจากภัยธรรมชาติเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยภัยธรรมชาติเหล่านั้นต่างเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” Kundhavi Kadiresan ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิกประกาศผ่านทางช่อง UN News
ในทางภูมิศาสตร์ ผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลต่อปริมาณผลผลิตของข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง ในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ส่วนประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไป มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการทำประมง
“ความสูญเสียในแต่ละปีอาจมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เราจึงต้องดำเนินการรับมือกับปัญหาเดี๋ยวนี้ ผู้กำหนดนโยบายควรเตรียมพร้อมสำหรับปริมาณผลผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป ลักษณะการซื้อขายที่ไม่เหมือนเดิม รวมถึงการลงทุนมูลค่าสูงในการจัดการด้านการเกษตร การประมง ที่ดิน และน้ำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตอาหาร”KundhaviKadiresan กล่าวเสริม
จากผลการวิจัยของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่าแนวโน้มที่เราเผชิญในปัจจุบัน อาจเลวร้ายลงในอนาคตจากผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ อย่างไรก็ดี เรายังมีโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเกษตรและการใช้ที่ดินในเอเชียอีกมาก
การเกษตร เป็นผู้ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 1 ใน 5 ของการปลดปล่อยคาร์บอนทั้งหมดของโลก ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่การเกษตร การปศุสัตว์ และการปลูกข้าวแบบนาขังน้ำ รวมถึงการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการศึกษาเชิงเทคนิคระบุว่ามีโอกาสที่จะลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลงถึงร้อยละ 70 สำหรับพื้นที่การเกษตรในเขตร้อนชื้น นั่นก็คือภูมิภาคเอเชีย
“ถึงเวลาที่เราจะต้องไตร่ตรองว่ารัฐบาลในกลุ่ม APEC นั้นควรจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร อาจต้องมีการคำนึงถึงมาตรการเพื่อคุ้มครองประชาชนในสังคม รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ก็ควรปรับตัวกับอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่แก้ไขได้ในระยะสั้น แต่มีเหตุผลรองรับว่าเราควรดำเนิการ” Kundhavi Kadiresan ย้ำ
FAO ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม เพื่อประเมินโอกาสในการลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการใช้ระบบปลูกข้าวอย่างเข้มข้น และการจัดการด้านปศุสัตว์ ในประเทศกัมพูชา ปาปัวนิวกินี และมองโกเลีย FAO ได้จับมือเพื่อริเริ่มโครงการวัด ตรวจสอบ และรายงานการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และทางเลือกในการทำการเกษตรและการใช้ที่ดิน ในภาคอุตสาหกรรมป่าไม้ การตัดไม้ทำลายป่าที่ลดลง การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ป่า และการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนได้สร้างพื้นที่ดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก
การเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร รวมทั้งสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องใช้เงินลงทุน กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Fund) นับว่าเป็นแหล่งเงินทุนหนึ่งที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านทำได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องสอดคล้องกับเงินลงทุนจากรัฐบาลและเอกชนที่ควรตั้งเป้าการสนับสนุนการเกษตรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ถอดความและเรียบเรียงบางส่วนจาก Climate Change Threatens Agriculture in Pacific Rim Economies โดย J Nastranis
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติเตือนว่า สภาวะโลกร้อนคาดว่าจะสร้างผลกระทบสำคัญต่อผลิตภาพในอนาคตของสินค้าเกษตรตั้งแต่ข้าวไปจนถึงปลา โดยเฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรโดยระบุว่ากลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกควรจะเป็นผู้นำในการรับมือรวมทั้งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
 

สาส์นสืบ บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนน้ำโจนถ้า 30 ปีที่แล้วโครงการเขื่อนน้ำโจนได้รับความเห็นชอบโดยปราศจากเสียงคัดค้าน ลำนำที่ปรากฎอยู่ในภาพถ่ายนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดจะล้มหาย สัตว์ป่าจะถูกแบ่งแยกออกจากกันไม่สามารถหากินและโยกย้ายถิ่นฐานได้ตามฤดูกาลปกติ รวมถึงการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาได้อีก

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : แนวคิด และเจตนารมย์ การก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพื่อนที่เคยกอดคอกันช่วงคัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจนดูเหมือนจะได้มาพบพร้อมเพรียงกันในงานพระราชทานเพลิงศพคุณสืบ นาคะเสถียรคาดว่าในใจของแต่ละคนคงจะมีความเสียใจอย่างยิ่ง และรู้สึกผิดที่หลังจากเดือนเมษายน พ.ศ. 2531 เมื่อรัฐบาลชะลอการสร้างโครงการเขื่อนน้ำโจน เราไม่ได้ติดต่อกับคุณสืบเลย

 

พบ ‘แมงมุมฝาปิดโบราณ’ ชนิดใหม่ของโลกที่แม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
คณะผู้วิจัยจากภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ทำการสำรวจและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
แมงมุมฝาบิดโบราณ เป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต และเป็นหนึ่งในกลุ่มของแมงมุมที่หายากที่สุดในโลก ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้ว 96 ชนิด (จากแมงมุมกว่า 46,000 ชนิดทั่วโลก) โดยพบอาศัยอยู่เฉพาะในบริเวณด้านตะวันออกของประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแมงมุมฝาปิดโบราณ คือ แมงมุมชนิดนี้จะสร้างฝาปิดทางเข้าออกรังเพื่ออำพรางตัวจากผู้ล่าและซุ่มรอเพื่อจับเหยื่อ โดยกลุ่มที่อยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างใยลักษณะพิเศษคล้ายรัศมีแผ่ออกจากปากทางเข้าออกรังใช้รับแรงสั่นสะเทือนซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการล่าเหยื่อของมัน
รายงานระบุว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีรายงานการค้นพบแมงมุมในกลุ่มนี้มากที่สุด โดยมีรายงานการค้นพบแล้วทั้งสิ้น 32 ชนิด อย่างไรก็ตามแมงมุมนี้จัดเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์สูง และยังไม่มีแนวทางในการอนุรักษ์อย่างชัดเจน โดยแต่ละชนิดมักสามารถพบได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นต่อความจำเพาะต่อแหล่งอาศัย และความสามารถในการกระจายพันธุ์ที่จำกัดของพวกมัน
ในปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับแมงมุมฝาปิดโบราณยังมีอยู่น้อยทำให้ไม่เป็นที่รู้จัก และไม่มีข้อมูลสำหรับการวางแผนอนุรักษ์
สำหรับการค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในครั้งนี้ ทางคณะผู้วิจัยจากภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยนายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นิสิตระดับปริญญาโท (สัตววิทยา) และดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ทำการสำรวจและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
ผลงานวิจัยการค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Journal of Arachnology โดยทางผู้วิจัยได้ตั้งชื่อให้กับแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้ว่า “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์” หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 เพื่อเป็นเกียรติให้แก่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และสำคัญต่อสัตว์ป่า เช่น เสือโคร่ง และนกประจำถิ่นนานาชนิด
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์นั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดเป็นผู้ล่าที่ดำรงชีวิตโดยการขุดโพรงอยู่ใต้ดิน ซึ่งพบได้ในระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และมีปริมาณของแมลงที่เป็นอาหารของพวกมันมากพอเท่านั้น
อนึ่ง ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจัดงานแถลงข่าว “การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์” ในวันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมคณะวิทยาศาสตร์ ห้อง 217 อาคารเคมี 2 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แมงมุมฝาปิดโบราณคณะผู้วิจัยจากภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ทำการสำรวจและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
 

5 เหตุผลที่เราควรฟื้นคืนธรรมชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
5 เหตุผลที่เราควรฟื้นคืนธรรมชาติ
การฟื้นคืนธรรมชาติ หรือ Rewilding เป็นแนวคิดเชิงนิเวศใหม่หมาดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกทีในแวดวงสิ่งแวดล้อม โดยถูกจัดให้ใกล้เคียงกับหลักคิดเรื่องการทำเกษตรยั่งยืน หรือ Permaculture ซึ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งพยายามฟื้นฟูระบบนิเวศซึ่งถูกทำลายโดยกิจกรรมของมนุษย์ให้ฟื้นคืนกลับมา การฟื้นคืนธรรมชาติเสนอให้มนุษย์เป็นแนวหน้าในการช่วยเหลือธรรมชาติให้กลับมามีความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์เช่นเดิมเหมือนกับก่อนที่มนุษย์จะบุกรุกเข้าไป
ปัจจุบัน การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหมายถึงความพยายามกีดกันหรือปรับปรุงกระบวนการทางธรรมชาติ หรือการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวเป็นหลัก การฟื้นคืนธรรมชาติคือการปล่อยให้ธรรมชาติหาจุดสมดุลของตัวเอง ซึ่งในบางครั้งอาจหมายถึงการคืนแผ่นดินให้ธรรมชาติจัดการ เพื่อให้ในท้ายที่สุด ระบบนิเวศจะอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน นี่คือการสร้างอนาคตที่มนุษย์และธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศโลกอย่างเท่าเทียมกัน แทนที่จะจัดการแบบแบ่งแยกราวกับเป็นขั้วตรงข้ามกันและกัน
มนุษย์ได้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมนานัปการ ที่สำคัญเช่นการเปลี่ยนผืนป่าให้กระจัดกระจายเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยเนื่องจากการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมของมนุษย์ การฟื้นคืนธรรมชาตินั้นทำได้หลายกระบวนการ แต่สิ่งที่ดูจะได้รับความสนใจจากสื่อมากที่สุดคือการปล่อยสัตว์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติที่ครั้งหนึ่งพวกมันเคยอยู่อาศัยก่อนจะสูญหายไป เช่น การปล่อยหมาป่าในพื้นที่ที่มีกวางจำนวนมาก ซึ่งหมาป่าจะเป็นผู้ล่าที่จัดการควบคุมประชากรกวางตามธรรมชาติ เพื่อให้ประชากรกวางไม่มากเกินไปและกัดกินพืชพรรณจนหมด การจำกัดประชากรกวางยังทำให้ระบบนิเวศมีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น เนื่องจากมีแหล่งอาหารเพิ่มขึ้นพอที่จะให้สัตว์ชนิดอื่นอยู่อาศัย
อีกหนึ่งวิธีการฟื้นคืนธรรมชาติคือการสร้างระเบียงป่าที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ป่าสองแห่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าผืนเดียวกันแต่ถูกตัดขาดเนื่องจากสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ วิธีดังกล่าวทำให้สัตว์แต่ละชนิดพันธุ์สามารถเข้าหากันได้ รวมถึงแก้ไขปัญหาการผสมพันธุ์ภายในครอบครัวเดียวกันที่จะทำให้ยีนอ่อนแอ การฟื้นคืนธรรมชาติยังรวมถึงการปลูกพืชท้องถิ่นในพื้นที่ที่ถูกบุกรุกโดยชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (alien species) การฟื้นฟูพืชท้องถิ่นจะช่วยให้แมลงซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ท้องถิ่นกลับคืนมาและเกิดเป็นห่วงโซ่อาหารเฉกเช่นในอดีต
เมื่อดำเนินการฟื้นคืนธรรมชาติ กระบวนที่เหลือคือการปล่อยให้ธรรมชาติจัดการตัวเองและควรจำกัดการรบกวนระบบนิเวศโดยมนุษย์ เราสามารถสรุปเหตุผลที่เราควรฟื้นคืนธรรมชาติได้ดังนี้
ความหลากหลายทางชีวภาพ
กิจกรรมของมนุษย์ได้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปอย่างมาก จากรายงานโดย WWF ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2557 มนุษย์ได้ทำให้จำนวนประชากรสัตว์หายไปกว่าครึ่งหนึ่งโดยใช้ระยะเวลาเพียง 40 ปีเท่านั้น โดยการล่า ทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย และการปล่อยมลภาวะ การฟื้นคืนธรรมชาติจะเปิดโอกาสให้ระบบนิเวศฟื้นคืนสู่สภาวะดั้งเดิมอีกครั้ง
ระบบจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง
ตามแนวคิดของการทำเกษตรยั่งยืน เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพถูกปล่อยให้งอกงาม ระบบนิเวศก็จะสามารถคงอยู่ได้ด้วยตัวเอง พื้นที่ดังกล่าวจะเข้าสู่จุดสมดุล กล่าวคือมนุษย์ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับระบบนิเวศเพื่อพยุงให้ระบบดังกล่าวดำเนินไปได้ การทำเกษตรยั่งยืนคือการที่เราใส่พลังงานและเวลาเข้าไปในแปลงให้น้อยที่สุด การฟื้นคืนธรรมชาติก็ยึดหลักเช่นเดียวกัน
ป้องกันไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์
การปล่อยสัตว์หรือพืชกลับคืนสู่ธรรมชาติในถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยปกป้องไม่ให้สัตว์และพืชดังกล่าวสูญพันธุ์ สัตว์ขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ เช่น หมาป่าและลิงซ์บนพื้นที่สูง หรือไบซันบนที่ราบของอเมริกา สัตว์เหล่านี้เกือบสูญพันธุ์เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ การคืนถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมซึ่งครั้งหนึ่งสัตว์เหล่านั้นเคยอาศัยและเอาตัวรอดได้ นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ปกป้องไม่ให้สัตว์เหล่านั้นสูญพันธุ์ การปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติไม่ได้กินความแค่สัตว์ป่า แต่รวมถึงพืชและแมลงซึ่งถูกคุกคามโดยมนุษย์เช่นกัน
การท่องเที่ยว
นักวิจารณ์หลายคนโจมตีแนวคิดฟื้นคืนธรรมชาติว่าอาจกระทบต่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ของประชาชนที่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การคืนพื้นที่สูงให้กลับเป็นป่าจะทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เลี้ยงแกะซึ่งใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ดี การฟื้นคืนธรรมชาติก็สามารถสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ได้เช่นกัน ตัวอย่างสำคัญเช่นวาฬ ปัจจุบัน อดีตชาวประมงนักล่าวาฬได้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการพานักท่องเที่ยวมาชมปลาวาฬแทนที่การล่า ซาฟารีก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พื้นที่ธรรมชาติสามารถสร้างผลประโยชน์ทางการเงินได้ อีกทั้งยังสามารถนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าสมทบการอนุรักษ์ในพื้นที่ที่ธรรมชาติเริ่มกลับคืนมาได้อีกด้วย
ทำให้เราใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น
ความนิยมในการท่องเที่ยวธรรมชาติหรือซาฟารีสะท้อนให้เห็นว่าการที่เราได้เข้าไปใกล้ชิดกับธรรมชาตินั้นมีความสำคัญเช่นกัน การฟื้นคืนธรรมชาติจึงไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อผืนดินหรือสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังดีต่อตัวเราอีกด้วย โดยการที่เราได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า แทนที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตนักทำลายเพียงอย่างเดียว การได้เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ยังถือเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำความสะอาดจากสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นอีกด้วย
ถอดความและเรียบเรียงจาก 5 Reasons for Rewilding จาก www.regenerative.com
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ฟื้นฟูธรรมชาติการฟื้นคืนธรรมชาติ หรือ Rewilding เป็นแนวคิดเชิงนิเวศใหม่หมาดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกทีในแวดวงสิ่งแวดล้อม โดยถูกจัดให้ใกล้เคียงกับหลักคิดเรื่องการทำเกษตรยั่งยืน หรือ Permaculture ซึ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งพยายามฟื้นฟูระบบนิเวศซึ่งถูกทำลายโดยกิจกรรมของมนุษย์ให้ฟื้นคืนกลับมา การฟื้นคืนธรรมชาติเสนอให้มนุษย์เป็นแนวหน้าในการช่วยเหลือธรรมชาติให้กลับมามีความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์เช่นเดิมเหมือนกับก่อนที่มนุษย์จะบุกรุกเข้าไป
 

จากป่าสู่เมือง : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

อีเมล พิมพ์ PDF

ปริญญากร วรวรรณในนามของช่างภาพสัตว์ป่า ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ มักเป็นชื่อแรกๆ ที่ปรากฎขึ้นในความนึกคิดเมื่อพูดถึงคนทำงานเกี่ยวกับภาพป่า

 

มีอะไรในรายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทย 2560

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรในวาระครบรอบ 27 ปีการจากไปของสืบ นาคะเสถียร มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดทำรายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย ประจำปี 2559 - 2560 เพื่อเผยแพร่สถานการณ์พื้นที่ป่าของประเทศในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่ความตระหนักรู้ของสาธารณะชนและการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบาย

 

งานประกวดถ่ายภาพสู่การอนุรักษ์นกระดับโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
งานประกวดถ่ายภาพสู่งานอนุรักษ์นกระดับโลก (แก้ไขกับทรายแล้ว)
.
เสน่ห์ ความสวยงาม วิถีชีวิตของนกแต่ละชนิดพันธุ์ ณ ช่วงจังหวะเวลาหนึ่งของพวกมัน เช่น ขณะการบิน กินอาหาร เลี้ยงลูก และการเผชิญหน้ากับการต่อสู้ทางธรรมชาติ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่พวกมันอาศัย ถูกถ่ายถอดผ่านมุมมองของช่างภาพแต่ละท่านด้วยภาพถ่าย จนได้รับการคัดเลือกในการประกวดภาพถ่ายนกเวทีระดับโลก
.
การประกวดภาพถ่ายนกประจำปี (Bird Photographer of the Year) เป็นกิจกรรมที่ Nature Photographers Ltd และ British Trust for Ornithology ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์นก โดยเปิดโอกาสให้ผู้แข่งขันทุกเพศทุกวัยทั่วโลกได้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด และปี 2017 ที่ถูกจัดมาขึ้นเป็นที่ปี 3 ได้เผยผลการประกวดออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว
.
เชิญรับชมภาพถ่ายนกที่สวยที่สุดแห่งปี 2017 ด้วยกันนะคะ
.
1. ภาพ Pink flamingo feeding their young โดยช่างภาพ Alejandro Prieto Rojas (รางวัลเหรียญทอง ประเภทภาพถ่าย best portrait) เป็นภาพถ่ายในขณะที่นกฟลามิงโก้ (Phoenicopterus ruber) กำลังให้อาหารลูกของพวกเขา บริเวณพื้นที่ทำรัง เมือง Río Lagartos ประเทศแม็กซิโก
.
2. ภาพ Coots fighting โดยช่างภาพ Andrew Parkinson (รางวัลเหรียญทอง ประเภทภาพถ่าย bird behaviour) เป็นภาพพฤติกรรมของนกคู้ต (Fulica atra) สองตัวกำลังต่อสู่เพื่อแย่งชิงอาณาเขตภายใต้แสงแดดยามเช้า
.
3. ภาพ A perfect landing โดยช่างภาพ Bret Charman (รางวัลเหรียญทอง ประเภท birds in flight)
.
ช่างภาพเล่าว่า "เขาถ่ายภาพนกกระทุงหรือนกเพลิแกนออสเตรเลีย (Pelicanus conspicillatus) ที่อยู่บริเวณขอบป่าชายเลน ในชั่วเวลาที่พวกเขากำลังพักผ่อนอย่างสงบ บริเวณน้ำตื้นและแสงแดดอ่อนนุ่ม ทำให้สามารถจับภาพสะท้อนของนกได้อย่างสมบูรณ์ และได้ขณะที่เขากำลังถ่ายภาพพอร์ทเทรทนกอยู่นั้นเอง มีเสียงกระพือปีกของนกตัวอื่นดังขึ้น เขาจึงหันมาถ่ายภาพนี้"
.
4. ภาพ Bearded sunset ที่เมือง Helsinki ประเทศฟินแลนด์ โดยช่างภาพ Markus Varesvuo (ได้รับรางวัลประเภท best portfolio และรางวัลชมเชยสำหรับประเภท best portrait) เป็นภาพนก Bearded reedling (Panurus biarmicus) ท่ามกลางแสงแดดในฤดูอันเหน็บหนาว
.
5. ภาพ Twilight โดยช่างภาพ Markus Varesvuo (ประเภท Best portfolio winner in the creative imagery) ภาพถ่ายขาวดำของนกฮูก Grate grey Owl (Strix nebulosa) ยามเย็นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฟินแลนด์
.
6. ภาพ Barn owl hunting ที่ Suffolk ประเทศอังกฤษ โดยช่างภาพ Jamie Hall (รางวัลเหรียญทองประเภท birds in the garden) เป็นภาพนกแสก (Tyto alba) ขณะกำลังล่าสัตว์เลื้อยเหยื่อพวกสัตว์จำพวกหนูนอกชานบ้าน
.
7. ภาพ Andean condor in flight over mountain peaks โดยช่างภาพ Ben Hall (รางวัลเหรียญทองประเภท birds in the environment) ภาพนกแร้ง Andean Condor (Vultur gryphus) กำลังมองหาเหยื่อในอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine ประเทศชิลี นกแร้งชนิดนี้ถูก IUCN Red List จัดสถานะการอนุรักษ์ล่าสุดในปี 2016 ให้เป็นใกล้ถูกคุกคาม (NT - Near Threatened) - goo.gl/HWYQuM
.
8. ภาพ Wing Formation โดยช่างภาพ Tom Hines (รางวัลเหรียญทองประเภท attention to detail) ภาพถ่ายแสดงรายละเอียดของนกกาน้ำใหญ่ (Phalacrocorax carbo) ใน Hyde Park ของ London
.
9. ภาพ The speculum โดยช่างภาพ Georgina Steytler (รางวัลชนะเลิศเหรียญทองประเภท creative imagery) เป็นภาพเป็ด Pacific black Duck (Anas superciliosa) เผยสีสันขนที่สวยงามของตัวเองใน Garvey Park ในเมือง ประเทศออสเตรเลีย
.
ช่างภาพเล่าว่า "เธอถ่ายภาพนี้ได้ที่ทะเลสาบขนาดเล็กที่มีฉากหลังเป็นท้องน้ำและใบไม้สีเข้มช่วยขับเน้นขนได้อย่างงดงาม โดยผ่านการโปรเซสภาพและครอปภาพด้วยโปรแกรม Adobe Lightroom เพื่อให้มีสีสันสดใสยิ่งขึ้น"
.
10. ภาพ Calling for the Sun โดยช่างภาพ Ondrej Pelanek (รางวัลเหรียญทองประเภท Young Bird Photographer of the Year) ภาพนกนางนวลแกลบเคราขาว (Chlidonias hybrida) ในพื้นที่ชุ่มน้ำขณะที่ท้องน้ำกำลังทอประกาย ในประเทศฮังการี
.
11. ภาพ Catch of the day โดยช่างภาพ Vince Burton (รางวัลประเภท the Nature Photographers Ltd people’s choice award) เป็นภาพของนกกระเต็นน้อยธรรมดา (Alcedo atthis) ใน Suffolk ประเทศอังกฤษ มันจับปลาด้วยการใช้จงอยแทงไปที่ตัวปลา จากนั้นบินไปยังกิ่งไม้ใกล้ๆ และโยนปลาขึ้นบนอากาศก่อนที่จะจับเหยื่ออีกครั้งหนึ่ง"
.
12. ภาพ Camouflage โดยช่างภาพ Daniel Stenberg (รางวัลชมเชยสำหรับประเภท birds in the environment) ภาพเป็ดหัวเขียว (Anas platyrhynchos) ที่ central Stockholm ประเทศสวีเดน
.
13. ภาพ Goosander and brood โดยช่างภาพ Jonathan Gaunt (รางวัลประเภท bird behaviour) เป็นภาพของ Goosander (Mergus merganser) เพศเมียแบกลูกฝูงใหม่ของเธอ บริเวณชายของของทิวเขา Cheviot Hills ใน Northumberland ประเทศอังกฤษ
.
14. ภาพ Daily basket โดยช่างภาพ Ionel Onofras (ประเภท best portrait) เป็นภาพ Great white Pelican (Pelecanus onocrotalus) ใน Danube delta ประเทศโรมาเนีย
.
15. ภาพ The battle โดยช่างภาพ Jose Garcia (ประเภท bird behaviour) เป็นภาพนก Great white Heron (Ardea herodias occidentalis) ต่อสู้กับงูเขียวที่ Florida Everglades มันใช้เวลาต่อสู้ประมาณ 20 นาทีก่อนที่นกกระสาชนิดนี้จะปล่อยเหยื่อของมันไป
.
16. ภาพ Grey heron โดยช่างภาพ Ahmad Alessa (รางวัลเหรียญเงินประเภท the attention to detail) เป็นภาพนกกระสานวล (Ardea cinerea) ในประเทศฮังการี
.
17. ภาพ Full speed โดยช่างภาพ Faisal ALnomas (ประเภท bird behaviour) เป็นภาพเจ้านกน้อยนางนวลแกลบหงอนใหญ่ (Thalasseus bergii) วิ่งเต็มสปีตไปยังอาหารที่ช่างภาพถ่ายไว้ได้ในประเทศคูเวต
.
18. ภาพ Barn owl hovering โดยช่างภาพ Roy Rimmer (ประเภท bird behaviour) เป็นภาพมุมเงยของนกแสก (Tyto alba) ในเมือง Wigan ประเทศอังกฤษ
.
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากที่เราได้พาไปคุณสบตา เห็นพฤติกรรมอันหลากหลายของนกชนิดพันธุ์ต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ผ่านผลงานการประกวดปีนี้แล้ว คุณแอบตกหลุมรักชนิดไหนกันบ้าง ได้เห็นผลงานของช่างภาพแต่ละท่านกันไปพอสมควรแล้วอย่าลืมช่วยกันอนุรักษ์นกด้วยกันนะคะ และอย่าลืมว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมันมีทั้งเสน่ห์และคุณค่าในตัวเสมอ เช่นนกแสกที่ช่วยจับหนูที่คอยทำลายพื้นที่พันธุ์เป็นต้น
.
Source : www.theguardian.com : goo.gl/83622u
.
ถอดความและเรียบเรียงโดยพัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
งานประกวดถ่ายภาพสู่การอนุรักษ์นกระดับโลกเสน่ห์ ความสวยงาม วิถีชีวิตของนกแต่ละชนิดพันธุ์ ณ ช่วงจังหวะเวลาหนึ่งของพวกมัน เช่น ขณะการบิน กินอาหาร เลี้ยงลูก และการเผชิญหน้ากับการต่อสู้ทางธรรมชาติ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่พวกมันอาศัย ถูกถ่ายถอดผ่านมุมมองของช่างภาพแต่ละท่านด้วยภาพถ่าย จนได้รับการคัดเลือกในการประกวดภาพถ่ายนกเวทีระดับโลก
.
 

เด็กหนุ่มอายุ 15 กับภารกิจหยุดใช้หลอดพลาสติก

อีเมล พิมพ์ PDF

Milo Cress โครงการรณรงค์ดังกล่าวเริ่มต้นง่ายๆ จากการที่เด็กคนหนึ่งสั่งน้ำโซดาในร้านอาหาร

แก้วมันมาพร้อมกับหลอดพลาสติก” Milo Cress ระลึกความทรงจำ เขาจ้องไปที่หลอดแล้วบอกว่ามันเหมือนกับเป็นขยะ

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 13 รำลึก สืบ นาคะเสถียร part 2

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรสำหรับบางท่านอาจไม่สะดวกในการเดินทางไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานรำลึกที่กรุงเทพฯ ไว้เป็นอีกงานหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้คนในเมืองได้รับรู้เรื่องราว แนวคิด งานอนุรักษ์ และการทำงานของคุณสืบ นาคะเสถียร รวมถึงบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของมูลนิธิว่าในแต่ละปีมูลนิธิได้ดำเนินกิจกรรมอะไรไปบ้าง

 

100 บริษัทที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 71 ของโลก

อีเมล พิมพ์ PDF

100รายงาน Carbon Major Report ทำการวิจัยโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร CDP ภายใต้ความร่วมมือกับ Climate Accountability institute ระบุว่า บริษัท 100 แห่งเป็นผู้ปล่อยแก๊สเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 71 ของแก๊สเรือนกระจกที่ปลดปล่อยรวมกันทั่วโลกตั้งแต่ปี .. 2531

 

จากป่าสู่เมือง : 'ขยะ' ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
“ขยะ” ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม
“ภัยร้ายที่ย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในไม่ช้า” และ “แค่ทิ้งขยะคนละชิ้น มหาสมุทรก็สิ้นแล้ว” เป็นคำนิยามที่หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร คุณอรยุพา สังขะมาน ได้ให้ไว้เมื่อเอ่ยถึงสถานการณ์ขยะในแผนพับสถานการณ์ป่าไม้ไทย ประจำปี พ.ศ. 2559-2560
เพราะปัญหาขยะที่ค่อยๆ พอกพูนขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิตทั้งหมด เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และควรให้ความสนใจ สร้างความเข้าใจ ต่อขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของเราทุกคน ดังเช่นที่ปรากฎปัญหาการสะสมของขยะพลาสติกในท้องทะเล สิ่งนี้เปรียบเสมือนการนับถอยหลังระเบิดเวลาที่ผลกระทบต่างๆ จะย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในที่สุด
องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล (Ocean Conservancy) ได้จัดอันดับชนิดของขยะที่พบปริมาณมากที่สุดในรอบ 25 ปี และตีพิมพ์ในรายงาน Talking Trash: 25 years of actions for ocean (goo.gl/kAkZpN) ซึ่งทั้ง 10 อันดับแรกนี้มีขยะจำนวนทั้งสิ้น 132,077,087 ชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 80 จากขยะทั่วโลกที่มีจำนวน 166,144,420 ชิ้น) อันประกอบไปด้วย
1. ก้นบุหรี่ 52.90 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 32)
2. ห่อ/ซอง พลาสติก 14.76 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 9)
3. ฝาขวดพลาสติก 13.58 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 8)
4. ภาชนะบรรจุอาหาร 10.11 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6)
5. ขวดพลาสติก 9.54 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6)
6. ถุงพลาสติก 7.82 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 5)
7. ขวดแก้ว 7.06 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
8. กระป๋องเครื่องดื่ม 6.75 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
9. หลอด 6.26 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
10. เชือก 3.25 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 2)
และเป็นที่น่าสนใจว่าประเทศผู้ปล่อยขยะลงมหาสมุทรมากที่สุดในโลก (จัดอันดับโดยองค์กรอนุรักษ์ท้องทะเลร่วมกับ McKinsey Center of business and Environment) ระบุว่า ขยะร้อยละ 60 มีแหล่งที่มาจากทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม และประเทศไทยของเรา ซึ่งขยับจากอันดับที่ 6 มาเป็นอันดับที่ 5 แทนประเทศศรีลังกาในการจัดอันดับก่อนหน้า
มีการประมาณการว่าภายในปี 2568 มหาสมุทรจะมีปริมาณขยะพลาสติก 1 ตันต่อปริมาณปลาทะเล 3 ตัน ซึ่งพลาสติกที่ปรากฏอยู่ในมหาสมุทรนั้นมีตั้งแต่พลาสติกขนาดจิ๋ว และขยะทั่วไปดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยขยะเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งมหาสมุทรทั่วโลกอย่างมหาศาล (goo.gl/JrikSr)
ฐานข้อมูลขยะทะเลจากกรมทรัพยากรทางทะเล ในปี 2558 ได้เผยแพร่ข้อมูลซึ่งอ้างอิงจากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศ ในปี 2558 ซึ่งมีจำนวนขยะประมาณ 26.85 ล้านตันต่อปี หรือคิดเฉลี่ยเป็นคนหนึ่งคนจะผลิตขยะในปริมาณ 1.13 กิโลกรัมต่อวัน โดยแบ่งชนิดของขยะที่พบได้ตามลำดับดังต่อไปนี้
(1) ถุงพลาสติก ร้อยละ 13 (2) หลอด ร้อยละ 10 (3) ฝาพลาสติก ร้อยละ 8 (4) ภาชนะบรรจุอาหาร ร้อยละ 8 (5) เชือก ร้อยละ 6 (6) ก้นบุหรี่ ร้อยละ 5 (7) กระป๋อง ร้อยละ 5 (8) กระดาษ ร้อยละ 5 (9) โฟม ร้อยละ 5 (10) ขวดแก้ว ร้อยละ 5
จากการสำรวจประเมินโดยทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยจอร์เจีย พบว่าประมาณร้อยละ 10 ของขยะที่ตกค้างเนื่องจากจัดการไม่ถูกวิธีจะไหลลงทะเล ซึ่งนั่นหมายถึงมีขยะไหลลงทะเลปีละประมาณ 50,000-60,000 ตันต่อปี ซึ่งประเมินว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะพลาสติกในทะเลประมาณ 50,000 ตัน หรือ 750 ล้านชิ้น
และในปีต่อมา (2559) คนไทยผลิตขยะเพิ่มขึ้นรวมเป็น 27.06 ล้านตัน หรือคิดเฉลี่ยเป็นคนหนึ่งคนจะผลิตขยะในปริมาณ 1.14 กิโลกรัมต่อวัน โดยกรมควบคุมมลพิษปีเดียวกันนี้ให้ข้อมูลแบ่งประเภทขยะภายในประเทศไทยเป็น 4 ประเภท ได้แก่
1. ขยะภายในประเทศไทยได้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ คิดเป็นร้อยละ 16
2. ขยะที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 26
3. ขยะสะสมขาดการจัดเก็บ คิดเป็นร้อยละ 27
4. ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 31
ซึ่งในส่วนของขยะข้อ 3 และ 4 นั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของขยะที่ถูกพัดหรือชะลงแหล่งน้ำและทะเล โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560 นี้จะมีขยะที่ถูกปล่อยลงทะเลในปริมาณ 2.83 ล้านตัน (goo.gl/AGLQc3)
ในขณะที่ขยะเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้สัตว์ทะเลหายากตายจากการกินขยะและเศษเครื่องมือทำประมงเฉลี่ย 300 ตัวต่อปี
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ขณะที่ดำรงตำแหน่งผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล (ทช.) ได้แบ่งสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลหายากว่า โลกมาและวาฬกินขยะร้อยละ 60 ส่วนเต่าพบปัญหาขยะในทะเลติดพันขาและลำตัวสูงถึงร้อยละ 70 (goo.gl/jVMa9K)
ขณะเดียวกันภัยร้ายที่คืบคลานมาอย่างเงียบเชียบแต่สร้างผลกระทบและไปสะสมในระบบนิเวศทางทะเล นั่นคือ “พลาสติกขนาดจิ๋ว”
“พลาสติกขนาดจิ๋ว” หรือ “ไมโครพลาสติก” คือพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตรถึง 5 มิลลิเมตร (ขนาดไม่เกินเมล็ดข้าว) เกิดจากขยะพลาสติกในแหล่งน้ำสลายตัวจากผลกระทบของคลื่นและแสงอาทิตย์กลายเป็นเศษพลาสติก กระทั่งลดขนาดลงเรื่อยๆ เป็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่เราเรียกกันว่า “ไมโครพลาสติก”
ในที่นี้รวมไปถึง “ไมโครบีดส์” ซึ่งถือเป็นไมโครพลาสติกแบบหนึ่ง เป็นเม็ดพลาสติกโพลีเอทีลีนขนาดเล็กที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ดูแลร่างกาย เครื่องสำอาง และใยสังเคราะห์ ตัวอย่างเช่น ยาสีฟัน โฟมหรือครีมล้างหน้า โลชั่นกันแดด ครีมอาบน้ำ เป็นต้น
ความน่ากลัวของ “ไมโครพลาสติก”
เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติของไมโครพลาสติกก่อนว่า เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำ มันมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษสารเคมีต่างๆ เช่น ดีดีที (Dichlorodiphenyl trichloroethane) และพีซีบี (Polychlorinated biphenyls) จำพวก ยาฆ่าแมลง กาว สี สารกันรั่วซึม และน้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรัง รวมไปถึงการรบกวนระบบฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงยีน และเป็นสารก่อมะเร็ง (ไมโครพลาสติก : ปัญหาในห่วงโซ่อาหาร - จินตมาศ ศิลปะพรหมมาศ goo.gl/7LeCeL)
ซึ่งเจ้าไมโครพลาสติกตัวนี้มันสามารถเล็ดลอดผ่านตัวกรองในกระบวนการบำบัดน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและสามารถแพร่กระจายไปในท้องทะเลได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันนั้นการกำจัดหรือทำความสะอาดทำได้ยาก
ภาพวงจรการเดินทางของไมโครพลาสติก (เดี๋ยวปรับภาพใหม่ไว้สำหรับลงเว็บ)
เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำจะลอยอยู่เหนือผิวน้ำ (เพราะมีความหนาแน่นต่ำ) ทำให้ปะปนไปกับแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ ซึ่งทำให้สามารถพบไมโครพลาสติกในกระเพาะของสัตว์น้ำหลายชนิดได้ อาทิ ปลา หอย เต่า แมวน้ำ เม่นทะเล ไส้เดือนทะเล เป็นต้น เรียกได้ว่าปรากฏในห่วงโซ่อาหาร พบได้ตั้งแต่แพลงก์ตอนสัตว์ไปจนถึงวาฬเลยทีเดียว
ผลกระทบต่อสัตว์ที่ได้รับไมโครพลาสติกซึ่งดูดซับสารพิษเข้าไปในร่างกายพบหลักฐานมากมายทั้งในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ เช่น การทำลายเนื้อเยื่อหลอดเลือด ผลกระทบต่อระบบหัวใจ ความเป็นพิษต่อตับ รวมไปถึงสารพิษที่ทำให้ต่อมไร้ท่อเปลี่ยนระดับฮอร์โมนเพิ่มอัตราการเกิดโรคบางอย่างและก่อให้เกิดปัญหาการสืบพันธุ์และการเสียชีวิต
ในความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่กินต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้ไมโครพลาสติกระจายตามลำดับการกินตามห่วงโซ่อาหาร โดยมีมนุษย์อยู่ปลายทางการบริโภคสัตว์น้ำที่ได้รับการปนเปื้อนไมโครพลาสติกเหล่านี้อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบการศึกษาวิจัยออกมายืนยันชัดเจนถึงผลกระทบการบริโภคอาหารที่มีปนเปื้อนไมโครพลาสติกต่อมนุษย์ แต่กระบวนการย่อยสลายก็ไม่อาจทำได้ รวมถึงการสะสมสารพิษในร่างกายย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหล่านักวิจัยกำลังให้ความสำคัญ ความสนใจ และพยายามศึกษาในประเด็นผลกระทบต่อไป
มาตรการควบคุมขยะ
หลายประเทศตั้งเป้าหมายในการกำจัดถุงพลาสติกที่เป็นส่วนประกอบหลักของขยะพลาสติกในทะเล ทั้งทวีปอเมริกา แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ที่ออกมาตรการเพื่อลดจำนวนถุงพลาสติกอย่างจริงจัง ทั้งการออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติก รณรงค์ให้ใช้ถุงแบบใช้ซ้ำได้ การเก็บค่าถุงพลาสติกจากลูกค้า การเก็บภาษีสำหรับการผลิตและการนำเข้าถุงพลาสติก และการเก็บภาษีถุงพลาสติก
ยกตัวอย่างประเทศไอร์แลนด์ เริ่มบังคับใช้การจัดการขยะโดยการเก็บภาษีถุงพลาสติก 15 ยูโรเซนต์ต่อใบ เมื่อปี 2544 ซึ่งปีแรกที่เริ่มเก็บภาษี พบว่า สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ประมาณร้อยละ 90 จาก 1,200 ล้านใบเหลือเพียง 235 ล้านใบ ทำให้ขยะทั่วประเทศมีปริมาณลดลงอย่างมาก ต่อมาปี 2550 ไอร์แลนด์ขึ้นภาษีถุงพลาสติกเป็น 22 ยูโรเซนต์ หลังที่ยอดการใช้ถุงพลาสติกในช่วงปี 2547-2549 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (goo.gl/1EBfxH)
ด้านมาตรการลดปัญหาไมโครบีดส์ ไมโครพลาสติกที่มักใช้ในอุตสาหกรรมการดูแลผิวและเครื่องสำอาง อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ลงนามห้ามใช้ ไมโครบีดส์เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มความปลอดภัยของแหล่งน้ำ
ทางด้านกลุ่มประเทศที่เป็นต้นเหตุของการปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรจำนวนมากที่สุดในโลก โดยมีผู้แทนจากประเทศไทย จีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ให้สัตยาบันจะไม่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล แต่ยังไม่ปรากฏมาตรการในการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว ในเวทีการประชุมนานาชาติว่าด้วยมหาสมุทร (The Ocean Conference) ของสหประชาชาติ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560
ซึ่งในประเทศไทย สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำลังเสนอร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2560) ในวันที่ 16 กันยายน ที่มีการผลักดันการแก้ไข้ปัญหาขยะมูลฝอย ของเสียอันตราย และสารอันตรายของประเทศไทย ซึ่งได้มุ่งเน้นการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันแก้ปัญหาอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายและมูลฝอยติดเชื้อ
ในขณะเดียวกัน คุณอรยุพา สังขะมาน ผู้แทนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในตำแหน่งอนุกรรมการการจัดทำรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยอยากให้เพิ่มเติมมาตรการการควบคุมขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง เช่นการจัดเก็บภาษีจากผู้ผลิตพลาสติก หรือการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากผู้บริโภคในสินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภท รวมถึงไปถึงการควบคุมไมโครพลาสติก
แม้การปลูกจิตสำนักให้แก่ประชาชนในการลด ละ เลิก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับถุงพลาสติกที่ไม่จำเป็นจะเป็นเรื่องดี แต่มันเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางเท่านั้นซึ่งได้ผลไม่เกินร้อยละ 10  และทิศทางการรณรงค์จากหลายพื้นที่หรือบริษัทที่ทำการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดการตระหนัก เช่น บริษัท Decathlon ที่มีนโยบายคิดเงินค่าถุงจากลูกค้า แต่การดำเนินการเพียงบางพื้นที่หรือบางบริษัทยังเป็นเพียงการรณรงค์ที่ไม่แพร่หลายไปทั่วประเทศ การออกกฎหมาย เช่น การเก็บภาษีถุงพลาสติกจากบริษัทผู้ผลิต หรือการมีนโยบายให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าถุงพลาสติกจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง เกิดเป็นมาตรฐานการจัดการดูแล ควบคุม และแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพที่แท้จริง ดังที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว
ขยะ ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม“ภัยร้ายที่ย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในไม่ช้า” และ “แค่ทิ้งขยะคนละชิ้น มหาสมุทรก็สิ้นแล้ว” เป็นคำนิยามที่หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร คุณอรยุพา สังขะมาน ได้ให้ไว้เมื่อเอ่ยถึงสถานการณ์ขยะในแผนพับสถานการณ์ป่าไม้ไทย ประจำปี พ.ศ. 2559-2560
 

จากป่าสู่เมือง : ศศิน เฉลิมลาภ

อีเมล พิมพ์ PDF

ศศิน เฉลิมลาภทุกๆ ปีในวาระรำลึก สืบ นาคะเสถียร เดือนกันยายนที่กรุงเทพมหานคร นอกจากการเผยแพร่เรื่องราวแนวคิด อุดมการณ์ของคุณสืบแล้ว มูลนิธิยังได้จัดทำรายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทยนำเสนอต่อผู้เข้าร่วมงาน ทั้งการเสวนา และผลิตเอกสารแจก

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 13 รำลึก สืบ นาคะเสถียร part 1

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรทุกเช้าวันที่ 1 กันยายน เพื่อนพ้องน้องที่ที่รู้จักมักคุ้นกับคุณสืบ นาคะเสถียรและเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกัน จะมารวมตัวกันที่อนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คุณสืบ และทุกสรรพชีวิตที่ล่วงลับไปในป่าแห่งนี้ อันถือเป็นธรรมเนียมของพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดในอดีต

 

ระงับและตรวจสอบรายงานผลการศึกษา EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินจากการที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ หรือ คชก. ได้พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และได้อนุมัติผ่านรายงาน EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาไปแล้วนั้น ถือเป็นกระบวนการอนุมัติที่ขาดความชอบธรรมในหลายประการ และไม่มีความรอบด้านในการสืบค้นข้อเท็จจริงในระดับพื้นที่ และมากไปกว่านั้น คือ การเปิดพื้นที่เข้าไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่จริงจังทั่วถึงตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ทั้งที่โครงการดังกล่าวเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าทั่วไปซึ่งมีกำลังการผลิตมากถึง 2,200 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะก่อผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนหลายจังหวัด

 

จากป่าสู่เมือง : ความสำคัญของป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กับการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน - 2 ผลกระทบที่จะเกิดจากโครงการ

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนน้ำโจนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแควใหญ่ตอนบน (เขื่อนน้ำโจน) จะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดพื้นที่ 137 ตร.กม.หรือ 85,625 ไร่ ที่ระดับความสูง 370 ม.รทก. ทำให้น้ำท่วมใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่ประมาณ 80,000 ไร่ คิดเป็นระยะทางยาวประมาณ 60 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดของอ่างเก็บน้ำประมาณ 9 กิโลเมตรเศษ ส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาในการก่อสร้างและทำการตัดไม้ออกจากบริเวณอ่างเก็บน้ำนานประมาณ 3 ปีครึ่ง เงินทุนที่ใช้ในการก่อสร้างประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยมีแผนการแก้ไขผลกระทบ ใช้เงินประมาณ 360 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละประมาณ 3 เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 3.6 ของประมาณการความต้องการพลังงานไฟฟ้าปี 2532

 

จากป่าสู่เมือง : ความสำคัญของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับเขื่อนน้ำโจน - 1 คุณค่าของผืนป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
เขื่อนน้ำโจนมีกำหนดการสร้างปิดกั้นลำน้ำแควใหญ่ตรงบริเวณซึ่งอยู่ห่างจากเขื่อนศรีนครินทร์ (เขื่อนเจ้าเณร) ขึ้นไปทางเหนือระยะทาง 135 กม. อยู่ในเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตัวเขื่อนเป็นแบบหินทิ้งแกนดินเหนียว สูง 187 ม. สันเขื่อนยาว 430 ม. และมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 142 ตร.กม. สามารถกักเก็บน้ำได้ 5,950 ล้านลูกบาศก์เมตร และเก็บกักได้สูงสุด 370 ม. (รทก.) หากมีการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนจะทำให้เกิดน้ำท่วมใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่ประมาณ 80,000 ไร่ มีผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ป่าไม้อย่างชัดเจน
สืบ นาคะเสถียร ที่ถูกดึงมาร่วมในการคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน ได้ร่วมศึกษาข้อมูลในพื้นที่ จนสามารถเขียนรายงานขึ้นมาได้หลายฉบับ หนึ่งในนั้น คือ “ความสำคัญของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับเขื่อนน้ำโจน”
สืบ ได้อธิบายให้เห็นว่า ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น มีความสำคัญมากมายหลากหลายประการ มิใช่แต่เพียงมิติทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อีกด้วย โดยสืบได้เขียนรายงานอธิบายความสำคัญของป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตีพิมพ์ในจุลสารนักนิยมธรรมชาติ ปีที่ 4 ฉบับที่ 21 พฤศจิกายน – ธันวาคม 2530 เอาไว้ 7 ข้อ ดังนี้
1. ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นป่าผืนสุดท้ายทางภาคตะวันตกของประเทศที่เหลืออยู่ เป็นแบบอย่างของพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของป่าเพื่อการอนุรักษ์ที่มีอยู่เพียงร้อยละ 9 ของพื้นที่ประเทศ และมีลักษณะเหมือนเกาะที่ถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นที่ที่ถูกบุกรุกทำลาย ป่าไม้ต้นน้ำลำธารที่สำคัญๆ ของประเทศถูกราษฎรบุกรุกยึดครองและใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศไปจนหมด ป่านี้จึงมีความสำคัญยิ่งของการ เป็นแหล่งรวมชนิดของป่า ที่ปรากฏอยู่ทางภาคตะวันตก
นอกจากนี้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ยังเป็นแหล่งรวมของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งสัตว์ป่าที่หายากและกำลังจะสูญพันธ์ไปจากประเทศไทย จึงเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป และได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่มรดกทางธรรมชาติของโลก “World Natural Heritage” ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการประกาศขององค์การสหประชาชาติ
2. ผืนป่าแห่งนี้เป็นที่รวมพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เปรียบเสมือนเป็นจุดศูนย์กลางของการกระจายพันธุ์สัตว์ จากการสำรวจนิเวศวิทยาของสัตว์ป่าที่ปรากฏในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่มีสังคมสัตว์และพืชต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน สัตว์ป่ามีการโยกย้ายถิ่นไปมาถึงกันได้ ปรากฏว่ามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวไม่น้อยกว่า 707 ชนิด ในจำนวนนี้มีสัตว์ป่าที่ตกอยู่ในสภาวะเป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธ์ (endangeredspecies) จำนวน 21 ชนิด และสัตว์ป่าที่มีสถานภาพกว่าถูกคุกคาม (threatened species) อีก 65 ชนิด
3. บริเวณป่าที่ลุ่มต่ำ (Lowland forest) ตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของผืนป่าทั้งหมด เพราะเป็นบริเวณที่มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นตลอดแนวลำน้ำแคว ใหญ่ เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งอาหารของสัตว์ป่า สัตว์ป่าขนาดใหญ่ จำพวกช้างป่า กระทิง และสมเสร็จ จะเดินทางหากินข้ามไปมาระหว่างป่าทั้งสองฝั่งตามรอบหมุนเวียนของฤดูกาล
4. ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นแหล่งที่อยู่ของ “กระซู่” (Dicerorhinus sumatrensis) สัตว์ป่าสงวนที่หาไม่ได้จากถิ่นกำเนิดดั้งเดิมแห่งอื่น ๆ ในประเทศไทยมีการพบซากกระซู่ ซากที่ 2 บริเวณริมห้วยละตะเบิง หลังจากพบซากแรกที่ปลายห้วยน้ำเขียวเมื่อเดือนตุลาคม 2529 และในเดือนกันยายนปีเดียวกันได้พบรอยเท้าของกระซู่บริเวณตอนใต้ของริมห้วยดง วี่ เป็นการยืนยันได้ว่า กระซู่ซึ่งเคยเชื่อกันว่าสูญพันธ์ไปแล้วจากประเทศไทยยังคงอาศัยอยู่ในป่านี้ เช่นเดียวกับสัตว์ป่าที่หายากชนิดอื่นอย่างเช่น เลียงผา เก้งหม้อ และสมเสร็จ หรือแม้แต่กระทิงฝูงใหญ่ขนาด 50 ตัว ซึ่งไม่มีผู้ใดพบเห็นกระทิงฝูงใหญ่ขนาดนี้ในป่าแห่งอื่นของเมืองไทย
นอกจากนี้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรรวมกับป่าห้วยขาแข้ง ยังมีช้างป่าอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 300 เชือก นับเป็นแหล่งช้างป่าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ทังนี้ไม่รวมถึงช้างป่าอีกจำนวนหนึ่งที่ย้ายถิ่นหากินมาจากประเทศพม่าเข้ามา เพิ่มเติม และที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรยังเป็นที่รวมของสัตว์ป่าที่หา ยากชนิดอื่นๆ อีกคือ นกฟินฟุท นกกาบบัว นกเงือกคอแดง นกยูงและนกเป็ดก่า สำหรับปลาน้ำจืดที่หายากในปัจจุบันคือ ปลากระโห้ ยังพบอยู่ตามลำน้ำสายใหญ่โดยเฉพาะในลำน้ำแควใหญ่
5. เป็นแหล่งโบราณคดีและแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนอกจากจะมีความสมบูรณ์ในแง่ของการเป็นแหล่งรวมพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ป่าที่สำคัญของประเทศแล้ว ยังมีความสำคัญในด้านที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของชาติไทย อีกด้วย มีการพบหลักฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์หลายชิ้น อาทิเช่น ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด ต่างหูที่ทำจากกระดูกสัตว์และเศษภาชนะดินเผาสมัยหินใหม่
6. เป็นแหล่งรวมของสภาพธรรมชาติดั้งเดิมที่เหลืออยู่เป็นแหล่งสุดท้ายของประเทศ เป็นตัวแทนของสภาพป่าและความหลากชนิดของสัตว์ป่า มีอาณาเขตกว้างใหญ่เพียงพอที่สัตว์ป่านานาชนิดสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ อย่างปลอดภัย ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความเหมาะสมต่อการเป็นแหล่งเพื่อการศึกษาในเชิง วิชาการเกี่ยวกับธรรมชาติศึกษาในสาขาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้รวมทั้งการศึกษาในด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่ยังมิได้มีการ ศึกษาอย่างละเอียดทั้งพื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีการพัฒนาตัวเองมาเป็นเวลานับพันปีย่อมมีค่าและมีความ สำคัญต่อการอนุรักษ์ไว้เพื่อ การศึกษาทางวิชาการมากกว่าที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้หมดไปเพื่อการพัฒนาทาง ด้านพลังงานแต่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณป่าลุ่มต่ำที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศซึ่งเหลืออยู่ เพียงแห่งเดียวในประเทศ
7. ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรยังคงสภาพเป็นป่าธรรมชาติ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอยู่ห่างไกลทางคมนาคม ทำให้อัตราของการถูกทำลายมีน้อยเมื่อเทียบกับป่าอนุรักษ์แห่งอื่นในประเทศ ที่มีเส้นทางคมนาคมสะดวก และมีการพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวจนทำให้สภาพป่าดั้งเดิมถูกทำลายไปโดยทาง อ้อม
ดังนั้น ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการทัศนะศึกษาสำหรับผู้ใฝ่ หาสภาพธรรมชาติแท้จริงที่ไม่ต้องการการ ปรุงแต่งเพื่อรองรับความสะดวกสบายโดยอาศัยธรรมชาติเป็นข้ออ้าง จนทำให้สภาพป่าดั้งเดิมของเมืองไทยในส่วนอื่นของประเทศสูญสิ้นไปอย่างน่า เสียดายและไม่สามารถปรับปรุงให้ฟื้นคืน สู่สภาพดั้งเดิมได้
เขื่อนน้ำโจนเขื่อนน้ำโจน เป็นเขืิ่อนที่จะสร้างปิดกั้นลำน้ำแควใหญ่ตรงบริเวณซึ่งอยู่ห่างจากเขื่อนศรีนครินทร์ (เขื่อนเจ้าเณร) ขึ้นไปทางเหนือระยะทาง 135 กม. อยู่ในเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตัวเขื่อนเป็นแบบหินทิ้งแกนดินเหนียว สูง 187 ม. สันเขื่อนยาว 430 ม. และมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 142 ตร.กม. สามารถกักเก็บน้ำได้ 5,950 ล้านลูกบาศก์เมตร และเก็บกักได้สูงสุด 370 ม. (รทก.) หากมีการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนจะทำให้เกิดน้ำท่วมใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่ประมาณ 80,000 ไร่ มีผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ป่าไม้อย่างชัดเจน
 

จากป่าสู่เมือง : สถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย 2559-2560

อีเมล พิมพ์ PDF
สถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย 2559-2560
.
พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทย ประจำปี 2559 จากการแปลภาพถ่ายดาวเทียม โดยกรมป่าไม้ ระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ 31.58 ของพื้นที่ประเทศ หรือเท่ากับ 102,174,805.09 ไร่ (163,479.69 ตารางกิโลเมตร) ลดลงจาก ปี พ.ศ. 2558 ร้อยละ 0.02 หรือ 65,000 ไร่ โดยประมาณ
.
จากสถิติพื้นที่ป่าไม้ประเทศไทย จากปี พ.ศ. 2557-2559 ระยะเวลา 2 ช่วงปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าลดลง ร้อยละ 0.02 ทุกปี หรือเฉลี่ยปีละ 60,000 ไร่ โดยประมาณ
.
จากพื้นที่ป่าไม้ในปัจจุบัน สามารถแยกพื้นที่เป็นรายภาค ตามลำดับมากไปหาน้อย ได้ดังนี้
- ภาคเหนือมีพื้นที่ป่าร้อยละ 64.37 (ของพื้นที่ภาค)
- ภาคตะวันตกร้อยละ 59.03
- ภาคใต้ร้อยละ 24
- ภาคตะวันออกร้อยละ 21.84
- ภาคกลางร้อยละ 21.09
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 14.93
.
โดยภาคที่มีอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าไม้รุนแรงที่สุดคือ ภาคตะวันออก รองลงมาคือ ภาคใต้ โดยพื้นที่ป่าที่หายไปถึงร้อยละ 36.38 และ 34.82 ของพื้นที่ป่าไม้ที่เคยมีในภาคเมื่อปี 2504 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคเหนือ ร้อยละของพื้นที่ป่าที่ลดลงในแต่ละภาคจากเมื่อปี 2504 คือ 27.68, 24.45, 23.01 และ 9.12 ตามลำดับ
.
ถึงแม้ว่าภาคตะวันออกจะมีพื้นที่ป่าลดลงมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2504 แต่จากข้อมูลล่าสุด ปี 2559 ภาคตะวันออกก็ยังมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 0.07 ภาคเหนือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.08 ภาคกลางเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04 และภาคใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02
.
ส่วนอีก 2 ภาคกลับมีตัวเลขพื้นที่ป่าที่ลดลงจากปี 2558 ดังต่อไปนี้ ภาคตะวันตก ลดลงร้อยละ 0.06 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลงร้อยละ 0.01
.
สำหรับรายงานสถานการณ์ป่าไม้ ฉบับเต็มจะเผยแพร่ให้ผู้สนใจดาวน์โหลดในเร็วๆ นี้ และสามารถติดการรายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย 2559-2560 ได้ในวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560 ในงาน จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/KpXTE1
.
หมายเหตุ พ.ศ. 2504 เป็นปีแรกที่การแปลภาพถ่ายออกมาเป็นจำนวนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย
สถานการณ์ป่าไม้พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทย ประจำปี 2559 จากการแปลภาพถ่ายดาวเทียม โดยกรมป่าไม้ ระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ 31.58 ของพื้นที่ประเทศ หรือเท่ากับ 102,174,805.09 ไร่ (163,479.69 ตารางกิโลเมตร) ลดลงจาก ปี พ.ศ. 2558 ร้อยละ 0.02 หรือ 65,000 ไร่ โดยประมาณ
 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 17

รับข่าวสาร