• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


ก้าวสู่การจัดการน้ำทางเลือก

อีเมล พิมพ์ PDF
หลังจากกรมชลประทานได้ถอน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560 แล้วบทบาทมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ดำเนินการแล้วและจะทำต่อไปนั่นคือผลัดดันแนวคิด “การจัดการน้ำทางเลือก” ให้เกิดความสำเร็จในรูปธรรมแก่พื้นที่
จากการที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรพยายามผลักดัน “การจัดการน้ำทางเลือก” ให้เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ พร้อมนำเสนอโมเดลการจัดการน้ำทางเลือกเรื่อยมาตั้งแต่ปลายปี 2559 จนเกิดเวทีประชุมเพื่อหาทางออกกันอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กันหลายต่อหลายครั้ง
กรมชลประทาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรน้ำ ตลอดจนนักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ชาวบ้านในพื้นที่ และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากประชาชนในพื้นที่ แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงวิชาการ พิจารณาลักษณะพื้นที่ และมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้นำเสนอโมเดลการจัดการน้ำทางเลือก และร่วมกันหาทางออก นำไปสู่การประชุมระดับกระทรวงต่อไปในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560
ผลประชุมวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 โดยมี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุม นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชลประทานโครงการเขื่อนแม่วงก์ ออกเป็น 3 แนวทาง คือ (1) สร้างเขื่อนแม่วงก์ (2) สร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยลดระดับกักเก็บน้ำเพื่อให้เกิดผลกระทบด้านป่าไม้น้อยลง และพิจารณาเก็บกักน้ำที่บริเวณเขาชนกัน เพื่อชะลอและกระจายน้ำให้กับประชาชน บริเวณพื้นที่ อ.แม่วงก์ และ (3) ไม่สร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่บริหารการจัดการน้ำทางเลือก ด้วยมาตรการการใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง
ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการแนวทางที่ (3) คือการไม่สร้างเขื่อน ก่อน และหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อาจดำเนินการตามแนวทางที่ (2) และ (1) ต่อไป โดยวาระการประชุมครั้งนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยลำน้ำแม่วงก์และสาขา โดยมีรองอธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทองเปลว และผู้ว่าราชการ จ.นครสวรรค์ ร่วมเป็นประธาน และมูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยู่ในคณะทำงานดังกล่าว
จากการประชุมครั้งนี้ “การจัดการน้ำทางเลือก” จึงได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนระดับนโยบาย นำไปสู่การปฏิบัติงานระดับพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน
กรมชลประทาน ได้สรุปปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลาดยาว ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยกรมชลประทานจังหวัดนครสวรรค์ได้รวบรวมข้อมูลปัญหาจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และจัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ บริหารจัดการน้ำและป้องกันบรรเทาอุทกภัยจากลำน้ำแม่วงก์ใน อ.ลาดยาว อ.แม่วงก์ และ อ.เมือง
การปฏิบัติงานในพื้นที่ ภายใต้ชื่อ โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ หรือที่เราเรียกกันว่า “การจัดการน้ำทางเลือก” ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ อบต.ลาดยาวเป็นผู้ประสานงาน อบจ.ให้ยืมรถ และมีภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครสวรรค์ เทศบาลจังหวัดนครสวรรค์ ทำงานสนับสนุนแก้ไขปัญหาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และอุปกรณ์ โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรช่วยสนับสนุนในส่วนของงบประมาณที่ขาดเหลือในบางส่วน
ภายในปี 2560 ได้ดำเนินการ "ระยะเร่งด่วน" แล้ว ตั้งแต่การสำรวจ ตรวจสอบพื้นที่และปัญหา จากการสำรวจพบวัชพืชกีดขวางเส้นทางน้ำ สิ่งก่อสร้างขวางลำน้ำ และการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ
คุณอรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิขาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร อธิบายว่า “สิ่งที่ดำเนินการในการจัดการน้ำทางเลือกไปแล้วมีการขุดลอกคลองม่วงระยะทาง 10 กิโลเมตร ปิดคลองขม โดยปิดเพียงบางส่วนและใส่ท่อเพื่อลดปริมาณน้ำเพราะมีชาวนาบางส่วนจำเป็นต้องใช้น้ำ ปิดทางแยกฝายวังชมพู เปิดคลองแห้ง และขุดลอกเหมืองลาว”
ผลของการดำเนินการการจัดการน้ำทางเลือก หัวหน้าฝ่ายวิชาการให้ความเห็นว่า “เมื่อพิจารณาจากปีที่ผ่านมา (2559) ที่ยังไม่มีการจัดการอะไรเลย เกิดน้ำท่วมอำเภอลาดยาว 5 ครั้ง ส่วนปี 2560 นี้ ท่วมช่วงหนึ่งบริเวณหน้าการไฟฟ้าแต่ไม่เข้าพื้นที่อำเภอลาดยาว นี่คือน้ำจากคลองม่วงล้วนๆ เพราะมันไม่มีการจัดการ และช่วงวันที่ 20 ตุลาคม ได้เกิดน้ำหลากประมาณ 12 ชั่วโมงในบริเวณพื้นที่อำเภอลาดยาว ซึ่งการทำงานอันเต็มไปด้วยข้อจำกัดทั้งเรื่องของงบประมาณ อุปกรณ์ และกำลังคน แต่สามารถทำได้ขนาดนี้ ทำให้เห็นความแตกต่างว่ามันมีทางเลือกอื่นที่สามารถทำได้”
จะเห็นว่าการบรรเทาอุทกภัยนั้นสามารถทำได้โดยทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องสร้างเขื่อน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระยะเร่งด่วน เพิ่งเริ่มดำเนินการเท่านั้น ในระยะต่อๆ ไป เชื่อว่า การจัดน้ำทางเลือกในพื้นที่แห่งนี้จะเป็นแนวคิดสำคัญที่นำไปสู่การจัดการน้ำในพื้นที่อื่นๆ ที่เกิดปัญหาแทนที่การสร้างเขื่อนที่จะส่งผลกระทบมากกว่าทั้งกับคนและผืนป่า
เรื่อง พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
การจัดการน้ำทางเลือกหลังจากกรมชลประทานได้ถอน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560 แล้วบทบาทมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ดำเนินการแล้วและจะทำต่อไปนั่นคือผลัดดันแนวคิด “การจัดการน้ำทางเลือก” ให้เกิดความสำเร็จในรูปธรรมแก่พื้นที่
 

ข้อสังเกต ร่างแผนแม่บทและยุทธศาสตร์แร่

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 14 และ 15 พฤศจิกายน 2560 กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้จัดประชุมเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ต่อร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 และร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 – 2564 และเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างดังกล่าวผ่านเว็บไซด์ http://www.dmr.go.th จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560
ทว่ามีการตั้งข้อสังเกตต่อการจัดทำร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปีและแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 - 2564 ในครั้งนี้ว่า เป็นไปอย่างรีบเร่ง และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้และเสีย รวมถึงกลุ่ม บุคคลผู้มีข้อกังวลต่อการจัดทำร่างเอกสารดังกล่าว ปรากฎว่ายังมีผู้ไม่ทราบเรื่องการจัดเวทีเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีประเด็นน่าเป็นห่วงอีกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กิจกรรมเหมืองแร่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ตลอดจนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด เช่น การปนเปื้อนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี การปนเปื้อนแร่แคดเมียม ในลำห้วยแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หรือการขนย้ายแร่จากเหมืองสองท่อผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นยังคงปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน นั่นหมายความว่า ผลกระทบของการทำแร่ในอดีตยังไม่มีแนวทางบริหารจัดการปัญหาและแก้ไขฟื้นฟูพื้นที่อย่างชัดเจน
ต่อข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้นหากการจัดทำร่างยุทธศาสตร์แร่ฯ ผ่านความเห็นชอบได้รับอนุมัติอนุญาต องค์กรด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชน ได้หารือร่วมกันเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2560 เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและส่งข้อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยมีประเด็นแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์แร่ฯ ที่น่าสนใจดังนี้
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา มองว่าการจัดทำร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปีและแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 - 2564 ควรให้ความสำคัญกับหลักการสำคัญที่นำมาใช้เป็นกรอบแนวทางการบริหารจัดการแร่ของประเทศ ในข้อแรกคือ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หากไม่มีความชัดเจนในการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ผู้ร่างควรตัดหลักการนี้ออกไป
นอกจากนี้ควรพิจารณาจากข้อมูลและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ใดที่อนุญาตให้ทำแร่แล้วสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ควรต้องประกาศเป็นเขตพื้นที่มลพิษแร่ ควบคู่ไปกับการประกาศเขตพื้นที่ศักยภาพแร่ด้วย โดยพิจารณาผลกระทบที่เกิดจากตัวแร่ และกิจกรรมการแต่งแร่ด้วย
และเสนอว่าควรมีแนวคิดในการจัดการแร่ในเชิงก้าวหน้า ซึ่งจะเป็นการจัดการแร่ในรูปแบบใหม่ เพราะแร่เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป รวมถึงควรนำหลักการชดเชยการสูญเสียระบบนิเวศ ที่เกิดผลกระทบขึ้นในพื้นที่อนุญาตและพื้นที่โดยรอบ จัดทำแผนการฟื้นฟูหลังจากทำกิจกรรมเหมืองแร่ และที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เป็นอันดับแรก
นางศยามล ไกรยูรวงศ์ รักษาการเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ให้ความเห็นต่อร่างนี้ว่า ควรพิจารณาจัดทำกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแร่ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับพื้นที่ เช่น จังหวัด เพื่อออกแบบการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเอง แล้วจึงขยายสู่ภูมิภาคและระดับประเทศต่อไป ในรูปแบบ “ทำจากล่างขึ้นบน” จึงจะสามารถลดความขัดแย้งระหว่างผู้สัมปทาน ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ได้
ส่วนการประกาศเขตพื้นที่ศักยภาพแร่ควรหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาร่วมกันด้วย เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (พื้นที่อนุรักษ์) กรมป่าไม้ (ป่าสงวนแห่งชาติ) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (พื้นที่ลุ่มน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ) กรมศิลปากร (แหล่งโบราณคดี) ฯลฯ และเห็นว่าปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรมีบทบาทสำคัญในการประสานหน่วยงานภายในกระทรวง หรือประสานหน่วยงานของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดแนวทางการดำเนินงานต่อไป
นายประทีป มีคติธรรม สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน “เนื้อหาในร่าง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปีและแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 - 2564ในประเด็นการจำแนกพื้นที่ศักยภาพแร่ (หน้า 44 ข้อ 4.1.3 ) ขัดต่อเจตนารมณ์พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ในมาตรา 17, 18 และ 19 ชัดเจนรวมถึงมาตราอื่นๆ เช่น กำหนดให้บรรดาพื้นที่ตามคำขอต่ออายุประทานบัตรและคำขอประทานบัตรที่ได้ยื่นก่อนวันที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ ให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองในวาระเริ่มแรก โดยอ้างถึงมาตรา 188 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ซึ่งเนื้อหาในมาตราดังกล่าวไม่ตรงตารมเจตนารมณ์ที่ได้บัญญัติไว้ ฯลฯ” และควรหยุดการต่ออายุประทานบัตรและคำขอประทานบัตรไว้ก่อน จนกว่าจะมีการดำเนินการจำแนกพื้นที่ศักยภาพแร่ให้แล้วเสร็จ
นายอัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานวิชาการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
ให้ความเห็นว่าร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปีและแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 - 2564 ไม่มีอำนาจในการพิจารณาอนุญาต หรือจะออกยุทธศาสตร์ที่ขัดกับพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ได้ ในร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี และในร่างดังกล่าวก็เขียนถึงแต่เรื่องการพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (ม.19) เป็นหลัก แต่กลับไม่ได้ใส่เรื่องความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม มูลค่าทางนิเวศ สังคม สุขภาพ ซึ่งควรต้องเน้นเรื่องนี้ เพราะการแก้ไขฟื้นฟูในกรณีที่เกิดการปนเปื้อนเราไม่เคยมีความพร้อมเลย โดยให้มองเรื่องของคลิตี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีในเรื่องนี้
นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ให้ความเห็นว่ากระบวนการจัดทำร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปีและแผนแม่บทการบริหาจัดการแร่ พ.ศ. 2560 - 2564 ขาดการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำพื้นที่ศักยภาพแร่ ควรให้ชุมชนมีบทบาทร่วมในการพิจารณาความเหมาะสม
ยุทธศาสตร์แร่เมื่อวันที่ 14 และ 15 พฤศจิกายน 2560 กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้จัดประชุมเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ต่อร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 และร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 – 2564 และเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างดังกล่าวผ่านเว็บไซด์ http://www.dmr.go.th จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560
 

บันทึกภูพอก… ถึงเพื่อนทับลาน

อีเมล พิมพ์ PDF

ทับลานภูพอกเป็นพื้นที่เนินเขาเตี้ยๆ แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว ไม่ได้มีสิ่งใดโดดเด่น จึงไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลากนัก

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 19 เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรคำว่า “ไอ้พวกนักอนุรักษ์” ให้ความหมายรวมถึง คนพวกหนึ่งที่ใส่ใจใฝ่รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ร่ำเรียนมาทางด้านนี้หรือมีอาชีพดูแลป่าโดยตรง แต่คนดูแลป่าโดยตรงต้องมีจิตใจเป็นไอ้พวกนักอนุรักษ์

 

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น มิตรหรือศัตรู

อีเมล พิมพ์ PDF
จากกระแสการพบหนอนตัวแบนนิวกินีในประเทศไทยจนทำให้การพูดคุยถกเถียงถึง "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" หรือ "เอเลี่ยนสปีชีส์" อย่างกว้างขวางกันอีกหน มิหนำซ้ำคราวนี้เรื่องราวยังพาความซวยไปถึงเจ้าแมวเหมียว จนต้องลำบากทาสแมวออกโรงมาปกป้องกันจ้าละหวั่น
แต่ช้าก่อน! อย่าเพิ่งตื่นตระหนกหรือรีบโรยเกลือใส่แมวกัน ลองมาทำความเข้าใจกับ "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" กับ "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน" กันในบทความนี้กันเสียก่อน
“ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” (Alien Species) คือ ชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ชนิดพันธุ์ท้องถิ่น แต่มันเดินทางจากถิ่นอื่นเข้ามาในถิ่นนั้นๆ ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายความถึงสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงพืช จุลินทรีย์ เชื้อรา ด้วยเช่นกัน
ส่วนผลกระทบที่จะเกิดต่อสภาพแวดล้อมใหม่จากการเข้ามาของ "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความชื่นชอบในสภาวะแวดล้อมว่ามีอากาศ ความชื้น แสงแดด สายลม เหมาะสมกับตัวมันมากน้อยแค่ไหน หากสภาพแวดล้อมแห่งนั้นเหมาะต่อการเจริญเติบโต เช่น มีอาหารสมบูรณ์ ไม่มีกลไกทางธรรมชาติในการควบคุมประชากร "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" ก็จะสามารถปรับตัว แพร่กระจายพันธุ์ได้ดี สร้างและขยายอิทธิพลในพื้นที่นั้นๆ จนเกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เราเรียกมันว่าเป็น “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน” (Invasive Alien Species)
ผลกระทบจาก "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน" แบ่งออกได้ง่ายๆ เป็น 4 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ, ผลกระทบทางการเกษตร, ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
สาเหตุของผลกระทบที่เกิดจากจาก "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน" เป็นต้นว่า มาจากการเข้าไปเบียดเบียนชนิดพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิม ไม่ว่าจะด้วยการไล่กัดกิน แย่งอาหาร แย่งชิงพื้นที่สืบพันธุ์ ข่มเหงพันธุกรรมที่มีความใกล้เคียงผสมพันธุ์ออกมากระทั่งลูกที่เกิดมีโอกาสรอดต่ำและเป็นหมันในรุ่นถัดไป ส่งผลทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมเดิมเสื่อมลง หรือบางกรณีเป็นพาหะนำโรคหรือปรสิตเข้าสู่พื้นที่โดยที่ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นอาจไม่สามารถต้านทานได้ หรือการรบกวนสภาพนิเวศ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสมดุลนิเวศวิทยาเดิม เป็นต้น
โดยลักษณะพิเศษของการรุกรานทางชีวภาพคือเมื่อเกิดขึ้นและดำเนินไปแล้ว ความเสียหายและสูญเสียที่เกิดขึ้นจะสามารถคงอยู่ต่อไปหรืออาจเพิ่มขึ้น แม้จะมีการจัดการกับต้นเหตุของปัญหาไปแล้วก็ตาม
จากการประเมินระบบนิเวศแห่งสหัสวรรษ (Millennium Ecosystem Assessment, 2005) พบว่า การคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก มีเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานสร้างปัญหาเป็นอันดับสอง ซึ่งเป็นรองเพียงแค่การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยเท่านั้น
แต่การที่จะบอกว่า "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" เป็น "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน" หรือไม่นั้น จำเป็นต้องมีการสำรวจและเก็บข้อมูลในระบบนิเวศของประเทศนั้นประกอบด้วย และในบางกรณี "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" ก็ไม่ใช่วายร้ายเสมอไป
ยังมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นประเภทไม่รุกราน ที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยตรงหรือชัดเจนเสียทีเดียว เพราะหากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไม่เข้าไปแข่งขัน แก่งแย่งชิงอาหารและพื้นที่จนขัดต่อวิถีชีวิตชนิดพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นบางชนิดยังมีผลเชิงบวก อาทิ วัชพืชที่ช่วยปกคลุมหน้าดิน ปลานิลที่เป็นแหล่งโปรตีนหลัก พืชสมุนไพร เป็นต้น
ประเด็นสำคัญอีกเรื่อง ไม่ใช่ "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" ทุกชนิด จะสามารถเล็ดลอดออกไปสู่ระบบนิเวศได้ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ (ทั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม)
การลำเลียงพลของ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” เข้ามายังพื้นที่หรือประเทศไทย ที่หลายคนมักตั้งคำถามว่าพวกมันเข้ามาได้อย่างไรนั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ ประกอบไปด้วย การนำเข้าโดยตรง ความบังเอิญที่เกาะมากับการคมนาคมขนส่ง การปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และเครื่องบรรณาการสำหรับเชื่อมสัมพันธไมตรี
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มีข้อมูลว่าปัจจุบันประเทศไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอยู่มากกว่า 3,500 ชนิด ที่ส่วนมากเป็นสัตว์น้ำ และส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาโดยตรง เพื่อผลประโยชน์ทางการเกษตร การเพาะเลี้ยง หรือเป็นพืชและสัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด อ้อย ยางพารา หมู เป็นต้น ขณะเดียวกัน ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น บางชนิดได้แพร่ระบาดข้ามพรมแดนผ่านการติดมากับการคมนาคมขนส่ง
คุณเพชร มโนปวิตร รองหัวหน้ากลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (IUCN) ยืนยันว่าชัดเจนว่าปัจจุบันประเทศไทยได้รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไว้ประมาณ 3,500 ชนิด แต่มีศักยภาพในการรุกรานในประเทศไทยทั้งสิ้น 182 ชนิด สัตว์หลายชนิดที่คุ้นเคยกันดีก็นับเป็นสัตว์ต่างถิ่นรุกรานและสร้างผลกระทบร้ายแรง เช่น นกเอี้ยงสาริกา แมวบ้าน เป็นต้น
ส่วนบัญชีรายการ ร้อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่น่ากลัวที่สุดของโลก มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา 2 ประการ คือ (1) ผลกระทบที่สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นมีต่อความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบต่อความเป็นอยู่มนุษย์ และ (2) ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติโดยรอบ หลังจากสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเข้ามารุกราน
ซึ่งในบัญชีดังกล่าวปรากฏรายชื่อ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีอยู่ในประเทศไทย เช่น หอยทากยักษ์แอฟริกา (ลำดับที่ 2) นกเอี้ยงสาริกา (ลำดับที่ 3), ต้นสาบเสือ (ลำดับที่ 23), แมวบ้าน (ลำดับที่ 38), ต้นกระถินยักษ์ (ลำดับที่ 46), ต้นไมยราบยักษ์ (ลำดับที่ 56), หนอนตัวแบนนิวกินี (ลำดับที่ 72) หอยเชอรี่ (ลำดับที่ 73) และเต่าญี่ปุ่นหรือเต่าแก้มแดง (ลำดับที่ 93) เป็นต้น
ตัวอย่างชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาในประเทศไทย เช่น ปลาหมอสีคางดำ ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือทวีปแอฟริกา ได้ถูกนำเข้ามาในปี 2553 จำนวน 5,000 ตัว เพื่อพัฒนาชนิดพันธุ์มุ่งหวังด้านปลาเศรษฐกิจ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามชนิดพันธุ์ต่างถิ่นชนิดนี้ได้หลุดสู่แหล่งน้ำ มันกินแพลงก์ตอน ลูกปลา และกุ้ง เป็นอาหาร อีกทั้งยังขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถอาศัยได้ทุกแหล่งน้ำ จึงส่งผลต่อสัตว์ท้องถิ่นรวมถึงบ่อเลี้ยงของเกษตรกรให้ได้รับความเสียหาย
สาบเสือ ที่เป็นพืชชนิดพันธุ์ต่างถิ่นซึ่งรุกราน แต่ในมุมหนึ่งพืชชนิดนี้เองก็มีคุณประโยชน์ในด้านช่วยคลุมดิน และมีสรรพคุณทางยาต่างๆ เช่น ใบสาบเสือสามารถป้องกันและกำจัดแมลงที่เป็นศัตรูทางการเกษตรได้ทั้ง หนอนกระทู้ ด้วง และเพลี้ยอ่อน เป็นต้น ต้นและใบของสาบเสือสามารถบำบัดน้ำเสียได้ และยังมีสรรพคุณทางยาด้านอื่นๆ อีกด้วย แต่เนื่องจากมันสามารถอาศัยได้ทุกสภาพอย่างดี และผลิตเมล็ดจำนวนมากที่สามารถกระจายพันธุ์ด้วยการลอยตามแรงลมได้ทำให้พืชชนิดนี้สามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว
แมวบ้าน สัตว์เลี้ยงแสนรักใกล้ตัวที่หลายคนไม่คาดคิดว่าก่อนว่าเป็น "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน" เช่นกัน ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาผลกระทบจากแมวบ้านอย่างจริงจัง แต่กรณีศึกษาจากต่างประเทศนั้นมีงานวิจัยจากประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ภายใน 1 วันแมวล่านกได้ 1 ล้านตัว โดยนกที่ตกเป็นเหยื่อเกือบทั้งหมดเป็นนกประจำถิ่นที่พบในธรรมชาติ และเป็นนกชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์กว่า 70 ชนิด เฉลี่ยเป็นแมวจรจัดล่านกปีละ 316 ล้านตัว และแมวที่มีเจ้าของปีละ 61 ล้านตัว ขณะที่ประเทศอังกฤษมีสถิติคนเลี้ยงแมวราว 7.2 ล้านตัว และสมาคมอนุรักษ์ของสหราชอาณาจักร (RSPB) ประเมินว่าแต่ละปีแมวฆ่านกในธรรมชาติปีละมากกว่า 27 ล้านตัว ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการปกป้องแมวของตัวเองควรเลี้ยงระบบปิด ให้อาหารให้แมวอิ่มอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ไปล่าสัตว์ไม่ว่าจะนกหรือสัตว์เลื้อยคลานเพิ่มเติม และหากแมวคาบสัตว์มาฝากเจ้าของคุณควรแสดงอาการไม่ปลื้มใจเพื่อไม่สนับสนุนให้น้องแมวไปล่าสัตว์มาอีก
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ หอยทากยักษ์แอฟริกา มีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ทางฝั่งตอนตะวันออกของทวีปแอฟริกา เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2500 และเกิดการระบาดไปทั่วประเทศในอีก 15 ปีต่อมา หอยทากยักษ์แอฟริกานั้นสามารถอาศัยอยู่ได้หลากหลายพื้นที่ เช่น มีการพบเห็นตามป่าเสื่อมโทรม พื้นที่การเกษตร สวนไร่ และแหล่งชุมชน สามารถสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานได้ง่าย ด้วยความที่หอยทากยักษ์แอฟริกากินใบไม้ ซากใบ้ไม้ และยอดอ่อนเป็นอาหาร จึงกลายเป็นศัตรูพืชทางการเกษตรไปทั่วโลก ประเทศแถบหมู่เกาะแปซิฟิกซึ่งต้องเผชิญกับหอยทากยักษ์แอฟริกาจึงหาทางออกด้วยการปล่อยหนอนตัวแบนนิวกินีเข้าสู่พื้นที่เพื่อกำจัดหอยทากยักษ์แอฟริกา ทว่า นอกจากเจ้าหนอนตัวแบนนิวกินีจะกำจัดศัตรูทางใจให้ชาวเกษตรกรแล้ว แต่มันยังไล่ล่าทากท้องถิ่นจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปอีกด้วย
สำหรับ หนอนตัวแบนนิวกินนี มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะนิวกินี ประเทศอินโดนีเซีย ตัวของมันได้รับการจัดอันดับอยู่ในบัญชี 'ร้อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่น่ากลัวที่สุดของโลก' (100 of the World's Worst Invasive Alien Species) จัดทำโดยสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) ส่วนการโยกย้ายประชากรของหนอนตัวแบนนิวกินีมาสู่ประเทศไทยยังระบุไม่ได้แน่ชัดนัก แต่กล่าวกันว่ามันสามารถเดินทางมาพร้อมกับดินที่ติดมาพร้อมกับการนำเข้าต้นไม้ก็เป็นได้
ด้านกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดหนอนตัวแบนนิวกินีให้เป็นสิ่งมีชีวิตในกลุ่มปรสิตหรือพยาธิ ที่ไม่ใช่ศัตรูของพืช ซึ่งเข้ามายังประเทศไทยได้ประมาณ 10 ปีแล้ว
สำหรับกรณีของหนอนตัวแบนนิวกินนีในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาผลกระทบให้เป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น จึงไม่ควรตื่นตระหนกกับข่าวลือบางเรื่องที่ว่าเมื่อสัมผัสหนอนนิวกินีจะทำให้ติดไวรัสถึงตาย และเมื่อเจอทากสีน้ำตาลๆ ดำๆ ก็อย่ารีบร้อนโรยเกลือส่งเดช เพราะอาจจะกลายเป็นว่าตัวเราเองนี่แหละที่เป็นผู้ล่าชนิดพันธุ์ท้องถิ่นจนลดจำนวนลง
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" ไม่ใช่ผู้ร้ายสายดาร์ค ที่เรียกว่า "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน" เสมอไป ยังมีชนิดที่ทำตัวเทาๆ ให้เห็นอยู่บ้าง หรือบางชนิดก็มีประโยชน์อย่างมากในด้านใดด้านหนึ่ง เราจึงไม่ควรตื่นตูมเพราะคำว่า “เอเลี่ยน” จนเกินไปนัก ขอพยายามเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งนี้ก่อนนำไปสู่ระบบการจัดการที่เหมาะสมต่อไป
รายละเอียดเพิ่มเติม
- บัญชีรายการร้อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ร้ายแรงของโลก http://www.iucngisd.org/gisd/100_worst.php
- หากต้องการความรู้หรือข้อคิดเห็นเรื่อง "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" สามารถสอบถามได้ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน หรือ https://www.facebook.com/CHMThailand/
แมวบ้านจากกระแสการพบหนอนตัวแบนนิวกินีในประเทศไทยจนทำให้การพูดคุยถกเถียงถึง "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น" หรือ "เอเลี่ยนสปีชีส์" อย่างกว้างขวางกันอีกหน มิหนำซ้ำคราวนี้เรื่องราวยังพาความซวยไปถึงเจ้าแมวเหมียว จนต้องลำบากทาสแมวออกโรงมาปกป้องกันจ้าละหวั่น
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 18 การทำงานกับชุมชน

อีเมล พิมพ์ PDF

รตยา จันทรเทียรชื่อของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของคุณสืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เมื่อแรกได้ยินใครต่อใครก็คงจะรู้ได้ว่างานของพวกเราคือการดูแลรักษาป่า แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ภารกิจใหญ่ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำกันมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ การทำงานกับคน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า คนคือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ผืนป่าหมด แต่ก็เป็นคนอีกนั่นแหละ ที่จะมีส่วนช่วยในการรักษาป่าไม้เอาไว้ให้เป็นมรดกสืบต่อไปแก่ลูกหลานในอนาคต

 

“พันธบัตรป่าไม้” กลไกการคลังในการช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ

อีเมล พิมพ์ PDF

พันธบัตรป่าไม้การผลักดันแนวคิดเรื่อง พันธบัตรป่าไม้” กำลังเป็นทางออกที่สร้างความหวังในการแก้ปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าที่เกิดจากการบุกรุกเพื่อเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ เพราะจะเป็นกลไกที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และยังมีป่าเศรษฐกิจไว้ใช้อย่างยั่งยืน

 

'หมู สาริกา' เทียนนำทางของคนหัวใจอาสาผู้สืบทุกอย่างที่พ่อสร้าง สานทุกอย่างที่พ่อสอน

อีเมล พิมพ์ PDF
"เพียงเพื่อขอให้ป่าเขา อยู่กับเราจนวันตาย" วลีสำคัญของชายที่ชื่อ บดินทร์ จันทศรีคำ ชาวตำบลสาริกา จังหวัดนครนายก ที่กลุ่มคนอาสาและกลุ่มนักอนุรักษ์รู้จักในนาม 'ลุงหมู สาริกา' ผู้ผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สัตว์ป่า สายนํ้า สิ่งแวดล้อม และงสนอาสามาทั้งชีวิต
บทบาทการทำงานมวลชนครั้งสำคัญในเหตุการณ์ตุลาคม 2519 และช่วงระหว่างการรับราชการเป็นช่างสำรวจของกรมทางหลวงแผ่นดิน ที่มีโอกาสได้ทำงานอาสา ทั้งการช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่ชนบท ป่าเขา กรณีเขื่อนปกมูล เขื่อนนํ้าโจน กรณีการย้ายสนามกอล์ฟ โรงแรมรีสอร์ท ลงจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฯลฯ เป็นแรงจูงใจให้ หมู สาริกา เบนเข็มชีวิตสู่การทำงานด้านจิตอาสาอย่างเต็มตัว จนตัดสินใจลาออกจากราชการในปี 2533 เพื่อต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนเหวนรกอย่างจริงจัง และนำมาซึ่งการก่อตั้ง 'กลุ่มรักษ์เขาใหญ่' ขึ้นในปี 2535
ด้วยสถานการณ์การคุกคามธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะกำลังของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หมู สาริกาได้จัดตั้ง 'ชมรมคนรักสัตว์-ป่า' และกลุ่ม 'ต.ตนทำทาง' ขึ้นในปี 2544 เพื่อขับเคลื่อนงานอาสาในทุกมิติ ทั้งด้านสัตว์ป่า ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม โดยหนุนเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเป้าหมายที่หลากหลาย ด้วยยุทธวิธีการทำงานอาสาเชิงรุกแบบกองโจร รบแบบไร้รูปแบบ จนกลายเป็นศูนย์รวมของจิตอาสาจากทั่วทุกสารทิศ ปัจจุบันภารกิจของชมรมตนรักสัตว์-ป่า และกลุ่ม ต.ตนทำทาง ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อาทิการตั้งศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลาง จังหวัดนครนายก ปัญหาช้างป่า ปัญหากระทิงเขาแผนม้า การจัดสร้างแหล่งนํ้าในสัตว์ป่า งานปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ งานสร้างฝายชะลอนํ้า (ฝายมีชีวิต) ทำโป่งเทียม งานฝึกอบรม งานสนับสนุนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ งานส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ
วันนี้ ลุงหมู สาริกา กลายเป็นหัวจักรและฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนงานอาสา เป้นแม่แบบของน้องๆ ลูกๆ หลานๆ และของคนที่มีหัวใจอาสาทุกคน เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นครู เป็นปูชนียบุคคลของสังคม และเป็นฟันเฟืองสำคัญในวงการนักอนุรักษ์ ที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ให้กับงานอาสาทั้งชีวิต
"ลุงเป็นคนรบแบบไร้รูปแบบ รุกแบบกองโจร จู่โจมไม่รอปัญหาให้มันเกิดการสูญเสียที่ซํ้าซ้อน ทำงานนอกกรอบ อะไรที่ทำได้ทำก่อน เราไม่รอ ถ้าเราใช้กรอบของระบบราชการมาผสมผสานไม่ทันกับเหตุการณ์เราสูญเสียมาเยอะแล้ว เราจึงอยู่ในกรอบของความจริง"
บดินทร์ จันทศรีคำ (ลุงหมู สาริกา) ผู้ได้รับรางวัล คนไทยใจอาสา จากการประกาศรางวัล คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 9 พลังแผ่นดิน
ข้อมูลจาก คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 9 พลังของแผ่นดิน
หมู สาริกา"เพียงเพื่อขอให้ป่าเขา อยู่กับเราจนวันตาย" วลีสำคัญของชายที่ชื่อ บดินทร์ จันทศรีคำ ชาวตำบลสาริกา จังหวัดนครนายก ที่กลุ่มคนอาสาและกลุ่มนักอนุรักษ์รู้จักในนาม 'ลุงหมู สาริกา' ผู้ผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สัตว์ป่า สายนํ้า สิ่งแวดล้อม และงานอาสามาทั้งชีวิต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 17 โครงการจอมป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

จอมป่าคำว่าจอมป่า เป็นคำย่อมาจาก Joint Management of Protected Aresa WEFCOM 2547 – 2558 เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากโครงการ WEFCOM 2542 – 2545 โดยก่อนเสร็จสิ้นโครงการ WEFCOM ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งได้ขยายเวลาเป็นปี พ.ศ. 2546 ได้มีการติดตามประเมินผลโครงการโดย DANIDA ผู้สนับสนุนทุน และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากการใช้วิทยาศาสตร์นำ ทำการสำรวจวิจัยและทำผลผลิตแผนที่ “เขตการจัดการพื้นที่ป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ” นับเป็นครั้งแรกที่กลุ่มป่าอนุรักษ์ 17 พื้นที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว แสดงคุณค่าของเขาอย่างชัดเจน

 

คนไทยหัวใจสีเขียว - พระราชวิสุทธิมุนี

อีเมล พิมพ์ PDF

พระราชวิสุทธิมุนีพระราชวิสุทธิมุนี (พระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล) เข้าสู่เพศบรรพชิตตั้งแต่อายุ 20 ปี ที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ หลังจากนั้นจึงไปปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงตามาหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด ด้วยดวงจิตอันมุ่งมั่นที่จะศึกษาธรรมะเพื่อธำรงพระศาสนาต่อไป

 

หลากปัญหาสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนการศึกษาชิ้นล่าสุดพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น การต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่เป็นอันตราย รวมทั้งสภาพอากาศสุดขั้วต่างๆ และหากเมืองใหญ่และประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังไม่ลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ

 

30 ปี การคัดค้านเขื่อนน้ำโจน จากความทรงจำของคนในเหตุการณ์

อีเมล พิมพ์ PDF

น้ำโจนผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ก่อนจะได้ชื่อเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในอดีตเคยผ่านเหตุการณ์มามากมาย เป็นจุดศูนย์รวมประวัติศาสตร์ใหญ่ของประเทศไทยอยู่ไม่น้อย ในบางแง่มุมของเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็เกือบจะทำให้ผืนป่าแห่งนี้เหลือแต่เพียงตำนานสำหรับเล่าขาน

 

รถยนต์ไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนน้อยกว่ารถดีเซลร้อยละ 50

อีเมล พิมพ์ PDF

รถไฟฟ้าผลวิจัยชี้ รถยนต์ไฟฟ้าจะปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดอายุการใช้งานน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ดีเซล แม้ว่าไฟฟ้าดังกล่าวจะผลิตมาจากแหล่งเชื้อเพลิงที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดก็ตาม

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 16 โครงการรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ part 3

อีเมล พิมพ์ PDF

wefcomหลังจากที่เริ่มการวางรากฐานเพื่อทำโครงการ รักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศเป็นที่เรียบร้อยในช่วงปี 2540 ด้วยความสนับสนุนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2541 องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมประเทศเดนมาร์ก DANCED ได้เข้ามาศึกษาแผนงานและกิจกรรมฝึกอบรม ฯลฯ ที่กำลังปฏิบัติอยู่ จนได้มีการประชุมและเจรจาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในท้ายที่สุดได้ข้อสรุปว่า DANCED ตกลงสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ ระหว่างปี พ.ศ. 2542 – 2545 และภายหลังได้ขยายกรอบเวลาทำงานออกไปถึงปี 2546

 

ป่าสุขภาพดี ดูที่ตรงไหน

อีเมล พิมพ์ PDF

กลุ่มป่าในวาระรำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร (พ.ศ. 2560) นอกจากการจัดทำรายงานสถานการณ์ป่าไม้ประจำปีของประเทศไทย ที่จัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังได้จัดทำอีกหนึ่งรายงานสำคัญ ซึ่งก็คือ รายงานสุขภาพป่าของประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น

 

เบื้องหลังงานวิจัยเสือโคร่งในป่าใหญ่

อีเมล พิมพ์ PDF
เมืองไทยเริ่มศึกษาวิจัยเสือโคร่งครั้งแรกในปี 2539 โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เพราะเล็งเห็นว่า สัตว์ใหญ่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ของโลก มีความสัมพันธ์และสำคัญต่อการคงอยู่ของระบบนิเวศ การจะรักษาป่าต้องรักษาเสือโคร่ง การจะรักษาเสือโคร่งจึงต้องรักษาป่า เพราะเสือโคร่งจำเป็นต้องใช้ป่าขนาดใหญ่ที่เพียงพอ มีความเหมาะสมในด้านต่างๆ ทั้งเหยื่อ น้ำ และสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่อาศัย
ปัจจุบัน งานวิจัยเสือโคร่งในประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง มีระบบและข้อมูลสามารถนำไปอ้างอิงเพื่องานอนุรักษ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่การติดตามคดีการล่าสัตว์ ก็อาศัยข้อมูลจากงานวิจัยจากนักวิจัยช่วยคลี่หลายปัญหา และยังนำไปสู่แนวโน้มการเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งของประเทศในอนาคต
แต่การทำงานวิจัยใช่ว่าง่าย และใช่ว่าจะมีวันสิ้นสุด อย่างที่นักวิจัยได้กล่าวไว้ งานวิจัย (และนักวิจัย) จำเป็นต้องพัฒนาตลอดเวลา เพื่อหาข้อมูลใหม่และข้อมูลที่เป็นความจริงมากขึ้น ให้สิ่งที่ทำในวันนี้เป็นผลดีต่ออนาคตให้มากที่สุด
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร อยากแนะนำนักวิจัยเสือโคร่งคนสำคัญแห่งผืนป่าตะวัน คือ คุณสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ รับผิดชอบในด้านการศึกษาวิจัยเสือโคร่ง และ ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือ
ความยากง่ายในการทำงานในผืนป่าใหญ่เพื่อศึกษาวิจัยเสือโคร่งที่เป็นสัตว์บนห่วงโซ่อาหารจะเป็นอย่างไร ติดตามเบื้อหลังของความสำเร็จได้ในบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้
ผืนป่าอันกว้างใหญ่ทำไมต้องเลือกศึกษาวิจัยเสือโคร่ง
นายสมโภชน์ : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ เราพบว่าเสือมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ เป็นผู้ล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร (Top predators) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง รวมถึงปัจจัยเรื่องโอกาสในการศึกษาสัตว์ป่าอื่นๆ ทำได้ไม่ง่ายนัก จึงเลือกเสือโคร่งมาเป็นตัวแทนของความหลากหลายในพื้นที่ และองค์ความรู้ที่ได้จากเสือโคร่งนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
ขอบเขตการวิจัยเสือโคร่งในพื้นที่ป่าตะวันตก
นายสมโภชน์ : สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำเน้นการทำงานในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นหัวใจหลักในการติดตามประชากรและศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกและด้านตะวันตกที่เน้นการติดตามประชากรเสือโคร่งเป็นหลัก ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 เมื่อปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559) เริ่มทำการติดปลอกคอเสือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
แค่ดูแลป่าให้สมบูรณ์ไม่พอหรือ ทำไมต้องมีการทำงานศึกษาวิจัยเสือโคร่ง
ดร.อัจฉรา : หากป่าอยู่ในสถานภาพปรกติเราสามารถปล่อยให้ป่าเป็นไปตามยถากรรมธรรมชาติได้ แต่ก่อนที่เราจะเริ่มศึกษามีการล่าสัตว์ป่ามากมาย ทั้งการล่าเสือ และสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือ รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ไม่ปรกติ ฉะนั้นในสถานการณ์แบบนี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร เราไม่สามารถหลับหูหลับตาเชื่อข้อมูลต่างๆ ทั้งจำนวนของเสือโคร่งหรือเหยื่อที่มันกินเป็นอาหารโดยไม่มีหลักฐานมารองรับได้ จึงต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์สำหรับประเทศไทย
ในต่างประเทศมีการศึกษาวิจัยเสือโคร่งมาแล้วเช่นอินเดีย ทำไมไม่นำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้
ดร.อัจฉรา : แม้เป็นเสือโคร่งชนิดเดียวกัน แต่สภาพป่า สิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน ทำให้มีวิธีการดูแลแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรมีการข้อมูลการวางแผนการจัดการดูแลเป็นของเราเอง
ก่อนที่เราจะวิจัยเสือโคร่งอย่างจริงจัง เคยมีชาวต่างชาติมาวิจัยเสือโคร่งในไทยและให้ข้อมูลว่าเสือโคร่งประเทศไทยกินเก้งเป็นอาหาร ซึ่งทุกวันนี้ในต่างประเทศยังอ้างอิงข้อมูลว่าเสือโคร่งประเทศไทยกินเก้ง เป็นคำถามในระดับโลกว่าทำไมเสือโคร่งประเทศไทยถึงมักน้อย กินแค่เก้ง ในขณะเดียวกันเสือโคร่งประเทศเพื่อนบ้านกินสัตว์ใหญ่ เช่น วัวแดง กวาง
แต่เมื่อเราทำการศึกษาวิจัยข้อมูลกันต่อเนื่อง จึงทราบว่าเสือโคร่งประเทศไทยกินวัวแดงเป็นอาหาร ในส่วนของเก้งนั้นโดยข้อเท็จจริงแล้วโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก จนถึงปัจจุบันที่ทำการศึกษาวิจัยด้วยการจับเสือใส่ปลอกคอวิทยุและติดตามพฤติกรรมพบว่า อาหารหลักของเสือโคร่งคือ วัวแดง กวาง กระทิง หมูป่า ส่วนเก้งเป็นเหมือนขนมขบเคี้ยวเท่านั้น เพราะด้วยลักษณะของขนาดตัว ความเปรียวกว่า เหมือนเราเสียเวลาวิ่งจนเหนื่อยเพื่อได้กินอาหารเพียงเล็กน้อยได้แค่ค่อนกระเพาะ
การทำวิจัยอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะเราไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่การที่เราพัฒนาไปเรื่อยๆ จะทำให้เราเจอข้อมูลใหม่ๆ ที่อัพเดทและเป็นความจริงมากขึ้น ไทยแลนด์ยัง 4.0 ทำไมเสือโคร่งจะ 4.0 บ้างไม่ได้หรือ
ขนาดของทีมในการปฏิบัติงาน
นายสมโภชน์ : ขนาดทีมในการทำงานแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับภารกิจ เช่น การตั้งกล้องดักถ่ายภาพ หากเป็นการเดินไปกลับ คือจะตั้งแคมป์ใหญ่หนึ่งแคมป์ เดินตั้งกล้องทั้งวันแล้วกลับมานอนแคมป์ด้วยกัน ทีมตั้งกล้องหนึ่งทีมจะมีประมาณ 10 คน โดยจะแบ่งทีมย่อยแยกกันไป 5 ทีม ทีมละ 2 คน แล้วกลับมา ในภารกิจติดกล้องก็จะมีทีมละ 2 คนเป็นหลัก ขณะที่ภารกิจเข้าไปตามเสือหรือเช็คพิกัดเสือ ก็จะมีอย่างน้อย 2-3 คนขึ้นไป และหากต้องไปค้างคืนต้องมีอย่างน้อย 3-4 คน
ดร.อัจฉรา : แต่ถ้าจับเสือเพื่อใส่ปลอกคอใช้ประมาณ 6 คน แต่หากต้องเข้าไปในป่าลึกเราต้องเผื่อกำลังคนเข้าไปเพิ่ม 2-3 คน เพราะการเข้าไปในป่าเราไม่รู้ว่าต้องเจออะไรบ้างจึงต้องมีการสำรองกำลังคน ยกตัวอย่างหากเจอไม้ล้มขนาด 2 คนโอบ หากตัดตัวเองซึ่งเป็นผู้หญิงก็จะเหลือกำลัง 5 คนที่เป็นผู้ชาย จึงต้องสำรองกำลังคนเพิ่ม แต่เมื่อเอาคนเข้าไปแล้วจะต้องทำงานให้คุ้ม จะไม่มีเวลาไว้เดินเล่น เข้าไปแล้วต้องทำงาน
อันตรายในการปฏิบัติงานวิจัย
ดร.อัจฉรา : เนื่องจากสถานที่ทำงานเป็นป่า ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะต่อการเข้าไปใช้ชีวิตจึงมีอันตรายอยู่แล้ว การจะทำงานจึงมีความเสี่ยงตลอดเวลา ต้องไม่ประมาท มีสติตลอดเวลา ระมัดระวังตัวตลอดเวลา เช่นว่า สัตว์ป่าไม่คิดว่าจะเจอคนอยู่กลางป่า ถ้ามีสัตว์วิ่งสวนมาเราจะต้องรับรู้ก่อนที่มันจะถึงตัวเรา
อุปสรรคในการทำงาน
ดร.อัจฉรา : อุปสรรค คือสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ในการทำงาน สิ่งที่ยังมาไม่ถึง พอมาถึงนั่นแหละก็คืออุปสรรค
นายสมโภชน์ : การทำงานในป่าเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น สภาพธรรมชาติสร้างความลำบากให้ทีมงานได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติว่าจะลงโทษเราตอนไหน รวมไปถึงอุปกรณ์ เช่น รถที่อาจจะทำให้เวลาคลาดเคลื่อนไป อุปสรรคเกิดขึ้นได้ตามรายทาง
ความยาก
ดร.อัจฉรา : หากนิยามความง่ายหรือความยากของงานคงขึ้นอยู่ความปลอดภัยของคนและสัตว์  ภารกิจสำเร็จ ถือว่าการวางยาเสือของเรานั้นง่าย แต่ “ความยาก” มันเกิดขึ้นมาก่อน “ความง่าย” ก่อนที่สัตว์และคนจะปลอดภัยมันมีช่วงวัดใจอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงนั้นแหละคือความยาก ในความเป็นจริงเวลาเราดักจับสัตว์มันไม่อยู่เฉยๆ เราไม่สามารถควบคุมหรือสั่งให้สัตว์อยู่นิ่งได้อย่างที่เราต้องการ มันจะขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมตอนนั้น
ยกตัวอย่างเช่น ความยากง่ายระหว่างการทำงานกลางวันกับกลางคืน ตอนนี้สารภาพว่าติดใจการทำงานเวลากลางคืน เพราะเราสามารถควบคุมแหล่งที่มาของแสงและเสียงได้ ในเวลากลางคืนสัตว์จะก้าวร้าวน้อยกว่ากลางวัน ทำให้ทำงานได้ไว ส่วนกลางวันจะมีเสียงรบกวนจากทุกทิศทาง ทั้งนก ไก่ การ้องกันระงม รวมถึงเรื่องแสงที่สัตว์น่าจะเห็นภาพรวมได้ดีกว่าที่เรายิ่งสปอร์ตไลท์ไปยังจุดใดจุดหนึ่ง
อีกเรื่องที่ต้องฝึกคือความอึด เราไม่สามารถนัดเจอกับเสือได้ว่าให้มาเจอกันที่จุดไหน เราไปเปิดกับดักเพื่อรอมัน ถ้าโชคดีก็ 4-5 วัน ถ้าโชคร้ายก็รอเป็นเดือน การที่ต้องเฝ้ารอมันนี่คือการฝึกความอึด เป็นความยากของการที่ไม่สามารถกำหนดได้ เราก็ต้องหาวิธีทำงานให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ใกล้เคียงรอบที่มันจะมาหาเรามากที่สุด เช่น การเอากล้องไปดักตามทางที่เขาจะเดิน เราก็จะพอกะระยะเวลาคร่าวๆ ได้ว่ามันสำรวจบ้านมันรอบหนึ่งใช้เวลากี่วันถึงจะเดินกลับมา เราก็จะกะเวลาให้ได้ใกล้เคียง แต่พอเราพัฒนา เสือเองก็มีพัฒนาการเช่นกัน เรารู้แล้วว่ามันจะมา มันก็รู้เช่นกันว่าเราจะมา เสือก็เดินเล่น ไม่แวะให้ เราก็ไปคิดค้นวิธีว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผลสำเร็จ ทำไปเรียนรู้ไป อย่างน้อยเราก็ต้องเชื่อว่าเราเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดที่สุด เฉพาะฉะนั้นเสือจะมาฉลาดกว่าเราไม่ได้ เราก็ต้องมีการเรียนรู้คิดค้นไปเรื่อยๆ
สถานการณ์ประชากรเสือโคร่งในพื้นที่
นายสมโภชน์ : เนื่องจากพื้นที่ศึกษาของเราคือเขตรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และด้านตะวันตกเป็นหลัก เมื่อเทียบข้อมูลกับปี 2550 จะเห็นว่าแนวโน้มของประชากรในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งดูดีขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะช่วงปีนั้นเราถ่ายรูปเสือได้ประมาณ 20 ตัว ไม่ถึง 30 ตัว แต่ปีล่าสุดนี้ถ่ายได้เป็นตัวเต็มวัยทั้งหมดประมาณ 50 ตัว หรือคิดเป็นเกือบเท่าตัวของ 10 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ฝั่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกและด้านตะวันตกมีจำนวนประชากรคงที่ และมีข้อมูลอีกอย่างก็คือเสือในห้วยขาแข้งมีการกระจายออกไปในป่าตะวันตก ในด้านตัวเลขที่เรามีมันเป็นเชิงบวก แต่ว่าสถานการณ์ในป่าห้วยขาแข้งเองยังมีปัจจัยคุกคามเข้ามาอยู่เรื่อยๆ จึงต้องเฝ้าระวังกันตลอดเวลา
ความประทับใจในการทำงาน
ดร.อัจฉรา : ประทับใจในทีมของเรา ไม่ว่าจะยากลำบาก ฝนตก น้ำล้นตลิ่งเราก็ไม่เคยทิ้งกัน มีปัญหาเราไม่เคยหันหลังให้กัน ถึงแม้ว่าจะไม่อยู่ในบริเวณที่เกิดปัญหาก็ตาม ก็สามารถช่วยกันได้ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีวินัย มีความซื่อสัตย์ในการเก็บข้อมูล
ความคาดหวัง
นายสมโภชน์ : งานที่ทำมามันเริ่มจะเห็นในพื้นที่อื่นด้วย เราเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2547 ตั้งแต่เรื่องของการติดตามประชากร การติดตั้งกล้องในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ขยายไปจนกระทั่งงานติดปลอกคอวิทยุด้วย แต่การตั้งกล้องจะเป็นงานหลักที่มีการเริ่มขยายไปทำงานในพื้นที่อื่น มีนักวิจัยและองค์กรที่เล็งเห็นความสำคัญ ตามสถานการณ์ สำรวจประชากรเสือในพื้นที่อนุรักษ์สำคัญๆ และเข้ามาช่วยเราทำงานในพื้นที่ เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติคลองลาน ที่มีทีม WWF เข้ามาช่วย ส่วนทางตอนใต้ของป่าตะวันตกมีทีม ZXL เข้ามาช่วยกรมอุทยานในการสำรวจเสือโคร่ง ส่วนทางฝั่งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน ก็จะมีทีมที่พยายามผลักดันให้มีการสำรวจหรือติดตามประชากรเสือในพื้นที่ เพื่อดูแนวโน้มสถานภาพของประชากรและแปรผลทั้งประเทศไทยว่าเสือโคร่งเป็นอย่างไร
ดร.อัจฉรา : ถ้าหมายถึงเนื้องานก็จะคาดหวังว่างานวิจัยที่เราทำออกมาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการงานอนุรักษ์ได้จริง แต่ถ้าในส่วนของภาคประชาชนก็คือเราพยายามจะสื่อสารออกมาว่าเสือมันคืออะไร มีชีวิตอย่างไร มันกินอะไร ในมุมมองง่ายๆ ให้สาธารณชนได้รู้ เพื่อให้เขารู้สึกถึงคุณค่าและเกิดความรักความหวงแหน เพราะในเวลาที่เรามีปัญหาในหลายๆ เรื่องๆ คนส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่าทำไมต้องไปเลือกเสือ ทำไมไม่เลือกคน เช่นความขัดแย้งในการใช้พื้นที่ แต่ถ้างานวิจัยที่เราทำออกมาสามารถสร้างความเข้าใจได้ว่ามันมีเสือแล้วจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น มีความสมบูรณ์ตามมา ซึ่งความสมบูรณ์ในที่นี้เป็นของคนทุกคน ไม่ใช่ของเสือ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่ตรงนั้น นี่คือสิ่งที่เราคาดหวัง
สาธารณชน ภาคประชาชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์เสือได้อย่างไร
ดร.อัจฉรา : เรามองว่า เอ็นจีโอที่มองการอนุรักษ์เป็นงานใกล้เคียงกับเรา อยากให้คิดเห็นไปในทางเดียวกัน แล้วเมื่อเราแปรผลออกไปเราก็จะแปรผลออกไปในทิศทางเดียวกับภาครัฐที่ทำงาน ในส่วนของประชาชน คิดว่าแค่เห็นคุณค่า เกิดความรัก และหวงแหนก็เพียงพอแล้ว ด้านองค์กรที่มีบทบาท มีผลต่อการทำงาน น่าจะเป็นพวกเอ็นจีโอ แหล่งทุน น่าจะมีส่วนช่วยได้เยอะ
นายสมโภชน์ : ด้านการใช้แรงงานที่ยังเป็นเพียงแนวคิดว่าจะนำอาสาสมัครมาช่วยทำงาน เพราะมีตัวอย่างจากประเทศอินเดียที่มีการใช้อาสาสมัคร แต่ว่าป่าอินเดียกับไทยไม่เหมือนกัน และป่าอินเดียสามารถเดินทางไปเช้าเย็นกลับได้ เราค่อนข้างกังวลเวลานำอาสาสมัครเข้าไปทำงานกับเรา เพราะคุณต้องไปอยู่กับเรา 5 - 7 วัน จะมีปัจจัยด้านเวลา เรื่องความปลอดภัยที่ต้องคำนึง ข้อจำกัดต่างๆ ทำให้แนวคิดการนำอาสาสมัครมาช่วยงานยังไม่เกิดขึ้น
ดร.อัจฉรา : มันเป็นงานที่ละเอียดอ่อน และมีความเสี่ยง จะนำใครเข้าไปช่วยเราต้องคิดแล้วคิดอีก ต้องเป็นคนที่มีทักษะในระดับหนึ่ง สมมุติว่าชวนสัตวแพทย์มายิงยาสลบให้ เขาอาจจะทำได้ เพราะมีเทคนิคและความรู้ในระดับหนึ่ง แต่การจะเข้าไปทำงานจริงมันไม่ได้อยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยม ไม่สามารถนำเข็มไปจิ้มได้ง่ายๆ มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง บางคนเข้าไปครั้งแรกได้ยินแค่เสียงร้องของเสือก็ถึงกับเข่าอ่อนทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าใกล้มันเลย ยืนห่างๆ ให้ถือของเข้าไปเท่านั้น มันเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะจริงๆ เราก็อยากได้ความช่วยเหลือแต่ก็ต้องมาคิดก่อนว่าเข้าไปอย่างไรสามารถทำงานได้อย่างคุ้มค่า เป็นประโยชน์และไม่มีความเสี่ยง
สิ่งที่อยากฝากถึงประชาชน
ดร.อัจฉรา : เวลาเราคิดถึงเสือก็คือการคิดถึงตัวเราเอง เพราะการที่เรามีเสือในป่าอยู่นั่นแปลว่าเรามีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมหรับทุกคน อย่ามองว่าเสือว่าเป็นสัตว์อันตราย เรื่องปัญหาการใช้พื้นที่ คนต้องการพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม ทำอ่างเก็บน้ำ ก็จะมีคำถามว่าจะเอาคนหรือเอาเสือ เราไม่อยากให้คิดอย่างนั้น อยากให้มองในภาพใหญ่ ไม่ใช่ว่าเรารักษาเสือไว้เพื่อเสือ แต่เรารักษาเสือไว้เพื่อเราทุกคน ถ้าไม่เอาเสือก็ได้ แต่คุณก็จะได้ป่าที่ไม่มีชีวิต มีต้นไม้ไว้ดูดคาร์บอนฯ แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
เรียบเรียงบทความจากเวทีงาน จากป่า สู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร) โดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ภาพประกอบ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ
เสือโคร่งเมืองไทยเริ่มศึกษาวิจัยเสือโคร่งครั้งแรกในปี 2539 โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เพราะเล็งเห็นว่า สัตว์ใหญ่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ของโลก มีความสัมพันธ์และสำคัญต่อการคงอยู่ของระบบนิเวศ การจะรักษาป่าต้องรักษาเสือโคร่ง การจะรักษาเสือโคร่งจึงต้องรักษาป่า เพราะเสือโคร่งจำเป็นต้องใช้ป่าขนาดใหญ่ที่เพียงพอ มีความเหมาะสมในด้านต่างๆ ทั้งเหยื่อ น้ำ และสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่อาศัย
 

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์และพืชป่าที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน อาจเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต
“ทั้งชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอาหารในจานของเราส่วนใหญ่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ โดยที่เราแทบไม่ให้ความสนใจ” Ann Tutwiler ผู้อำนวยการองค์กร Bioversity International กลุ่มนักวิจัยที่เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
“หากมีชนิดพันธุ์ใดชนิดพันธุ์หนึ่งที่ห้ามสูญพันธุ์ ก็คงจะเป็นชนิดพันธุ์ที่เป็นอาหารให้กับประชากรโลกกว่า 7 พันล้านคน ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตร (agrobiodiversity) คือทรัพยากรทรงค่าสิ่งที่เราขาดแคลนและกำลังสูญเสียมันไป ทั้งที่ชนิดพันธุ์เหล่านั้นอาจช่วยบรรเทาความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ และยังมีบทบาทสำคัญที่ถูกมองข้ามในการเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการ ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป” Ann Tutwiler ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Guardian
อาหารที่เรารับประทานทุกวันราว 3 ใน 4 มาจากพืชเพียง 12 ชนิด และสัตว์ 5 ชนิดพันธุ์ ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้สัตว์และพืชที่เป็นแหล่งอาหารของเราอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อโรคระบาดและศัตรูพืชซึ่งอาจทำลายแปลงพืชเชิงเดี่ยวเป็นพื้นที่กว้าง ดังเช่นเหตุการณ์ความหิวโหยจากการขาดแคลนมันฝรั่งของชาวไอริช (Irish potato famine) ที่ประชากรนับล้านคนต้องหิวโหยจนตาย การพึ่งพิงพืชและสัตว์เพียงไม่กี่สายพันธุ์อาจทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ความต้องการทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในธรรมชาติยังมีพืชและสัตว์ที่สามารถนำมาเป็นอาหารได้หลายพันชนิด โดยให้สารอาหารที่ครบถ้วน มีภูมิคุ้มกันต่อโรค และสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การทำลายพื้นที่ป่า การปนเปื้อนของมลภาวะ และการล่าเกินปริมาณที่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ของโลก โดยมีงานวิจัยระบุว่าในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา สัตว์และพืชป่าได้ลดลงไปราวครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีอยู่ รายงานฉบับใหม่ยังระบุเพิ่มเติมว่า พืชและสัตว์ที่สามารถนำมาเป็นอาหารก็ประสบแรงกดดันไม่ต่างกัน โดยกว่า 1,000 ชนิดพันธุ์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม
Ann Tutwiler กล่าวเพื่มเติมว่า การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตรเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาหารไม่เหมาะสม (poor diet) ซึ่งสาเหตุการตายและทุพพลภาพของมนุษย์ โดยปัญหาดังกล่าวควบรวมทั้งการกินอาหารมากไป และได้รับสารอาหารน้อยเกินไป “เรายากที่จะเอาชนะทั้งความอ้วนและภาวะขาดสารอาหาร เพราะอาหารที่เรารับประทานส่วนใหญ่นั้นคือสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เรากลับบริโภคอาหารที่หลากหลายไม่เพียงพอ”
รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่ารัฐบาลและภาคเอกชนสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลจากการสนับสนุนให้มีการปลูกพืชอาหารที่มีความหลากหลาย โดยกว่าพันชนิดแทบไม่เป็นที่รู้จัก เช่น แกค (gac) ผลไม้สีแดงเพลิงของเวียดนาม กล้วยอาซูพีนา (Asupina Banana) ซึ่งเป็นกล้วยที่มีเนื้อสีส้ม เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนที่ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินเอ
คีนัว (quinoa) นับว่าเป็นธัญพืชที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศที่ร่ำรวย แต่คีนัวที่นำมาจำหน่ายนั้นเป็นแค่ชนิดพันธุ์ไม่กี่หยิบมือจากคีนัวนับพันสายพันธุ์ซึ่งเติบโตในแอฟริกาใต้ นอกจากนี้ รายงานเล่มเดียวกันยังยกตัวอย่างเกษตรกรขาวเปรู ได้เลือกสายพันธุ์คีนัวที่แข็งแรงและมีคุณค่าทางอาหารสูงที่จะสามารถเอาตัวรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโรคระบาด
พืชกระแสหลักก็ต่างได้รับประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เช่นนักวิจัยในประเทศเอธิโอเปียที่ค้นพบข้าวสาลีซึ่งสามารถให้ผลผลิตยอดเยี่ยมในพื้นที่แห้งแล้งอย่างมาก หรือความหลากหลายทางชีวภาพในปลาท้องถิ่นของบังคลาเทศ ที่พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างยิ่ง
“ความเป็นจริงแล้วเรามีอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้น พืชและสัตว์อาหารเหล่านี้ต่างพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับบริบทการทำการเกษตรในท้องถิ่น” Ann Tutwiler กล่าว
Bioversity International ทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต Sainsbury เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรใส่ใจความหลากหลายทางชีภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับ Perfrancesco Sacco ตัวแทนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศอิตาลี ตั้งข้อสังเกตว่าในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) อิตาลีอยู่อันดับรั้งท้ายในแง่ประชาชนที่มีน้ำหนักตัวเกิน ตามหลังประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีซึ่งมีวัฒนธรรมการรับประทานอาหารโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน
เขากล่าวสรุปว่าการสืบเสาะเค้นหาและเพาะปลูกพืชอาหารที่หลากหลายเป็นกุญแจสำคัญ  “การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตรแตกต่างกับการอนุรักษ์หมีแพนด้าหรือแรด เพราะยิ่งเรารับประทานอาหารที่มีความหลากหลายมากขึ้นเท่าไหร่ อาหารเหล่านั้นก็จะได้รับการอนุรักษ์ไว้ในเวลาเดียวกัน”
ถอดความและเรียบเรียงจาก The Sixth Mass Extinction of Wildlife Also Threatens Global Food Supplies โดย Damian Carrington
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
การสูญพันธุ์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์และพืชป่าที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน อาจเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 16 โครงการรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ part 2

อีเมล พิมพ์ PDF

wefcomความต้องการที่จะรักษาผืนป่าตะวันตกให้คงอยู่อย่างยั่งยืนนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิดของคุณสืบ นาคะเสถียร เริ่มเป็นงานอย่างรูปธรรมเมื่อ 31 ตุลาคม 2539 เมื่อท่านปลัดเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคนั้นได้นำคณะเข้าเฝ้าถวายรายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าชายฟิลิป แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ องค์ประธาน WWF โลก

 

[VIDEO] จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรวีดีโอ บรรยากาศ กิจกรรม จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

กรมชลฯ แจ้งถอนรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
กรมชลประทาน ทำหนังสือถึงสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอถอนรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ออกจากการพิจารณาของ คชก. และได้ศึกษาทางเลือกการจัดการน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังเพื่อแก้ไขปัญหาแทน
ภายหลังการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านแหล่งน้ำ เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีมติไม่รับพิจารณารายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ เนื่องจากข้อมูลข้อมูลยังขาดความสมบูรณ์
ล่าสุด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ทำหนังสือแจ้งถึงสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอถอนรายงาน EHIA ฉบับดังกล่าว ออกจากการพิจารณาแล้ว
เนื้อหาในหนังสือฉบับดังกล่าว กรมชลประทาน ได้อ้างถึงมติคชก. เรื่องเขื่อนแม่วงก์ จากการเสนอรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ที่เห็นควรให้กรมชลประทานปรับปรุงแก้ไขและเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ พร้อมชี้แจงรายละเอียดว่า ข้อคิดเห็นบางประเด็นนั้นเกินจากขอบเขตการศึกษาที่กรมชลประทานดำเนินการไว้
นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้อื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่นอกเหนือจากการสร้างเขื่อน เช่น ข้อเสนอทางเลือกการจัดการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มาพิจารณาดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและขาดแคลนน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์แทน โดยได้กำหนดแผนงานระยะเร่งด่วนไว้เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ทดแทน
ซึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ อาจส่งผลต่อลักษณะหรือขนาดโครงการที่ได้ศึกษาไว้เดิม ทำให้ต้องมีการทบทวนลักษณะโครงการใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ทั้งระบบ
อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม
ตามที่ กรมชลประธานได้จัดส่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาและนำเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 5 ครั้ง ตามหนังสือที่อ้างถึง 1 – 5 โดยที่ประชุมมีมติเห็นควรให้กรมชลประทานปรับปรุงแก้ไขและเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ของโครงการ ตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
ในโครงการนี้ กรมชลประทาน ได้พิจารณาแล้วและขอเรียน ดังนี้
1. โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นโครงการที่อยู่ในแผนพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรัง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 - 2529) เนื่องจากสภาพปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำและปัญหาความยากจนในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยคณะรัฐมนตรีมีความเห็น เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ว่า เป็นโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ จึงเห็นชอบในหลักการ การดำเนินงานโครงการและมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนครบถ้วน เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) พิจารณาตามขั้นตอนตามนัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ต่อไป
2. กรมชลประทานได้เสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ และชี้แจงรายงานตามข้อคิดเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านพัฒนาแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิศวกรรม นิเวศวิทยาป่าไม้และสัตว์ป่า เศรษฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม และด้านสังคม ตามกรอบแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดไว้ รวมทั้งมีข้อคิดเห็นบางประเด็นที่ครอบคลุมในระดับการวิจัยหรือให้ศึกษาเพิ่มเติมในระดับลุ่มน้ำ ภูมิภาค หรือเปรียบเทียบกับผลการศึกษาระดับทั้งประเทศ ซึ่งเกินจากขอบเขตการศึกษาเดิมที่กรมชลประทานดำเนินการไว้
3. ระหว่างรอพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ กรมชลประทานได้ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ และข้อเสนอแนวทางจากหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มาพิจารณาดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและขาดแคลนน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้กรอบการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ (Area Base) เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ (ปี พ.ศ. 2558 - 2569) พร้อมกำหนดแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ (ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว) เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยไม่เกิดประเด็นการต่อต้านคัดค้านและความขัดแย้งทางสังคม จึงดำเนินการตามแผนระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ไปพลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อลักษณะหรือโครงการที่ได้ศึกษาไว้เดิม ทำให้ต้องมีการทบทวนลักษณะโครงการใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ทั้งระบบ
4. เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องชัดเจนตามหลักวิชาการ กรมชลประทาน จึงขอถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการฯ ดังกล่าว ออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เพื่อดำเนินตามข้อ 2 และ ข้อ 3 ให้ครบถ้วน หากมีความจำเป็นต้องพิจารณาดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ตามแนวทางเลือกที่เหมาะสม กรมชลประทานจะนำเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าสู่การพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ลงชื่อ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน
เขื่อนแม่วงก์กรมชลประทาน ทำหนังสือถึงสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอถอนรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ออกจากการพิจารณาของ คชก. และได้ศึกษาทางเลือกการจัดการน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังเพื่อแก้ไขปัญหาแทน
 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 18

รับข่าวสาร